Zirolist Revenge มหาประลัยคนตายยาก (รอผล สนพ) End

ตอนที่ 29 : Revenge 14 ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป (ท่อนเดียวจบ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 396
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 ส.ค. 57

Revenge 14 ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป

 

รื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นการค้นพบโดยบังเอิญทั้งหมดจริงๆ เรื่องข้าวผัดที่สามารถควบคุมเซอร์โรริสได้ เรื่องนั้นผมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ แต่กับอีกเรื่องที่อยู่ในหัวของผมที่เพิ่งจะนึกออกหลังจากทำข้าวผัด เรื่องที่เกี่ยวกับเซอร์โรริสนั่นแหละ

แม้จะเป็นแค่เศษเสี้ยวที่ผมจำได้ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ผมคิดได้ เกี่ยวกับไวรัสZirolism (เซอร์โรริซึ่ม) ไวรัสที่เป็นส่วนหนึ่งของเซอร์โรไมน์ หัวรบยิงเคมีชีวภาพที่บัดนี้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นขีปนาวุธร้ายแรงและผลร้ายที่ได้กลับมาคือ คนที่ตายจากสารนี้หรือผู้ที่ได้รับสารจะกลายเป็นเซอร์โรริส...ถ้าคิดเข้าข้างตัวเองล่ะก็ ผมไม่มีทางที่จะคำนวณเรื่องผลร้ายที่แอบแฝงมาแน่ๆ

ไม่ว่าจะดูองค์ประกอบของเชื้อโรคนี้ ที่จริงมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหวัดที่เป็นแป๊ปๆเดี๋ยวก็หาย ผมคิดไปพร้อมกับออกแบบอาวุธนั้น เซอร์โรไมน์ แม้จะได้ชื่อว่าหัวรบยิงเคมีสาร แต่สารนั่นต่อให้รุนแรงเพียงใดก็ไม่ทำให้คนตายได้หรือทำให้เกิด เซอร์โรริสแบบนั้น งั้นก็แลดงได้ว่า

เฮเรดดัดแปลงมัน ซึ่งการดัดแปลงให้อาวุธมีคุณสมบัติแบบนี้ต้องมีสมองระดับผมเท่านั้นที่จะดัดแปลงมันได้ หรือถ้าคิดอีกมุมมองนึงแล้ว เฮเรดไม่มีทางดัดแปลงอาวุธได้ แต่ให้คนในฟอลเลนอินดัสตี้เปลี่ยนแปลงผลที่ผมออกแบบและเอาข้อมูลที่แท้จริงนั้นเก็บไว้...

 

ปังๆๆๆๆ

 

เสียงตูมตามของประทัดดัง สติผมเริ่มเตลิดหลังเศษเสี้ยวของประทัดมันกระเด็นใส่หน้าพร้อมกับกลิ่นดินเทาที่คลุ้งอยู่ในโพลงจมูกผม แน่นอนผมรู้ว่าใครเป็นคนปลุกผม และพร้อมไปตวาดตัวการที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้...เรื่องที่ผมคิดทั้งหมดหายไปจากหัวพร้อมสติที่เตลิดเปิดเปิง แน่นอนว่า ผมรู้ตัวการที่ทำ!?!

“ ปลุกดีๆไม่เป็นหรือไงยัยบ้า!!!

“ ตื่นแล้วเหรอครับนายท่าน แฮ่ๆๆ ”

ผมออกจากห้องพร้อมกับตวาดด้วยเสียงดุ อารมณ์โกรธของผมระเบิดออกจนเสียงที่ลั่นออกมามันไม่ต่างอะไรกับหมีร้ายที่กำลังอารมณ์บูดหลังไม่ได้กินน้ำผึ้งดังใจหวัง แน่นอนสิ่งที่ตอบรับผมคงเป็นเสียงหัวเราะที่เปลี่ยมด้วยอารมณ์ขันของโซอี้ แต่ว่าวันนี้กลับแปลกไปจากเดิม...

คนที่ผมตวาดตอนนี้กลับเป็นเซอร์โรริสคนตายที่ได้ชื่อว่าเป็นเซอร์โรริสที่สามารถพูดคุยกับคนอื่นได้แม้จะยังไม่สามารถตอบคำถามที่ตรงประเด็น ร่างของเขาคงไม่เน่าสลายไปมากกว่านี้หลังจากที่ฟรีสได้เลือกเซอร์โรริสคนตายที่เพิ่งมีความคิดหลังจากกินข้าวผัดได้มาเปลี่ยนแปลงให้ร่างกายเขาอยู่คงทน แต่สภาพตอนนี้มันก็เละมากพอแล้ว

ร่างกายที่เละจนเห็นอวัยวะภายใน บาดแผล รอแทะ รอยงับเผยเห็นเห็นแน่หากเขาถอดชุดออกไป ใบหน้าที่แทบไม่ต่างอะไรกับเอากะโหลกมาหุ้มด้วยหนังสีน้ำตาลที่เอาไว้ทำกระเป๋า สวมวิคผมยาวสลวยซึ่งไม่ค่อยจะเหมาะกับศีรษะเท่าไรเพราะวิคนั่นพร้อมที่จะหลุดตลอดเวลา แต่ว่านี่เป็นเซอร์โรริสคนตายตัวแรกที่ฟรีสดัดแปลงให้กลายเป็นบริวารภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งพวกเราเรียกเขาว่า One วัน

“ วัน ใครสอนให้นายปลุกฉันแบบนี้ฟะ”

“ คุณโซอี้ขอรับ... ” สำหรับผู้ที่ฟื้นจากความตายอย่างวัน สมองเขาก็เหมือนกับฮาร์ดดิสเก็บข้อมูลและเรียนรู้อะไรก็ได้เท่าที่เราจะใส่เข้าไป ผมไม่น่าถามเลยว่าใครสอนหมอนั่น...พอทำใจให้สงบสักพัก เหล่ารูมเมทในห้องผมก็เริ่มทยอยออกมา ด้วยท่าทีงัวเงียหลังประทัดทำให้พวกเขาตื่น

“ ตอนนี้ได้เวลาที่นายท่านต้องไปทำงานแล้วนะขอรับ ”

“ เข้าใจแล้ว ไว้ฉันจะตามไป ”

ผมตอบรับวันไปพร้อมกับกลับไปในห้องส่วนตัวอีกครั้งเพื่อไปเตรียมของที่จะเอาไปที่ทำงานด้วย ส่วนวันหลังจากได้เห็นบรรดาเพื่อนๆที่ออกมาจากห้องของผมก็เข้าไปทักทายอย่างกับเขาเป็นคนจริงๆ ถึงแม้ว่าจะทำให้เขากลับมาเป็นมนุษย์ไม่ได้อีกแล้วก็ตาม...เรื่องงานในกองกำลังไลท์กาเดี้ยน ตอนนี้ผมทำอะไรเหรอ ความจริงก็ทำอย่างเดิมนั่นแหละ

 หน้าที่เดิมของผมตั้งแต่มาที่นี่คืออยู่เฉยๆ แต่ก็ยังโดนลากให้ไปต่อสู้ไม่ต่างอะไรกับทหารในสงคราม แต่ตอนนี้ต้องบอกว่ามันเฉยจริงๆ ตั้งแต่วันที่กองกำลังเฮเรดบุกเข้ามาที่ฐาน ผ่านมาเดือนกว่าๆแล้วก็ยังไม่มีท่าทีที่สงครามจะเริ่มต่อ คงเป็นเพราะผมได้หักหน้าตัวการไปเยอะเหมือนกัน

แต่นอกเหนือจากอยู่เฉยๆใช่ว่าผมจะว่าง หลังจากค้นพบเรื่อง ข้าวผัด โดยบังเอิญ ผมเองก็เริ่มทำการทดลองวิเคราะห์ข้าวผัดอย่างจริงจังว่าทำไมมันถึงทำให้พวกเซอร์โรริสเชื่อฟังและมีความคิดถึงแม้จะไม่เหมือนมนุษย์ซะทีเดียว และเรื่องนี้จึงทำให้ผมอยู่ในหน่วยวิทยาศาสตร์ของกองกำลังไลท์กาเดี้ยนไปด้วยโดยผมทำงานกับฟรีสและนักค้นคว้าคนอื่นๆ

ผมมาถึงห้องทดลองโดยสวมชุดกราวน์สีขาวให้ดูสมกับเป็นนักวิทยาศาสตร์ พร้อมกับแบกเป้ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ของผมที่ใช้ในวันนี้ แน่นอนว่า ยังหมายถึงเซอร์โรริสที่ใช้ในการทดลองด้วย...แต่ไม่ได้อยากได้ชื่อว่าเป็นคนอำมหิตที่เห็นคนตายแล้วเป็นหุ่นทดลอง แต่ในเมื่อต้องการทดลองเพื่อช่วยเหลือไลท์กาเดี้ยนเลยต้องยอมโดนบ้าง ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงไม่รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับเซอร์โรริส บางทีอาจรู้ถึงวิธีทำให้เซอร์โรริสกลับเป็นคนปกติโดยไม่ต้องมาแบกภาระจากสงครามอีกต่อไปก็ได้

แต่ก็มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายตั้งแต่วันที่ไลท์กาเดี้ยนถูกถล่ม บิลลี่หลังจากรู้ว่าตัวเองกลายเป็นเซอร์โรริสคนตาย เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากปลีกตัวเองไปอยู่ที่เงียบๆคนเดียว หลบหน้าพี่สาวที่ขอให้ฟรีสทำให้ตัวเองมีชีวิตอีกครั้งสำหรับหมอนั่นแล้ว ศักดิ์ศรีมีค่ายิ่งกว่าชีวิตเสียอีก

ผมเพิ่งมารู้จากปากของฟรีสว่า หมอนี่เลิกกับเธอร์น่าไปแล้วเพราะความเข้ากันไม่ได้ ที่จริงผมว่าคู่นี้ก็เหมาะดีนะ งี่เง่ากับงี่เง่ามาเจอกัน ส่วนโซอี้ ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มาปลุกผมอีกเลย แต่ก็ใช้วันให้มาปลุกผมด้วยวิธีของหล่อน และเมื่อผมเจอกับโซอี้ หล่อนก็พยายามหลบหน้าผมแทนที่จะพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเช่นเคย แต่เอาไงก็เอาเถอะ ยัยนั่นไม่ได้เป็นอะไรกับผมนี่นา

ตึงงง!!!

“ นายนี่ช่างกล้าเนอะ ยี๋!!!

นักวิทยาศาสตร์ผู้แสวงหาความจริงที่พิสูจน์ได้กำลังทำหน้าแขยงสุดๆหลังผมได้วางบางสิ่งลงโต๊ะทดลองที่ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อผม เป็นโต๊ะเหล็กมีด้านข้างยกสูงขึ้นเพื่อป้องกันของที่อยู่บนโต๊ะตกลงไปด้านล่าง ในนี้คงหมายถึงเลือดเน่าๆ แน่ล่ะ ที่ผมวางคือศพของเซอร์โรริสที่ตายไปแล้วไม่มีทางคืนชีพได้อีก สภาพเขาเป็นยังไงน่ะเหรอ มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนอ้วนๆที่อวัยวะภายในพร้อมจะปลิ้นออกมาพร้อมกับน้ำเหลืองและเลือดดำๆข้นๆที่จะทำให้ไม่อยากกินอะไรที่ลักษณะคล้ายๆกันได้ตลอดชีวิต

อ้อ ศพพวกนี้ผมไม่ได้เอามาจากรูมเมทของผมหรอกนะ แต่เป็นพวกเซอร์โรริสฝั่งตรงข้ามที่มาถล่มผมไปเมื่อเดือนก่อน ศพที่สภาพดีที่สุดผมได้เอามันกลับมาและรักษาให้คงทนด้วยวิทยาการแสนโบราณที่จะรักษาศพด้วยความเย็น รู้สึกผมจะเรียกมันให้เข้าใจง่ายๆคือ ตู้แช่แข็ง...แน่นอน เดือนนึงมานี่ผมคงไม่ใช้ศพเดียวหรอก ถ้านับตั้งแต่วันแรกที่ทำงานมา ศพนี่เป็นศพที่สามแล้วหลังจากมีดผ่าตัดผ่าพวกเขาจนไม่มีอะไรให้ค้นคว้านอกจากนำพวกเขาไปฝังพร้อมกับคำขอโทษที่ล่วงเกินไป

ทันทีที่วางศพลง การค้นคว้าก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ลูกมือของผมในวันนี้มีผู้หญิงคนนึงกับฟรีส แต่กลายเป็นว่า พอเห็นศพเละๆ หล่อนได้ออกไปจากห้องเพื่ออาเจียนและไม่กลับมาในห้องอีกเลย...ตั้งแต่ผมทำงานมาก็เริ่มคิดไปตลอดว่า ผมเป็นนักประดิษฐ์อัจฉริยะแต่ทำไมต้องมาผ่าศพดูอวัยวะภายในที่ไม่สามารถขยับได้แล้ว เอาเถอะ เพราะความอยากรู้นั่นแหละนะ ผมจึงต้องทนเพื่อที่จะได้คำตอบจากการให้ได้ อย่างน้อยก็เป็นการค้นคว้าเพื่อกองกำลังไลท์การ์เดี้ยนละกัน

“ 3ศพแล้ว ไม่มีอะไรต่างจากเดิมเลย ” เริ่มต้นด้วยเสียงบ่น แต่มันก็จริง ฟรีสบ่น ผมก็เข้าใจความรู้สึกนั้น อวัยวะที่เละๆแบบนี้ ใครเห็นก็คงอยากจะอาเจียนเป็นธรรมดา ทั้งๆที่เขาเป็นฝ่ายจดอย่างเดียวต่างกับผมเป็นฝ่ายค้นหาควรที่จะขยะแขยงมากกว่า

“ มันต้องต่างบ้างแหละน่าเชื่อสิ ” ผมตอบพร้อมกับเอาบางสิ่งออกมาจากศพ แน่นอน มันคือหัวใจ...หัวใจที่ไม่มีทางเต้นได้อีกแล้ว ผมเอามันมาตรวจดูพร้อมกับหยิบสารอาหารในข้าวผัดที่สกัดออกมาเป็นน้ำและแยกประเภท ในข้าวผัด รู้สึกจะมี วิตามิน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และไอโอดีน ก็สารอาหาร5หมู่นั่นแหละ ข้าวผัดนี้ สารอาหารเยอะเหมือนกัน

ผมลองละลายสารพวกนี้เป็นสารแทนเลือดไหลผ่านท่อเข้าไปหัวใจสี่ห้องโดยต้นตอของสารอาหารที่ผมเอามาแทนที่เปรียบได้กับกระเพาะอาหาร แล้วตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ภายใน ดูเหมือนง่าย แต่กว่าจะตรวจสอบได้ สภาพศพมันก็เยินเกินกว่าที่จะเอาไปทดลองอะไรได้อีกแล้ว...ส่วนเรื่องที่ฟรีสบอก ‘3ศพแล้วก็ไม่มีอะไรต่างจากเดิมเลย คงหมายถึงเซลล์ของร่างกาย

สารคาร์โบไฮเดรตไหลผ่านท่อแล้วเข้าหัวใจก่อนกระจายไปที่เซลเนื้อเยื่อไม่ทำปฏิกิริยาอะไรทั้งสิ้น ผมเริ่มเปลี่ยนสารอาหารทุกครั้ง โดยทำแบบนี้วนกันมา5สะสาร ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างที่ฟรีสว่ามาจริงๆ ทว่าการเปลี่ยนแปลงมันเริ่มมีหลังผมเอาสารอาหารเหล่านี้มารวมกันและไหลผ่านท่อลำเรียงสู่หัวใจและเนื้อเยื่อ

เซลล์หัวใจเริ่มขยายตัวและทำงานอย่างกับว่ามีอะไรไปกระตุ้นให้มันทำงาน แม้แต่เนื้อเยื่อก็มีการเปลี่ยนแปลง แน่นอน ผมทำแบบนี้กับสองศพแรกมาแล้ว แต่ก็ไม่มีทางเห็นผลอะไรเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาเลย

“ สารอาหาร5อย่างนี้ทำไมถึงเปลี่ยนแปลงเซลของเซอร์โรริสได้ล่ะ ” ผมตั้งสมมุติฐานก่อน แต่ก็คงไม่มีใครมาตอบอะไรผมได้นอกจากคิดต่อไป...

“ ก็เหมือนกับร่างกายที่ขาดสารอาหารไปนั่นแหละ จริงสิ ทำไมนายไม่ลองหาสารอาหารที่หายไปในล่ะ ” ฟรีสพูดให้ผมคิด เดือนนึงมานี่ผมปวดหัวกับการคิดเรื่องสารอาหารที่หายไป นี่ผมก็ทำมาทุกอย่างแล้วก็ยังไม่มีผลอะไรขึ้นมาเลย

“ ถ้าหาได้ฉันคงไม่มาเครียดอย่างนี้หรอก ”

“ ก็ลองใส่เคมีตัวอื่นไปบ้างสิบางทีอาจมีอะไรแอบแฝงก็ได้ตอนเป็นข้าวผัด อย่างลูกชิ้นหมูเด้งที่ใส่สารบอแร็กซ์นั่นแหละ ”

“ นายนี่ช่วยได้มากจริงๆนะ เฮ้อ...” ผมประชดไปพอขำๆ  ถึงจะแนะวิธีการมา แต่ใช่ว่าผมจะหาอะไรได้หรอกนะ หลังจากถอนหายใจสักครู่หนึ่ง ผมก็เริ่มเลิกการทดลองของวันนี้โดยการเทน้ำเปล่าล้างสารเคมีที่ทำปฏิกิริยากับศพเซอร์โรริส...

 

ตุ๊บๆๆๆๆ

 

“ เฮ้ย หัวใจนายเต้นแรงไปเปล่า รู้ว่าขยะแขยงศพ แต่ไม่น่าจะถึงขนาดนี้นา ”

เพราะความสามารถในการรับฟังทำให้ผมได้ยินเสียงอะไรได้ดีกว่าคนอื่นๆหลายร้อยเท่า บางทีความสามารถนี้จะพัฒนาได้อีกแต่สำหรับผม มันไม่ต่างอะไรกับคำสาป เพราะถ้าเสียงดังมาก คลื่นเสียงจะทำให้สมองของผมสั่นสะเทือนราวกับกำลังถูกปั่นให้เละเป็นน้ำ...

ผมบอกฟรีสเนื่องจากผมหูดีได้ยินเสียงหัวใจเต้นดังขนาดนั้น แต่ว่าฟรีสกลับทำหน้างงๆใส่ผมก่อนที่จะใช้มือจับหัวใจของตัวเอง เขาถอนหายใจลึกๆอีกครั้งแล้วค่อยตรวจเรื่องการทดลองต่อ...ทว่าหัวใจเขาก็ไม่ยอมหยุดเต้นแรงไปซะทีเดียว

ผมเริ่มถอดใจกับการทดลองหลังจากค้นคว้ายังไงก็ผลออกมาเหมือนเดิม สรุปว่า ต้องมีสารอาหารห้าชนิดเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดจะทำให้เซอร์โรริสมีชีวิตได้ อย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับมนุษย์ต่างกันแค่ร่างของพวกเขามันเน่าเปื่อยไปแล้ว...ผมเริ่มเก็บอุปกรณ์ค้นคว้าหลังทดลองสิ้นสุดลง แต่ว่า เสียงหัวใจของฟรีสมันก็ยังเต้นกลบสองหูผมอยู่ดี หนวกหูจริงๆโว้ย

“ นายนี่นะไม่เหมาะกับเป็นนักค้นคว้าเลยนะ กับแค่ซากศพยังแขยง แบบนี้ยังจะทำงานกับฉันได้อีกเหรอ” แน่นอนผมตำหนิ แต่ก็ไม่เชิงอารมณ์เสียใส่เขาเท่าไร สำหรับฟรีสแล้ว ผมว่าเขาคงต้องเอาคำพูดของผมไปคิดมากแน่ๆ แต่มันก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าหัวใจยังเต้นแรง ไม่นานเขาคงเป็นพวกขี้กลัวขี้หวาดระแวงเป็นแน่

“ เปล่าสักหน่อย ฉันเฉยๆนา หูเพี้ยนหรือเปล่า ”

“ ก็เห็นชัดๆว่าในห้องนี้มีฉันกับนาย ถ้าไม่ใช่นายแล้วจะเป็นใคร...ล่ะ ”

พอพูดอย่างนั้นผมก็เริ่มคิดถึงบุคคลที่สามที่อยู่ในห้องนี้ ตอนนั้นฟรีสยังทำหน้างงๆเหมือนกำลังจะถามผมว่า เป็นอะไรไปเหรอผมยังไม่ตอบเพราะยังไม่แน่ใจว่ามันจะใช่หรือเปล่า...ผมค่อยๆเงี่ยหูฟังอีกครั้งนึง เสียงหัวใจของฟรีสยังเต้นอยู่ปกติ หัวใจผมก็เช่นกัน

แต่ทำไมกันล่ะ!?! ทำไมมีเสียงหัวใจกดวงอื่นที่กำลังเต้นแรงเหมือนมีอะไรไปกระตุ้นโดยตรงเช่นนี้ล่ะ ตอนนั้นผมยังไม่คิดอะไรนอกจากไปดูที่หัวใจของเซอร์โรริสที่ถูกควักออกมา ซึ่งตอนนี้มันก็ยังกองอยู่บนโต๊ะพร้อมกับสายส่งสารอาหารที่กำลังมีสารอาหารไหลผ่านพร้อมกับสิ่งที่เพิ่มเข้าไปนอกจากสารอาหาร น้ำ

 

ตุ๊บๆๆๆ...

 

เสียงหัวใจดังมาจากตรงนั้น!?!

“ เฮ้ยยย!!! ” น้ำเปล่าธรรมดามีผลต่อการเต้นของหัวใจของเซอร์โรริสเหรอเนี่ย เป็นการค้นพบโดยบังเอิญอีกรอบหนึ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ถ้าหากผมไม่หูดีเพียงนี้ การทดลองวันนี้แทนที่จะเลิกแล้ว ผมกับฟรีสค่อยๆเอาอุปกรณ์ค้นคว้าออกมาใหม่แล้วเน้นไปการทำงานของหัวใจสุดๆ นอกจากสารอาหารแล้ว น้ำเปล่าธรรมดายังเป็นตัวกระตุ้นด้วยหรือนี่!!!

แล้วน้ำมันมีสารอะไรล่ะ เรื่องนี้แม้แต่เด็กเกรดหกก็ยังรู้ ‘ H2O ’ แต่มันไม่มีสารอาหารอะไรเลยนี่ แต่พอคิดไปอย่างนั้น น้ำก็แทบจะเป็นส่วนประกอบของทุกอย่างบนโลก โดยเฉพาะสารอาหาร5ชนิด ถ้าไม่มีน้ำคอยสร้างมันก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ผมเริ่มเอาสารอาหารออกไปแล้วใส่น้ำไปแทนที่ทั้งหมดเพื่อดูผลการทดลอง โดยสมมุติฐานว่า หัวใจจะเต้นแรงขึ้น แต่ผลกลับตรงกันข้าม หัวใจกลับหยุดเต้นและไม่สนองอะไรอีกนอกจากให้น้ำเข้าไปล้างหลอดเลือดข้างใน

“ สับสนแฮะ สรุปว่าน้ำมีผลกับเซอร์โรริสยังไงกันแน่ ”

“ คงต้องค้นคว้ากันต่อไป วันนี้แค่นี้ก่อนเถอะ ”

สำหรับการทดลองกับซากศพเน่าๆ วันนี้ผมว่าพอแล้ว ผมเริ่มถอดถุงมือแล้วไปห้องฆ่าเชื้อ  กลิ่นน้ำยาที่พ่นออกมาจากท่อเริ่มทำให้ผมแสบ แต่มันก็ดีกว่าปล่อยให้เชื่อโรคจากศพมันออกมาทำให้คนอื่นขยะแขยงผมไปมากกว่านี้ ส่วนการทดลองจะเริ่มใหม่ในวันพรุ่งนี้ ถ้าไม่ติดว่า วันวานแสนสุขนั้นมันหายไปเสียก่อน

แสงอาทิตย์แยงตาผมหลังออกมาจากห้องทดลอง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกับกลิ่นตุๆจากศพโชยออกมาจากผมอ่อนๆ ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายกว่าๆหลังจากทำการทดลองอยู่ในห้องมานานถึง5ชั่วโมง  น้ำย่อยในกระเพราะผมเริ่มกัดกระเพราะจนส่งเสียงจ๊อกๆออมา เพื่อบอกว่า ผมหิวแล้ว

ความอยากอาหารผมตอนนี้มันก็เริ่มแปลกไปจากก่อน เพราะถ้าผมหิวล่ะก็ สติผมก็เริ่มจะหลุด ผมอีกด้านนึงที่ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ร้ายกระหายเลือด ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมากขึ้นหลังจากได้กินข้าวผัด...

แล้วถ้าไม่ใช่ข้าวผัด เซอร์โรริสจะเชื่อฟังหรือเปล่า เรื่องนั้นผมก็ได้ทำการทดลองมาแล้วเหมือนกันผลสรุปว่า  อาหารอื่นๆทดแทนข้าวผัดไม่ได้ รวมทั้งปรุงรสข้าวผัดให้มีรสชาติแปลก ก็ไม่สามารถนำมาให้เซอร์โรริสทานได้ ช่างน่าเศร้านัก ทั้งๆที่มีอาหารให้เซอร์โรริสทานแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเมนูหรือรสชาติได้เลย...แล้วทำไมเซอร์โรริสถึงกินได้แต่ข้าวผัดกันล่ะ ไม่ใช่เพราะสารอาหารแน่ๆ

“ วันนี้ทดลองเป็นยังไงเอ่ย กิลเซ่ ” เสียงเด็กสาวแป้นแล้นทักผมหลังออกมาข้างนอก เด็กน้อยที่บงการหุ่นยนต์นักรบให้สู้ ลูเฟอร์เรีย เซอร์ ลีวาน...

“ ก็เหมือนเดิม... ข้าวผัดควบคุมเซอร์โรริสได้จริงๆน่ะเหรอ ”

“ ก็อย่างว่านั่นแหละ บางเรื่องวิทยาศาสตร์พิสูจน์อะไรไม่ได้หรอกนะ อย่างเวทย์มนตร์ มายาภาพ จิตของคน... จะว่าไปพูดถึงข้าวผัด พ่อฉันก็ชอบทำข้าวผัดให้ฉันกินบ่อยนะ อร่อยมากเลยล่ะ” เด็กน้อยกำลังทำหน้าเคลิ้มเมื่อพูดถึงอาหาร ผมเองเพิ่งจะรู้เมื่อกี้ว่าลูเฟอร์เรียชอบข้าวผัด แต่ไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวข้องกับพ่อของเธอ

“ จารัคทำข้าวผัดเป็นด้วยเหรอ ”

“ ทำไม่เป็นฉันคงไม่มาพูดถึงหรอกย่ะ พ่อฉันนะทำอาหารเก่งกว่าแม่ซะอีก ทำงานบ้านก็เก่ง ดูแลบ้านได้อย่างกับพ่อฉันเป็นพ่อบ้านโรงแรมมาก่อนแหละ ” ที่พูดมามันนิสัยตรงข้ามกับผมทั้งหมดเลย อันนี้ผมกล้ายืนยัน ผมทำกับข้าวไม่เป็น ชอบปล่อยให้บ้านรกนานทีจะทำความสะอาด บางครั้งซาร์สพ่อบ้านผมก็ทนไม่ไหวถึงกับต้องจ้างสาวใช้เพื่อช่วยทำงานในบ้านหลังใหญ่

“ แล้วพ่อเธอทำอะไรนอกเหนือจากนั้นป่าวล่ะ ” ผมถาม แน่นอนผมหมายถึงทำอย่างอื่นที่ผมควรทำ อย่างน้อยน่าจะมีนิสัยผมบ้าง แต่ว่า...

“ พ่อฉันทำอาหารเป็นหลายอย่างนะ แต่ฉันชอบข้าวผัดที่สุดแล้วล่ะ ”

“ เอิ่ม เธอนี่มีแต่เรื่องของกินนะ ฉันหมายถึงจารัคทำอะไรแปลกๆบ้างหรือเปล่าล่ะ ...เช่น ทดลอง  

“ ชิ นายจะหาว่าพ่อฉันแปลกเหรอ ร้ายกาจนะยะ ”

“ ... ”

“ แต่เท่าที่จำได้ พ่อรักฉันมากเลยล่ะ ดูแลฉันมาตลอดเลย ถ้าฉันมีคนรักล่ะก็ อยากให้คนๆนั้นเป็นเหมือนพ่อฉันมากเลยล่ะ”

ยิ่งถามก็ยิ่งนอกเรื่อง ผมเริ่มสำรวมอาการไม่ให้เผยด้านโกรธออกมา แต่ก็ได้ทำสีหน้าเคร่งใส่ลูเฟอร์เรียเพื่อบอกว่าหยุดนอกเรื่องได้แล้ว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้หล่อนรับรู้อะไรขึ้นมาเลย จารัค นายสั่งสอนลูกแปลกดีนะ เหมือนผมจะแอบว่าตัวเอง แต่ที่รู้แน่ๆ จารัคที่เป็นพ่อของยัยเด็กนั่น คงไม่ใช่ผม!?!

ผมเลิกคุยกับลูเฟอร์เรียดื้อๆเพื่อไปที่ห้องพักของตัวเอง ตอนนี้ท้องผมร้องหนักกว่าเก่า ถ้าไม่รีบไปไม่แน่ว่า ลูเฟอร์เรียมาเป็นอาหารให้ผมซะเอง...เซอร์โรริสอย่างผม ทั้งที่ก็ทำเมนูอื่นเป็น แต่ยังไงซะก็คงกินได้แต่ข้าวผัดรสเดิมๆเพื่อควบคุมปีศาจภายในตัว แต่แค่นี้ ก็ถือว่าดีแล้วล่ะ เซอร์โรริสคนอื่นๆอาการก็ไม่ได้ต่างจากผมมากนัก พอเขาหิว สิ่งที่เขาต้องทำคือเข้าไปที่ห้องพักของผมเพื่อรออาหารอย่างเป็นระเบียบ ส่วนคนทำอาหาร คนจะเป็นใครไม่ได้นอกจากผม...แต่ว่าวันนี้แปลกไปจากเดือนก่อนมากๆ

ผมไม่ทันที่จะไปทำข้าวผัด เซอร์โรริสคนอื่นๆก็ออกจากนอกแถวมาพร้อมกับจานข้าวผัดที่ผมไม่ได้เป็นคนทำ ใครเป็นคนทำ คำถามนี้ผุดอยู่ในหัวผมจนต้องเลาะจากแถวเพื่อไปที่ห้อง แต่ทว่า พวกเซอร์โรริสที่อยู่แถวๆหน้ากลับใช้เสียงขู่ผมเพื่อไม่ให้แซงคิว และถ้ายังดึงดันที่จะแซง อาจจะอาระวาดใส่ผมได้

“ สุดท้ายแกก็ไม่มีประโยชน์สำหรับพวกมันอยู่ดีนั่นแหละนะ ”

 เสียงจากนอกแถวที่กำลังเหยียดใส่ผมอยู่เต็มประตู เสียงนั้นผมไม่ได้ยินมานานแล้วตั้งแต่เขาเก็บตัวเองอยู่เงียบๆคนเดียวจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก บิลลี่ เฮ้อ นายนี่นะ ทั้งที่ตัวเองสารรูปแย่กว่าคนอื่นยังมีหน้ามาข่มอีกเหรอ งี่เง่าชะมัด แต่น่าแปลกอีกเรื่อง ตั้งแต่เขาเก็บตัวมา ท่าทีของเขาดูสุขุมขึ้น ไม่เผยอารมณ์ร้อนชัดเจนอย่างเมื่อก่อน รวมทั้ง เดือนนึงที่ผ่านมา เขาเองไม่ได้มาต่อแถวเพื่อมารอข้าวผัด แต่ทำไม ร่างกายเขาไม่ซูบผอมเลยสักนิด

“ หึ โผล่มาทั้งทีปากดีเลยนะ แล้วคิดยังไงมาต่อแถวรอข้าวผัดล่ะ ”

“ ก็ไม่ได้มารอข้าวผัดห่วยๆของนายหรอกนะ ดูนู่นซะก่อนสิ ” เขาบอกให้ผมมองลอดผ่านหน้าต่างห้อง ผมลดสายตามายังด้านล่างเพื่อมองไปที่ห้องครัวที่บัดนี้กำลังมีคนทำอาหารให้กับพวกเขาอยู่ถึงสองคน...นั่น โซอี้กับเธอร์น่า

“ สองคนนั้น ”

“ พอดีได้กลิ่นไหม้ๆจากในนี้ก็นึกว่านายทำอาหารห่วยแตกซะอีก ที่ไหนได้ กลับเป็นสองคนนี้ซะได้ ให้ตายเถอะ ไม่สมกับเป็นสตรีเอาซะเลย”

“ แล้วมีบุรุษล่ำๆที่ไหนทำอาหารได้เหมือนยอดกุ๊กกันล่ะ” ผมสวนกลับพร้อมกับเสียงหัวเราะ ก่อนที่จะเริ่มคิดอะไรเกี่ยวกับสองคนนั้น เธอร์น่ากับโซอี้ที่ตอนนี้กำลังวุ่นอยู่กับการทำข้าวผัดที่ดูไม่น่าจะเรียกข้าวผัดเท่าไร มันเหมือนกับว่าสิ่งของที่แม่มดในวรรณกรรมหลอกเด็กที่กำลังกวนอยู่ในหม้อยา ส่งกลิ่นชวนพิศวงที่ไม่น่าจะใช่ข้าวผัดได้อีกแล้ว!?!

“ นั่นมันข้าวผัดเหรอนั่น ” ข้าวผัดที่อยู่บนจานที่กำลังแจกให้กับเหล่าเซอร์โรริสเป็นข้าวหลากสี แต่ดูแล้วไม่น่าจะเรียกว่าของกินได้ สีหลากสีรวมกันจนดูเป็นสีม่วง วัตถุดิบพวกเนื้อ ไข่ ผัก กลายเป็นสีม่วงชวนพิศวง แต่เหล่าเซอร์โรริสก็ยังรอและกินมันได้อย่างเอร็ดอร่อย แต่ถ้าเป็นผมล่ะก็ คงต้องขอลาจากข้าวผัดจานนี้

“ สองคนนี้ชอบทำอาหารนะ เเต่พอรู้ว่าฝีมือตัวเองไม่เอาไหนเลยไม่อยากทำเท่าไร คงเห็นว่าพวกนี้กินได้ทุกอย่างเลยมาฝึกฝีมือล่ะมั้ง”  บิลลี่กล่าวในความเห็นของเขา  แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นไปแล้วสายตาเขายังคงจ้องเธอร์น่าอยู่ สาวห้าวที่บัดนี้เลิกรากับเขาไปแล้วด้วยเหตุผลของคู่รักทั่วไป เข้ากันไม่ได้

ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบของสองฝ่ายกลายเป็นความบาดหมางที่ยากจะคืนดีกันได้อีกแล้ว แต่พอคิดอีกทางหนึ่ง สองคนนี้เลิกกันก็ดีแล้ว เพราะยังไง คนตายกับคนเป็นไม่มีทางเป็นคนรักกันได้หรอก

“ ทำไมไม่ไปสอนสองคนนี้ทำอาหารดูล่ะ ”

“ เซอร์โรริสก็กินอาหารแบบนั้นได้นี่ คงไม่ต้องให้สอนอะไรหรอก...แกเองก็ไม่ลองกินของสองคนนั้นหน่อยเหรอ ไม่แน่ว่า อาจจะอร่อยกว่าที่แกทำซะอีกนะ ”

“ ...รู้สึกว่าที่นายมาที่นี่คงไม่ใช่เพราะมาพูดเรื่องนี้กับฉันสินะ ”

“ รู้ดีเหมือนกันนะกิลเซ่  ” แน่นอนว่าผมรู้สาเหตุที่เขามาหาผมเพราะคนอย่างบิลลี่คงไม่ได้มาเพื่อพูดหรือต่อแถวรอข้าวผัดนั่นหรอก เสียงการเต้นของหัวใจเขามันบอกว่า มันมีอะไรมากกว่านี้

“ ฉันไม่รู้ว่านายต้องการอะไรจากฉันนะ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า การทดลองของฉันยังไม่เห็นผลหรอก และวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถทำให้คนตายกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งหรอก”

“ แล้วที่พวกนายเป็นอยู่มันเรียกว่าอะไรล่ะ คนเป็นก็ไม่ใช่คนตายก็ไม่เชิง ” ผมว่าความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปในหนึ่งเดือนมานี้ไม่ทำให้ผมกับบิลลี่รู้สึกดีต่อกันเลย หมอนั่นยังคงปากร้ายและยังคงเกลียดเซอร์โรริสคนตายทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้ต่างจากพวกเขาเลย...เพราะศักดิ์ศรีของทรายหรือเพราะไวรัสเซอร์โรไมน์กันแน่ที่ทำให้ผู้ชายที่อ่อนโยนคนนึงกลายเป็นคนใจร้อนและเย็นชา แต่ไม่แน่ว่า บิลลี่กลายเป็นอย่างนั้นเพราะสองสิ่งมารวมกัน ผมนี่ชักอยากรู้เรื่องอดีตของบิลลี่เอามากๆซะแล้วสิ

“ ฉันเป็นอะไรมันก็เรื่องของฉันละกัน... ”

“ หึ เซอร์โรริสที่ไม่รู้จักตัวเองดี พูดแบบนี้มันไม่น่าอายหน่อยรึ ”

“ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าฉันเป็นใคร แต่ถ้าขืนพูดเกี่ยวกับฉันแบบนี้ รับรองว่า ฉันจะฆ่าแก ”

138 ความคิดเห็น

  1. #33 ลูกกวาดสีแดง (@argear) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 มีนาคม 2557 / 12:15
    ข้าวผัด....นึกและอยากกิน
    #33
    0
  2. #32 *~หมาน้อยโมเอะ~* (@tingerbel) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 มีนาคม 2557 / 12:01
    ข้าวผัดมันมีอะไร?!!?
    #32
    0
  3. #31 Moean (@nutree) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 มีนาคม 2557 / 00:51
    แบร่ๆๆ สมน้ำหน้าบิลลี่ อยู่ที่ฐานนี่มีแต่คนรังเกียจเซอร์โรริสคนตายอย่างพระเอก ก็แปลก ทั้งๆที่มีประโยชน์กว่าพวกที่ชอบเห่าอย่างเดียว -.,-
    #31
    0