Zirolist Revenge มหาประลัยคนตายยาก (รอผล สนพ) End

ตอนที่ 12 : Revenge 6 นักรบอันเฮริออน (ท่อนแรก)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 718
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    1 มิ.ย. 57

Revenge 6 นักรบอันเฮริออน

 

รื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะเฟ้ย เกี่ยวกับตัวตนของผม นอกจากจะไม่มีคนเชื่อว่าผมคือจารัคแล้วยังจะมีคนมาเป็นตัวผมอีกงั้นเหรอ แล้วที่ผ่านมาผมเป็นอะไรกันแน่ ผีของจารัคงั้นเหรอ วิทยาศาสตร์พิสูจน์เรื่องนี้ไม่ได้เลยสักนิด แล้วเรื่องที่ผมฆ่าตัวตายเมื่อคราวนั้นไปล่ะ แล้วไหนเรื่องที่ผมในที่นี้ถูกเสือขย้ำบ้างล่ะ สรุปแล้ว ผมตายแบบไหนกันแน่!?!...

ตอนนี้ผมต้องการคำตอบทั้งหมด ซึ่งคนที่น่าจะตอบคำถามผมได้คงจะมีแต่ลูน่าในตอนนี้ แต่พอเห็นสีหน้าจากสีหน้าหล่อนตอนนี้ ผมเชื่อว่า หล่อนคิดว่าในแผนที่นั้นคือจารัค เซอร์ ลีวานจริงๆ เรื่องที่หล่อนเข้าใจมาตลอด ตอนนี้กำลังถูกบิดเบือนไปหมดแล้ว ที่จริง มันก็ถูกบิดเบือนไปตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อนแล้ว

พอคิดอย่างนั้นแล้ว ผมเริ่มย้อนมาที่เหตุการณ์ที่ผมฆ่าตัวตาย แต่ถึงอย่างไรเรื่องนั้นมันกลายเป็นประเด็นรองไปแล้ว ในเมื่อจารัค เซอร์ ลีวานยังมีชีวิตอยู่ ผมก็พร้อมที่จะหาพิสูจน์ว่า นั่นใช่เขาจริงๆหรือเปล่า!?!

“ อาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถกำหนดระยะการทำลายล้างได้ด้วย คนสร้างต้องอัจฉริยะมากเลยนะ  แม้จะรู้ว่าการสร้างอาวุธนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความสงบเลย...” แต่อย่างใดแต่เรซัสก็ยังเอ่ยปากชมคนคิดอาวุธแบบนั้นไม่ขาดปาก แม้แต่อัจฉริยะอย่างผมก็ไม่สามารถสร้างอาวุธแบบนั้นได้เลย เอาแล้วสิ ชักอยากรู้แล้วว่าใครเป็นคนทำอาวุธแบบนั้นกันแน่

“ก็คนที่สร้างคือจารัคเซอร์ลีวานเนี่ยแหละค่ะนายท่าน” ลูน่าตอบ ในที่สุดผมก็รู้ว่าคนที่สร้างอาวุธนั่นเป็นใครซะที ผมเองสินะ ฉลาดใช่เล่นนะเรา  เฮ้ย เดี๋ยวก่อนนะ!?!

“ จารัค อีกแล้วเหรอ... หมอนั่นท่าทางจะแพร่ความเพี้ยนให้แม่ด้วยสินะ ” เธอร์น่าถามโดยใช้ตาเหน็บๆใส่แม่ของตัวเอง เด็กสาวคงจะคิดว่า แม่ตัวเองสมองเลอะเลือน  ซึ่งผมก็เห็นด้วยเหมือนกัน ผมเนี่ยนะสร้างอาวุธแบบนั้นได้ แม้แต่จะความคิดร่างๆที่จะสร้างนิวเคลียร์กำหนดระยะได้ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

“ เรื่องมันเป็นมายังไงเหรอลูน่า ”

“ สามสิบปีก่อนดิฉันแอบลอบเข้าไปเป็นหน่วยวิทยาศาสตร์ของฟอลเลนเพื่อสืบดูว่าจารัค เซอร์ ลีวานสร้างอาวุธแบบไหนขึ้นมา  พอแอบสืบไปได้หลายเดือนก็เจออาวุธอะไรมากมายของฟอลเลน ผู้คิดค้นอาวุธทั้งหมดคือประธานบริษัทของที่นั่น จารัค เซอร์ ลีวาน และกำลังสร้างให้แก่เฮเรด ถ้าหากอาวุธนั้นสร้างผิดพลาดขึ้นมา ระยะเขตการทำลายมันจะไม่ได้มีแค่นั้น ดิฉันเลยเข้าไปประท้วงเขา ซึ่งมันก็เป็นวันเดียวกับวันที่เฮเรดฆ่าคนเป็นผักปลา...”

คำถามจากเรซัสถูกตอบจากลูน่าถึงจะเชื่อถือไม่ค่อยได้ แต่ผมยอมที่จะเชื่อ เด็กสาวลูน่าที่ผมเคยเห็นเคยมาทำงานในองค์กรฟอลเลนของผมแล้วไปเจออาวุธแบบนั้นด้วยหรือ ที่ผมสร้างจริงๆนั้นมีมากก็จริง แต่ไม่มีสิ่งนี้ในระบบเลย อาวุธที่ผมสร้างเป็นอาวุธที่ไม่มีการทำลายล้างที่ฆ่าคนเป็นหมู่มากอย่างนั้น แม้เซอร์โรไมน์จะเป็นความผิดพลาดของผมก็ตาม ลูน่า เธอไปเจอของแบบนี้มาได้ยังไงกัน!?!

“ แล้วเรื่องนิวเคลียร์ทำลายล้างวิหารธอร์เรียล่ะ ” เรซัสถาม

“ หลังจากการก่อการร้ายเมื่อสามสิบปีก่อน การสร้างอาวุธนั่นถือว่าสมบูรณ์แบบแล้วทดลองใช้โดยใช้วิหารธอร์เรียร์ที่ห่างไกลจากจักรวรรดิเฮเรด ซึ่งก็ได้ผลตามนั้น อาวุธนั่นสามารถกำหนดระยะเขตการทำลายล้างได้ แต่ทว่าด้วยงบประมาณการสร้างและอะไรหลายอย่างทำให้อาวุธนี้ไม่สามารถสร้างขึ้นได้อีกเป็นครั้งที่2 แต่20ปีต่อมา เซอร์โรไมน์ที่ถูกเก็บเอาไว้ก็ถูกนำมาใช้แทนค่ะ นายท่าน ”

“ เรื่องนั้นถ้าไม่ตามตัวจารัคผู้นั้นมาคงจะไม่ได้คำตอบง่ายๆหรอก ทางที่ดีควรรีบนำตัวจารัคมาที่นี่ให้ได้ก่อนจะดีกว่า” การสนทนาเริ่มทำให้สับสนมากขึ้นหากยังไม่แก้ไขให้ตรงจุด สิ่งที่ผมคิดได้ไม่ใช่รอให้ลูน่ากล่าวเรื่องที่ชวนปวดหัวมากไปกว่านี้...แต่คนที่ตัดสินใจแก้ปัญหาทันทีก็เอ่ยออกมา ชายร่างใหญ่ที่เป็นเซอร์โรริสอีกคนของเธอร์น่า...บิลลี่

“ แล้วนายจะเข้าไปในเขตที่มีกัมมันตรังสีได้หรือไงกัน” ทุกคน ในที่นี้คงจะเป็นเซอร์โรริสคนอื่นๆที่ไม่ได้เข้าสู่สมรภูมิในวันนี้ถามบิลลี่ ซึ่งผมเองก็อยากจะรู้กึ๋นของเขาเหลือเกินว่า จะเก่งเหมือนที่ปากพูดหรือเปล่า

“ ก็ใส่ชุดป้องกันไปสิ ไม่เห็นจะยาก ” เขาตอบอย่างมั่นใจ

“ ในกองกำลังไลท์การ์เดี้ยนมีแค่ชุดเดียวเองนะ แล้วพวกเราก็ไม่ปล่อยให้นายไปลุยเดี่ยวแน่ๆ ”  ถึงจะหาวิธีแก้ปัญหาได้แล้ว แต่ดูเหมือนงบประมาณจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าไรช่างเป็นกองกำลังที่น่าสงสารชะมัด ถ้าไร้ต้นทุนอย่างนี้ เป็นผม ผมยอมอยู่ในอาณัติดีกว่า

แต่สำหรับแนวคิดที่จะเข้าไปลุยไปในดินแดนที่มีแต่กัมมันตรังสีเต็มไปหมด ผมเคยเห็นคนที่เคยฝ่าเข้าไปข้างในโดยไม่รู้ถึงความอันตรายของกัมมันตรังสี ขอบอกเลยว่า ตอนที่ผมเห็นเขาโดนลากกลับมา มันกลายเป็นอีกฝันร้ายที่ลืมไม่ลงเลยสักนิดเดียว

“ ถ้าเรื่องอย่างนั้นทำไมนายไม่ใช้งานเซอร์โรริสคนตายล่ะ คนพวกนี้ตายไปแล้วกัมมันตรังสีทำอะไรพวกเขาไม่ได้หรอก  ” ไม่ช้าแนวทางแก้ปัญหาก็เริ่มออกมาจากปากคนอื่นเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นมีแนวทางที่ค่อนข้างฉลาดอยู่ แต่เดี๋ยวก่อนนะ ใช้งานเซอร์โรริสคนตายงั้นเหรอ...คนที่เสนอความคิดนี้คือเธอร์น่า แล้วมันกำลังทำให้ผมรู้สึกว่า ผมกำลังจะซวย...

“ ใช้งานเซอร์โรริสคนตายเหรอ หึ พูดอย่างกับว่าควบคุมซอมบี้พวกนั้นได้อย่างงั้นแหละ ” แน่นอนผมหาทางแถ ซึ่งก็เกือบทำให้คนอื่นคล้อยตามไปได้แล้ว แต่เปล่าเลยสักนิด...

“ นายก็เป็นเซอร์โรริสคนตายนี่ กิลเซ่ แถมยังมีสติดีเหมือนคนทั่วไปอีก ” ก่อนหน้านั้นหล่อนเพิ่งหาว่าผมเพี้ยนอยู่เลยไม่ใช่เรอะ...

“ แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะฟะ ”

“ก็นั่นเป็นเจ้านายของนายเองไม่ใช่เหรอ เป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ทั้งทีก็ควรไปตามหาเจ้านายเองไม่ใช่หรือไง คุณกิลเซ่  ” หล่อนกำลังกดดันผมให้ปฏิเสธไม่ได้ แม้อยากจะพูดตรงๆว่า ไม่อยากไปโว้ยออกมาดังๆแต่คงไม่มีประโยชน์ถ้าทุกคนเออออห่อหมกตามยัยแว่นนี่ สรุปว่าต้องไปแดนดินแดนที่มีแต่กัมตรังสีงั้นเหรอ หายนะกำลังมาหาผมชัดๆ

“แล้วจะให้ใครไปพร้อมกับเจ้าหมอนี่ล่ะ ยิ่งเป็นเซอร์โรริสมีความคิดแบบนี้ ถ้าเกิดหนีขึ้นมามันจะแย่นะ” ฟรีสแย้งขึ้นมาเหมือนไม่ไว้ใจผมเท่าไร ดูจากสีหน้าเขาก็พอเข้าใจว่า หมอนั่นกำลังแอบช่วยผมอยู่เนืองๆ ถึงอยากจะขอบใจฟรีสที่พยายามหาเหตุผล แต่ดูเหมือนนักวิทยาศาสตร์คนนี้จะลืมคิดหน้าหลังไปนิดนึงเกี่ยวกับเรื่องนี้

“ เรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องห่วงหรอก บิลลี่จะคอยไปช่วยเหลือหมอนั่นเอง ถึงจะเป็นเซอร์โรริสเก่งกาจแค่ไหน แต่ก็สู้บิลลี่ไม่ได้หรอก ”

 

…………………………………………………………………

 

สุดท้ายงานก็เข้าผมจนได้สินะ คนที่นี่ไม่เป็นมิตรกับผมเลยจริงๆให้ตายเถอะ ตอนนั้นผมได้แต่บ่นในใจมาตลอดตั้งแต่ที่เขาทำกับผมไม่ต่างกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่ค่อยมีใครอยากจะเลี้ยงเท่าไร สังเกตได้ง่ายๆหลังจากบิลลี่พาผมไปห้องเตรียมตัวเพื่อไปทำภารกิจนี้ อุปกรณ์การสู้รบมีแต่คนจัดเตรียมมาให้เขาเกือบหมด แล้วตัวผมล่ะ ที่เขาให้มามีแค่ปืนพกกระบอกเดียวกับชุดเกราะที่ดูเหมือนจะกันกระสุนปืนสมัยนี้ไม่ค่อยได้ แถมยังไม่มีชุดป้องกันกัมมันตรังสีด้วย

แต่ทุกอย่างที่เตรียมมาให้เจ้ากล้ามโตแสนปากดีนั่น แทบจะคลุมทุกอย่างมิดชิด อย่าพูดถึงแค่กระสุนปืนเลย อากาศยังไม่เข้าถึงผิวด้วยซ้ำ พอดูจากชุดเกราะที่มีประสิทธิภาพดีกว่าผม แค่เดินไปขวิดกับรถถังยังไม่เป็นไรเลย แต่ในเขตกัมมันตรังสีคงไม่มีศัตรูไหนมาดักสู้อยู่หรอกนะ

ส่วนการเดินทางนั้นก็ค่อนข้างเรียบง่ายเหมือนกับไปเที่ยวแล้วพกอาวุธติดมา ผมนั่งอยู่ในรถตู้ที่ทั้งคันหุ้มด้วยเหล็กตัน ที่แม้แต่กระสุนปืนเจาะเกราะยังเจาะไม่เข้ากับกระจกพิเศษที่ทำจากเหล็กแต่สามารถมองทะลุผ่านไปได้

“ ฉันว่านี่เป็นความคิดที่ยอดแย่สุดๆเลยนะ ”

นอกจากผมและบิลลี่แล้ว ผู้ที่มาร่วมเดินทางด้วยคือคนขับรถที่ไม่ค่อยอยากจะมาเท่าไร แต่คงเป็นเพราะ พวกเขาหมันไส้นายคนนี้...ฟรีสเอ๋ย นายนี่ช่างน่าสงสารจังนะ

“ ทำไงได้ล่ะ ในที่นี้มีแต่นายขับรถเก่งที่สุดแล้ว หรือนายจะเข้าไปลุยตรงนั้นกับฉันล่ะ ”

“ เรื่องนั้นขอบายล่ะ ”

“ กิลเซ่ นายคิดว่า จารัคที่เราจะเจอนั้นเป็นคนยังไงเหรอ ฉันว่าเขาคงต้องเป็นตาแก่เพี้ยนๆแน่เลย คนทั่วไปไม่มีใครอยู่ที่แบบนั้นหรอกนะ ” สำหรับเรื่องนี้ผมเห็นด้วยกับฟรีส แต่จารัคที่เขาพูดมันคือผมเองนะ...ในความคิดของผมแล้ว ฟรีสก็แค่นักวิทยาศาสตร์เนิร์ดๆคนนึงที่ถูกแกล้งมาตลอด  และเขาเองก็ยอมให้แกล้งโดยไม่ถือตัวอะไร ถ้าหากเป็นผมล่ะก็ คงมีการแลกกำปั้นด้วย

“ คงงั้นมั้ง ”

“ นี่คงไม่ใช่กับดักหรอกว่ามั้ย ” คำพูดของบิลลี่เริ่มทำให้ผมและฟรีสฉุกคิดได้ขึ้นมาได้อย่างตงิด ทำไมถึงลืมคิดข้อนี้ไปล่ะ นี่ผมสะเพร่าถึงขนาดลืมคิดได้ขนาดนี้เชียวเหรอ...สีหน้าผมเริ่มคล้อยไปด้วยลมปากแค่ประโยคเดียวของบิลลี่ แม้แต่ฟรีสเองก็เริ่มแสดงอาการโดยขับรถช้าลงเรื่อยๆจมาหยุดอยู่กลางถนนในเวลาต่อมา

บิลลี่เริ่มทำหน้าจริงจังจนผมรู้สึกกลัวก่อนจะเริ่มมองหน้าฟรีสด้วยสีหน้านั้นก่อนที่จะหันมาเล่นเกมส์จ้องตากันและกัน สายตานั้นเหมือนกับว่ากำลังจะขู่ให้ผมและฟรีสกลัวทั้งๆที่จริงเขาเองก็สมควรที่จะกลัวไปด้วย เอาสิ ในเมื่อลากมาสมรภูมิแล้ว ขอสู้กับมันสักตั้ง นี่คือสิ่งที่ผมคิด

“ ฮ่ะๆๆ ข้าชอบสีหน้าเครียดๆของพวกแกจริงๆเลยว่ะ พูดแค่นี้ทำเป็นกลัวไปได้ เอาน่า สมรภูมิสงครามมันก็เป็นอย่างนี้แหละ อย่าไปเครียด นี่แหละสมรภูมิที่ต้องเผชิญ ”

แน่นอนมันเป็นเรื่องตลกแต่ผมกลับขำไม่ออก ส่วนฟรีสก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันกร่อยลงเท่านั้น สงสัยคงเข้าใจสีหน้าผมที่กำลังมองบิลลี่ตอนนี้...ถ้าความในใจของผมมันออกมาจากปากล่ะก็ ประโยคแรกที่ผมจะพูดใส่บิลลี่ก็คือ ฉันจะฆ่าแก

“ พวกเราไปกันต่อนะ เหอๆๆ ”

ฟรีสกลับมาขับรถอีกครั้งโดยพยายามลืมเรื่องที่บิลลี่พูดให้หมด ที่จริงผมก็อยากขอบคุณเจ้ากล้ามโตนี่ที่พูดให้ระแวง แม้หมอนั่นจะรู้ว่า ผมไม่เล่นด้วยกับมุขตลกของเขาเลย...ระหว่างทางนั้นถึงผมจะนิ่งๆไม่พูดอะไร แต่สองคนที่มากับผมด้วยต่างพูดกันอย่างสนิทซึ่งทำให้ผมพอรู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับบิลลี่

บิลลี่คือชื่อเล่นที่เขาชอบเรียกกันให้ดูอ่อนโยน ชื่อจริงของเขา บิลแกร์รี่ คาลลาแฮน เป็นน้องชายของโซอี้ ตระกูลสองคนนี้เป็นทหารมีฝีมือ แต่บิลลี่กลับมีนิสัยอ่อนโยน ไม่ชอบเรื่องทหารเลยหันมาทำร้านอาหาร ต่างกับส่วนโซอี้ชอบใช้ชีวิตลุยๆจึงหันมาเป็นทหารหญิงในชื่อหน่วยว่าไลท์การ์เดี้ยนและเป็นหน่วยทหารที่แข็งแกร่งที่สุดโดยมีเรซัสเป็นนายพลสูงสุดของที่นั่น

บิลลี่เปิดร้านอาหารไปได้สองสามปีจนกระทั่งได้พบกับเธอร์น่าก็เกิดหลงรัก และตามจีบ ซึ่งเธอร์น่าก็รักบิลลี่ด้วยเหมือนกัน ชีวิตรักกำลังเป็นสวยงาม จนกระทั่งวันเลวร้ายที่สุดสำหรับบิลลี่ก็มาถึง สงครามเมื่อ1ปีที่แล้วโซอี้ออกไปแต่ไม่ได้กลับมาจากสงครามจึงออกไปตามหาพี่สาว

แต่เพราะเขาไม่เคยเผชิญกับสงครามมาก่อน การเข้าไปสมรภูมิทั้งๆที่ตัวเองใช้อาวุธอะไรไม่เป็นกลายเป็นฝันร้าย ความกลัวมันครอบงำ ถึงอย่างนั้น บิลลี่ก็หาตัวพี่สาวเจอแต่ว่าพี่สาวของตนถูกเซอร์โรริสฆ่าตายไปแล้ว...

เขาตัดสินใจอุ้มร่างที่ไร้วิญญาณของพี่สาวกลับมายังกองกำลังไลท์การ์เดี้ยน แต่ก็ถูกเซอร์โรริสคนตายมากมายจู่โจมจนเกือบตาย ในวินาทีที่เขาจะสิ้นลมหายใจ พี่สาวของเขากลับคืนจากความตายและต่อสู้กับเหล่าเซอร์โรริสที่มาทำร้ายน้องชายตัวเองแล้วพาน้องชายตัวเองกลับมาอย่างปลอดภัย

แต่ฝันร้ายของบิลลี่นั้นยังไม่จบ หลังจากได้สติมา เขาก็รู้ว่าตัวเองคือเซอร์โรริสจากการถูกสารเซอร์โรไมน์ไปจำนวน ส่วนโซอี้กลายเป็นเซอร์โรริสคนตายที่แปลกกว่าคนอื่นเพราะ ไม่ต้องดัดแปลงแบบผมก็เป็นเซอร์โรริสมีความคิดได้ แต่ไม่กล้าเข้าไปหาน้องชายอีกเลยเพราะไม่อยากเห็นน้องชายที่ตัวเองรักเปลี่ยนไปเพราะตัวเองเช่นนี้

แล้วทำไมสองคนนี้ถึงมาเป็นเซอร์โรริสให้เธอร์น่าได้ล่ะ เรื่องนั้นไม่ได้พูดถึง แต่มันต้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแม่ลูกคู่นั้นด้วยแน่ๆ

 

บลืนน...

 

รถตู้ค่อยๆชะลอความเร็วหลังจากฟรีสหมุนกุญแจดับเครื่องให้รถมันแล่นไปอีกสองเมตร  สีหน้าแหยๆของหมอนั่นเริ่มจริงจังหลังรถนิ่งสนิทอย่างกับว่ามีปัญหาอะไรกับเครื่องยนต์ เขาไม่พูดอะไรนอกจากย้ายตัวเองมาอยู่ด้านหลังรถตู้เหมือนผมแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงนิ่งๆ

“ เข้าเขตวิหารธอร์เรียแล้วนะ ฉันเข้าไปมากกว่านี้ไม่ได้ไม่งั้นกัมมันตรังสีเล่นงานฉันแน่ๆ ”

ถึงที่แล้วเหรอ!?! ผมถามตัวเองพร้อมมองลอดออกไปจากกระจกอย่าตื่นเต้นทั้งที่เวลานั้นมันไม่สมควรเลยสักนิด สิ่งที่ผมเห็นจากกระจกคือกลุ่มหมอกสีขาวหนาทึบอยู่ด้านหน้ารถแยกออกเป็นส่วนอย่างชัดเจน ไม่แปลกหรอกที่ฟรีสจะกลัว ต่อให้หมอกนั่นไม่ใช่กัมมันตรังสี ใครล่ะจะกล้าเข้าไปในหมอกทึบๆนั่น ดีไม่ดีอาจเจอตัวอะไรแปลกๆเหมือนในเกมสยองๆที่ใช้ตั้งชื่อเมืองว่าหุบเขาแห่งความเงียบงัน

“  ระทึกดีจังนะ” บิลลี่กล่าวอย่างตื่นเต้น แม้ผมจะรู้ว่ายังไม่มีอะไรระทึกออกมา ตอนนี้ผมอยากกลับไปนอนอยู่ในห้องกับเหล่าซอมบี้รูมเมทของผมเสียจริงๆ แต่ว่าบิลลี่กลับผิวปากแล้วสวมชุดป้องกันพร้อมกับแบกอาวุธไปครบมือ...ผมเองชักอยากจะถามว่า เขามีความกลัวบ้างหรือเปล่า!?!

“ เอาอาวุธไปครบมือแบบนั้นไม่กลัวจะเดินลำบากหรือไง ถ้าเกิดมีศัตรูเคลื่อนไหวเร็วๆจะหนีได้เหรอ” ฟรีสแสดงความเห็นเล็กน้อยขณะมองไปที่ปืนหนักๆหลายสิบกระบอกที่บิลลี่แบกไว้บนไหล่ ซึ่งถ้าเกิดเป็นคนทั่วไป คงแบกไม่ได้อย่างนี้แน่

“ นั่นสินะ งั้นฉันแบ่งอาวุธให้นายติดตัวไว้ละกัน ”  ไม่แปลกที่เขาจะเห็นด้วย และไม่รอช้าที่จะเอาอาวุธตัวเองออกไปสักชิ้น เขาเอาบางอย่างที่เหน็บอยู่ข้างเอวโยนมาที่เบาะรถตู้ ตอนแรกผมเฉยๆก่อนที่ทั้งฟรีสและผมจะมองสิ่งที่ปลดออกจากตัว ก้อนเหล็กผิวเป็นตะปุ่มดูเหมือนผลน้อยหน่ามีหัวจุกเหล็กอยู่ตรงกลาง...

“ เฮ้ยยยย!!!

“ ฮ่ะๆ ระเบิดยังไม่แกะสลักน่ะ ไม่ต้องตื่น ตูม ฮ่ะๆๆ ”

ความขี้เล่นของบิลลี่ผมชักไม่ชอบเข้าแล้ว  ทั้งผมและฟรีสพากันตื่นตูมอีกครั้งจนเผลอออกจากรถตู้ไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์มันเปลี่ยนไปคือเสียงหัวเราะของเจ้ากล้ามโตนี่ ไอ้บ้าเอ้ย

ฟรีสถอนหายใจพร้อมกับใบหน้าที่ถอดสีสุดๆ แต่ผมนั้นกำลังโกรธจนเผยแววตาอาฆาตออกมา โยนให้แบบนั้นถ้ามันเกิดระเบิดมาไม่ตายยกคันเลยหรือไง... หมอนั่นท่าทางจะชอบเห็นสีหน้าตื่นตูมของคนอื่น สักวันผมจะต้องทำให้หมอนี่ตื่นตูมบ้าง

“ เหอๆ ถ้ามีอะไรผิดปกติรีบกลับมาเลยนะ ”

“ มันก็ผิดปกติตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่ ไปกันเถอะ งานนี้จะได้เห็นจารัค เซอร์ ลีวานตัวจริงซะที ” 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

138 ความคิดเห็น

  1. #115 shadow33 (@aroka33) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 / 17:37
    สนุกดีครับ
    #115
    0