คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #147 : MIDNIGHT TRENDY 「ミッドナイト・トレンディ」
ไม่ว่าจะงานเลี้ยงน้อยใหญ่ใดๆ ก็ตามของบริษัทเครื่องสำอางชูการ์เทรนดี้ที่พนักงานสาวจากแผนกประชาสัมพันธ์ ซาคุมะ มิอะ เคยนิยมชมชอบและเพลิดเพลินกับมันอยู่บ่อยครั้ง ขนาดเฝ้านับวันมาถึงจนแทบจะไม่เป็นอันทำการทำงาน หากดูเหมือนว่าจะไม่ใช่กับครั้งครานี้ที่เธอต้องมากล้ำกลืนฝืนทน ปั้นแต่งน้ำเสียงเริงร่ากับรอยยิ้มจอมปลอม เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งที่ข้างในใจจะกำลังรู้สึกเบื่อหน่าย ไปจนถึงขั้นเหนื่อยหน่าย กับการต้องทนรับสายตาและคำพูดแสดงความเวทนา บ้างก็เคลือบแฝงไปด้วยความสะใจ หลังเพิ่งจะเลิกรากับคนรักหนึ่งปีกับอีกสองเดือนที่ทำงานอยู่ในแผนกเดียวกัน ทั้งที่ไม่มีวี่แววของการแตกหักจากคู่รักที่หวานชื่นที่สุดมาก่อนเลยสักนิด
มิอะถูกคนรักบอกเลิกทางโทรศัพท์เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเพราะเขาต้องไปทำงานไกลถึงโอกินาวะ และการได้เห็นเขาบินกลับมาทันร่วมงานเลี้ยงฉลองยอดขายของลิปสติกคอลเลกชั่นใหม่ อันเป็นหนึ่งในงานเลี้ยงยิบย่อยจากการฉลองโน่นนี่นั่นตลอดทั้งปีที่รองประธานหนุ่มเจสซี่ ลูอิส จัดขึ้นแค่เพราะว่าอยากจัด แต่เรื่องการผลาญเงินทองส่วนตัวที่ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งของเขาร่วงแม้สักเส้นไม่ใช่ประเด็น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรองประธานที่เธอแทบไม่เคยเสวนาด้วยเป็นการส่วนตัวที่เป็นประเด็นในเรื่องนี้ หากแต่เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของเขานับตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่มีชื่อว่าเมกุโระ เร็น หรือก็คืออดีตคนรักที่กำลังควงคู่มากับเมคอัพอาร์ติสต์ประจำนิตยสารแฟชั่นที่เธอเองก็รู้จักจากการเห็นหน้าค่าตาเมื่อไปออกกองอยู่บ่อยครั้งนั้นต่างหากที่เป็นประเด็นเดียวของเรื่องนี้
และการที่มิอะกรีดเสียงร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตาย ก่นด่าหยาบคายหลังจากถูกบอกเลิกด้วยเหตุผลที่มิอะทนไม่ได้เลยอย่างการปันใจไปหาผู้หญิงคนใหม่ หลังจากทนรับฟังมาได้สักพัก เร็นก็ระเบิดถ้อยคำโต้ตอบกลับมา หากด้วยน้ำเสียงที่ยังคงนิ่งสนิทอย่างเยียบเย็นว่า
“ฉันรู้เรื่องวันนั้นของเธอกับอิวาซากิมาได้สักพักแล้ว ถึงต่อให้เธอจะแก้ตัวว่าเป็นเพราะเราทะเลาะกัน แต่เธอกับฉันก็ยังไม่ได้เลิกกันนะมิอะ ฉันคิดจริงๆ ว่าจะสามารถอภัยให้เธอได้ถ้าเธอจะสารภาพกับฉัน และฉันก็รอฟังมาตลอด แต่สุดท้ายเธอก็ไม่เคยพูดถึงมัน หรือว่าสำนึกเสียใจทั้งกับฉันหรือว่าอิวาซากิเลยสักนิด”
ก็จะทำให้เธอไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความชอบธรรมใดๆ ให้ต้องนึกสมเพชตัวเองมากไปกว่านี้
“มาดื่มฉลองให้เร็นจังที่ตาสว่างแล้วเลิกกับผู้หญิงนิสัยไม่ดีอย่างเธอไปได้สักทีกันดีกว่า”
ก่อนหน้ากากปกปิดความรู้สึกที่อุตส่าห์สวมใส่มาตลอดทั้งคืนจะถูกกะเทาะให้แตกออก จากการมาถึงของเพื่อนรักร่วมแผนกอย่างฮามะ ฮิจิริ หรือที่มิอะอยากแนะนำว่าเป็น ‘เพื่อนร้าย’ มากกว่า มาตั้งแต่สมัยร่ำเรียนมหาวิทยาลัย พวกเธอเคยเป็นคู่ซี้ตัวติดหนึบที่สนิทสนมกันมากยิ่งกว่าพี่น้องท้องเดียวกัน ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ชายที่ฮิจิริปิ๊งดันเกิดปิ๊งเธอขึ้นมา พอปฏิเสธไปพร้อมคำด่าอีกเป็นกระบุงโกยเพราะถูกเซ้าซี้ไม่เลิกก็จะดันถูกฮิจิริโกรธเข้าใส่ทั้งที่ไม่ใช่เรื่อง พาลทำให้ความสัมพันธ์แตกหักเหมือนแก้วที่ต่อไม่ติดนับตั้งแต่นั้น แต่ก็ดูเหมือนว่าโชคชะตาฟ้าดินจะกลั่นแกล้งให้ได้กลับมาเจอหน้ากันอีกครั้งหลังเรียนจบในบริษัทเดียวกัน! บรรจุพร้อมกัน! แถมยังเข้าทำงานแผนกเดียวกันด้วยอีก! เดชะบุญที่ไม่ได้นั่งข้างกันให้ได้เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าไปใหญ่ แต่เพราะอย่างนั้น...อดีตเพื่อนรักเลยจำต้องกลับมาปรองดองกันอีกหนเพื่อบรรยากาศการทำงานอย่างเสียไม่ได้
“หุบปากไปเลยยัยฮิจิริ”
“แต่ไทโชคุงก็ยังไม่ตาสว่างสักทีนะ”
“บอกให้หุบปาก”
หากฮิจิริก็จะทำไขสือ เดินมาพิงแผ่นหลังกับบาร์ที่เธอกำลังนั่งดื่มอยู่คนเดียวแล้วเอ่ยต่อไปว่า “ไหนๆ เธอก็เลิกกับเร็นจังแล้ว ทำไมไม่ควงไทโชคุงไปซะเลยล่ะ ไม่สงสารเค้าเหรอที่ได้แต่มองตามเธอตาละห้อยอย่างกับลูกหมาน้อยแบบนั้นน่ะ”
“สงสารนักก็ไปคบเองซะสิ!” มิอะหันไปแหวใส่อย่างหัวเสีย “หมายถึงถ้าอิวาซากิเค้าจะแลเธอน่ะนะ”
“เอ๋ สงสัยจังเลยว่าแล้วตอนอยู่สองต่อสองเธอเรียกเค้าว่าอิวาซากิหรือไทโชกันน้า?” ฮิจิริรั้งรอจังหวะที่เพื่อนสาวยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดื่มแล้วแสร้งทำทีเป็นครุ่นคิด เมื่อได้รับสายตาจดเขม็งแทนคำตอบกลับมาก็จะเปล่งเสียงหัวเราะรวนร่าด้วยความชอบใจ “แต่พูดได้ตอนที่ยังมีโอกาสแหละดีแล้ว วันไหนไทโชคุงเค้าไปกิ๊กกับกับใครขึ้นมาก็อย่าทำตัวเป็นหมาหวงก้างขึ้นมาแล้วกัน แต่ที่จริงแล้วนะมิอะ ฉันว่าเธอไม่ต้องรอวันไหนหรอก เพราะวันนี้ฉันเห็นไทโชคุงกับนัตสึเมะจังคุยหนุงหนิงกันใหญ่เลย จะว่าไปแล้วสองคนนั้นเวลาอยู่ด้วยกันก็น่ารักดีนะ ถึงนัตสึเมะจังจะเป็นคุณหนูจ๋าขนาดไหนฉันก็ไม่เคยเห็นเค้าไล่เหยียดคนอื่นไปทั่วเหมือนกับใครบางคน หรือกดอีกฝ่ายซะจนเหมือนตัวเองสูงส่งนักล่ะ อุ๊ย ตายจริง! ฉันนี่ก็พูดมากจัง เสียเวลาเธอออกไปดูกับตาตัวเองเลย”
ฮิจิริหย่อนระเบิดลูกใหญ่ทิ้งท้ายไปกับเสียงหัวเราะรวนร่า รอยยิ้มเหยียดหยัน และท่าทีที่ดูเหมือนว่าจะเพลิดเพลินกับสถานการณ์เป็นอย่างมาก ก่อนสะบัดเรือนผมสีดำยาวผละจากไปสนทนากับเพื่อนร่วมงานคนอื่นที่หล่อนดูเหมือนจะสนิทสนมไปเสียหมด โดยจงใจเพิกเฉยต่อสายตาค้อนควักของเพื่อนรักที่ตวัดมองตามไปด้วยความขุ่นข้องใจอีก
ที่แน่นอนว่าอีกเหตุผลของความขุ่นข้องใจจะเป็นเพราะการได้เห็นชายหญิงคนที่เพื่อนร้ายของหล่อนพาดพิงถึงกำลังพูดคุยหัวเราะกันอยู่ที่มุมหนึ่งของบาร์กลางแจ้งด้านนอก คนหนึ่งคืออาริมูระ นัตสึเมะ สาวน้อยคนดังที่ทั้งสวยและรวยมากจากแผนกการตลาดที่มิอะแทบไม่เคยเสวนาด้วย ไม่เหมือนกับชายหนุ่มร่วมแผนกของหล่อนอย่างอิวาซากิ ไทโชที่อย่างน้อยครั้งหนึ่ง มิอะก็ได้เคยเปิดเผยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำตัดพ้อด่าทอต่ออดีตชายคนรักเพราะอีกฝ่ายเอาแต่ยุ่งอยู่กับงานรับรองแขกจนแทบไม่มีเวลาให้ ไม่เหมือนกับไทโชที่ยอมจับรถไฟเที่ยวสุดท้ายจากโอซาก้ากลับโตเกียวมาหาทั้งที่มีนัดกับลูกค้าในตอนเช้า เพียงแค่เธอโทรศัพท์ไปร้องห่มร้องไห้ใส่เพราะต้องการหาที่ระบาย อย่างที่เร็นไม่มีวันจะทำเรื่องบ้าบอขนาดนี้เพื่อเธอ หากเท่านั้นก็มากพอที่จะทำให้ปราการแน่นหนาที่มิอะเคยตั้งป้อมใส่ไทโช — ผู้ชายที่ถึงจะหน้าตาพอใช้ได้ แต่ไอ้รอยยิ้มโง่เง่า ท่าทางดูไม่เอาไหน แถมยังคอยเอาแต่แอบมองเธออยู่ได้ — จะค่อยๆ พังทลายลงไป
มิอะไม่เคยแม้แต่จะคาดคิดมาก่อนว่าเธอเองจะเป็นฝ่ายเริ่มกระโจนเข้าใส่ หลังจากหัวข้อสนทนาถึงชายอีกคนจบลง พร้อมกับน้ำอัดลมกระป๋องว่างเปล่าและช่องว่างที่คั่นระหว่างกลาง ก่อนมิอะจะวกกลับมาหาคนใกล้ตัวโดยไม่มองหน้าเมื่อเอ่ย “ถามจริงๆ เถอะนะอิวาซากิ นายไม่สมเพชตัวเองบ้างหรือไงที่ยอมทำเรื่องบ้าบอทั้งหมดนี้ทั้งที่รู้ดีว่าเปล่าประโยชน์ ทั้งที่รู้ว่ายังไงฉันก็ไม่มีวันรักนายได้เหมือนกับเร็น?”
“ผมทำทุกอย่างได้เพื่อคุณซาคุมะ”
“นายนี่มันน่าสมเพชจริงๆ”
มิอะทันได้มองสบตากับไทโชเมื่อยกเท้าขึ้นจากโซฟาแล้วหันไปกดไหล่เขาข้างหนึ่งชิดกับพนักเพียงครู่สั้นๆ ภายในแววตาคู่นั้นไม่มีวี่แววตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไปและรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปเลยแม้แต่น้อย ในตอนที่มิอะโน้มใบหน้าลงไปกดประทับริมฝีปาก เธอก็รู้สึกถึงรสขมปร่าของเบียร์กระป๋องราคาถูกที่ทำให้เธอฉุกคิดขึ้นมาว่ามันแย่...รวมถึงเรื่องนี้ก็อาจเป็นความคิดที่แย่ แต่เธอก็ไม่ทันได้ผละจากเมื่อไทโชจะตอบรับกลับมาอย่างเร่งร้อนและไม่ได้อ่อนหัดอย่างที่ ‘ผู้ชายท่าทางไม่เอาไหน’ ไม่ควรจะทำได้ถึงขนาดนี้ อาจเพราะเธอห่างหายจากเรื่องแบบนี้กับเร็นมานานพอที่จะโหยหาอ้อมกอดของใครสักคน ความคิดที่จะผลักไสเปลี่ยนไปเป็นคล้องแขนรอบลำคอแล้วดึงเขาเข้ามาใกล้ และก่อนที่สติของมิอะจะมัวพร่าอยู่กับชายหนุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าซึ่งพร้อมจะช่วงชิงลมหายใจไป ชั่วขณะหนึ่งเขาก็ยินยอมปล่อยจาก
น้ำเสียงที่กระซิบอยู่ข้างใบหูของเธอสั่นพร่า “ถ้าไปต่อ จะหยุดไม่ได้แล้วนะ”
“หรือนายอยากหยุดแค่นี้ล่ะ ไทโช”
แค่เพียงเท่านั้น ก็ราวกับว่าสตินึกคิดทั้งหมดของเขาจะหายวับไป ไม่ต่างจากความคิดที่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้อาจกลับกลายเป็นเพียงความฝันเมื่อลืมตาตื่น มิอะสามารถรับรู้ได้ว่าเขาปรารถนาเธอมากแค่ไหนจากสัมผัสกอดรัดที่แนบแน่นเหมือนกับจะทำให้เธอแตกสลาย เธอล่อลวงเขาให้ตกลงสู่กับดักด้วยจูบที่รุมเร้าแต่ก็เยียบเย็น ด้วยเสียงร้องเรียกชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ไม่เคยจะมีความหมาย เพราะอิวาซากิ ไทโชเป็นแบบนั้นสำหรับเธอ เขาไม่ได้มีความหมายอะไรเลยสำหรับเธอ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังคงเป็นได้แค่ผู้ชายไม่เอาไหนเมื่อเทียบกับคนรักที่เพียบพร้อมทุกประการ บ่อยครั้งที่สายตาซึ่งทอดมองมาอย่างอาลัยอาวรณ์ของเขาจะทำให้มิอะหงุดหงิดมากเสียจนปกปิดสีหน้าหรือท่าทีเอาไว้ไม่มิด ชัดเจนผ่านการปฏิบัติตัวต่อชายหนุ่มผู้น่าสงสารให้ใครต่อใครต่างพากันเห็นอกเห็นใจ
มันเป็นแบบนั้นมาตลอดสามเดือน หรือมิอะอาจควรบอกว่าถึงวินาทีก่อนหน้าที่เธอจะได้เห็นภาพตำตาในงานเลี้ยงเฮงซวยวันนี้ที่ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าสนุกเลยสักนิด ทั้งที่เขาย่อมต้องรู้เหมือนที่ทุกคนในบริษัทรู้ว่าตอนนี้เธอกำลังหน้าชื่นอกตรม อันที่จริงเขาควรต้องรู้ดีกว่าใครเลยด้วยซ้ำว่าเธอรักเร็นมากแค่ไหนและเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้หัวใจของเธอร้าวรานมากเพียงไร เพราะฉะนั้นแล้ว การได้เห็นไทโชมีความสุขอยู่กับใครคนอื่น...ผู้หญิงคนอื่น...ก็จะทำให้มิอะโกรธมากจนรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่ใบหน้าก่อนลามขึ้นมาถึงขอบตา
เมื่อลงลิฟต์มาถึงอาร์ตเลาจน์ชั้นล่างสุดที่มีผู้คนกระจายตัวกันอยู่เพียงบางตา มิอะก็ไม่อาจกดกลั้นน้ำตาจากความคับแค้นเอาไว้ได้อีกต่อไป ขณะเลื่อนปลายนิ้วกดพิมพ์ข้อความที่เต็มไปด้วยคำด่าทอยาวเหยียด แค่กดส่งไปไม่ทันไร เขาก็จะรีบต่อสายโทรศัพท์มาหา ให้มิอะได้ทีตวาดกลับไปโดยไม่รอให้คู่สนทนาได้เปิดปากพูดด้วยซ้ำว่า “นายอยากไปมีความสุขกับใครหรือจะไปตายกับใครก็เชิญเลย!” เช่นเดียวกับที่เธอจะกดตัดสายทิ้งไปด้วยความรวดเร็วไม่แพ้กัน
และการได้ยินน้ำเสียงกระหืดกระหอบของเขาตะโกนร้องเรียกนามสกุลของเธอในอีกหลายนาทีให้หลัง ขณะที่ยังคงนั่งก้มหน้าร้องห่มร้องไห้อยู่ที่มุมในสุดขอเลาจน์ก็ไม่ได้ช่วยทำให้มิอะรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด เธอเงยใบหน้าแดงก่ำที่ยังคงเปื้อนเปรอะไปด้วยน้ำตาซึ่งเบียดบังวิสัยเบื้องหน้าให้เห็นเป็นเพียงภาพอันมัวพร่าขึ้นมองเขา เมื่อใช้หลังมือปาดน้ำตาทิ้งแล้ว มิอะก็จะลุกพรวดขึ้นสะบัดมือเขาที่นั่งย่อตัวเอื้อมมาจับไหล่ออก ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทอะไรเมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย นอกจากผู้ชายคนเดียวที่เคยได้เห็นด้านแย่ๆ ของเธอ คนที่โง่งมงายมากพอที่จะยอมรับคำด่าทอรวมถึงคำลวงหลอกทั้งหมดนั้น
“นายจะมาทำไม! ไปให้พ้น! ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีก! ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากผู้ชายที่น่าสมเพชอย่างนายเลยสักนิด! อิวาซากิ!”
“แต่ผมรู้ว่าคืนนี้มิอะต้องการผมเพื่อให้ลืมคุณเมกุโระ!”
เธอตื่นตะลึงไปกับคำตะคอกยอกย้อนจากคนที่ไม่คาดคิด เหมือนกับเหตุการณ์ที่เธอไม่ได้คาดฝัน ว่าคราวนี้จะเป็นเขาเองที่ผลักเธอกลับลงไป บดขยี้ริมฝีปากอย่างรุนแรงมากจนเธอหายใจไม่ออก มือที่ไม่ได้ยึดกับส่วนไหนในร่างกายของเขาถูกกดไว้บนเบาะ ก่อนเปลี่ยนเป็นกุมประสานฝ่ามือข้างนั้นเพื่อให้เธอกดปลายเล็บยาวลงไป และมิอะก็แน่ใจว่ามันต้องทิ้งรอยแผลเอาไว้บนนั้น หากมิอะก็รู้ว่าเขาจะทนรับความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยที่เธอจะฝากฝังไว้ทั่วร่างของเขาได้ เหมือนกับที่เธอเองก็ต้องการได้รับความรัก...จากคนที่ไม่มีความหมายอะไรเลย...ให้มากพอที่จะช่วยทำให้เธอลืมเลือนเรื่องราวทุกอย่างได้อีกครั้งหนึ่ง
ตลอดสองปีที่ฮามะ ฮิจิริ ได้เข้าบรรจุเป็นพนักงานประจำแผนกประชาสัมพันธ์ในบริษัทเครื่องสำอางชูการ์เทรนดี้ ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงน้อยใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน เสียจนความตื่นเต้นแปรเปลี่ยนไปเป็นความเบื่อหน่ายกับความไร้แก่นสารเหล่านั้น ยิ่งในโอกาสจิ๊บจ๊อยแค่เพราะยอดขายลิปสติกคอลเลกชั่นใหม่ทะลุเป้าเร็วกว่ากำหนดด้วยอีก แต่ทันใดนั้นเอง งานเลี้ยงไร้สาระที่เธอเคยปรามาสไว้ขนาดถมวันที่บนปฏิทินด้วยหมึกสีดำจนเต็ม จะเรียกเอาความรู้สึกสมัยที่เธอยังเป็นเด็กน้อยเฝ้ารอคอยวันคริสต์มาสให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยเรื่องที่ชวนให้ตื่นเต้นกว่ามากอย่างการได้เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของอดีตเพื่อนรัก ที่เธอจะไม่มีวันเปลี่ยนสถานะของความเป็นเพื่อนร้ายให้ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน ในงานเลี้ยงบริษัทที่หล่อนดูจะชื่นชอบมันมากมาตลอดโดยไม่จำเป็นต้องรู้จักมักจี่กับใครไปทั่วเหมือนอย่างเธอ แต่ทำไมฮิจิริจะไม่รู้ว่าขอแค่มีบรรยากาศกับแสงสีสลัวบนบาร์ดาดฟ้าของโรงแรมหรูใจกลางเมืองที่ต้องตรงกับใครสักคนที่รู้ใจ คนอย่างหล่อนก็สามารถเสกสรรให้ทุกที่เป็นดั่งสรวงสวรรค์ได้แล้ว หากหล่อนคงไม่มีวันรู้สึกแบบนั้นได้อีก อย่างน้อยๆ ก็ในค่ำคืนนี้ จากการต้องทนเห็นอดีตคนรักคบควงมากับผู้หญิงคนใหม่ให้ได้สาแก่ใจ ที่ฮิจิริคิดว่ามันก็สาสมกับคนอย่างยัยซาคุมะ มิอะดีแล้ว
ใบหน้าเย่อหยิ่งที่ทำเหมือนกับว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่หล่อน แต่เป็นคนรักอย่างเมกุโระ เร็น เจ้าชายรูปงามผู้มีทุกอย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบต่างหากที่ทำให้หญิงชาวบ้านได้ขึ้นไปอยู่บนจุดนั้น ในบริษัทนี้ เขาอาจเป็นรองก็แค่รองประธานลูอิสเพียงเท่านั้น หากด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวนี้ก็มากพอที่จะทำให้ฮิจิริชังน้ำหน้ามิอะมากขึ้นทุกวัน
รวมไปถึงการปฏิบัติตัวต่ออิวาซากิ ไทโช จากแผนกการตลาด ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าเขาแอบชอบหล่อนและพอใจกับการได้มีรักข้างเดียวโดยไม่เข้าไปก้าวก่าย ไทโชไม่เคยทำให้คนรักอย่างเร็นต่อว่าด่าทอหรือนึกรำคาญใจเลยสักครั้ง ตรงกันข้ามกับยัยมิอะ ฮิจิริไม่เข้าใจเลยว่าการปฏิเสธด้วยเหตุผลไปตรงๆ แสดงออกแบบมนุษย์พึงกระทำโดยไม่ดูถูกดูแคลนหรือแสดงสีหน้าแย่ๆ มันเป็นเรื่องยากตรงไหน แม้ว่าฮิจิริจะไม่ได้ชอบทั้งเร็นและไทโชเหมือนอย่างหนุ่มต่างคณะที่เคยทำให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทต้องแตกหักกันไป เธอก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าพวกเขามองเห็นอะไรในตัวผู้หญิงนิสัยเสีย เที่ยวได้เหยียดคนอื่นไปทั่ว หรือพวกเขาสามารถทำเป็นมองเลยผ่านมันไปได้เพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นน่ะหรือ?
กระทั่งไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เธอได้ออกไปต้อนรับนางแบบสาวชาวอเมริกันร่วมกับเร็น (คนที่ได้แค่เกรดดีวิชาภาษาอังกฤษอย่างยัยมิอะคงมีปัญญาหรอก!) ก็ให้ได้บังเอิญเจอกับไทโชที่ขึ้นมาดื่มบนบาร์ดาดฟ้าหลังนัดพบกับลูกค้าในห้องอาหารของโรงแรมเดียวกัน แรกสุดด้วยเรื่องการงานของแต่ละฝ่าย ตามด้วยเรื่องสัพเพเหระทั่วไปที่ช่วยพักสมองจากวันอันเหนื่อยล้าได้ดี ในตอนที่เธอยกเบลลินีขึ้นจิบ ส่วนเร็นก็เพิ่งจะกลับมานั่งที่หลังจากขอตัวไปคุยโทรศัพท์กับสาวคนรักได้สักพัก ระหว่างที่เธอมองดูชายหนุ่มต่างแผนกที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามผ่านแก้วเครื่องดื่ม แม้แค่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว ฮิจิริก็มั่นใจว่าได้เห็นริมฝีปากข้างหนึ่งของเขากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม...เยาะ เหมือนกับที่เธอเองก็แน่ใจว่าไทโชไม่ได้ดื่มมากไปจนเมาถึงได้พลั้งปากออกไปว่า “สองเดือนก่อนที่คุณเมกุโระยุ่งกับงานรับรองแขกจากฮาวาย คุณซาคุมะโทร.เรียกผมให้ไปหา”
ฮิจิริไม่ได้ตกอกตกใจกับเรื่องราวหลังจากนั้นที่พร่างพรูออกมาพร้อมคำขอโทษ เหมือนกับสีหน้าเคร่งเครียดยามรับฟังมันอย่างเงียบๆ ของเร็น หรือการที่ยัยมิอะจะไปคว้าเอาผู้ชายที่พร่ำพูดอยู่นั่นว่า “ไม่เห็นจะเอาไหน!” มาเป็นคู่นอนคืนเดียว ในเมื่อหน้าตาของไทโชไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าแย่ แถมยังเป็นผู้ชายเพียงไม่กี่คนในบริษัทที่ทนปากมีดโกนของหล่อนได้ เช่นนั้นเขาก็สมควรได้รับอะไรตอบแทนบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้ฮิจิริเหลือเชื่อมากที่สุดกลับเป็นท่าทีแบบเสแสร้งแกล้งทำของไทโชนั้นต่างหาก
ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นความพอใจ เมื่อรู้ว่าอีกไม่ช้า ผู้หญิงที่เธอเกลียดที่สุดในโลกก็จะถูกผลักให้ร่วงตกจากหอคอยด้วยน้ำมือของเจ้าชายเอง
และคนที่จะได้อยู่บนบัลลังก์สูงสุด — เหนือกว่าที่ทั้งชีวิตของยัยมิอะจะทำได้ — กับราชาก็คือเธอ
การได้เริงร่าอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าโล่งโปร่ง หาดทรายสีขาว ดวงดาวพราวระยับ และน้ำทะเลสีฟ้าครามในมลรัฐฮาวาย จะทำให้ฮิจิริรู้สึกเป็นสุขอย่างมาก ยังงานแต่งงานของลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็นเหมือนพี่สาวของลูกบ้านฮามะคนเดียวมาแต่อ้อนแต่ออก ฮิจิริรู้ว่าเจ้าบ่าวลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกันของหล่อนเป็นเจ้าของโรงแรมและคาสิโนราคาแพงระยับในลาสเวกัส หากไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่าหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยของเขาจะรวมถึงเจสซี่ ลูอิส รองประธานหนุ่มของบริษัทเธอเอง
ที่แม้ว่าสถานะอาจดูเหินห่าง หากพวกเขาก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกัน ฮิจิริที่เป็นหน้าเป็นตาของแผนกร่วมกันกับเร็นเคยรับหน้าที่ดูแลรองประธานสมัยเพิ่งกลับมารับตำแหน่งใหม่ๆ ด้วยความที่อายุเท่ากัน เข้ากับคนอื่นได้ง่ายเหมือนกัน มีความชอบตรงต้องกันในหลายๆ เรื่อง เลยกลายเป็นว่าสามารถเปิดอกพูดคุยกันอย่างสนิทสนมได้ไม่ต่างจากเพื่อนคนหนึ่ง และมันก็ควรเป็นอย่างนั้น ตราบเท่าที่เขาจะยังคบหากับคนรักดีกรีนางแบบประจำหน้านิตยสารที่มีชื่อว่าโคมิยามะ เคย์ระ ซึ่งฮิจิริเองก็เคยไปร่วมสังสรรค์ด้วยตั้งหลายครั้งหลายหน แต่ตอนนี้หล่อนไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย ไม่มีแม้แต่ความนึกคิดในสามัญสำนึกของใคร สำหรับเจสซี่แล้ว อาจเป็นเพราะความเหงา อาจเป็นเพราะวอดก้าเพียวๆ ที่เขาดื่มเข้าไปได้ไม่หยุดหย่อน หรือไม่ก็บรรยากาศของค่ำคืนบนเกาะสวรรค์ที่พาไป แต่สำหรับฮิจิริแล้ว อาจเป็นเพราะถ้อยคำยั่วเย้าผ่านเสียงหัวเราะฟังดูมีเสน่ห์และนัยน์ตาวาววับที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการเธอ หรือบางที...อาจเป็นเพราะความต้องการจากก้นบึ้งตลอดมาของเธอเอง
มันไม่ใช่เหตุการณ์แค่คืนเดียวในโอวาฮู ถึงอย่างนั้นฮิจิริก็ไม่เคยคิดว่าจะแสดงละครต่อหน้าหญิงคนรักของเขาแล้วหวังจะได้เจสซี่มาครอบครองไว้เองเหมือนกับไทโช เธอรู้ว่าเคย์ระไม่ใช่คนที่จะอดทนรับฟังอย่างมีเหตุมีผลเหมือนกับเร็น และเธอก็ไม่อยากให้เจสซี่พาลมาลงใส่มือที่สามเหมือนกับที่ยัยมิอะทำ การอดทนรอคอยไม่ใช่เรื่องแย่ อย่างน้อยนั่นคือหนึ่งในเรื่องที่เธอเคยคิดว่าทำได้ดี
“เลิกทำให้คนอื่นเสียใจได้แล้ว ฮิจิริ”
รอยยิ้มถึงก่อนหน้าพลันหุบลงไป ขณะกระชากน้ำเสียงห้วนสะบัดตอบกลับไปว่า “ไม่มีใครรู้ก็ไม่มีใครเสียใจนี่” เมื่อได้เห็นคนที่ยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ตรงทางเดินหลังออกจากห้องน้ำมา “อีกอย่าง...เรื่องของฉันไม่ใช่กงการอะไรของนายเลยสักนิด อุกิโช”
แต่ไม่ใช่กับอุกิโช ฮิดากะ ผู้ชายคนเดียวที่ทำลายทุกความอดทนของเธอจนพังยับเยิน นอกจากการเป็นผู้ช่วยใหม่หมาดของตากล้องคู่บุญประจำบริษัทแล้ว เขายังเป็นทุกความเกลียดชังจากความหลังอันเลวร้ายซึ่งยังคงฝังใจ และไม่มีวันที่เธอจะลบเลือนมันไปได้ง่ายๆ ถึงต่อให้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนก็ตาม
“เดี๋ยวนี้ห่างเหินจนเรียกแค่นามสกุลกันแล้วเหรอ?”
นัยน์ตาของฮิจิริเลิกกว้างจากโทรศัพท์หุ้มเคสกันกระแทกสีแดงที่เขายกขึ้นชู รวมไปถึงข้อความจากโปรแกรมแชตที่ฮิจิไม่มีทางคาดเดาได้เลยว่าเขาเดาพาสเวิร์ดแบบส่งๆ ของเธอออกได้ยังไง
“หรือเพราะเราไม่ได้ใกล้ชิดกันอย่างรองประธานลูอิส ไม่ใช่สิ...” ด้วยรอยยิ้มที่แสดงความเหยียดหยันโดยไม่มีปิดบัง “แค่เจสซี่ต่างหาก”
ให้ฮิจิริได้กรีดเสียงร้องลั่น “อย่างน้อยฉันก็จำได้ว่าเราไม่เคยสนิทสนมกันขนาดให้นายเข้ามาสอดรู้กับข้อความส่วนตัวของคนอื่นแบบนี้ก็แล้วกัน อุกิโช!” แล้วพุ่งตัวเข้าไปหมายจะฉวยคว้าเอาทรัพย์สินที่เป็นของตัวเองกลับคืนมา ทั้งที่วันนี้เธอสวมส้นสูงสามนิ้วมามากพอที่จะเขย่งขึ้นไปให้ถึง แต่เป็นเพราะการกระทำที่ผิดคาดเมื่อฮิดากะจะจับกระชากท่อนแขนเล็ก เหวี่ยงร่างบอบบางนั้นไปกระแทกกับผนังด้วยความรุนแรงเสียจนเธอต้องหลุดร้องออกมา
“ปากไม่ดีเหมือนกับเพื่อนสนิทไม่มีผิด”
“เคยสนิท” ฮิจิริแก้ ไม่ได้นึกฉุนต่อเรื่องผู้หญิงอีกคนมากเท่ากับคนตรงหน้า “แต่รู้อะไรไหมอุกิโช บางทีฉันอาจเข้าใจยัยมิอะขึ้นมาแล้วก็ได้ว่าทำไมตอนนั้นหล่อนถึงได้ด่านายไปซะขนาดนั้น ก็เล่นตามตื๊อไม่ยอมเลิกทั้งที่สาวเจ้าเค้าไม่เล่นด้วยนี่นะ” อาจรวมถึงสถานการณ์ในตอนนี้ที่เธอกำลังยืนจ้องสบนัยน์ตาแข็งกร้าวกับเขาโดยไม่มีประกายวูบไหวใดๆ เหมือนที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมีให้อีกต่อไป
“แต่ตอนนี้ฉันจะทำให้ดูว่ากัดไม่ปล่อยของจริงน่ะเป็นยังไง”
“งั้นก็เอาสิ ฉันก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่านายจะยอมทำถึงขั้นไหนเพื่อให้ฉันเลิกกับเจสซี่”
“หรือให้เจสซี่เป็นฝ่ายเลิกกับเธอ”
_______________
ความคิดเห็น