Sharp :: Yaoi 'Kihae Hanchul Kyumin Won?'

ตอนที่ 25 : Charpter 19 : ตัวอันตราย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,861
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    15 ต.ค. 52

ทันทีที่โรงเรียนเลิกซองมินก็ต้องกลายเป็นผู้ถูกควบคุมความประพฤติเพราะเยซองขับรถมาจอดรอรับถึงที่หน้าโรงเรียน เพราะตั้งแต่เห็นน้องอยู่กับคยูฮยอนบ่อยๆในช่วงนี้ก็ชักจะไม่ค่อยไว้ใจ เนื่องจากชื่อเสียงเจ้าหมาจิ้งจอกมันติดลบมากมายในเรื่องผู้หญิง ต่อให้น้องไม่ได้เป็นสาวน้อยน่ารักแต่ก็สวยและเหมือนเด็กผู้หญิงมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว แถมยังมีแววจะคบผู้ชายอีกต่างหาก

ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะมีเด็กสาวหลายคนในสังกัดแอบปลื้มซองมินแต่เจ้าตัวก็ไม่เคยสนใจเลยสักคน ทั้งๆที่มีบางคนได้เป็นศิลปินแล้วก็ยังไม่เคยจะแลแต่พอมีคยูฮยอนเข้ามาในชีวิตเขาก็ดูประหลาดไป

ร่างเล็กแยกกับราชนิกูลหนุ่มที่หน้าตึกเรียนเพราะทั้งคู่ไม่เคยกลับออกมาพร้อมกันอยู่แล้ว แต่ทันทีที่คนรถขับรถวนออกมาร่างหนาก็แสร้งทำเป็นหยุดเปิดกระจกทักทายเพื่อนร่วมห้องต่อหน้าเยซองที่ยืนมองแบบจับผิด

“ซองมิน อ่านหนังสือถึงไหนแล้วล่ะ วิชาเลขอ่ะคล่องหรือยัง”

ตัวเล็กที่ทำท่าเหมือนจะขึ้นรถได้ยินก็ชะงักเท้าแล้วหันมาส่ายหน้า แต่ก็แอบอมยิ้มที่เขามาทักทายก่อนกลับบ้าน

“ยังไม่ค่อยคล่องอ่ะ ไว้จะให้คยูฮยอนช่วยติวนะ”

ร่างหนาตาตี่ๆยืนเท้าสะเอวมองอย่างไม่สบอารมณ์นัก ตัวเองก็ชอบเที่ยวพอตัวทำไมจะไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ความเจ้าชู้ของไอ้เด็กเวรที่น่าจะเกิดผิดที่ผิดตระกูล สาวๆที่เพื่อนตัวเองเคยจีบหลายคนที่ตกเป็นของเล่นของคนๆนี้ พอเบื่อก็มักจะหมดความน่าสนใจและถูกทิ้งเอาไว้เหมือนดอกไม้ในแจกันที่พยายามชูช่อล่อตา แต่พอเขาสูดกลิ่นหอมเสร็จก็วางกลับเอาไว้แล้วไม่ได้ใส่ใจอีก แน่นอนว่าเขาไม่อยากให้ซองมินต้องตกเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่คยูฮยอนจะก้าวผ่าน

เยซองขมวดคิ้วหงุดหงิดแล้วหันไปเร่งน้องชาย “เร็วๆเลยไอ้ตัวกลม พี่ส่งแล้วจะไปเข้าบริษัทต่อ”

ร่างเล็กพยักหน้าเบาๆเพราะรู้อยู่แล้วว่าเขามีธุระต้องไปบริษัทเพราะเป็นนักร้องฝึกหัดอยู่ แต่สายตากวนๆที่ตวัดเผื่อแผ่ไปยังคุณชายร่างสูงนั้นสร้างความหมั่นไส้ให้คยูฮยอนขึ้นมา ไหนจะรำคาญที่ชอบโทรมาขัดขวางความสุขแล้วยังจะมามองด้วยสายตาจับผิดอย่างกับตัวเองเป็นผู้ร้าย เป็นใครก็ไม่ชอบให้มาหยามด้วยหางตาแบบนี้

คุณชายรูปงามในชุดเครื่องแบบที่เรียบร้อยแสนไฮโซเดินลงจากรถช้าๆด้วยรอยยิ้มแล้วไปเคาะกระจกต่อหน้าต่อตาเยซองที่ยืนเท้าหลังคารถแล้วมองตนอยู่ พอซองมินเลื่อนกระจกมาก็ยิ้มหวาน

“วันนี้ว่างๆอ่ะ ไปติวหนังสือที่บ้านนายแล้วกันนะ แล้วเจอกัน”

ร่างหนาขยิบตาเล็กน้อยแล้วปล่อยให้คนฟังนั่งหน้าแดงโดยที่มีเจ้ายักษ์ตัวใหญ่ยืนคำรามฮึ่มๆก่อนกระแทกประตูดังปังแล้วหันไปจ้องน้องที่เขินออกหน้าออกตา

“อะไรนักหนาน่ะ” เสียงเข้มร้องดุในทันที

ซองมินรู้ดีว่าพี่ชายข้างบ้านคนนี้หวงตัวเองอย่างกับน้องสาวคนเล็กก็สะดุ้งโหยงแล้วปรับสภาพหน้าตาให้เป็นปกติเพื่อที่จะโดนบ่นให้น้อยลง เพราะนอกจากพ่อก็มีเยซองนี่แหละที่หวงขนาดนี้

“ก็แค่ติวหนังสือ” ตัวเล็กเสียงอ่อย

“ห้ามเข้าบ้านเลยนะ นั่งติวตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน”

“อ่า.. มันเย็นนะ”

“งั้นก็ที่ห้องรับแขก พี่จะให้แม่บ้านเฝ้านายไว้” ร่างใหญ่ยื่นคำขาด “อย่าริพามันขึ้นไปบนห้องเลยนะ ไอ้นี่มันตัวอันตรายเลย”

“อันตรายตรงไหนอ่ะ เค้าไม่ใช่ยักษ์ใช่มารซักหน่อย” ซองมินทำตาใสเหมือนกระต่ายน้อยแสนซื่อ

ยิ่งน้องทำท่าไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวคนเตือนก็ยิ่งหน้านิ่วคิ้วขมวด “ไอ้นั่นมันชื่อโจคยูฮยอนใช่มั๊ย ถ้าใช่ล่ะตัวอันตรายเลยล่ะ ระวังจะโดนมันหลอก”

หน้าหวานเริ่มหงิกที่คนที่ตัวเองรักโดนว่า ปากบางเบะน้อยๆอย่างเด็กช่างงอน ถึงตอนนี้จะโดนลวนลามไปถึงไหนต่อไหนแต่ไอ้ความรักมันก็บังตาเสียจนมองไม่เห็นความน่ากลัวของหมาป่าที่เตรียมตะครุบเหยื่ออย่างคยูฮยอน

“พี่ก็พูดเกินไป เค้าไม่เห็นน่ากลัวแบบนั้นเลย”

“นี่ไม่เชื่อใช่มั๊ย” เยซองเสียงดุใส่ “ชั้นเตือนเพราะนายเป็นน้องชั้นนะ”

“พี่น่ะคิดมาก” ตัวเล็กกัดริมฝีปากเบาๆ สองมือจิกกระเป๋าอย่างระแวง กลัวว่าคนข้างๆจะจับพิรุธอะไรระหว่างตนกับอีกคนได้

“ระวังน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า อย่าคิดว่าชั้นดูนายไม่ออกนะไอ้ตัวกลม”

“ผมไม่ได้ตัวกลมนะ” คนน่ารักสะบัดหน้าด้วยความโมโห เขาไม่เคยชอบชื่อนี้เลยจริงๆ ฟังแล้วอุบาทว์พิลึกเพราะมันให้ความรู้สึกว่าตนเป็นเหมือนขนมโมจิ

“เหอะ อวบจะระยะสุดท้ายแล้วนะ ลดขนมบ้างเหอะ”

“พี่เป็นพ่อผมหรือไง” คนฟังชักจะหงุดหงิดหนัก ไม่รู้จะโดนว่าอะไรนักหนา

แต่พี่ชายที่รักใคร่อย่างคนในครอบครัวก็สวนกลับมาทันควัน “ถ้านายไม่สำคัญน่ะชั้นจะห่วงนายมั๊ย หัดใช้สมองบ้างเหอะ”

พอโดนกระแทกซัดด้วยคำพูดที่เหมือนตัวเองผิดร่างเล็กก็สะบัดหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่าง กระจกสะท้อนให้เห็นรถของคยูฮยอนที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นสีเหลืองสดว่าขับตามมา ซึ่งเยซองก็คงจะเห็นเหมือนกันเลยพยายามขับกวนประสาทให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอโดนกวนกลับก็สบถออกมาอย่างเหลืออด

“เชี่ยนี่มันจะกวนตีนชั้นใช่มั๊ย”

ตุ๊กตาหน้ารถที่น่ารักนึกสะใจอยู่เล็กๆที่โดนกวนซะบ้างก็อมยิ้มใส่กระจก “ก็ไปกวนตีนเค้าก่อนไม่ใช่เหรอ”

สักครู่เยซองก็ขับรถเลี้ยวหนีแต่คยูฮยอนก็ยังตามจี้ไม่ปล่อย จึงกลายเป็นว่ามีรถสองคันตามไล่บี้กันไปมาบนถนนที่ไม่ค่อยจะโล่งนักให้คนด่าไล่หลังเล่น ทำอยู่แบบนั้นจนกระทั่งถึงบ้านของซองมินก็ยังไล่ปาดกันไปจนถึงประตูบ้าน และก็เป็นราชนิกูลหนุ่มที่กวนประสาทจนวินาทีสุดท้ายโดยการขับมาปาดหน้าจนเยซองเบรกแทบจะไม่ทัน

ร่างหนาตาตี่แก้มพองชักจะเดือนหนักเลยผลักประตูออกไปเคลียร์มันเสียเดี๋ยวนั้น แต่อีกฝ่ายก็ยังยิ้มและตีหน้านิ่งเรียกเรตติ้งจากคนตัวเล็กที่นั่งตาใสอยู่ในรถอย่างไม่สะทกสะท้าน

“อย่าคิดว่าเป็นคนรวยแล้วจะมาทำตัวแบบนี้นะ” มือหนาตบเข้าที่กระโปรงรถ

หน้าหล่อยักคิ้วยียวนแล้วผลักประตูรถกระแทกเข้าที่ร่างใหญ่แล้วค่อยเดินไปเปิดประตูให้ซองมินที่นั่งหน้าซีดอยู่ในรถของเยซองเพราะกลัวพี่กับคนรักจะตีกันที่หน้าบ้านตัวเอง

“คนน่ารักเข้าบ้านกันนะครับ” พูดไปก็ยิ้มไป ส่วนมือก็ถือวิสาสะดึงร่างเล็กให้ออกมาแล้วโอบไหล่เอาไว้ก่อนที่จะเน้นเสียงเข้มให้คนที่คิดจะต่อกรได้รู้

“ไปติวหนังสือกันแล้วนะครับ เชิญเข้าบริษัทได้ตามสบาย เดี๋ยวผมดูแลซองมินเอง”

รอยยิ้มจางๆที่ปรากฏตรงมุมปากหนานั่นดูร้ายและไม่น่าไว้วางใจสำหรับเยซอง แต่กับซองมินนั่นเขาไม่ได้มองเลยสักนิดว่าคนที่หลงรักกำลังเป็นฝ่ายยั่วโทสะพี่ชายที่แสนสนิทอยู่ เยซองรู้ว่าน้องซื่อเกินไปจึงเดินกระแทกไหล่หนาเข้าไปในบ้านแล้วเรียกหาหัวหน้าแม่บ้านของตระกูลลี

“คุณป้าครับ ผมฝากดูคุณหนูของคุณป้าด้วยนะ อย่าให้พาไอ้บ้านั่นขึ้นห้องได้”

“ทำไมล่ะคะคุณเยซอง”

“นิสัยมันไม่ค่อยดี ผมไม่อยากให้ซองมินคบคนแบบนั้น สักวันจะเสียใจ” น้ำเสียงห่วงใยดังพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ “คุณหนูของป้าน่ะไร้เดียงสาแค่ไหนก็น่าจะรู้นะฮะ”

พูดจบก็เดินกลับออกไปแต่ก็ยังแผ่รังสีอาฆาตฝากเอาไว้ให้ซองมินได้ขนลุกเล่น ซึ่งทันทีที่เยซองบึ่งรถออกไปคยูฮยอนก็วางกระเป๋าแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วค่อยหยิบหนังสือเลชขึ้นมาบังหน้าเพื่อจะหาเรื่องอยู่กับคนสวยนี่นานๆ

“ป้าชองฮะ เตรียมของว่างมาให้สักจานใหญ่ๆนะฮะ ผมจะติวหนังสือกัน”

หญิงวัยกลางคนพยักหน้าเบาๆด้วยรอยยิ้มพลางปรายตามองไอ้ตัวร้ายที่เยซองว่า แต่คนเจ้าชู้มีหรือที่จะไม่รู้ตัว เขาจัดการหว่านเสน่ห์ตามประสา หากว่านี่คือแม่ของซองมินก็อาจเรียกได้ว่าเข้าทางแม่ยายไปแล้ว ซึ่งก็ได้ผลเพราะขนาดแม่บ้านยังหลงเสน่ห์และเอ็นดูได้ในเวลาเพียงไม่นาน

สองร่างนั่งติวหนังสือกันจนค่ำซึ่งเท่าที่ดูลาดเลาแล้วก็ทางสะดวกเพราะพ่อของซองมินทำงานไม่เป็นเวลานักและกว่าจะกลับก็ดึกดื่น ส่วนแม่ที่เป็นดีไซเนอร์ของห้องเสื้อในช่วงนี้ก็มีงานรับซีซั่นใหม่ทำให้ไม่ค่อยมีใครออกมาสนใจที่ในห้องรับแขก ต่อให้พ่อแม่อยู่บ้านก็ขลุกอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวกันไป

“ไม่เหงาเหรอ” คยูฮยอนถามพลางหมุนปากกาเล่น

ร่างเล็กยิ้มแล้วส่ายหน้าตาใส “เวลางานยุ่งจะเป็นงี้แหละ แต่พ่อแม่ชั้นน่ารักนะ ท่านจะทำงานในช่วงเดียวกันแล้วพักช่วงเดียวกันเพื่อที่จะไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว เวลาแบบนี้ก็จะมีพี่เยซองมาเล่นด้วย บ้านชั้นกับบ้านเค้ามีประตูรั้วเชื่อมถึงกันน่ะ ไม่ต้องเดินอ้อมให้ไกล เปิดที่รั้วข้างบ้านก็เข้ามาได้แล้ว”

ตาเรียวขยับเล็กน้อยเพราะค่อยๆใช้ความคิด คยูฮยอนเหมือนจะเข้าใจก็ตอนนี้ว่าทำไมเยซองถึงได้หวงคนตัวเล็กนี่นัก นั่นอาจเพราะอยู่ด้วยกันจนเหมือนพี่น้องแท้ๆหรือไม่ไอ้หมาบ้านั่นมันก็คงจะหลงรักซองมินเข้าให้ ซึ่งก็ไม่แน่ เพราะต่อให้มีแฟนก็ใช่ว่าจะยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่มีใจให้ใครคนอื่นอีก

“นายรู้จักเจ้านั่นตั้งแต่เมื่อไหร่”

หน้าซื่อๆมองอย่างตำหนิ “อย่าเรียกแบบนั้นสิ พี่เยซองเค้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วนะ”

“ฮื่อ ก็ชั้นกับมันไม่ถูกกันนี่ จะให้เรียกฮยองหรือไง”

มันก็จริง แทบจะฆ่ากันให้ตายใครจะไปเรียกด้วยคำพูดที่สุภาพแบบนั้นลง = =”

ซองมินไม่มีอะไรจะเถียงเลยเลี่ยงไปตอบคำถามเลย “รู้จักตั้งแต่จำความได้อ่ะ ชั้นเล่นกับเค้ามาตั้งแต่เด็กๆ เวลาพ่อแม่ไม่ว่างก็มักจะถูกพาไปไว้ด้วยกันแล้วก็มีคุณป้าแม่บ้านคอยดูแล พี่เยซองแก่กว่าชั้นสองปี แต่ก่อนเค้าเรียนที่คาซานแต่ก็จะมารอรับชั้นทุกวัน จนเค้าเข้ามหาวิทยาลัยอ่ะถึงให้คนรถที่บ้านมาส่ง”

“อืม ฟังแล้วอยากรู้จักคนน่ารักให้มากขึ้นจังนะ” จู่ๆก็ทะลวงใจมาด้วยสายตา “คนน่ารักพาขึ้นไปดูห้องหน่อยสิ อยากเห็นห้องนอนของคนน่ารัก”

“อ..เอ่อ” คนสวยหน้าแดงซ่าน

“ไม่ได้เหรอครับ” ตาหวานๆ หน้ายิ้มๆ ที่แสนกระชากใจมีหรือที่จะไม่ได้ผล

“ก็ได้”

ซองมินบอกแม่บ้านว่าจะพาคยูฮยอนขึ้นไปดูอัลบัมรูปและก็กำชับอย่างดิบดีว่าไม่ให้บอกเยซองซึ่งแม่บ้านก็ค่อนข้างจะเป็นใจเพราะรอยยิ้มพิฆาตกับตาใสๆของคยูฮยอนตบตาได้อย่างแนบเนียน

กระต่ายน้อยเดินพาจิ้งจอกหนุ่มทัวร์บ้านไปเรื่อยๆพอถึงห้องนอนก็ยิ้มเขินๆก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไป

“มันติงต๊องหน่อยนะ”

สีหน้าน่ารักนั่นทำให้คนเดินตามอยากรู้ ซึ่งพอชะโงกหน้าพ้นประตูเข้าไปก็พบว่ามีแต่สีชมพูเต็มห้อง แถมบนเตียงนอนก็มีตุ๊กตากองเต็มไปครึ่งเตียงเห็นจะได้ ในห้องค่อนข้างจะน่ารักดูก็รู้ว่ายังเด็กอยู่ คยูฮยอนรีบดันร่างเล็กให้เข้าไปแล้วค่อยๆล็อกประตูอย่างแนบเนียน ซองมินยิ้มกว้างอย่างเขินๆเพราะนอกจากเพื่อนสนิทก็ยังไม่เคยมีใครเข้ามาในห้องนี้อีก

“มันเด็กมากเลยใช่มั๊ยอ่ะ” ตัวเองถามเองก็อายเอง ไม่ค่อยอยากจะให้เขามองเป็นเด็กแบบนั้นเท่าไหร่

“ก็น่ารักดี” ร่างหนาคิดแบบนั้นจริงๆ เพราะทุกคนที่เคยผ่านมือหรือไปห้องมา ไม่เคยมีเลยจริงๆที่ทำตัวน่ารักไร้เดียงสาเท่านี้ เพราะส่วนมากก็มีแต่สาวเฉี่ยวเปรี้ยวจนเข็ดฟัน ไม่ก็มั่นใจเกินอายุ เพิ่งจะมีซองมินนี่แหละที่บริสุทธิ์จริงๆ

ตัวใหญ่กวาดตามองรอบๆห้องด้วยรอยยิ้มแล้วค่อยเดินไปโอบรัดร่างเล็กจากด้านหลังพร้อมกับซุกหน้าจูบแก้มนิ่มอย่างเต็มรักแถมยังสูดเอาความหอมเข้าปอดอีกฟอดใหญ่จนซองมินสะดุ้ง แขนแกร่งกอดรัดหนักขึ้นไปอีกเพราะกลัวคนในอ้อมกอดจะเบี่ยงตัวหลบ ปลายจมูกที่ซุกซนเริ่มทำหน้าที่อย่างดิบดี ชะรอยว่าวันนี้กระต่ายน้อยอาจต้องยอมพลีตัว

“คยูฮยอน อย่าสิ.. นี่มันในบ้านนะ”

“ไม่มีใครนี่”

“แต่ข้างนอกมี”

“ช่างข้างนอกปะไร เราอยู่ข้างในกันสองคน”

ร่างหนารั้งคนตัวเล็กให้ล้มลงบนเตียงแล้วกอดเอาไว้แน่นพร้อมกับซุกหน้าจูบไซ้อย่างคนที่ไม่คิดจะอดใจอีกต่อไปแล้ว ไหนๆมันก็มิดชิดและไม่มีใครมาสอดส่องก็คงไม่ผิดถ้าจะกุ๊กกิ๊กกันบ้าง มือที่อยู่ไม่สุขเริ่มลูบไล้ไม่ยอมลดละจนคนโดนแกล้งต้องดิ้นขลุกขลักไปมาในอ้อมกอด พอจะหันมาดุก็โดนปิดปากด้วยจูบหนักๆโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“อื้อ คยูฮยอน.. อย่าสิ”

“บอกแล้วไง วันนี้ต้องรับผิดชอบ” รอยยิ้มแสนเจ้าชู่ที่ส่องประกายเจ้าเล่ห์ช่างบาดจิต เขาสามารถที่จะสยบซองมินได้ในพริบตาโดยที่ไม่ต้องพูดจาอะไรให้มากความ แค่ใช้สีหน้า สายตาและรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ก็จัดการได้หมดโดยไม่มีปัญหาอะไร

“อย่านะ ไม่แกล้งสิ” มือน้อยยังคอยปัดป้อง

แต่มือใหญ่ก็ยังจ้องจะลวนลาม “คนน่ารักอย่าดื้อสิ ..รักกันนะ ก็ให้เวลาทำใจมาตั้งครึ่งวันแล้วนี่”

“มันไม่ดีนะ”

“เรื่องปกตินะ คนรักกันมันก็ต้องมีบ้างสิ หรือคนน่ารักไม่ต้องการชั้น” จริตชายเริ่มทำท่าน้อยใจอีก “ไม่อยากใกล้ชิดกันเหรอ”

“แต่เราเพิ่งจะรู้จักกันนะ” ซองมินทุบเบาๆที่อกหนา “อย่านะ.. อ๊ะ คยูฮยอนอ่ะดื้อจัง”

“ไม่เห็นใจกันเหรอ นี่ชั้นรอมาตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้วนะ” สายตาตัดพ้อซัดเข้ามาอีกดอก “รอนานๆมันก็ท้อนะ”

“แต่เรายังรู้จักกันน้อยไปนะ แล้วชั้นก็กลัวด้วย”

“กลัวอะไร”

“แล้วคยูฮยอนจะทำอะไรล่ะ” เสียงแหลมร้องด้วยความกระดากปาก

“ก็.. แบบที่คนรักกันเค้าทำกันไง”

“แต่ชั้นเป็นผู้ชาย”

“แล้วมันทำมาได้ตรงไหน”

ตัวเล็กหน้าแดงหนักเพราะโดนต้อนจนจนมุมเลยโพล่งออกมาลั่นห้อง “ชั้นไม่เหมือนคยูฮยอนนะ ที่จะได้มองว่ามันปกติน่ะ”

คนที่กำลังรุกหนักชะงักมือด้วยความตกใจ คยูฮยอนรีบดึงมือกลับแล้วผละตัวลุกออกมาพร้อมกับยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าที่ข้างเตียง

“ช่างเหอะ ถ้าไม่เต็มใจชั้นก็ไม่บังคับ งั้นชั้นกลับล่ะนะ ขอโทษที่ทำให้รู้สึกไม่ดี”

“เอ่อ..”

ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรร่างสูงก็เดินออกไปจากห้องให้ต้องวิ่งตาม คนสวยหน้าเสียเพราะเพิ่งจะเห็นว่าเขาโกรธ แค่คยูฮยอนเมินใส่ก็ปวดใจเกินจะทนไหวแล้ว

“เดี๋ยวสิ”

คุณหนูของบ้านวิ่งตามลงมาด้านล่างแต่อีกคนก็ยังนิ่งใส่ คยูฮยอนรวบของใส่กระเป๋าด้วยหน้าที่นิ่งอยู่ ไม่เคยมีใครมาพูดแบบนี้จึงไม่แปลกที่จะหงุดหงิด ที่ผ่านมามีแต่คนเสนอตัวและเรียกร้องที่จะโดนจัดการไม่ก็เริ่มเสียเอง พอมาโดนปฏิเสธดื้อๆก็รู้สึกแย่อย่างที่ไม่เคยเป็น สีหน้าที่รู้สึกไม่ดีของซองมินพยายามจะรั้งเขาเอาไว้แต่เพราะมีเด็กรับใช้อยู่จึงต้องนิ่งลงแล้วก็เข้าไปเกาะแขนเป็นลูกแมวน้อยเมื่อคนอื่นๆเข้าไปเตรียมอาหารที่ในครัว

“คยูฮยอน ชั้นไม่ได้ตั้งใจนะ”

“อืม” เสียงต่ำๆร้องตอบ

“คือชั้นไม่ได้หมายความว่าคยูฮยอนไม่ดีนะ แต่ชั้นไม่เคยนี่นา แล้วจะทำให้มันเป็นเรื่องปกติก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ให้เวลาชั้นหน่อยสิ”

“...” คราวนี้ไม่มีแม้เสียงครางตอบแต่ปรายตาไปอีกทาง

“โกรธเหรอ”

“...”

“ชั้นไม่ได้รังเกียจนะ แต่ชั้นแค่กลัวอ่ะ ก็มันไม่เคยนี่นา”

แก้มแดงๆ ตาแดงๆ ดูแล้วน่าสงสารแต่คยูฮยอนกลับอยากจะเขมือบชะมัด ถ้าไม่ติดว่าอยู่กลางห้องรับแขกในบ้านคงจับกดลงกับโซฟาไปเรียบร้อยแล้ว ตัวอวบๆขาวๆอกอิ่ม ก้นงอน หน้าสวย ใครจะไม่อยากได้มาครอบครอง

“ถ้าไม่อยากให้ทำอะไรก็จะไม่ทำ ชั้นกลับล่ะ”

“ไม่ทานข้าวด้วยกันเหรอ” ตาใสพยายามอ้อนเอาไว้อยู่ดี

“ไม่ดีกว่า มันคงไม่อร่อยหรอกถ้าเรารู้สึกแย่กันแบบนี้ เดี๋ยวชั้นชวนเพื่อนที่เซฮวาซอนไปก็ได้ จริงๆแล้ววันนี้เค้าส่งเมลมาชวนแต่กะว่าจะปฏิเสธเพราะมากับนาย แต่คงไม่ต้องแล้วล่ะ”

ฟังแล้วใจแทบจะร่วงหายไปต่อหน้าต่อตาเพราะเซฮวาซอนน่ะเป็นโรงเรียนหญิงล้วน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนๆนั้นกำลังทอดสะพานเชิญคนตรงหน้า และเหมือนว่าคยูฮยอนกำลังจะตอบรับไมตรีด้วยสิ

“ไม่ไปไม่ได้เหรอ”

“ชั้นบอกที่บ้านแล้วว่าจะไม่ทานข้าวเย็น”

“อยู่ทานที่นี่ไม่ได้เหรอ” ตากลมเริ่มมีน้ำปริ่มจนได้ “ขอโทษ”

“นายไม่ได้ผิดอะไรนี่”

“ผิดสิ ผิดที่ตามใจคยูฮยอนไม่ได้”

“...”

“อย่าไปนะ” ตัวเล็กเขย่าที่แขนเขาเบาๆ “ชั้นยอมแล้วนะ อย่าไปนะ”

ถ้าสังเกตสักนิดซองมินคงได้เห็นประกายประหลาดที่ฉายวูบในดวงตาเรียว ไม่ได้คิดจะบังคับอะไรแต่ในเมื่อเขายอมให้ยังไงก็ต้องเอา แต่เพื่อรักษามาดเอาไว้จึงต้องนิ่งใส่ให้คนสวยกระวนกระวายใจเล่น

“ยอมอะไร”

พอโดนถามตรงๆคนน่ารักก็หน้าแดงก่ำในทันที “ก็อยากทำอะไรล่ะ”

ท่าทางเขินอายช่างน่ารักเกินห้ามใจจึงแกล้งกระซิบให้ใจสั่นเล่น “ทำแบบนั้นน่ะ เตรียมใจไว้เลยนะ”

ตัวเล็กมองตามที่มือเรียวชี้ไปก็เห็นปกนิตยสารที่วางเอาไว้ ซึ่งมันก็ดูจะติดเรตเกินไปอยู่เพราะมันเป็นการถ่ายแบบในคอนเซ็ปว่า Diamond of Love  ซึ่งมีทั้งน้ำหอมรุ่น Diamond และเพชรมาเป็นตัวชูโรงว่ากลิ่นมันน่าหลงใหลจนอยากจะให้เพชรเป็นของกำนัล แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเท่านายแบบกับนางแบบที่กอดรัดกันในสภาพเสื้อผ้าน้อยชิ้นแถมยังนัวเนียอยู่บนเตียงโดนมีขวดน้ำหอมตั้งเด่นบนโต๊ะ แถมที่มือนางแบบยังมีแหวนเพชรอยู่บนนั้น

คนที่เมื่อครู่ยังปั้นปึงเริ่มกลับมาส่งสายตากรุ้มกริ่ม “จะเอาให้ร้อนแรงกว่าในนั้นอีก เตรียมใจไว้ได้เลย ..แล้วก็ขอเสียงหวานๆด้วยนะ อยากได้ยินเสียงที่ไม่เคยมีใครได้ยินของคนน่ารักมากเลยนะ”

“อ่า.. -///-”

“เสาร์นี้ไปติวหนังสือที่บ้านดงแฮนะ ทำใจไว้ล่ะ เหลืออีกสามวันเอง”

“ห..หา บ้านดงแฮ?”

“อืม ไปบ้านดงแฮ แต่ค้างที่ไหนน่ะไม่รู้นะ อิ อิ”

 

 

 

บรรยากาศอึมครึมในห้องซ่อมหนังสือยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆแม้จะเริ่มมาได้หลายชั่วโมงแล้ว ฮันกยองกับฮีชอลยังคงนั่งซ่อมหนังสือเก่าๆที่เริ่มหลุดตามคำสั่งของบรรณารักษ์ที่ลงทุนสอนวิธีซ่อมอย่างละเอียด ร่างบางนั่งทำอย่างไม่เต็มใจนักแต่ก็คงจะเริ่มปลงตกกับชีวิตแล้วจึงได้แต่ทำตัวเงียบๆไม่มีปากเสียงให้รำคาญใจอย่างที่ผ่านมา

อีกคนจัดการเรื่องปก ส่วนอีกคนก็ทำส่วนของตัวเล่มไป มันอาจจะไม่ใช่งานละเอียดมากแต่ผู้ชายอย่างพวกเขาก็สามารถทำให้มันดูยากได้เสมอเพราะไม่ค่อยจะคุ้นกับงานฝีมือเท่าไหร่

“เพราะนายคนเดียว ชั้นเลยต้องมาดักดานอยู่ในห้องสมุดนี่” นั่งทำไปก็เริ่มบ่นขึ้นมาอีกรอบ

“โทษผมอีกแล้ว คุณนั่นแหละ” ฮันกยองเองก็ไม่ยอมลดละ “คิดว่าผมแฮปปี้หรือไงที่ต้องมานั่งซังกะตายในห้องนี้จนถึงสองทุ่มน่ะ”

“ชิ”

“นั่นเสร็จยัง จะได้เอาไปให้บรรณารักษ์ตรวจ” ร่างหนาลุกขึ้นชี้กองหนังสือข้างกายคนสวย

“เสร็จแล้ว หอบไปเลยไป”

เสียงห้วนและขุ่นทำให้รู้ว่ายังไม่ยอมญาติดีง่ายๆ ความจริงฮันกยองก็เฉยๆกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแต่เพราะอีกคนยังตั้งป้อมรังเกียจเลยหาเรื่องกวนให้ถูกด่าเล่นไปอย่างนั้น เพื่อที่มันจะไม่ทำให้ห้องเงียบจนเกินไป

ความจริงตอนเด็กเขาก็น่ารัก โตขึ้นมาก็หน้าสวย ถ้าตัดเรื่องปากเร็วไปได้ก็คงจะดี แต่จะว่าไปปากแบบนี้ก็น่ารักดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้มีเรื่องต่อล้อต่อเถียงได้เรื่อยๆ อย่างน้อยมันก็ไม่ทำให้บรรยากาศการทำงานตึงเครียดหรือวังเวง

ห้องสมุดรอบด้านเริ่มปิดไฟเพื่อไล่นักเรียนแล้ว ปกติที่นี่จะเปิดถึงหนึ่งทุ่มและใช้เวลาจัดหนังสือให้เรียบร้อยอีกหนึ่งชั่วโมงแล้วจึงกลับ ซึ่งหน้าที่ของนักเรียนที่โดนลงโทษสองคนนี้ก็คือ ต้องนำหนังสือจากโต๊ะซึ่งถูกนำมาวางเมื่ออ่านเสร็จแล้วไปเก็บเข้าชั้นให้เรียบร้อย ซึ่งเมื่อนักเรียนคนสุดท้ายออกไปฮันกยองก็วางหนังสือที่กำลังซ่อมอยู่ลงแล้วลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเพราะรู้ตัวว่างานต่อไปคืออะไร

ไม่ต้องมีคำพูดจาเพราะต่างคนต่างลุกไปแยกหนังสือที่โต๊ะด้วยความเคยชิน แต่เพราะต่างคนต่างแยกจึงเริ่มตีกันด้วยคำพูดในเวลาที่อีกคนเผลอวางผิดกอง ซึ่งมันก็เป็นปกติเสียจนน่ารำคาญ

“นี่มันกองหนังสือเลข เอาหนังสือคอมพิวเตอร์มาวางทำไม” ตากลมโตจิกใส่พร้อมกับเสียงตวาดแหว

“ก็มันพลาดไม่ได้หรือไงเล่า”

“เรียงเลขด้วยล่ะ จะได้ไม่ต้องปีนขึ้นปีนลงอีก”

“เออน่า” ร่างหนารับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้

ราวยี่สิบนาทีการจัดแยกหนังสือก็เสร็จสิ้นเพราะมีไม่มากนักในช่วงเย็นใกล้สอบแบบนี้ เนื่องจากส่วนมากก็มักจะยืมกลับไปอ่านที่บ้านต่อจึงไม่ต้องมีภาระมาคอยเก็บให้

สองร่างต่างช่วยกันหอบไปกองตามจุดต่างๆและวางแผนอย่างดิบดีว่าจะเก็บแบบไหนจึงจะได้เร็วที่สุด ซึ่งเมื่อนำไปกองตามชั้นแล้วร่างบางก็ร้องจิกร่างหนาให้ไปลากบันไดมาให้เพราะหนังสือบางเล่มนั้นอยู่สูงเกินเอื้อมถึง ฮันกยองหน้านิ่วถอนหายใจอย่างระอา แต่เพราะขี้เกียจจะมีปัญหาจึงต้องทำตามคำสั่งของนางพญาแต่โดยดี

“จับดีๆล่ะ” ฮีชอลร้องดุซ้ำในระหว่างที่ปีนขึ้นไปด้านบน

หนุ่มรุ่นน้องเพื่อนสนิทของดงแฮพยักหน้าเบาๆ “ปีนดีๆแล้วกัน”

“ชั้นปีนดีทุกวันนั่นแหละ”

พอคนน้อยก็เริ่มคุยกันเสียงดังขึ้นจนบรรณารักษ์เริ่มหันมามองเลยต้องสงบปากสงบคำเหมือนเก่า คนหน้าสวยปีนขึ้นไปอยู่บนชั้นบันไดแล้วรับหนังสือขึ้นไปเรียงจนเสร็จ จากนั้นก็ปีนลงมาเพื่อลากไปช่วยกันที่ตรงจุดอื่นต่อ และก็ทำจนเริ่มจะขี้เกียจ

“แกขึ้นไปดิ๊” พอเบื่อก็ยัดเยียดหน้าที่ให้อีกคน

“ก็เหลืออีกสองกองเอง ก็ขึ้นให้มันเสร็จๆสิ ผมทั้งลากบันได ทั้งยกหนังสือให้นี่ยังไม่เห็นบ่นเลยนะ”

“นี่เหรอที่ไม่บ่น” ตากลมโตตวัดจ้องอย่างหาเรื่อง

เสียงคนเถียงกันทำให้หัวหน้าบรรณารักษ์ส่งเสียงกระแอมลอยมาเพื่อเตือนว่ากรุณาอย่าทำให้เป็นเรื่องมากไปกว่านี้ ซึ่งก็ได้ผลเพราะเมื่อฮันกยองยืนกอดบันได ฮีชอลก็ต้องกระแทกเท้าปีนขึ้นบันไดไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ พอเรียงที่บล็อกขวาเสร็จก็ปีนมาทางซ้ายเพื่อรับต่อ แต่ร่างหนากลับบอกให้ลงมาก่อน

“มันต้องลากบันไดไปทางนั้นอีกหน่อยนึง ลงมาก่อนสิ”

“ขี้เกียจ”

“เดี๋ยวก็ร่วงลงมาหรอก”

“ไม่ร่วงหรอกน่า” รุ่นพี่หน้าสวยยังยืนยัน “เอามาเลยไอ้หน้าตี๋ อย่าบ่นมากได้มั๊ยจะได้เสร็จๆ ชั้นอยากกลับบ้านมากกว่ามาดักดานอยู่กับแกนะ”

“คิดว่าผมอยากอยู่กับคุณมากนักเหรอ”

พอเริ่มหงุดหงิดก็รีบหอบหนังสือส่งให้ แต่ก็ยังไม่วายกัดซ้ำไปอีกแผล “อย่าร่วงลงมาเป็นนกปีกหักล่ะ เดี๋ยวพ่อจับไปปิ้งต่อ”

“อย่ามาดูถูก”

มือเรียวกระชากหนังสือขึ้นไปเรียงบนชั้นที่แทบจะเอื้อมมือไม่ถึง นึกโมโหเหมือนกันที่ไม่ยอมฟังฮันกยองตั้งแต่แรก แต่เพราะไม่อยากจะเสียฟอร์มจึงต้องใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถ เล่มแรกยังพอถูๆไถๆ แต่เล่มที่สองมันชักจะไม่ไหวเหมือนกัน

อีกนิดเดียวนะ.. อีกนิดเดียว

แขนยาวเรียวใต้เสื้อคลุมนักเรียนของไมอาสีกรมท่านั่นพยายามยืนอย่างสุดพลังจนบันไดชักจะเอน คนจับจึงต้องใช้แรงทั้งหมดรั้งมันเอาไว้แต่ก็เหมือนจะไม่อยู่ สารวัตรร่างสูงร้องเดือนอยู่สองสามคำเพราะกลัวจะร่วงตกลงมาแต่เหมือนว่าคนโดนเตือนจะไม่ได้ใส่ใจฟังเลยสักนิดจึงยังไม่หยุดยืดแขนเสียที

สองมือหนาที่ทั้งเหยียบและกดบันใดอีกฝั่งเอาไว้เริ่มมีเส้นเอ็นปูดขึ้นมา ลำพังน้ำหนังตัวฮีชอลน่ะคงไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้น้ำหนักบันไดที่รวมเข้าไปด้วยนี่สิที่ทรมาน

“หยุดก่อนได้มั๊ย ผมจะไม่ไหวแล้วนะ”

                “อีกนิดนะ”

“ไม่..ไม่ไหวแล้ว”

“เฮ๊ยยยยยยยยยยยยย”

เสียงเล็กร้องขึ้นด้วยความตกใจเมื่อบันไดมันดีดตัวจนพาร่างของตนให้กระเด็นออกมา แต่เพราะฮันกยองรู้ตัวว่ามันจะเกิดอะไรจึงต้องรีบถลาไปรับเอาไว้ก่อนที่อีกคนจะหัวฟาดพื้นหรือเจ็บตัวมากไปกว่านี้

เสียงกระแทกพื้นหนักๆดังขึ้นพร้อมกับร่างหนาในชุดสีอิฐที่นอนอยู่บนพื้นโดยมีร่างบางในชุดสีกรมท่านอนคว่ำอยู่ด้านบน แต่มันแย่ที่มีบันไดร่วงมาทับซ้ำที่ขาเรียว

“โอ๊ย..” เสียงที่เคยตวาดแจ๋นๆร้องขึ้น “มันทับขาชั้น”

“ไหน”

สองแขนประคองเขาขึ้นมากอดประคองเอาไว้อย่างลืมตัวแล้วรีบเบี่ยงตัวไปผลักบันไดออกไปให้พ้นขา เสียงครางเบาๆของรุ่นพี่ทำให้ฮันกยองชักจะหน้าเสีย

“เจ็บมากมั๊ย”

“มันล้มมากระแทก” พอเจ็บล่ะเลิกปากร้ายแถมยังอ้อนอีกต่างหาก

“เดี๋ยวไปนั่งตรงนั้นก่อนนะ ที่เหลือผมทำเองแล้วจะพาไปหาหมอ”

ไม่ทันจะมีคำตอบร่างหนาก็ข้อนตัวอีกคนขึ้นมาอุ้มซบที่อกกว้างแล้วพาไปวางที่โต๊ะอ่านหนังสือ เขารีบกลับไปทำงานให้เรียบร้อยแล้วค่อยวกมาหาคนเจ็บที่นั่งทำหน้าทำตาน่าสงสารอยู่

มือหนาค่อยๆประคองข้อเท้าของพี่ชายเพื่อนขึ้นมาดู พอเห็นรอยฟกช้ำและแผลถลอกก็ค่อยๆวางลงที่เดิมแล้วลุกไปหยิบกระเป๋ามาให้เขาสะพาย ส่วนของตัวเองนั้นห้อยไว้ที่ด้านหน้าแล้วย่อตัวลงต่ำ

“ขึ้นมาสิ”

“ขึ้นทำไม”

“ก็กลับกันไง ไม่ไปหาหมอเหรอ”

“ชั้นมีคนรถมารับ” ฮีชอลยังเถียง

“คนรถจอดหน้าโรงเรียน แล้วเจ็บแบบนี้จะไปยังไง อย่าลืมสิว่าหลังทุ่มครึ่งแล้วโรงเรียนไม่ให้รถส่วนตัวเข้ามารับ”

จริงอย่างที่เขาว่า คนที่รู้ทุกกฎของโรงเรียนมีหรือที่จะพลาดสักเรื่อง ฮันกยองรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับข้อบังคับนานา คงจะมีแค่คนสวยที่นั่งหน้าหงิกที่ไม่ค่อยจะรู้อะไรนัก

“แกหาเรื่องแต๊ะอั๋งชั้นอีกล่ะสิ”

ดูความคิด ขนาดคนหวังดียังอุตส่าห์จะตีความในแง่ลบได้

“หรือคุณจะให้ผมทิ้งแล้วหนีกลับไปคนเดียว”

“...”

“ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกน่า เร็วๆสิ จะได้ไปหาหมอ”

“ห้ามแกล้งชั้นนะ ไม่งั้นถ้าหายชั้นเอาแกตายแน่”

“เออ”

หน้าตาสะสวยนั่นจ้องมองเหมือนยังลังเล ปากบางถูกกัดเบาๆก่อนที่เจ้าของร่างจะค่อยๆขยับตัวมาขึ้นหลังของเจ้าเด็กลามก ฮันกยองลุกและกระชับขาเรียวให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปร้องขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยเปิดประตูให้แล้วจึงพาคนปากร้ายเดินฝ่าความมืดสลัวออกมาตามทางเดิน

“หนักก็พักนะ” เสียงหวานร้องบอก

“เบาจะตาย แค่นี้ไม่หนักหรอกน่า” นักเรียนทุนหัวเราะเบาๆ “กอดคอผมได้มั๊ย เกาะแบบนั้นมันเหมือนจะหงายหลังอ่ะ เดินไม่ถนัด”

คนโดนสั่งมองสภาพที่ตัวเองใช้แค่ปลายนิ้วเกาะรั้งไหล่กว้างแล้วก็ประเมินสถานการณ์ถึงหลักแรงโน้มถ่วง พอคิดได้ว่ามันคงจะดึงน้ำหนักไปที่ด้านหลังมากไปหน่อยก็ยอมเกี่ยวแขนกอดคอเขาเอาไว้หลวมๆ ซึ่งเมื่อฮีชอลยอมทำโดยไม่มีเสียงดุเสียงว่า เด็กหนุ่มก็หัวเราะเบาๆในลำคอ

“แบบนี้น่ะน่ารักนะ”

“หืม?”

“เวลาไม่พูดเสียงห้วนๆคอยว่าโน่นว่านี่แล้วว่าง่ายๆน่ะน่ารักดีนะ”

“...”

ตากลมเริ่มเพิ่มความถี่ในการกระพริบ นอกจากแม่กับน้าและบรรดาผู้ใหญ่เคยชมตอนเด็กๆก็แทบจะไม่เคยได้ยินคำว่าน่ารักจากใครอีกจนแทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยมีความน่ารักแบบนั้นอยู่ พอโดนชมขึ้นมาก็ชักจะเหวอไปไม่น้อย

“น่ารักนี่นะ?”

“อืม น่ารัก”

“นี่ไอ้เด็กลามก แกคงประสาทเพราะหัวกระแทกพื้นแน่ๆ”

“เปล่านี่”

ฮีชอลไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยต่อเลยนั่งเงียบแทนที่จะต่อปากต่อคำ เมื่อถึงที่รถเบนซ์คันงามก็ค่อยๆวางร่างบางลงบนเบาะเพราะคนรถมาเปิดประตูให้ และก็ยังจะขอติดรถไปด้วยทั้งๆที่วันก่อนไม่เคยแม้แต่จะคิด หนำซ้ำยังร้องสั่งไปตามทางอีก

“เลี้ยวตรงนั้นครับ อืม.. ตรงป้ายด้านหน้าครับ นั่นแหละ..”

ไม่กี่นาทีก็มาอยู่ที่หน้าคลินิก ชายหนุ่มวิ่งเข้าไปที่ด้านในแล้วเข็นเก้าอี้ลากออกมาคันหนึ่ง เขาจัดแจงอุ้มฮีชอลลงไปวางแล้วพาเข้าไปทั้งที่คนเจ็บไม่ต้องการนัก

“นี่คุณกลัวหมอหรือไง” ในที่สุดก็อดไม่ได้

“ชั้นกลัวเข็ม” คนตอบหลุดเสียงอ่อยจนได้

ความจริงก็อยากจะหัวเราะแต่เพื่อไม่ให้คลินิกของพ่อแตกเลยต้องเงียบก่อน ที่นี่ค่อนข้างจะแคบเพราะเทียบกับจำนวนคนที่เข้ามารักษาแล้วดูจะเป็นเช่นนั้นทั้งที่ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้เล็กสักเท่าไหร่ ฮันกยองขอบัตรนักเรียนจากคนสวยแล้วเดินบอกคนที่หน้าเค้าเตอร์สองสามคำก็เข็นต่อไปที่ด้านในแล้วดันเข้าไปในห้องนายแพทย์ที่ชื่อ ฮันพโย

“หืม?” บิดาของเด็กหนุ่มที่อยู่ในชุดเสื้อกาวน์เงยหน้าขึ้นมาเจอลูกชายก็ตีหน้างงใส่ “ไปลากใครมาน่ะ”

“พี่ของดงแฮน่ะครับพ่อ เค้าล้มแล้วโดนบันไดปีนทับขาอ่ะ”

“อ่า.. ทำประวัติหรือยัง”

“ก็เดี๋ยวพี่ซองฮวาจะเอาเข้ามาให้”

ยังไม่ทันจะขาดคำ นางพยาบาลที่ชื่อซองฮวาก็ถือระเบียนคนไข้เข้ามาให้ด้วยรอยยิ้มแถมยังทักทายฮันกยองอย่างเป็นกันเอง

“วันนี้มาซะดึกเลยนะ ใกล้สอบแล้วใช่มั๊ยฮันกยอง”

“ครับ”

“สอบเสร็จแล้วอย่าลืมแวะมานะ พี่คิดถึง”

“คร๊าบบบบบบ”

ภาพที่ดูสนิทสนมของไอ้เด็กหน้าตี๋กับพยาบาลคนสวยช่างดูขัดตาเหมือนน้องชายกับนูนาที่ชักจะมีกลิ่นทะแม่งๆ ซองฮวาสวยและสาว คาดว่าคงจะเพิ่งจบมาไม่นาน หล่อนเอื้อมมือแตะไหล่ฮันกยองเบาๆแล้วออกไปทำงานต่อ แม้จะอยู่ในสายตาของฮันพโยและเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่มันก็ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี

ไอ้เด็กนี่ริคบสาวที่แก่กว่าห้าหกปีเลยเหรอ????

ตากลมโตจ้องมองหน้าของไอ้เด็กลามกจนกระทั่งคุณหมอมาตรวจเช็คอาการจึงได้ละความสะใจมาจากเขา ซึ่งผลก็คือ ฮีชอลต้องเข้าเฝือกอ่อนเอาไว้ก่อนสิบวัน ทันทีที่ได้ยินก็แทบจะร้องไห้ให้ลั่นห้อง

“สิบวันเลยเหรอฮะ จะสอบแล้วด้วยอ่ะ”

“ก็มันไม่มีทางเลือก” คุณหมอตอบนิ่งๆ “ฮันกยอง แกจะกลับบ้านพร้อมพ่อหรือยังไง”

“เดี๋ยวผมไปส่งเพื่อนขึ้นรถแล้วจะเข้ามาแล้วกันครับ จะไปนั่งเล่นกับพี่ซองฮวาก่อน”

“ไอ้นี่”

ร่างสูงหัวเราะเบาๆโดยไม่เอ่ยอะไรให้กระจ่าง เขาพยุงฮีชอลไปที่เตียงเพื่อให้พ่อจัดการสวมเผือกให้แล้วก็จัดแจงรับยาแทนจนเรียบร้อยแล้วค่อยเข็นรถกลับไปส่งขึ้นรถ แถมยังจดเบอร์โทรศัพท์ยัดใส่มือให้ด้วย

“พรุ่งนี้ถ้าจะเดินไปไหนน่ะโทรมาแล้วกัน เรียนฝั่งเดียวกันทุกวันใช่มั๊ยอ่ะ”

“ไม่จำเป็น” อยู่ๆทิฐิที่หายไปก็กลับมาซะงั้น

“คุณที่ดื้อเป็นเด็กไปได้ งั้นถ้าเพื่อนคุณที่ชื่ออิทึกน่ะเค้าขี้เกียจพาไปไหนก็โทรหาผมแล้วกัน จะดูแลที่มีส่วนทำให้เจ็บตัวแบบนี้ ผมน่ะไม่ใช่พวกไร้ความรับผิดชอบนะ”

“แกอย่ามาพูดเหมือนพรากเวอร์จิ้นชั้นไปได้มั๊ย”

ตอนพูดไม่คิด แต่พอโดนสวนกลับมาดันหัวเราะ “ดูพูดเข้า นี่ผมยังไม่คิดเลยนะ พูดให้ผมคิดทำไม”

“อย่ามาลามกกับชั้น”

“เปล่าซะหน่อย ฮ่าๆๆๆ”

“หุบปากไปเหอะ” 

สิ้นเสียงก็กระแทกประตูใส่ นึกหงุดหงิดเขาไม่น้อยแต่กลับค่อยๆยิ้มออกมา บางทีฮันกยองก็ดูทะเล้นน่ารัก แต่บางทีก็ดูนิ่งและเป็นผู้ใหญ่แถมยังอบอุ่น พอนึกถึงเวลาที่เขาอยู่กับดงแฮแล้วก็เหมือนคุณพ่อที่คอยดูแลลูกชายตัวน้อย แต่พออยู่กับเพื่อนก็ดูเท่ห์ทัดเทียมกับบรรดาไอ้เด็กหล่อพ่อรวยที่เหลือ ส่วนเวลาที่อยู่กับตัวเองก็ยียวนกวนประสาท ดูแล้วช่างหลากบุคลิก

ไม่มีใครรู้ว่าต่างคนต่างยิ้มเมื่ออีกคนลับตา ไม่รู้ตัวว่าเพราะอะไร

 

 

 

 

ในระหว่างที่พี่ชายอยู่ที่คลินิกดงแฮกลับนั่งทานข้าวอยู่กับซีวอนที่ร้านอาหารเล็กๆน่ารัก ร่างหนาเอารถมาเองตามที่พูดเอาไว้จริงๆเพราะไม่อยากให้คนรถมาสอดส่ายสายตาและรายงานเรื่องราวระหว่างตนเองกับคนสวยนี่ และอีกอย่างก็คงเพราะอยากจะทำตัวให้ดูโตขึ้น ไม่ใช่คุณหนูอย่างที่ผ่านๆมา

“วันเสาร์นี้คยูฮยอนบอกว่าจะขอมาติวหนังสือที่บ้านอ่ะ ชั้นคงไปเที่ยวกับที่บ้านซีวอนไม่ได้แล้ว” คนตัวเล็กบอกเบาๆ

“เลื่อนวันติวไม่ได้เหรอ”

“อย่าเลย เอาไว้คราวหน้าดีกว่านะ” ดงแฮยังยืนยันคำเดิม “หลังสอบเถอะ”

“ก็ได้” ร่างสูงยิ้มหวานตามใจ “คืนนี้จะโทรหาตอนเที่ยงคืนนะ ไม่เจอหน้าก็อยากได้ยินเสียง”

พอเขาเกี้ยวออกหน้าก็ขวยเขิน “เสียงก็เหมือนเดิม”

“อืม เพราะเหมือนเดิม เสียงดงแฮน่ะหวานหูจะตายไป”

“ดูพูดเข้า -////-

“ก็บอกแล้วว่าชอบ จีบดงแฮคนแรกเลยนะ”

“...”

หน้ายิ้มๆตาหวานๆจ้องมองจนแทบจะละลาย ดงแฮร้อนผ่าวไปทั้งร่างจึงต้องก้มหน้างุดๆไม่กล้าจะสบสายกรุ้มกริ่มนั้น ตอนนี้เขาเขินหนักมากจริงๆ แต่ภายใต้รอยยิ้มจู่ๆกลับฉายประกายเศร้าเมื่อคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา เรื่องของตนกับคนๆหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนของคนตรงหน้านี้

นับวันก็ยิ่งคิดถึงเรื่องของคิบอมมากขึ้นแต่ก็ไม่รู้จะทำเช่นไรในเมื่ออีกฝ่ายยังเฉยชาเหมือนกับว่ามีแค่ตัวเองที่คิดมากมายไปตามลำพัง

ซีวอนเห็นร่างเล็กนิ่งไปก็เอื้อมมือไปแตะเบาที่มือเรียว “เป็นอะไรเหรอ”

“ป..เปล่า ไม่มีอะไร” คนสวยฝืนยิ้มหวานไปให้โดยไม่กล้าสบตา

“อยากกลับบ้านแล้วเหรอ”

“อืม อยากกลับไปอ่านหนังสือน่ะ รีบกลับเถอะนะ”

ท่านประธานรุ่นพยักหน้าด้วยแววตาที่อ่อนโยน “ตามใจดงแฮอยู่แล้วล่ะ แต่วันนี้ขอเข้าไปส่งที่ในบ้านนะ”

“อื้อ”

ซีวอนขับรถพาคนน่ารักในสายตาของตนเองกลับมาส่งที่บ้าน ดงแฮเปิดประตูให้เขาเข้าไปตามคำขอ ซึ่งร่างใหญ่ก็แค่เข้าไปนั่งและมองรอบๆบ้านอย่างสนอกสนใจ เขารู้สึกดีที่ตอนนี้มีแค่คนอยู่กับดงแฮเพียงสองคนในบ้านหลังใหญ่ พอร่างเล็กรินน้ำมาให้ก็แกล้งจับมือบางเบาๆ

เด็กหนุ่มจากไมอาสะดุ้งน้อยๆด้วยความตกใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจไม่รู้สึก แต่นี่เขาประกาศโต้งๆว่าจะจีบมันก็ย่อมรู้สึกกระดากอายและหวงเนื้อหวงตัวขึ้นเป็นธรรมดา แต่ดงแฮคงจะลืมคิดไปว่านี่มันแค่แตะตัว ไม่ถึงกับจูบอย่างที่คิบอมทำไป

คนขับรถรูปหล่อช้อนตาขึ้นมองขำๆ เขาเอ็นดูกับท่าทางที่ดูเกรงๆของคนสวยมาก เพราะมันทำให้มั่นใจว่าดงแฮยังเป็นดอกไม้สีขาวที่บริสุทธิ์อยู่ ใจจริงก็อยากจะคว้าร่างบางมากอดเอาไว้แต่เพราะความเป็นสุภาพบุรุษจึงทำไม่ได้อย่างใจคิด เขาเอื้อมมือไปจับแก้มขาวแม้ว่าอีกคนจะสะดุ้งอีก พอตัวเล็กจ้องหน้ากลับคล้ายจะถามอะไรก็ยิ้มให้อีกรอบ

“ชอบดงแฮมากจริงๆนะ”

“...”

“ตกลงคบกันเมื่อไหร่จะรักทั้งหัวใจเลยล่ะ”

สมองของคนฟังไม่สั่งการให้คิดอะไร มันเหมือนเสียงลมที่พัดผ่านไปในวูบหนึ่ง ตากลมจ้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย กว่าจะรู้สึกได้ว่าได้ยินอะไรก็พูดไม่ออกแล้ว

ซีวอนเป็นคนดีมากนะ แต่ทำไมตอนนี้ผมอึดอัดใจจัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Ending talk

 

วันเกิดปีนี้มาอยู่บนผืนดินที่เฮเกิด ..รักเฮมากนะ ขอบคุณสำหรับความทรงจำดีๆ ขอบคุณรอยยิ้มและมือที่โบกมาให้ ตั้งใจทำงานนะ

 

 

ง่วง ... เจอกันหลังกลับไทย บรึ๋ยๆ ขอไปปั่น Why ก่อน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67,100 ความคิดเห็น

  1. #67026 DreamPatty (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2556 / 20:32
    แอบสงสารซองมินจัง คยูคิดร้ายตลอดๆ
    #67,026
    0
  2. #66893 May_ELF.TH (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 มีนาคม 2556 / 02:35
    ถ้าอึดอัดมากๆ ก็อย่าทำเลยนะเฮ 
    ไปคบกับหนูคิมคิเถอะ > #66,893
    0
  3. #66793 แอ๋มแป๋ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2555 / 11:03
    เฮแบบนี้รีบบอกปฏิเสธวอนเถอะ ชอบคิบอมแล้วใช่มะ
    #66,793
    0
  4. #66578 P-ENT (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2555 / 17:45
    ด๊องอึดอัดเพราะมีใจให้บอมไปแล้วไง

    ไม่รู้เรื่องเลยอ่ะ ซื่อๆจิงปลาน้อยของฉัน
    #66,578
    0
  5. #66279 KIHAE*129 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 02:36
    กี้แกร้ายกาจมากอ่ะ

    หมวยแกรีบปฏิเสธวอนซะที
    #66,279
    0
  6. #66217 mirchullove (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:45
    แกรักคิบวมนะหมวย ท่องไว้ๆ
    #66,217
    0
  7. #66112 sungmin sj (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 / 12:21
    เพระาเทอไม่ได้รักวอนไง ^^
    #66,112
    0
  8. #66015 chin-cha (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 มกราคม 2555 / 20:30
     ฮยอก  มาเอาอีตาฉ่อยไปหน่อย  
    #66,015
    0
  9. #65906 KIM KIBUM ><" (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2554 / 22:16
    ถ้าหนูเป็นด๊องหนูก็หวาดวอนค่ะ มาเต็มขนาดดดด!!!
    #65,906
    0
  10. #65756 Darker-40 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 / 20:17
    เพราะในใจหมวยมีบอมเข้ามาติดพันไง
    #65,756
    0
  11. #65754 famously_DRH (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 / 19:15
     เพราะแกชอบบอมไงเฮ -0-
    #65,754
    0
  12. #65705 Witim (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2554 / 23:31
    วอนรุกหนักกกกกก
    #65,705
    0
  13. #65669 MTieluk (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 / 22:44
     รุกหนักมากวอนที่รัก
    #65,669
    0
  14. #65568 A-lma (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2554 / 13:50
    ป๊าดด  วอนมาเต็มอ่ะ 
    มิน จะยอมจริงๆเหรอลูก 
    #65,568
    0
  15. #65267 เจ้าชายหมาป่า (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2554 / 17:24
    วอน ๆ ใจเย็น ๆ
    #65,267
    0
  16. #65196 NANA (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2554 / 12:13
    มินโดนหมาป่าเจ้าเล่ห์หลอกล่อจนยอมแล้ว

    อยากทำอะไรก็ยอมให้ทำ เสร็จแน่

    โดนกินทั้งตัวแน่ๆ



    พี่เย่อุตส่าห์ตามหวงตามคุมน้อง ก็ยังไม่รอด!!
    #65,196
    0
  17. #65164 satohara (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 / 14:27
    พี่เย่มาช่วยมินด้วยนะ
    มินก็อย่างหลงกลคยูสิ
    ฮันชอลนี่ก็เถียงกันไม่เลิกจริงๆ
    สู้ๆคะไรเตอร์

    #65,164
    0
  18. #64686 tanphon (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 / 18:57
    พี่เย่มาขัดคยูหน่อยเร้วววววว

    ซองมินก็อย่าไปยอมมันนะ

    ฮันชอล ต่อปากต่อคำกันมันจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ
    #64,686
    0
  19. #64414 love_kihae (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2554 / 19:29
    เพราะชอบบอมแล้วงัยล่ะจ๊ะ ><
    #64,414
    0
  20. #63850 PARISO'KH (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2554 / 18:15

    อยากจะเข้าไปสิงอีทงเฮ วินาที ที่ชเวพูดว่า "ชอบทงเฮจริงๆนะ ตกลงคบเมื่อไหร่จะรักทั้งหัวใจเลยล่ะ" แอร๋ย ตาย +_+

    #63,850
    0
  21. #63831 []เดอะ.สอง? (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2554 / 13:24
     มินน่าเป็นห่วงอ่ะ
    #63,831
    0
  22. #63531 Pink_Panther (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 เมษายน 2554 / 23:07
    กี้เจ้าเล่ห์ได้อีก !

    ป๋ากับเจ๊นี่เริ่มมีซัมติงกันแล้วล่ะสิ หึหึ
    #63,531
    0
  23. #63289 Mapii ky (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 เมษายน 2554 / 23:27
    เอ๋อรุกหนูมมินแล้ว!!! พี่เย่มาขวางด่วน!!!!!
    #63,289
    0
  24. #63051 Primadonna-yui (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 มีนาคม 2554 / 23:35
    มินนนนนนนนนนนน

    แอร๊ก เมื่อไรกี้มันจะรักมินเนี่ย

    ด๊องอย่าใจอ่อนนะ แงๆ
    #63,051
    0
  25. #62922 kwan_yesung (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 มีนาคม 2554 / 10:14
    วอนรุกเร็วมากกกกก
    #62,922
    0