Sharp :: Yaoi 'Kihae Hanchul Kyumin Won?'

ตอนที่ 106 : Charpter 61 : พักใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,918
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    21 ก.ค. 54

 

พวงมาลัยรถคันหรูหักเลี้ยวผ่านประตูสลักบานใหญ่ ด้านหน้ามีป้ายที่แสนวิจิตรสลักเสลาเอาไว้อย่างประณีต ข้อความในป้ายนั้นเขียนเอาไว้ว่า เรือนท่านโจแชวอน ประตูด้านหน้าแม้ไม่มีทหารยามยืนเฝ้าแบบเก่าก่อน แต่รถทุกคันที่ขับมาก็ย่อมต้องผ่านการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ด้านหลังกำแพง ใครจะเข้าจะออกเรือนแห่งนี้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ใกล้วงจรปิดที่ติดเอาไว้ตามแนวกำแพงย่อมสะท้อนภาพให้ได้เห็น และวิทยุสื่อสารในมือก็พร้อมจะเรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยมารวมตัวเพื่อจัดการกับผู้ร้ายในทันที

ท่านโจแชวอนมีคนนับหน้าถือตา จัดเป็นราชนิกุลชั้นสูงที่มียศถามาแต่เก่าก่อน นับแต่รุ่นทวดรุ่นตาของตระกูลโจล้วนแล้วแต่ปฏิบัติความดีความชอบ ต่อให้ปัจจุบันนี้ไม่ได้ปกครองในระบบกษัตริย์แล้วแต่ประชาชนก็ยังให้ความเคารพยำเกรงและนับถือในคุณงามความดี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครคิดร้ายเลย

เหล่ารัฐบาลบางส่วนยังคงหวาดระแวง เกรงว่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายจะรวมตัวกันเพื่อกลับมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินอีกครั้ง และท่านโจแชวอนคนนี้ก็ถือเป็นหมากตัวหลักที่อาจจะพลิกเกมได้อย่างง่ายดาย แต่แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันหลายครั้งหลายคราว่าเขาไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับด้านการปกครองอีก แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้คนที่หวาดระแวงวางใจได้เลย

คยูฮยอนจอดรถที่บริเวณหน้าตึก และปล่อยให้รถคู่ใจของตนถูกขับไปด้วยฝีมือเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรถเพื่อนำมันไปจอดยังโรงรถขนาดใหญ่ด้านหลัง ซึ่งจะมีช่างคอยเข้ามาบำรุงรักษาเป็นระยะ แต่ส่วนมากเจ้าตัวก็มักจะแอบเอาไปทำสีที่อื่นอยู่เนืองๆ เรียกเสียงบ่นจากผู้เป็นบิดามารดาได้เป็นอย่างดี

“วันนี้มีอะไรทานบ้าง” เอ่ยถามเสียงเหนื่อยๆ ซึ่งหญิงสาววัยยี่สิบปลายๆที่ทำหน้าที่รับกระเป๋านักเรียนของคุณชายน้อยก็เอ่ยตอบตามที่หล่อนรับรู้

“อาหารจีนค่ะนายน้อย”

“อืม”

ส่งทั้งเสื้อสูทสีแดงอิฐและกระเป๋านักเรียนไปให้พี่เลี้ยงเรียบร้อยก็เดินลิ่วขึ้นไปบนห้อง ภายในเรือนหลังนี้อาจจะแตกต่างจากคฤหาสน์ของซีวอนและคิบอมสักหน่อย ตรงที่ทุกๆอย่างถูกจัดแบบประยุกต์ ข้าวของเครื่องใช้ถูกตกแต่งให้ได้รับกลิ่นไอของบรรยากาศภายในวังหลวง แม้แต่ในห้องนอนของคยูฮยอนเองก็ยังไม่สามารถที่จะเสกให้มันดูทันสมัยอย่างที่ใจชอบได้

บานกระจกที่ถูกสั่งทำเป็นพิเศษสะท้อนภาพของตนอยู่ ดวงตาเรียวคมตวัดมองเพื่อมองดูสภาพร่างกายสักครู่แล้วก็ตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำเพื่อชำระเหงื่อไคลก่อนลงไปพบหน้าบิดามารดา เขาคร้านจะโดนท่านพ่อบ่นเรื่องไม่ยอมถอดชุดนักเรียนออก แม้ว่าช่วงนี้จะทำตัวดีและลดเสียงตักเตือนต่อว่าไปได้ แต่ก็ใช่ว่ามันจะเหือดหายไปจนไม่มีเลย

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ราชนิกุลหนุ่มก็เลือกที่จะหยิบเอาเสื้อโปโลสีกรมท่ากับกางเกงขาสั้นสีขาวมาสวม หากเป็นบ้านคนอื่นแล้วอาจจะเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดนอนเลยได้ แต่สำหรับเขาแล้วย่อมไม่สามารถทำเช่นนั้น ท่านพ่ออาจมีแขกได้ตลอดเวลา ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่เข้านอน เขาเองก็จะไม่สามารถสวมชุดนอนแล้วเดินออกจากห้องส่วนตัวได้ เว้นเสียแต่ว่าโดนปลุกให้ลุกออกมาจากเตียงเสียเดี๋ยวนั้น ซึ่งนั่นก็ค่อนข้างยากนัก

บางครั้งคยูฮยอนก็นึกเบื่อกับชีวิตในบ้านที่เต็มไปด้วยพิธีรีตอง ทั้งที่อยู่บ้านแล้วเขาควรจะสามารถทำตัวสบายๆได้ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้น มีแค่เวลาอยู่กับเพื่อนๆที่เขาเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องมีหน้าตา ฐานะ หรือว่าศักดิ์ศรีและหน้าที่มาค้ำคอ จึงไม่แปลกหากเขาจะรักแหละหวงแหน 4E

ร่างสูงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกึ่งนิ่มกึ่งแข็งของตน กวาดตามองไปรอบๆแล้วก็ถอนหายใจ ไม่ใช่ไม่ชอบสิ่งที่รายล้อมอยู่รอบตัว แต่บางครั้งมันก็รู้สึกว่ามากเกินไป บางทีเขาก็เหนื่อยที่จะแบกรับภาระหลายๆอย่างไว้บนบ่าในฐานะราชนิกุล มันเป็นหน้าที่ที่ติดตัวมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงปัจจุบัน และก็ไม่รู้ว่าชีวิตนี้เขาจะสามารถใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาได้ในแผ่นดินเกาหลีหรือไม่

แขนยาวขยับเพื่อเอื้อมหยิบโทรศัพท์ที่ถูกโยนทิ้งไว้ก่อนหน้า แต่เพราะเอื้อมไม่ถึงจึงต้องพลิกกายแล้วตะกายซ้ำ คุณชายหนุ่มนิ่งคิดอีกสักครู่ เขารู้ว่าวันนี้ทั้งบิดาและมารดาไม่มีงานและจะอยู่ทานข้าวกันพร้อมหน้า จึงมีบางอย่างอยากจะสอบถามเสียให้เรียบร้อย

เสียงรอสายเป็นเพลงการ์ตูนสุดคลาสสิกอย่างโดราเอมอนคือสิ่งที่ได้ยินก่อนอย่างอื่น แต่ชายหนุ่มก็ชินเสียแล้วก็กับนิสัยที่ติดจะยังเด็กของคนน่ารัก ถึงซองมินจะชอบอะไรน่ารักๆและทำตัวเหมือนยังเด็ก แต่ความคิดความอ่านก็ใช่ว่าจะเด็กตามนั้น แม้จะขี้งอนไปบ้าง แต่ก็ถือว่ายังคุยกันด้วยเหตุผลได้อยู่

ได้ยินเสียงรับสายก็เผลอยิ้มออกมา แม้ร่างเล็กจะยังไม่ญาติดีเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจอะไรแบบเก่ามันก็ดีแล้ว

[มีอะไร]

แทนที่จะเป็นเสียงหวานๆกลับเป็นเนื้อเสียงที่เจือความแข็งเอาไว้ รอยยิ้มเมื่อครู่เลยเป็นอันต้องหุบลงแล้วทำเสียงหวานส่งตอบกลับไป

“พรุ่งนี้หลังเลิกเรียน ..จะชวนมาทานข้าวที่บ้าน”

[ห๊ะ?!?]

“ร้องทำไม แค่ชวนมาทานข้าวเอง”

[ไหนบอกว่าวันหลัง]

“ก็มะรืนฮันกยองกลับมา ยังไงก็คงต้องไปรับมัน กว่าจะเรียบร้อยก็คงเย็นๆ ค่ำๆ เลยคิดว่าไม่น่าจะสะดวก”

[แล้วฮันกยองมาถึงกี่โมง]

“เห็นว่ามาถึงราวๆ บ่ายสามห้าสิบ ไม่แน่ใจว่าอาจจะเลทหรือเปล่า แต่กว่าจะออกมาก็คงจะบ่ายสี่กว่าๆโน่นแหละ ที่รักไปด้วยกันนะ”

“...”

“ที่รักอ่ะ”

[อื้อ ..ก็ไปนั่นแหละ]

“แล้วพรุ่งนี้ว่าไง จะได้บอกท่านพ่อกับท่านแม่ไว้”

[ต้องบอกไว้ล่วงหน้าด้วยเหรอ]

คยูฮยอนจับน้ำเสียงได้ว่าคนรักคงจะเกรงบารมีของบิดาตนอยู่ ไหนจะมารดาที่ก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน เด็กที่ไม่คุ้นและไม่ชินกับพิธีรีตองอย่างซองมินย่อมประหม่ากับการพบหน้าผู้ใหญ่ที่เคยอยู่ในรั้วในวังมาก่อน

“อืม ฉันอยากให้ที่รักมาเจอท่านพ่อท่านแม่ด้วย ถ้าที่รักโอเค ก็จะได้บอกพวกท่านก่อน”

ชั่งใจอยู่หลายวินาทีก่อนจะกัดฟันตอบ [...ไงก็ได้]

“อืม แค่นี้แหละ เดี๋ยวฉันลงไปทานข้าวแล้ว ที่รักทานหรือยัง”

[ใกล้แล้วล่ะ]

“อย่าทานเยอะนักล่ะ เดี๋ยวฉันอุ้มไม่ไหว”

[เอ๊ะ!!]

ท่านชายหนุ่มหัวเราะส่งท้ายแล้วค่อยกดตัดสายก่อนที่จะโดนด่า อารมณ์เพียงเพราะได้กวนใจคนรัก พักนี้เขาชอบแหย่ให้ซองมินต้องงอนและโวยวายใส่ ไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม รู้แค่เพียงว่าทำไปแล้วมันมีความสุข

ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงและจัดระเบียบร่างกายให้เรียบร้อย คยูฮยอนสอดปลายเท้าเข้าไปในสลิปเปอร์คู่สะอาดแล้วเปิดประตูมุ่งหน้าลงไปที่ชั้นล่าง บิดาของเขานั่งดูรายการข่าวในโทรทัศน์อยู่ที่ห้องรับแขกห้องเล็ก ปกติแล้วหากสำรับยังเตรียมไม่เสร็จแต่ยังไม่อยากจะขึ้นไปที่ห้องทำงาน โจแชวอนก็มักจะใช้เวลาที่มีไม่มากอยู่ที่ห้องรับแขกเล็กนี้ ส่วนท่านหญิงโจก็มักจะสำราญใจอยู่กับดอกไม้นานาพรรณในยามเย็นจนกระทั่งมีคนไปตามมาทานอาหารจึงได้กลับเข้ามาในบ้าน

คยูฮยอนเดินไปเอ่ยเรียกบิดาเพื่อบอกว่าสำรับอาหารเตรียมพร้อมแล้วโดยไม่ต้องรอพนักงาน เขาเบื่อที่จะต้องรักษาขนบธรรมเนียมและเห็นกริยาพินอบพิเทา ถึงจะชอบบอกให้พี่เลี้ยงไม่ต้องใช้คำศัพท์ที่แบ่งชนชั้นวรรณะมาก แต่ก็เหมือนจะไม่มีใครยอมทำตามสักราย

อาหารวันนี้เป็นอาหารจีนที่คุ้นลิ้น ต้นตระกูลของแม่ครัวเป็นซังกุงห้องเครื่องเก่า แน่นอนว่าย่อมมีสูตรอาหารที่ทำให้เชื้อพระวงศ์รับประทานในสมัยเก่าก่อน และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทุกวันนี้จึงมีอาหารนานาชาติเสิร์ฟให้รับประทานเสมอ และหน้าที่ของเหล่าแม่ครัวทั้งหลายก็มีเพียงดูแลอาหารการกิน ไม่ได้มีบทบาทอะไรอย่างอื่นอีก

ฝ่ายที่อ่อนอาวุโสสุดนั่งอยู่ที่ฝั่งซ้ายมือของบิดา ยามที่ทานอาหารกันในครอบครัว ท่านโจแชวอนจะสั่งให้จัดสำรับที่โต๊ะเล็กเสมอ ส่วนโต๊ะใหญ่ก็มักจะใช้ในยามที่มีงานจัดเลี้ยงแขกเหรื่อเท่านั้น

ร่างโปร่งนั่งทานอาหารด้วยความสำรวม คยูฮยอนถูกสอนเรื่องกริยามารยาทจนติดเป็นนิสัย หากไม่ได้อยู่ในกลุ่มเพื่อนแล้วไซร้ เขาก็จะทำตัวเป็นคุณชายที่สง่างาม มีเพียงเวลาที่อยู่ในห้องเรียนหรือกับเพื่อนฝูงเท่านั้นที่จะเฮฮาบ้าบอได้โดยไม่ต้องระวังกิริยามาก

“พรุ่งนี้ท่านพ่อกับท่านแม่มีธุระที่ไหนหรือเปล่าครับ” เอ่ยถามเสียงเรียบหลังจากวางช้อนและตะเกียบแล้ว

ที่เรือน หรือ วัง แห่งนี้ยังอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมแบบเกาหลีแท้ๆ จึงไม่แปลกที่จะใช้ตะเกียบแทนช้อนส้อม คยูฮยอนหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับริมฝีปากตนไปพลางระหว่างรอคำตอบ ท่านหญิงโจเหลือบมองบุตรชายแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ที่จู่ๆเอ่ยถามในสิ่งที่ไม่ค่อยได้สนใจนัก

“มีอะไรหรือเปล่าลูก”

“คือ ลูกจะชวนเพื่อนมาทำรายงานที่นี่น่ะครับ บังเอิญว่าที่บ้านเขามีแขก จะไปนั่งทำตามร้านอาแฟแบบคนอื่นๆก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะนัก”

“ก็เอาสิ ใครล่ะ ฮันกยอง คิบอม หรือว่าซีวอน”

น้ำเสียงนิ่งๆของบิดาสะเทือนให้ใจสั่นไหวในแบบแปลกๆ กหวั่นเกรงเหลือเกินว่ามันจะไม่ง่ายง่ายที่คิด

“ไม่ใช่ครับท่านพ่อ อาจารย์เขาให้จับคู่กับเด็กจากไมอาน่ะครับ”

“อย่างนั้นเหรอ” ท่านหญิงโจดูจะแปลกใจไม่น้อย เมื่อก่อนคยูฮยอนเจ้ายศเจ้าอย่างอย่างกับอะไร ซ้ำติดจะไม่ชอบใจฝั่งไมอารอยัลมาตลอด จู่ๆมาเปลี่ยนความคิดยอมให้นักเรียนอีกฝั่งเข้ามาในบ้านได้นี่ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ

“ตอนแรกลูกว่าจะไปทำที่บ้านเขา แต่พอเห็นว่ามีแขกเลยเสนอที่นี่แทน แล้วเห็นว่าพ่อแม่ของซองมินจะฝากผลไม้มาทักทายท่านพ่อท่านแม่ด้วย ลูกเลยอยากจะให้ลูกชายเขาเป็นคนนำมามอบให้ท่านพ่อท่านแม่ด้วยตัวเองน่ะครับ”

“ลูกเต้าเหล่าใครรึ” ฝ่ายบิดาเอ่ยถามบ้าง

“ลูกชายคุณโปรดิวเซอร์ลียองกวังน่ะครับ” ตอบยิ้มๆพร้อมกับปั้นหน้าให้เป็นปกติ

“อ้อ ..ก็คนกันเอง”

“ท่านพ่ออนุญาตใช่มั๊ยครับ”

“แล้วทำไมจะไม่อนุญาต มาทำงานที่นี่ พ่อกับแม่จะได้เห็นบ้าง พักนี้ไม่ออกไปเถลไถลก็ดีแล้ว”

เหมือนโดนดุอยู่กลายๆ แต่คยูฮยอนก็ไม่ได้คิดจะยืดอกรับและทำเป็นหูทวนลมเสีย “ฮันกยองกลับมาวันพฤหัส หลังจากไปรับที่สนามบินแล้วลูกอาจจะไปทานข้าวที่บ้านฮันกยองกันนะครับ”

“นี่ครบสามสัปดาห์แล้วรึ ไวจริงเชียว”

“ครับ ครบแล้ว”

ตอบได้เพียงเท่านั้นก็รีบหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มและทานของหวานตบท้าย เขาเลือกที่จะพูดให้น้อยที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่โดนซักอะไรไปมากกว่านี้ โจแชวอนไม่ใช่คนดุที่ไร้เหตุผล แต่อาจเพราะถูกปลูกฝังมาแบบนี้และติดนิสัยที่เด็ดขาดมา คนที่หัวสมัยใหม่อย่าลูกชายจึงได้มองว่าการสนทนาแต่ละครั้งมันค่อนข้างอึดอัด และความคิดของพวกเขาก็มักจะขัดกันอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่คยูฮยอนจะสามารถออกปากโต้เถียงได้

ด้วยเพราะอะไรเขาก็ไม่อาจตอบตัวเองได้อย่างชัดเจน แต่นับตั้งแต่จำความได้ เขาก็กลัวบิดาและทำตัวอยู่ในกรอบมาตลอด จะมีหลุดนอกกรอบบ้างก็ยามที่พ้นหูพ้นตาบุพการีก็เท่านั้น

คงเพราะแบบนี้เขาจึงเป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำ ..ที่ทำได้แค่ ดื้อเงียบ

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกกางเอาไว้บนเตียง เวลานี้เพื่อนๆหลายคนออกไปตระเวนซื้อของฝากกันเพิ่มในย่านการค้า หลายคนไปเดินช็อปปิ้งกันที่ห้างแฮรอดชื่อดังเพื่อทิ้งทวน แต่คนที่ไม่มีใครให้ต้องซื้ออะไรฝากมากมายอย่างฮันกยองก็เลือกที่จะนั่งจัดกระเป๋าเงียบๆในห้อง เพื่อที่ว่าเมื่อรูมเมทของตนกลับมาจะได้ไม่แย่งพื้นที่กันในการใช้สอย

เพื่อนๆในกลุ่มหรือแม้แต่ฮยอกแจก็ล้วนแล้วแต่ฐานะดี แน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องซื้อของแบรนด์เนมไปฝากหรือว่ามีใครฝากซื้ออย่างที่คนอื่นๆเป็น เพียงแค่ซื้อของที่ระลึกที่เพิ่งจะทำออกมาวางขายใหม่มา ส่วนบิดามารดาก็ใช้เงินเก็บของตัวเองซื้อเนคไทกับกระเป๋าสวยๆไปฝากคนละชิ้น นอกนั้นก็เป็นคนในบ้านที่ก็แค่เลือกของชิ้นเล็กๆไปให้

สำหรับอีกคนที่สำคัญอย่าง นูนาคนสวย ร่างหนาเลือกน้ำหอมยี่ห้อดังที่เป็นแบรนด์ของอังกฤษไปให้ แม้ว่าหน้ากล่องจะเขียนเอาไว้ว่า ‘For Men’ ซ้ำยังเป็นขวดสีดำดูแมนๆ แต่กลิ่นมันก็หอมละมุนน่าสัมผัส ปล่อยความคิดไปเพลินๆแล้วก็ยิ้มกริ่มเมื่อนึกไปว่าหากฮีชอลหยิบขึ้นมาใช้จริงๆ ตนจะทนได้หรือไม่ที่ได้กลิ่นแบบนี้จากกายบางๆนั้น

ยิ้มได้เพียงครู่ก็ต้องถอนหายใจ ... เฮ่อ~ คิดถึงว่ะ!

ยัดเสื้อผ้าใส่จนเกือบหมดและเหลือทิ้งเอาไว้ข้างนอกกระเป๋าเพียงส่วนที่ยังต้องใช้สอยอยู่ นึกขอบคุณดงแฮที่แนะนำให้เขาซื้อถุงสุญญากาศติดมาด้วยเพราะมันช่วยให้สามารถเพิ่มพื้นที่ในกระเป๋าได้มากโข ร่างสูงลุกขึ้นไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อตรวจดูของที่คิดว่าสามารถนำมาจัดใส่กระเป๋าได้ว่ายังมีหลงเหลือหรือไม่ เมื่อเห็นว่ามันเป็นเพียงของใช้ที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ตัดสินใจที่จะปิดกระเป๋าแล้วลากมันไปตั้งไว้ที่มุมห้องเพื่อให้เหลือพื้นที่สำหรับทำอย่างอื่น

ฮันกยองและเพื่อนร่วมทุนคนอื่นๆจากเกาหลีมีกำหนดการจะเดินทางกลับกันในวันพรุ่งนี้ตอนกลางคืน แต่เพราะว่าพรุ่งนี้เขาคิดว่าคงจะไม่ได้ออกไปไหนและเจ้าน่าที่ของโครงการคงจะเข้ามาดูแลและให้นักเรียนทั้งหลายตรวจตราความเรียบร้อยของข้าวของเพื่อเดินทางกลับ และในห้องแคบๆนี้คงจะต้องวุ่นวายเพราะรูมเมทคนอื่นๆยังไม่มีใครจัดกระเป๋า เลยต้องรีบตัดช่องน้อยแต่พอตัว จัดของตนไปก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยออกไปเดินเล่นและถ่ายรูปสถาปัตยกรรมสวยๆในบริเวณนี้เป็นที่ระลึกก่อนกลับ

เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงหลังจากทึ้งกับกระเป๋าใบโตเสร็จ แม้ในตอนแรกจะเดินทางมาด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างอึดอัด ยังพะวงกับเรื่องหัวใจ และก็หวั่นเกรงว่าหากต้องมาเรียนจริงๆในปีหน้า เขาจะทำใจได้หรือไม่หากฮีชอลใจแข็งไม่ยอมตามมาเรียนที่อังกฤษด้วย มันเป็นความระแวงที่เขาสร้างมาล่วงหน้าและก็รู้ตัวดี แต่มันก็ทำไม่ได้หากจะให้ตัดออกจากความคิดแล้วเลิกพะวงกับมัน

หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วก็นอนมองหน้าจอที่เป็นรูปดวงหน้าสวยของคนรักที่แอบดึงมาจากรูปที่ฮีชอลใช้ขึ้นดิสเพลย์ในโปรแกรมแชทอย่าง MSN รู้ว่าขอตรงๆคงจะไม่ให้เลยต้องใช้วิธีแคปเจอร์มา เรียกว่าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกลล่ะงานนี้

บิลค่าโทรศัพท์กระฉูดแน่ ฮันกยองเอ๊ย

แม้จะบอกตัวเองว่าไม่ได้โทรกระหน่ำ แต่ก็อดระแวงไม่ได้ ปลายนิ้วเคาะเบาๆที่แป้นพิมพ์แต่มันก็ไม่ได้หนักพอที่ปุ่มกดจะส่งแรงดันไปในเครื่องให้มีตัวอะไรเด้งขึ้นมาที่หน้าจอ ครุ่นคิดสักครู่แล้วก็ค่อยเลื่อนปลายนิ้วหัวแม่มือเพื่อกดไล่ดูเบอร์โทรออกล่าสุด ซึ่งนอกจากเบอร์ที่บ้านแล้วก็เป็นเบอร์ของฮีชอล เพราะนอกเหนือจากนี้เขาก็เลือกที่จะส่งอีเมลหาเพื่อๆแทนเพราะมันไม่ได้จำเป็นเลยที่ต้องโทรไป ในเมื่อเขาไม่ได้อยากได้ยินเสียงเจ้าพวกนั้นสักหน่อย

“ยอโบ~

กดไปแล้วก็ร้องขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายรับสายได้ไวเกินคาด วันก่อนยังเหมือนจะน้อยใจอยู่แท้ๆแต่ก็ทนคิดถึงไม่ไหวเลยต้องกดมาหา

[อย่ามาทำเสียงแบบนั้น ฉันขนลุก]

“คิดถึง”

[…]

“ตัดสินใจได้ยัง”

[เรื่อง?]

“เรื่องของเราไง”

[คิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยหรือไงน่ะ]

“ก็ผมใจร้อน” ตอบเสียงเอื่อยๆไป

วันก่อนทำขึงขังก็เพราะอารมณ์งอนบวกน้อยใจ แต่พอทิ้งเวลาผ่านไปสักพักก็กลับมานั่งคิดถึงแล้วก็ทนไม่ไหว อยากรู้คำตอบทั้งที่หัวใจมันกลัวเสียเอง

[อย่าเพิ่งกดดันฉันเลย ให้เวลาฉันได้คิดเงียบๆเถอะ]

“ผมมีเวลาอยู่กับยอโบอีกแค่เทอมเดียวเองนะ จะใจร้ายกับผมจริงๆเหรอ”

[แล้วไอ้หนึ่งเทอมของนายน่ะ ฉันถามหน่อยว่าถ้าคบกันจริงๆ แล้วต้องจากกันตอนหมดเทอมน่ะ นายคิดเอาไว้หรือยังว่าถึงตอนนั้นจะทำยังไง]

“ผมแค่อยากอยู่กับยอโบ อยากเป็นเจ้าของยอโบ อยากดูแลยอโบ” แม้ปกติจะดูสุขุมและเป็นผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้ฮันกยองกำลังจะกลายร่างกลับมาเป็นเด็ก ซ้ำยังงอแงไม่เข้าท่าทีด้วย

[นายตอบตัวเองให้ได้ก่อนดีกว่ามั๊ย ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันเรียกว่า รัก หรือว่า ชอบมาก ... บางทีคนเราอาจจะถูกใจในอะไรบางสิ่งหรือบางคนในระดับที่ ชอบมาก และก็อยากครอบครองมัน เลยคิดว่ามันคือ ความรักแต่พอได้มาแล้วก็เห่อมันในช่วงแรกๆ พอมีอะไรใหม่ที่ทำให้รู้สึกว่า ชอบมาก อีก ก็จะละเลยของเก่าไป และรู้ตัวตอนนั้นว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า ความรัก’]

“คุณคิดขนาดนี้เลยเหรอ..”

[หัวใจคนเรามันไม่มีระยะทดลองใช้งานนะ และฉันก็ไม่พร้อมที่จะให้นายมาลองใช้มันเพื่อที่สุดท้ายแล้วนายมาบอกฉันว่าเป็นแค่ความ ชอบ แต่ไม่เคยรัก และก็จบด้วยคำว่า ขอโทษ’]

“วันนี้คุณดูจริงจังจังแฮะ” อดแปลกใจไม่ได้

[พอฉันไม่จริงจังก็ว่า พอจริงจังก็บ่น ..นายจะเอาไงแน่]

“ไม่เอาไงหรอก ..แต่ยอโบอย่าใจร้ายกับผมนักเลยนะ”

[ระหว่างที่ฉันหาคำตอบให้ตัวเอง นายก็หาคำตอบสำหรับคำถามที่ฉันถามไปด้วยแล้วกัน]

“ก็คงจะต้องเป็นอย่างนั้น”

[ฉัน.. รู้สึกดีกับนายนะ] ฮีชอลเลือกที่จะใช้คำนี้แทนคำว่าชอบ ที่ตนก็ยังไม่กล้าจะใช้มันเพื่อเอ่ยบอกความรู้สึก [แต่ฉันไม่แน่ใจว่า ..จุดสูงสุดของความรู้สึกที่จะมีให้นายได้ มันจะอยู่ในระดับไหน]

“ผมยังพยายามไม่มากพอเหรอ” เสียงหนาเริ่มตัดพ้อ หลายๆครั้งที่โทรศัพท์หาฮีชอลมันทำให้เขารู้สึกท้อแท้ แต่ก็ยังหวังว่าความตั้งใจจะสัมฤทธิ์ผล

[เรื่องแบบนี้มันเกี่ยวกับความพยายามที่ไหน]

“ผมยังหวังที่จะเจอหน้าคุณที่สนามบินนะ”

[...]

“ถ้าเจอจะกอดแน่นๆให้หายคิดถึงเลย”

รู้สึกเหมือนต่อมน้ำตาจะเริ่มขยับตัว ฮีชอลพยายามข่มใจให้กลับสู่ความสงบแต่ก็ฝืนร่างกายของตนไม่ไหว น้ำใสๆมันไหลออกมาจนได้ แต่ก็ยังดีที่มันไม่ได้ออกมาเยอะและกลั่นตัวเป็นเม็ดเล็กๆตรงหางตาก็เท่านั้น

คิดถึงฉันเหรอ ..ฉันก็คิดถึงนายนะ

ใจอ่อนแต่ปากแข็ง และก็พยายามฝืนตัวเองทำใจแข็งเพื่อปกป้องหัวใจเอาไว้ ทรมานอยู่เหมือนกันแต่เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องพลาดพลั้งตัดสินใจทำอะไรไปพียงเพราะอารมณ์ที่นำพาจึงอยากจะใช้เวลาไตร่ตรองให้มากๆ

เพราะการตัดสินใครครั้งนี้มันมีผลต่ออนาคตที่เหลือทั้งชีวิต

มันไม่ใช่การตัดสินใจเข้าพิธีวิวาห์ก็จริง แต่ถ้าหากเขาคบกับฮันกยอง ก็จะต้องมีตราประทับลงไปในพาสปอร์ตชีวิตของคิมฮีชอลว่าเขาเคยคบกับ ผู้ชาย ตามมาด้วยคำว่า เกย์ที่จะถูกฝังในหัวเป็นอันดับต่อมา แล้วคิดดูสิ ว่าถ้าหากมีสื่อแขนงไหนขุดคุ้ยเรื่องนี้ในวันที่เขาเลิกกับฮันกยองไปแล้วและมีครอบครัวพร้อมทั้งสืบทอดกิจการของบิดามารดาต่อ มันจะกระทบกับชีวิตส่วนนั้นแค่ไหน

พ่อแม่เขาจะรับได้เหรอ แล้วภรรยากับลูกตัวเล็กๆของเขาล่ะ?

มันเป็นอดีตที่อาจหลอกหลอนไปตลอดชีวิต เขาไม่ใช่ดงแฮที่จะไม่คิดอะไรแล้วเอาความรักเป็นที่ตั้ง แต่ก็อีกนั่นแหละ เจ้าตัวเล็กมั่นใจว่าคิบอมรักตัวเองและก็มั่นใจว่าตัวเองรักคิบอม แม้ว่าเขาจะนึกขัดหูขัดตา แต่ในเมื่อเจ้าตัวเลือกแล้วก็ไม่มีปัญญาจะเอ่ยห้าม เลยต้องเอาสิ่งที่คิดอยากจะใช้กับน้องมาใช้กับชีวิตของตัวเองแทนเพื่อที่จะไม่ต้องประมาทหรือพลาดให้ญาติโกโหติกาต้องมาปวดหัวไปอีกคน

ดงแฮก็เลือกเดินทางนั้นไปแล้ว นี่ถ้าเขาเลือกที่จะคบผู้ชายอีกคน มีหวังตระกูลคงจะได้ดับสิ้นเร็วๆนี้

ต่างคนต่างนิ่งเงียบ และคนที่โดนตราหน้าว่าเป็นเด็กแก่แดดก็เอ่ยขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่ามันนานเกินไป

“ยอโบอย่าคิดมากนักเลยนะ ชีวิตคนเรามันสั้น ..จะตายวันตายพรุ่งยังไม่รู้เลย”

[...]

“คิดถึงอนาคตข้างหน้ามันดีนะ แต่ถ้าคิดมากไปจนฟุ้งซ่าน แล้วทำให้ชีวิตปัจจุบันไม่มีความสุขน่ะ มันไม่ได้ดีหรอก บางทีสิ่งที่เราคิดๆไป มันก็อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่คิดก็ได้”

[…]

“พ่อผมสอนบ่อยๆว่า เราควรทำวันนี้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับวันพรุ่งนี้ แล้วก็ควรวางแผนระยะสั้นในส่วนที่จะต่อยอดไปยังระยะยาวต่อ แต่อย่าคิดลัดมองไปถึงอนาคตที่อยู่ลิบๆเลย เพราะบางทีบล็อกคอนกรีตที่เราค่อยๆวางในวันนี้ มันอาจจะไม่ได้เชื่อมไปในทิศทางที่เราคาดการณ์เอาไว้”

[…]

“ยอโบอาจจะกังวลว่าวางไปแล้วถ้าเจอลำธารตรงหน้า เจอเหวลึก แล้วก็คิดหาวิธีว่าจะต้องทำยังไงถึงจะข้ามไปได้ แล้วก็เตรียมเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา แต่เอาเข้าจริง เส้นที่ยอโบค่อยๆปูคอนกรีตพาตัวเองไปอาจจะไม่ต้องใช้อะไรแล้วดันมีสะพานแข็งแรงไว้อยู่แล้วก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้น ..เวลาที่เสียไปกับการหาวิธีสร้างมันน่ะก็สูญเปล่าไม่ใช่เหรอ”

[…]

“ผมว่ายอโบค่อยๆวางบล็อกคอนกรีต แต่วางให้มันมั่นคงดีกว่านะ ไว้เจออะไรข้างหน้าแล้วค่อยแก้ปัญหาตอนนั้น อย่างน้อยๆ ยอโบก็ยังมีผมช่วยคิด ช่วยสร้างสะพานนะ”

[อืม..]

“ถ้าผมพูดให้ยอโบงง ..ก็คิดง่ายๆแล้วกัน ว่าถ้าเราคิดเอาไว้ว่าจะเดินเรือไปแล้วจะต้องเจอภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ในอีกสองเดือน และมานั่งกังวล นั่งเครียดว่าจะทำยังไงถึงจะผ่านไปได้ แต่ลืมมองว่าเข็มทิศที่พาไปกับทิศทางของการเดินเรือมันค่อยๆเบนจากจุดเดิมไปทีละองศา สององศา กว่าจะถึงวันนั้น เส้นทางของเรามันจะคลาดไปจากจุดเดิมแค่ไหน แล้วบางที .. ยอโบอาจจะไม่ต้องทำอะไรเพราะมันละลายไปแล้วหรือไม่ก็เดินเรือไปห่างจากมันมากโขแล้วก็ได้”

[เข้าใจแล้ว]

 “แล้วยังจะคิดมากอีกมั๊ย”

[ไม่รู้สิ]

ฮีชอลครางตอบเบาๆด้วยเพราะไม่รู้จะเอ่ยคำไหน คำพูดของฮันกยองอาจจะไม่ได้สละสลวยมากแต่มันก็ให้ข้อคิดได้ไม่น้อย คิดตามแล้วมันก็เป็นความจริง ว่าอนาคตที่เราวางแผนมันก็อาจจะไม่เป็นไปตามนั้น ชีวิตคนเราไม่มีความแน่นอน และมันก็คลาดเคลื่อนเสมอ แม้จะดูเหมือนว่าเป็นไปตามเป้าหมายแต่บางจุดก็ยังคลาดไปจากความตั้งใจอยู่ดี

นี่ฉันมองข้ามความจริงง่ายๆจนต้องให้เด็กแก่แดดอย่างนายมาสอนแล้วงั้นเหรอ~ บ้าบอจริงๆ

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

หลังจากที่โดนไล่ตะเพิดกันออกมา คิบอมกับซีวอนก็ต่างแยกไปคนละทางด้วยสภาพที่มึนตึง คุณชายคิมไม่รู้จะใช้วิธีไหนที่จะเข้าไปพูดคุยหรืออธิบายเพื่อปรับความเข้าใจกับคนตัวเล็ก ใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาของดงแฮยังติดตาเขาอยู่ รู้สึกผิดแต่ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้เช่นไร เกิดมาก็ไม่เคยต้องง้องอนหรือว่าอ้อนวอนใครสักคน เวลานี้จึงกลายเป็นความยากลำบากที่อาจจะดูตลกในสายตาของใครๆ

ก็ง้อไม่เป็น ..พอคิดว่าตนควรเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยอะไรสักอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจ ก็คิดต่อไม่ออกว่าจะต้องพูดว่าอะไร จะต้องใช้สีหน้าท่าทางแบบไหน ..มันมืดแปดด้านจริงๆ

วันนี้เป็นวันที่สองแล้วที่โต๊ะอาหารของตระกูลคิมไม่มีเด็กหนุ่มหน้าหวานๆมานั่งร่วมรับประทานด้วย ฮันแชยอนเหลือบมองเก้าอี้ว่างๆข้างตัวลูกชายแล้วก็ใจหายแปลกๆ หล่อนเอ็นดูดงแฮและก็ปักใจไปแล้วว่าคือสะใภ้เล็ก พอขาดเจ้าของรอยยิ้มและหน้าตาที่น่าเอ็นดูไปก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึง

“มักเน่..”

เพราะได้ยินเสียงมารดาเอ่ยเรียกเลยต้องเงยหน้านิ่งๆขึ้นมอง “ครับ?”

“เมื่อไหร่หนูดงแฮจะกลับมา”

“...”

คิบอมเงียบไป ในขณะที่คิมแทยางผู้เป็นบิดานั้นตวัดสายตามองภรรยาบ้าง หล่อนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าคิดถึงดงแฮ

“ไปทำอะไรให้เค้างอนเข้าล่ะ รีบๆไปง้อสิ อย่าปล่อยให้มันยืดเยื้อ”

“ครับ”

ตอบเสียงอู้อี้ในลำคอแบบนี้มองดูก็รู้ว่ายังไม่แน่ใจในสิ่งที่พูดนัก คิบอมก้มหน้าก้มตาทานข้าวแล้วก็รีบขับรถออกไป เครื่องแบบนักเรียนแม้จะยังประหลาดอยู่แต่มันก็พอจะมองให้ชินได้ ซึ่งพอลูกพ้นตาไป ท่านประธานใหญ่ก็เปิดฉากสนทนาขึ้นมาบ้าง

“ท่าทางคุณจะชอบดงแฮนะ”

คุณนายคิมได้ยินก็ยืดอกรับ “ค่ะ หนูดงแฮน่ารักจะตาย ถึงเป็นผู้ชายฉันก็ไม่สนหรอก”

“แต่จะเอาอะไรกับเด็กๆล่ะ ถ้าอยากจะเลิกเราก็ห้ามไม่ได้หรอก”

อีกคนมองในมุมนี้ แต่ฝ่ายภรรยากลับมองในมุมที่ลึกกว่านั้น “มักเน่จริงจังกับหนูดงแฮกว่าที่คุณคิด แล้วฉันก็มั่นใจว่าหนูดงแฮเองก็รักมักเน่มาก ฉันถึงไม่อยากให้ต้องโกรธต้องเคืองกัน ถ้าพอปรับความเข้าใจได้บ้างก็ควรจะทำ”

“แล้วคุณรู้เหรอว่าสองคนนั้นทะเลาะอะไรกัน”

“ไม่รู้หรอกค่ะ แต่คิดว่าคงเล็กกว่าที่ฉันเคยโกรธคุณอยู่หรอก”

โดนเสยเข้ามาเต็มหน้า ส่งผลให้ร่างหนาได้แต่นิ่งเงียบและปล่อยให้ภรรยาในกฎหมายลุกออกจากโต๊ะอาหารไปโดยไม่ทักท้วง เมื่อไม่มีดงแฮอยู่ หล่อนก็ไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านหรือว่าทำขนมเพื่อรอเด็กๆกลับมาทาน คิบอมไม่ชอบขนมหวานก็รู้อยู่ ที่เขายอมทานก็เพราะมีดงแฮนั่งทานด้วยเท่านั้น

แต่หายไปได้เพียงครู่ก็วกกลับมาใหม่ ซ้ำยังกดเสียงใส่สามีกึ่งจะออกคำสั่ง

“หาเบอร์โทรศัพท์บ้านท่านทูตลีซึงเฮให้ฉันหน่อย ..ขอด่วนๆนะคะ”

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

 

คิบอมมาถึงที่โรงเรียนก็มุ่งหน้าไปยังห้องเรียนในทันที แต่เพราะยังไม่เจอหน้าคนที่อยากเจอเลยวกกลับไปที่ห้องข้างๆเผื่อว่าเจ้าน้องชายตัวแสบจะมาแล้ว เขายังมีเรื่องให้ต้องรีบจัดการ อย่างน้อยก็ต้องให้ฮันยองซันได้รู้สำนึกเสียบ้าง ไม่ใช่ยังมีหน้ามาเดินไปเดินมาโดยไม่สำนึก ต่อให้ช่วงนี้ยังถูกพักการเรียน แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะรามือ ในเมื่ออีกฝ่ายกัดไม่ปล่อย เขาก็ยิ่งต้องตอกกลับให้เจ็บแสบ

“แล้วดงแฮล่ะ ว่าไงบ้าง” ซังบอมเอ่ยถามเสียงอ่อย

“ยังไม่ได้คุยเลย”

“เค้าไม่ยอมคุยเหรอ” พอจะเดาได้ว่าสถานการณ์คงจะเป็นเช่นไรบ้าง

ซึ่งพี่ชายก็พยักหน้า “คงต้องรออีกสองสามวันให้ใจเย็นก่อน ตอนนี้เข้าไปหาก็โดนไล่สถานเดียว”

“ฉันขอโทษนะที่ทำแบบนั้น แต่ฉัน..”

“ช่างมันเถอะ พูดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แกเตรียมจัดการเรื่องของฮันยองซันเถอะ”

“แกเคลียร์กับดงแฮได้แน่นะ”

“เออน่า ..” คิบอมตัดบทแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องเสียใหม่ “แล้วที่ให้แกไปสืบเรื่องที่บ้านของฮันยองซันล่ะ ได้อะไรมาบ้าง”

“อ้อ..” นึกออกแล้วก็หยิบเอาโทรศัพท์มือถือมากดแล้วส่งให้พี่ชายดู “นี่เป็นรูปบ้านมัน พ่อมันชื่อฮันคารัม ส่วนแม่มันเป็นญาติห่างๆของมยองแจอุค”

“มิน่าถึงได้คอยส่งข่าว สันดานเหมือนกันเชียว” ไม่แปลกใจเลยกับสิ่งที่ได้ยิน “แล้วไงต่อ”

“เหมือนว่าที่บ้านจะสปอยส์นะ ลูกอยากทำอะไรก็ปล่อย รู้ทั้งรู้ว่าแย่แต่ก็ยังเฉย ปล่อยให้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านแล้วตัวเองก็คอยปิดข่าว แก้ตัวให้ลูก”

“เหอะ พ่อแม่แน่เหรอวะ ..นั่งด้วยกันนี่สงสัยเขาคงเกี่ยวกันมันส์เลย”

“ถ้าจะแฉเรื่องแย่ๆที่มันเคยทำน่ะเห็นทีจะยาก เพราะพ่อแม่คงปิดหูปิดตาเชื่อว่าลูกกูถูก ลูกกูดี แบบนี้ต่อให้หลักฐานล้านแปดก็คงไม่ส่งผลอะไร”

“ลูกจะอยู่ในสังคมไม่ได้ก็เพราะพ่อแม่รังแกนี่แหละวะ” คิบอมเบะปากอย่างสมเพช “แปลกนะ เป็นคนที่มีคนเกลียดมากกว่าคนชอบหลายเท่าแต่ก็ยังหน้าชื่นตาบานทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ได้”

“ฉันว่าเขาอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่ะ คิดว่าคนอื่นๆอิจฉา ไม่ได้สำเหนียกตัวเองว่าส่วนมากเค้าเกลียดเพราะอะไร”

“แต่บังเอิญว่าฉันไม่ได้เกลียด” ทิ้งช่วงเล็กน้อยแล้วเน้นอีกคำให้ชัดๆ “แต่ฉันรังเกียจมัน”

“มาได้ยินนี่คงกรีดร้องแน่” ซังบอมหัวเราะใหญ่ “แต่ท่าทางงานนี้คงหนักอยู่นะไอ้พี่ชั่ว อย่างไอ้แจอุคมันยังกลัวพ่อมัน แต่ยองซันนี่ท่าทางจะอย่างหนาตราช้างว่ะ”

“มันก็ทำได้แค่อาศัยจมูกคนอื่นหายใจ ยืมมือคนอื่นทำโน่นทำนี่ แล้วก็ทะนงตัวว่ากูเก่ง ..ถ้าลองไม่มีคนเหล่านั้น มันก็ไม่ได้ต่างจากคนพิการหรอก”

“มันก็จริงว่ะ”

“แล้วทำไมไม่ตัดแขนตัดขาของมันซะล่ะ”

ความคิดร้ายๆผุดขึ้นมาในหัว การตัดแขนตัดขายองซันไม่ใช่เรื่องยาก ปกติพวกที่อยู่ข้างมันก็เพราะอิทธิพลทางบ้านทำให้เป็นแบบนั้น ถ้าทำให้คนพวกนั้นแปรพรรคเสียล่ะ มันจะเกิดอะไรขึ้น

คิบอมกระตุกยิ้มอีกครั้งเมื่อคิดแผนการที่แยบยลออก “อยากจะรู้นัก ว่าคนที่ไม่มีใครคบ ไม่มีใครสนใจ พูดกับใครไม่ได้แม้สักคน มันจะยังอยากเดินชูคอที่นี่อยู่หรือเปล่า”

 

 

 

การสั่งการถูกเผยแพร่ไปยังเพื่อนร่วมก๊วนอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องออกแรงมาก อาจโชคดีที่ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของฮันยองซันกับมยองแจอุคจากนักสืบที่เจ้าตัวเคยว่าจ้าง และก็ยังมีภาพถ่ายที่คนของซังบอมตลบหลังอีกชั้นหนึ่งมาสมทบ หลักฐานหลายๆอย่างจึงมัดตัวอย่างหนาแน่น

จนกระทั่งมีกระทู้เกิดขึ้นในเว็บบอร์ดของโรงเรียนไมอารอยัล และเอ่ยถึงความไม่ชอบมาพากลของเหตุการณ์ที่สร้างความวุ่นวายและนำพาความเสื่อมเสียมาสู่โรงเรียน และแน่นอนว่าโลกออนไลน์ที่มีพวกที่ทำตัวเป็น นักเลงคีย์บอร์ด นั้นย่อมชอบนักที่จะได้โจมตีคนที่ตัวเองเกลียด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะจริงเท็จเพียงใด ขอแค่ได้กดกระแทกแป้นพิมพ์ซ้ำเติมลงไปก็ไม่คิดถึงผลที่ตามมา

ก็แค่อาศัยการเป่าหูเล็กๆน้อยๆ คนที่มีอคติอยู่แล้วก็ย่อมเลือกที่จะเชื่อมากกว่าไตร่ตรอง และบางส่วนก็ไม่ชอบใจในนิสัยของฮันยองซันเป็นทุนเดิม การดำเนินการก็เลยง่ายขึ้น

แม้จะไม่มีเงาของคนตัวเล็กอยู่ในห้องเรียนแต่คิบอมก็ยังนิ่งอยู่ เขาแอบเปิดโทรศัพท์เช็คความ ฮ็อท ของแต่ละกระทู้ในเว็บบอร์ดของไมอาเป็นระยะ ไหนจะฝั่งวินเซอร์รูฟเองที่เริ่มจะมีคนลามมาตั้ง เรื่องราวที่เน่าเฟะเริ่มถูกขุดคุ้ย ไม่รู้เรื่องไหนจริง เรื่องไหนถูกกุขึ้นมา เพราะเขาเชื่อว่าคนกว่า 50 เปอร์เซ็น ล้วนได้ยิน ได้ฟัง มา มากกว่าที่จะประสบพบเจอกับตัวเอง

จากเหตุการณ์ของดงแฮมันทำให้เขารู้แล้วว่า คนเราถ้าขึ้นชื่อว่า ไม่ชอบ แล้ว ก็ย่อมพร้อมที่จะบิดเบือนความจริง หรือสร้างเรื่องใหม่เพื่อใส่ร้ายฝ่ายตรงข้ามได้ทุกเมื่อ เว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นจะยังมีจิตสำนึกที่ดีอยู่ แต่เวลานี้เขาไม่จำเป็นต้องมีสิ่งนั้น ในเมื่อคนเราเคยทำอะไรไว้ ผลกรรมก็สามารถแปลงร่างเป็นบูมเมอแรงวกกลับไปหาเจ้าตัวได้เช่นกัน

“หึ ..ฉันจะสอนแกว่าการกระทำทุกอย่างย่อมมีจุดบอด ต่อให้คิดว่าตัวเองแนบเนียนแค่ไหน ก็ไม่มีทางหรอกที่จะปกปิดความลับได้ตลอดชีวิต”

กดพิมพ์ตอบกระทู้ลงไปโดยไม่เปิดเผยตัว แค่ทริกง่ายๆที่จะสามารถซ่อน IP ของตัวเอง คนที่มีวิศวกรคอมพิวเตอร์ระดับเทพอยู่ในเครืออย่างคุณชายคิมมีหรือที่จะทำไม่เป็น ไฟล์รูปของคนที่เคยร่วมมือกับฮันยองซันที่หามาได้ถูกอัพโหลดลงไป แต่ก็ยังดีที่อุตส่าห์เบลอหน้าเอาไว้ไม่ให้มันชัดเจนมาก แต่คาดว่าเจ้าตัวคงจะรู้ว่าไหนคือตนเอง

ทิ้งระเบิดเสร็จแล้วก็กลับมานั่งเรียนตามเดิม  แม้โต๊ะทางซ้ายมือจะว่างไปทั้งสองตัวแต่ก็ยังไม่หนักหนาเท่าไหร่ คิดว่าพักเที่ยงแล้วจะรีบไปกวนใจคนตัวเล็กที่บ้าน ให้ห่างกันนานๆเขาเองก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน

จะโกรธอะไรนักหนาวะแป๋ว ..รู้มั๊ยว่าฉันอยากกอดเมีย!!

 

 

 

 

รอจนกระทั่งพักเที่ยงแล้วจึงบึ่งไปที่บ้านหลังเล็กสีขาวที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนมากนัก คิบอมจอดรดที่ด้านหน้าและหยิบกุญแจบ้านที่ตนมีออกมา ตั้งใจจะไขเข้าไปเอง แต่ทุกอย่างก็หยุดนิ่งเมื่อเสียงของแม่บ้านดังมาจากด้านหลัง

“คุณหนูไม่อยู่หรอกค่ะ”

คิบอมหันขวับไปมองตามเสียง เห็นหญิงที่คุ้นหน้าถือตะกร้าผ้าอยู่ จำได้ว่ามันคือเสื้อยืดของเจ้าตัวเล็กที่อยู่ข้างในนั้น ร่างสูงหยุดคิดตามเพื่อจะเดาว่าเจ้าแป๋วไปที่ไหน ซึ่งไม่ต้องรอให้นานหล่อนก็เฉลยให้เสียก่อน

“บินไปบูดาเปสท์เมื่อเช้าแล้ว”

“อะไรนะฮะ!!

“คุณหนูดงแฮบินไปบูดาเปสท์แล้วน่ะค่ะ เห็นว่าจะไปหาคุณพ่อคุณแม่”

ยิ้มจางๆส่งไปพลางเปิดประตูรั้วและเดินเข้าไปด้านใน คิบอมละสายตาจากหล่อนเพราะตัวแต่มึนงงกับสิ่งที่ได้ยิน เพียงชั่วข้ามคืนที่ปล่อยให้ห่างอกไปก็กลายเป็นว่าหนีหายไปต่างประเทศแล้วอย่างนั้นเหรอ

มึนและงง ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำเช่นไรต่อแต่ปลายนิ้วก็กดโทรออกไปแล้ว “มึงเช็คไฟลท์ไปบูดาเปสท์ให้กูหน่อย”

[บูดาเปสท์?]

“เออ มึงอย่าถามมาก เช็คให้หน่อยว่าดงแฮไปไฟลท์ไหน”

[อ้าว ซ้อกูหายเหรอ?]

“เชี่ยนี่ กูบอกว่าอย่าถามมาก รีบๆเช็คมาเลย!!

กดวางสายแล้วก็กระโดดขึ้นรถยนต์คันหรูเพื่อที่จะรีบบึ่งไปถึงสนามบินให้ไวที่สุด อย่างน้อยก็หวังว่าจะยังไม่ถึงเวลาขึ้นเครื่องและยังพอจะเจอหน้ากันได้บ้าง

ได้โปรดเถอะดงแฮ!!!

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

บึ่งมาถึงสนามบินอินชอนแล้วก็หาที่จอดรถง่ายๆบริเวณด้านหน้าเลย คิบอมสลัดเสื้อคลุมออกและเหลือไว้แค่เพียงเสื้อเชิ้ตกับเนคไทที่หลุดลุ่ย มือก็ถือโทรศัพท์กดหากเพื่อนที่ตนสั่งให้ช่วยเช็ครายชื่อของดงแฮให้ แต่ก็ยังไม่วายวิ่งไปดูตารางการบินเพื่อจะจะหาไฟลท์ที่ใกล้เคียงเวลานี้ที่สุดเพื่อจะวิ่งไปยังช่องเช็คอินเหล่านั้น

หัวใจเต้นในจังหวะแปลกๆ เขาไม่มั่นใจเลยจริงๆว่าจะได้เจอหน้าหวานๆของคนรัก ที่แม่บ้านบอกว่าบินเมื่อเช้าก็ไม่รู้ว่ากี่โมง ร่างเล็กอาจจะเดินทางมาที่สนามบินก่อนแล้วขึ้นเครื่องบ่ายๆก็ได้ และหากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่ายังจะมีความหวังอยู่ คุณชายคิมกดโทรหาเบอร์ฉุกเฉินเบอร์ที่สองซ้ำๆ แต่ก็ได้ยินแต่เสียงฝากข้อความ ฟังแล้วก็ยิ่งใจหายและกังวลใจ ดงแฮปิดเครื่องแบบนี้เขากลัวเหลือเกินว่าตอนนี้มันจะช้าไปแล้ว

เบอร์โทรศัพท์ที่ขึ้นชื่อ จีซอง บ่งบอกว่าคงจะได้เรื่องได้ราวแล้ว เพื่อนคนนี้ค่อนข้างมีเส้นสายในสนามบิน แค่เช็ครายชื่อคนบินเข้าบินออกและเลขที่นั่งเขาก็สามารถทำได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นสายการบินใดสายการบินหนึ่งเท่านั้น

“ว่าไงวะ” รีบถามด้วยความร้อนใจ

แต่ความฝันก็ดับสลายในวินาทีถัดมา [ดงแฮบินไปตั้งแต่ 9 โมงแล้วว่ะ]

“สายการบินไหน”

[แอร์ฟรานซ์ แต่ต้องไปต่อเครื่องที่ปารีส]

“กลับวันไหน”

[ก็ยาวจนหมดอายุตั๋ว ..เหมือนจะว่าเจ้าตัวจะยังไม่กำหนดวันกลับนะ]

“เชี่ยเอ๊ย!!” คิบอมสบถอย่างหัวเสีย “อีกสองอาทิตย์ก็สอบแล้วนี่นะ”

[กูว่า ..มึงตามไปง้อเหอะว่ะ ไม่รู้สิ จะว่ากูเสือกก็ได้นะ ..แต่ดูแล้วเหมือนไม่คิดจะกลับมาสอบเลย ไม่งั้นควรจะกำหนดวันกลับไว้ใกล้ๆนี้]

“แม่งเอ๊ย เอาไงดีวะกู”

[ที่แน่ๆคือมึงควรไปทำวีซ่า อายุมึงยังไม่ 18 ดีด้วยนี่ ..รับรองว่ามึงได้บ้าอีกหลายวัน]

“ตายห่าแล้ว”

[ดงแฮน่ะกูคิดว่าเค้าน่าจะมีวีซ่าอยู่แล้ว แล้วอีกอย่างพ่อเค้าเป็นทูตอยู่ที่นั่น ยังไงก็ไม่มีปัญหา แต่มึงนั่นแหละที่บินตามใจชอบแบบเค้าไม่ได้]

ปวดประสาทกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่จะให้ตัดสินใจจองไฟลท์บินเลยก็ไม่ใช่เรื่อง ยังไงก็ต้องไปจัดการเรื่องวีซ่าก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งพ่อและแม่ก็ต้องรับรู้ ดีไม่ดียังต้องไปทำเรื่องที่โรงเรียนอีกด้วย

บ้าบอชิบ!!

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

คิบอมรีบบึ่งกลับไปบ้านเป็นอันดับแรกเพื่อเจรจากับบิดาและมารดา แต่เพราะคิมแทยางติดประชุม ส่วนฮันแชยอนก็ไปช็อปปิ้งกับคุณหญิงคุณนายด้วยเลยต้องจัดการเตรียมเอกสารอย่างอื่นที่เป็นส่วนของตนเอาไว้แล้วสับรางไปวุ่นวายกับเรื่องของฮันยองซัน รอจนกระทั่งมารดากลับมาก็รีบเดินหน้านิ่งเข้าไปหา

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของลูกชายทำให้ผู้เป็นแม่นึกสงสัยตั้งแต่ในวินาทีแรก คิบอมไม่ใช่เด็กที่ติดแม่ และก็ใช่ว่าจะวิ่งมาหาหล่อนแบบนี้บ่อยๆ ดูจากท่าทางแล้วคงจะมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจให้ผู้ใหญ่ช่วยแน่

“วันนี้ดื้อไม่ยอมเข้าเรียนเหรอ”

“ออมม่า..”

“มีอะไรล่ะเรา”

“แป๋ว.. แป๋วบินไปบูดาเปสท์เมื่อเช้าแล้วฮะ”

“อะไรกัน” คุณนายคิมเองยังตกใจ เมื่อเช้าหล่อนให้สามีช่วยหาเบอร์โทรศัพท์ให้แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้เรื่องจึงยังไม่ได้โทรศัพท์หามารดาของดงแฮ พอได้ยินเช่นนี้ก็แทบจะคิดอะไรไม่ออก

“ผม..”

“เรื่องนี้ต้องคุยกับพ่อเราแล้วล่ะ” สีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้ลูกชายเลยคราวนี้ “มันต้องใช้เอกสารหลายอย่าง แล้วคิดว่าน่าจะอยู่ในห้องทำงานของท่านประธานเค้า ..แต่เดี๋ยวแม่จะลองคุยให้”

“...”

“แล้วบอกแม่ได้หรือยังว่าทะเลาะอะไรกัน มันหนักหนาขนาดที่หนูดงแฮต้องหนีไปเลยเหรอ”

ในเมื่อไม่มีทางอื่นให้เลือกก็จำต้องสารภาพไปตามความจริง ซึ่งมันก็ทำให้ฮันแชยอนถึงกับกุมขมับ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าเหตุใดเด็กหนุ่มตัวเล็กๆจึงได้ตัดสินใจแบบนั้น หล่อนถอนหายใจเบาๆ ไม่อยากจะเอ่ยตำหนิลูกชายเพราะคิบอมก็ไม่ได้ทำผิดเสียทีเดียว แต่จะกล่าวว่าเขาทำถูกมันก็ยังมิใช่ทั้งหมด

มันก็แค่ความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น

“แล้วถ้าลูกเจอกับหนูดงแฮแล้ว จะบอก จะอธิบายกับเค้าว่ายังไงล่ะ”

“ผม..”

ร่างโปร่งอึกอัก อันที่จริงแล้วเขายังคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไร ไม่รู้ว่าดงแฮคิดอะไรและควรจี้ที่ตรงจุดไหน สาเหตุที่โกรธก็ไม่แน่ชัดว่าที่ถูกมองว่าตนผิดมันคือส่วนใด หลายอย่างที่ประกอบกันมันไม่ใช่แค่เศษกระเบื้องเพียงชิ้นหรือสองชิ้น แต่มันดูจะกว้างมากจนเขาเองก็ไม่อาจจะเข้าใจมันได้ทั้งหมด

“รู้หรือยังว่าดงแฮโกรธเราเรื่องอะไร” ผู้เป็นมารดาจำเป็นต้องถามย้ำ

“รู้ครับ”

“แล้วรู้หรือยังว่าดงแฮโกรธเราเพราะอะไร”

“น่าจะเพราะว่าผมไม่ได้บอก”

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง” หล่อนส่ายหน้า คิบอมทำตัวเหมือนโตแล้วแต่ความคิดความอ่านก็ยังไม่โตหรือทะลุปรุโปร่งเสียทีเดียว “ความไว้ใจน่ะคิบอม ..ถ้าสมมติว่าเราไว้ใจใครสักคนมากๆ แล้วเค้าทำให้ความศรัทธาตรงนั้นพังทลายลง คนบางคนก็ไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ ณ ตรงจุดเดิมได้นะ”

“...”

“ความไว้ใจ เชื่อใจ และศรัทธา สิ่งเหล่านี้มันอาจจะไม่ได้ร่วงลงมาจากฟ้าหรือว่างอกขึ้นมาจากดิน แต่ต้องใช้ระยะเวลาสร้างด้วยตัวของเราเอง เพราะถ้าเราพลาดไปแล้วหนึ่งครั้ง บางทีมันอาจจะไม่มีคำว่าครั้งที่สองเกิดขึ้นอีกก็ได้”

ได้ฟังคำที่มารดาพูดก็ใจคอไม่ค่อยดี คนที่เคยมุทะลุดุดัน ใช้ชีวิตเติบใหญ่ขึ้นมาด้วยตัวเอง คิดเองทำเองและลองผิดลองถูกมาด้วยตัวเอง มันก็บ่อยที่เขาจะพลาด แต่นั่นเขาพลาดกับคนที่ไม่นับว่าคือคนสำคัญในชีวิต ไม่เคยแคร์ ไม่เคยสนใจว่าใครจะมองจะคิดอย่างไร แต่เมื่อมาเป็นกับคนที่ห่วงใยก็กลับเดินหมากตัวต่อไปแทบจะไม่ถูก

และก็เหมือนว่าฮันแชยอนจะอ่านเกมนี้ออก “ลูกรู้ตัวมั๊ยว่าเพราะลูกโตมาด้วยตัวเองมันเลยทำให้ลูกคิดอ่านไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ลูกมองในมุมของตัวเองมากเกินไป และเลือกที่จะพยายามเข้าใจเฉพาะคนที่ลูกมองเห็นความสำคัญ แต่คิบอม หลายอย่างที่ลูกมองข้ามไปน่ะมันคือปัจจัยและองค์ประกอบของสิ่งที่ลูกมองเห็นนะ”

“...”

“อย่าโตแต่ตัว อย่าโตแต่ความคิดเพียงซีกเดียว ดึงความเป็นผู้ใหญ่ เหตุผล และมองโลกให้กว้างขึ้น”

“ออมม่า..”

“โลกไม่ได้มีเราเป็นศูนย์กลาง และไม่ได้มีแค่เรากับเพื่อนที่เราสนิท รวมทั้งแต่ละคนก็มีพื้นฐานการเลี้ยงดูต่างกัน จะให้เค้ามีความคิดที่เหมือนกับเราทั้งหมด หรือมองสิ่งที่เราเห็นว่าถูกว่าเหมาะตามเราก็ไม่ได้ ทุกคนมีมันสมองเป็นของตัวเอง และเค้าก็อาจจะมีเหตุผลล้านแปดที่เราเองก็ไม่เข้าใจ”

สะกิดใจเล็กๆในเรื่องของฮันยองซันที่เพิ่งจะ จัดหนัก ไป แม้ว่าจะไม่ได้ติดตามผลงานมาแล้วสองสามชั่วโมงแต่ก็พอจะเดาได้ว่าอีกไม่นานนักคนคนนั้นอาจจะไม่มีที่ในสังคมของ 'ไมอา-วินเซอร์รูฟ' ให้ยืนอยู่ ว่าไปแล้วเขาก็อาจจะมีเหตุผลแต่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่าและสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นๆมากเกินไปหน่อย เมื่อคิดแบบนี้แล้วก็เลิกใจอ่อนและยึดมั่นใจปณิธานเดิม ว่าอย่างไรฮันยองซันก็ไม่ควรได้รับการอภัยในสิ่งที่มันก่อ

คิบอมเอนตัวลงไปกอดเอวมารดาเอาไว้หลวมๆ ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนที่จะออดอ้อนออเซาะอย่างดงแฮ แต่วันนี้ความอ่อนล้าของหัวใจมันทำให้อยากจะได้ใครสักคนมาให้ได้พักพิง และก็เหมือนว่าปรัชญาที่เคยได้ยินมานั้นมันจะเป็นพื้นฐานความเป็นจริงของโลกที่ไม่อาจปฏิเสธได้

พ่อแม่มักเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดในยามที่ลูกประสบปัญหา

“ผมไม่รู้ว่าผมจะพูดยังไงกับเจ้าแป๋วดี”

เป็นคำสารภาพที่ฟังดูแล้วตลก แน่นอนว่ามันทำให้คนฟังเกือบจะหลุดขำออกมา แต่ก็ยังดีที่ฮันแชยอนยังยั้งเสียงหัวเราะของตนไว้ได้

“แล้วตอนจีบน่ะจีบเค้ายังไงล่ะ”

คิบอมนิ่งไปสักครู่แล้วก็เอ่ยตามที่คิด “ผมว่าผมไม่ได้จีบไอ้แป๋วเลยนะ”

“ไหงงั้นล่ะ”

“ก็ไม่ได้จีบจริงๆ ออมม่าคิดว่าอย่างผมจะจีบใครเป็นหรือไงฮะ”

“ไม่รู้สิ แม่ก็ไม่เคยเห็นตอนที่เรายังไม่ได้คบกับหนูดงแฮ กลับมาถึง มักเน่ของแม่ก็จูงมาแนะนำแล้วว่านี่เป็นสะใภ้เล็ก” กล่าวแซวติดตลกไป ซึ่งมันก็ทำให้คิบอมนึกอายได้ไม่น้อย

“ผมไม่อยากโกหก ลูกผู้ชายทำอะไรก็ต้องกล้ารับ”

“ทำอะไร?”

น้ำเสียงที่ย้อนกลับมาทำให้คิบอมต้องรีบอธิบายต่อ “ผมหมายความว่าตอนนั้นเราไม่ใช่เพื่อนกันแล้ว ถ้าบอกออมม่าว่าเป็นเพื่อนผมก็กลัวเจ้าแป๋วจะเสียใจ ยังไงสักวันออมม่าก็ต้องรู้อยู่ดี”

“แม่จะสอนอะไรเราสักอย่างนะคิบอม”

“ครับ?”

“ตอนนี้ลูกอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ทำอะไรก็ใช้อารมณ์ตอนนั้นและความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ แต่ถ้าลูกคิดจะดูแลใครสักคนน่ะ ลูกจำเป็นจะต้องโตขึ้นและคิดให้มากกว่านี้ ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำตามใจเรา เพราะการกระทำของเรามันจะส่งผลต่ออีกคนหนึ่งด้วย”

“เป็นผู้ใหญ่นี่มันยุ่งยากจังนะฮะ”

“ยุ่งยากแต่เราก็ไม่มีทางเลี่ยงและเลือกที่จะเป็นเด็กต่อไปไม่ได้หรอก แล้วนี่แม่ถามจริงๆว่าลูกน่ะจริงจังกับหนูดงแฮแค่ไหน”

“...”

“ไม่ต้องอายหรอก” ราวกับอ่านใจลูกชายได้ว่ากระดากใจที่จะตอบ “แม่ถามไม่ได้จะจับผิด แม่แค่คิดจะช่วยหาทางออกให้”

“ก็.. มาก ..ครับ” ตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก ต่อให้กับคนอื่นสามารถพูดเต็มปากเต็มคำได้แต่พอมาเอ่ยกับมารดาของตนมันก็ไม่ค่อยจะกล้า

“นอกจากหนูดงแฮแล้ว เราชอบใครอีกหรือเปล่า”

รีบส่ายหน้าเป็นพัลวันทั้งที่ยังซุกอยู่ที่กายแม่ “ผมไม่ได้สนใจใครเลย”

“นั่นสินะ ชอบเค้ามาตั้งแต่เด็กๆแล้วนี่” เอ่ยล้อคลอไปกับเสียงหัวเราะคิกคัก ชอบจริงๆเวลาที่แกล้งให้ลูกชายที่แสนห่ามหน้าแดงได้ “เราน่ะมีแววจะเจ้าชู้เหมือนพ่อ เวลามองหนูดงแฮแต่ละทีสายตาถอดกันมาไม่มีผิด”

“ไม่เหมือนสักหน่อยนะออมม่า” คิบอมรีบเถียง ไม่ชอบใจเลยที่ถูกนำไปเปรียบกับบิดา “ไม่เหมือนกันหรอก”

“แม่เป็นคนมอง ทำไมจะไม่รู้ สายตาของเรามันบ่งบอกชัดจะตายว่าคิดอะไรกับเค้า คนอื่นอาจจะไม่เห็นว่ามีอะไร แต่แม่น่ะรู้จักทั้งเราทั้งพ่อเรา ทำไมจะมองไม่ออก”

“...”

“ที่แม่ถามว่าเราทำอะไรเค้าหรือยังน่ะ เพราะสายตาของเรามันแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเค้า แม่รู้ว่าต่อให้ห้ามไม่ให้เกินเลยกันแต่เด็กดื้ออย่างเราก็คงไม่ฟัง แล้วมันก็คงจะช้าไปแล้วมั๊งที่จะพูดคำนั้น”

“ออมม่า~

“แม่ไม่ว่าเพราะว่าหนูดงแฮไม่ท้อง แต่ก็อย่าลืมว่าเค้าก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่ ทำอะไรก็อยากจะให้เข้าตามตรอกออกตามประตู ถึงพ่อหนูดงแฮเค้าจะหวงๆลูกอยู่ แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะใจร้ายขนาดคว้าปืนลูกซองออกมาตะเพิดก่อนจะถามอะไรหรอก”

“ท่านทูตหวงเจ้าแป๋วขนาดนั้นเลยเหรอฮะ”

“ลูกชายทั้งคน ..แม่ถึงบอกไงว่าเราจะต้องโต ถ้าไม่อยากให้โดนขัดโดนขวางก็ควรจะทำตัวให้มันดูมีอนาคต พ่อแม่เขาจะได้วางใจให้ดูแลลูกเขาได้”

คิบอมไม่ได้ตอบอะไรและฟังมารดาพร่ำสอนไปเรื่อยๆ มาย้อนมองตัวเองแล้วก็อดจะคิดย้อนไม่ได้ว่าเวลานี้ตนอายุเกือบจะครบ 18 แล้ว อีกสองปีก็บรรลุนิติภาวะ แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ปีหน้าเขาก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้จะไม่เป็นปัญหาเรื่องการสอบ แต่ก็ควรจะเลือกที่ที่มันดูดีไม่ใช่เลือกตามความชอบเป็นที่ตั้ง และบางทีเขาก็อาจจะจำเป็นต้องบังคับขู่เข็นให้เจ้าตัวเล็กนั่นเรียนที่เดียวกับตัวเอง จะได้ไม่ต้องห่างหูห่างตา

เกิดมีใครมาจีบจะว่ายังไง ยิ่งน่ารักๆอยู่ -*-

อีกไม่นานจะสิ้นสุดแล้วสินะ สำหรับ ชีวิตวัยเด็ก ที่ไม่ต้องคิดอะไรให้มากมาย การเป็นผู้ใหญ่มันคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรจะทำคือการทำอะไรให้มันออกมาดี วางพื้นฐานของอนาคตเอาไว้ ไม่ใช่เอ้อระเหยทำตามใจไปวันๆ เพราะอย่างน้อยเขาก็มีภาระอีกหนึ่งชีวิตที่คิดอยากจะดูแล

“ลองไปคิดๆดูว่าหนูดงแฮเค้าต้องการฟังอะไรจากเรา แม่คิดว่าเราน่าจะเข้าใจเค้ามากกว่าแม่นะ”

เมื่อวกกลับมาเรื่องเดิม ร่างหนาก็พยักหน้าตอบรับ “ครับ”

“คนบางคน ไม่ได้ต้องการเหตุผล แต่แค่อยากให้อีกคนยอมรับ แต่คนบางคนอยากจะฟังเหตุผลว่าทำไม ทั้งๆที่ก็รู้ว่ามันไม่ได้จำเป็น ..คนเรามันไม่เหมือนกัน”

“แล้วตอนที่ออมม่าหนีไปสวิตเซอร์แลนด์ ออมม่าคิดอะไรอยู่”

มันเป็นคำถามที่เขาสงสัยมานานแต่ไม่กล้าถาม มาถึงวินาทีนี้จู่ๆก็นึกอยากจะรู้ขึ้นมา ซึ่งนั่นมันอาจเพราะอยู่ในอารมณ์ที่กำลังปรึกษา จึงคิดว่าคงไม่ประหลาดนักหากจะเอ่ยถามหล่อนในเรื่องนี้

เริ่มแรกที่ตัดสินใจหนีไป ฮันแชยอนไปพักอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์หลายเดือนแล้วจึงค่อยเดินทางต่อไปอีกหลายที่ จวบจนสภาพจิตใจดีขึ้นจึงได้ตัดสินใจจับธุรกิจที่แวนคูเวอร์อย่างจริงจังมาจนกระทั่งทุกวันนี้

“แม่ก็ไม่ได้อยากจะไปนะ ..แต่แม่ทนอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ได้” ถือเป็นคำสารภาพครั้งแรกจากปากของหล่อนที่เอ่ยต่อลูกชายคนเล็กที่น่าสงสาร

“แม่ขอโทษนะคิบอม แม่ไม่ได้อยากจะใจร้ายทิ้งลูกไป แต่สภาพจิตใจของแม่ตอนนั้นมันยับเยินไม่มีชิ้นดี ถ้าแม่อยู่แม่ก็อาจจะเป็นนางยักษ์ใจร้ายใส่อารมณ์กับลูกที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ตอนนั้นแม่รู้สึกว่า แค่เห็นหน้า แค่ใช้อากาศหายใจร่วมกัน แม่ก็รังเกียจจนทนไม่ได้ ..มันเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างทรมาน”

“...”

“แม่ทนอยู่นาน จนมันถึงจุดที่ทนต่อไปไม่ไหว ..ไม่รู้สิ พ่อเราเค้าอาจจะคิดว่าแม่จะรับได้มั๊งกับการที่เขาจะมีบ้านเล็กบ้านน้อย แต่บังเอิญว่ามันไม่ใช่”

“ออมม่าอย่าคิดมากเลยครับ”

แม้ที่ผ่านมา ตนจะต้องจมอยู่กับคำถามและความไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่คิดอะไรอยู่ ซ้ำยังเฝ้ารอการกลับมาของมารดาแบบลมๆแล้งๆมาหลายปี แต่เมื่อได้ฟังสิ่งที่อยู่ในใจของหล่อนมันก็พอจะให้ความกระจ่างได้

คนเราถ้า ไม่ชอบ มันก็ยังพออยู่ร่วมกันได้ แต่สำหรับคนที่ รังเกียจ ทำอย่างไรก็ยากที่จะปรองดอง

คิบอมยืดตัวกลับขึ้นมาและส่งยิ้มให้กับผู้ให้กำเนิด เหมือนเขาจะได้ข้อคิดหลายๆอย่างจากการพูดคุยกันเพียงไม่นานนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ได้รู้ว่าตอนมีไหวพริบที่จะใช้ชีวิตในสังคมใหญ่และเรียนรู้การเอาตัวรอดได้ แต่ที่ยังขาดไปกลับเป็นเรื่องง่ายๆที่น่าขบขัน และปัจจุบันก็ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องง้อเมียด้วยวิธีไหน

น่าอายจริงๆเลยไอ้คิบอมเอ๊ย!!

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

การหายตัวไปของคิบอมในช่วงบ่ายสร้างความมึนงงให้เพื่อนๆไปไม่น้อย แต่ท่าทางอาจารย์เองจะระอาแล้วกับเหตุการณ์เช่นนี้จึงไม่คิดจะสอบถามอะไรเพิ่มเติม คยูฮยอนกับซองมินที่ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่เรื่องศึกย่อยๆในบ้านของดงแฮเมื่อวานนั้นเข้าใจว่าคิบอมคงจะตามไปง้อร่างเล็ก ไม่ก็คงจะปรับความเข้าใจกัน หรือดงแฮอาจจะขาดเรียนด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างแล้วเจ้าตัวร้ายจึงได้ไปดูแล

แต่คงจะมีแค่เพียงซีวอนที่รู้สึกผิดและกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนแทบจะเรียนไม่รู้เรื่อง เขาอยากจะโทรศัพท์ไปหาดงแฮแต่ก็ไม่กล้า แม้จะอยากรู้อีกว่าคิบอมหายไปไหนแต่ก็ไม่คิดจะถามไถ่ให้เสียเวลาในเมื่อมั่นใจว่าจะไม่ได้รับคำตอบ เมื่อวานได้ยินเต็มสองหูและโดนไล่ทั้งคู่ก็ไม่มีปัญญาที่ไหนจะบากหน้าไปตอแย ผิดจากคิบอมที่แม้จะโดนไล่โดนว่าแต่อย่างน้อยก็ยังถือสิทธิ์ความเป็นแฟนที่อาจจะยังมีอยู่นั้นเข้าไปเจรจาได้อีกครั้ง

ท่าทางที่ดูซึมๆของซีวอนให้ความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิมจนซองมินก็แอบไปซุบซิบกับฮยอกแจ แต่ก็ทำได้เพียงครู่เพราะโดนมือของพ่อราชนิกุลจับหิ้วกลับมาที่เดิมและโดนประโยคเดิมดุซ้ำเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจจำ

“เลิกสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านเขาสักทีเถอะ”

พอโดนว่าก็หน้ามุ่ย อยากจะคัดค้านแต่ก็คิดไม่ออกว่าควรเถียงอะไร เพราะคยูฮยอนก็ดุตนเรื่องนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าสามครั้ง ส่วนฮยอกแจนั้นนอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังอมยิ้มขำใส่เสียอีก

“แล้วนายไม่สงสัยหรือไงเล่าว่าซีวอนเป็นอะไรแล้วดงแฮกับคิบอมหายไปไหน”

“พวกมันก็หายกันเป็นปกติไม่ใช่เหรอ”

สวนมาด้วยประโยคที่ไม่รู้จะไปทางไหนต่อเพราะมันคือความจริง แต่ซองมินก็ยังรั้นจะเถียง “นายนี่มันไม่ได้เรื่องเลย แทนที่จะเป็นห่วงเพื่อนบ้าง”

“ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยหายป่ะ” ร่างสูงย้อนกลับมาหน้านิ่งๆ “เดี๋ยวหายๆอ่ะพวกมัน ส่วนซีวอนก็ตามประสาคนอกหัก จะไปวุ่นวายกับมันทำไม ให้มันนั่งทำใจเงียบๆของมันไปก็ดีแล้ว”

“ก็..”

“เงียบไปเหอะน่า ..ตัวเองน่ะควรไปเตรียมตัวดีๆเพราะวันนี้ต้องไปบ้านฉัน ไม่ใช่เอาเวลาไปสนใจเรื่องคนอื่น”

เมื่อโดนตอกย้ำกับมาก็หน้าเจื่อน เมื่อวานตอนตอบรับมันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แค่กังวลเล็กๆกับการเจอหน้าท่านโจแชวอนกับท่านผู้หญิงโจ แต่พอมาถึงวินาทีนี้ลีซองมินกลับรู้สึกว่า

มันโคตรกดดันเลย -*-

หน้าหวานๆที่ดูจะเอาเรื่องเมื่อครู่นั้นกลับสู่สภาพที่เรียกว่า ห่อเหี่ยว ภายในพริบตา ถึงจะเหลือบเห็นว่าฮยอกแจกำกำปั้นขึ้นมาแล้วขยับปากบอกว่า สู้ๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกมีความมั่นใจขึ้นมาเลย

“แล้วจะไปกี่โมง”

“เลิกเรียนแล้วก็ต้องแวะซื้อผลไม้ก่อน ฉันบอกว่าพ่อแม่ของที่รักจะฝากกระเช้าผลไม้ไปเยี่ยม”

“ห๊ะ????”

“อืม เดี๋ยวฉันเลือกเอง ที่รักมีหน้าที่แค่เอาไปให้”

“ห๊า!!??!!

แม้ว่าสิ่งที่คยูฮยอนพูดนั้นจะไม่มีคนอื่นได้ยินอีกนอกจากฮยอกแจ แต่เสียงที่ร้องลั่นนั้นกลับดึงสายตารอบด้านให้พุ่งตรงมายังต้นกำเนิดเสียง สร้างความปวดหัวให้กับคยูฮยอนจนต้องผละออกจากร่างอวบๆแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องเรียนก่อนที่อาจารย์วิชาสุดท้ายจะเข้ามาใหนห้อง

จะรอดมั๊ยวะเนี่ย?

 

 

  

 

 

มันเป็นสภาพที่กดดันที่สุดในชีวิตตั้งแต่เคยมีมา ว่าตอนที่โดนคยูฮยอนพรากเวอร์จิ้นครั้งแรกนั้นมันค่อนข้างกดดันและอึดอัดแล้วแต่ทว่าครั้งนี้กลับมากกว่าไม่รู้ว่ากี่เท่า ถนนที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้านั้นดูเลวร้ายราวกับเป็นเส้นทางสายนรก ทั้งที่เป็นพื้นถนนปกติแบบที่พาตนกลับบ้านแต่กลับให้ความรู้สึกที่เคร่งเครียดเกินบรรยาย

“ทำไมไม่บอกก่อนเนี่ยว่าต้องเอาผลไม้ไปให้” ร้องโวยวายเมื่อหันไปมองกระเช้าผลไม้ที่ตั้งอยู่

“ลืมบอก” ตอบง่ายๆแต่มันไม่ง่ายสำหรับใจคนฟังนัก

ซองมินเริ่มเกิดอาการวิตกจริตและนั่งไม่ติด ทั้งที่อยู่บนรถแต่ก็ยังจะขยับตัวไปมาประหนึ่งว่าจะสามารถลุกออกไปได้ “ท่านพ่อท่านแม่นายดุมากมั๊ยอ่ะ”

“ก็นิดหน่อย แต่ท่านไม่ใจร้ายกับเพื่อนๆฉันนะ”

“ก็ดูแต่ละคนสิ”

ซองมินคิดสภาพซีวอน คิบอม และฮันกยองแล้วก็นึกค้าน ต่อให้คิบอมดูแสบซ่าแต่คิดว่าเขาก็น่าจะปรับตัวเวลาพบหน้าผู้ใหญ่ได้บ้าง หรืออย่างน้อยที่สุดก็คงจะคุ้นเคยกับบิดามารดาของคยูฮยอนมาตั้งแต่เด็กๆ ผิดจากตนที่ไม่คุ้นเคยกับพิธีรีตองอะไรมาก ซ้ำยังเหมือนจะกระโดกกระเดกอีกต่างหาก

“เอาน่าที่รัก อย่าคิดมากเลย ก็แค่คลานเข่าตอนเอาไปให้”

“คลานเข่า?”

“อืม ถ้าเอาของไปให้ผู้ใหญ่หรือว่ารับของจากผู้ใหญ่ ที่บ้านฉันจะให้คลานเข่าก่อนไปถึงตัวผู้ใหญ่สักหน่อยนึงน่ะ ไม่ได้คลานตลอดหรอก ประมาณสองถึงสามก้าวพอ”

“ฉันเปลี่ยนใจทันมั๊ย?”

“คงไม่แล้วล่ะ”

ดับสิ้นทุกความหวังของซองมินเมื่อคยูฮยอนหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปจอดที่หน้าประตูบานหรู อาจเพราะเมื่อครู่ลืมสังเกตจึงไม่เห็นว่ามีแนวกำแพงทอดยาวอยู่ กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่มาอยู่หน้าบ้านเขาแล้ว

ป้ายด้านบนที่สลักเอาไว้ว่า เรือนท่านโจแชวอน ให้ความรู้สึกกดดันเล็กๆ ซึ่งร่างอวบก็ได้แต่นั่งกลอกตา อยากจะเปะปากเป่าปี่เสียตอนนี้เพื่อร้องกลับบ้านแต่ก็เหมือนว่าจะช้าเกินไปเพราะประตูถูกเปิดและคยูฮยอนก็ขับรถพาเขาเข้ามาด้านในแล้ว

นี่มันวังชัดๆ!!

อยากจะแกล้งตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดเมื่อเห็นสภาพที่อยู่ด้านหลังรั้วสูง ซองมินตัดสินด้วยสายตาว่ามันคือวังประยุกต์ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะเกาหลีแท้ๆกับอาคารแนวยุโรป แต่ว่าก็ออกมาลงตัวจนน่าทึ่ง ตากลมกวาดมองอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็เข้าใจแล้วว่าที่นี่มีเครื่องแบบให้ต้องสวมใส่ และจากรูปแบบรวมถึงสีก็อาจจะแบ่งแยกหน้าที่หรือว่าระดับตำแหน่ง ซึ่งเขายังไม่เข้าใจตรงส่วนนั้น

“ถึงแล้วล่ะ”

รถคันงามจอดลงโดยที่ไม่ได้ดับเครื่อง มีคนรถเดินออกมาโค้งทักทายและรอรับรถไปเก็บ ซึ่งแค่เพียงด่านที่สองมันก็ทำให้ซองมินอยากจะกรีดร้องแล้ว และด่านที่สามก็ตามมาเมื่อมีพี่เลี้ยงมารับของจากคยูฮยอนที่ด้านหน้าประตูตึก ซ้ำยังทำท่าเหมือนจะรับของจากเขาด้วย

“ส่งไปสิ ..แต่เอาผลไม้ไว้นะ” ร่างสูงหันมาบอก จากนั้นจึงได้หันไปแจ้งกับพี่เลี้ยงต่อ “เอาไว้ไว้ที่ห้องนั่งเล่นด้านหลังนะ”

“ค่ะ นายน้อย”

พนักงานหญิงจำนวนสองคนโค้งรับคำสั่งและจากไป ทิ้งให้เขายืนอยู่กับคยูฮยอนกลางห้องโถงใหญ่ที่โอ่อ่าและงดงามในแบบที่เรียกว่า ขลัง มากกว่า สวย

“ไม่ต้องกลัว ทำตัวสบายๆ เดี๋ยวฉันจะพาไปทักทายท่านแม่ เพราะเหมือนท่านพ่อจะยังไม่กลับ ไม่เห็นรถจอดอยู่”

ซองมินนึกโล่งใจเล็กๆที่ยังไม่ต้องพบกับท่านโจแชวอนในตอนนี้ เขาเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงมาตามแนวคิดของคนรุ่นใหม่ บิดาของเขาเป็นศิลปินผู้รักเสียงเพลง ในขณะที่มารดาเป็นดีไซเนอร์ แน่นอนว่าภายในบ้านตระกูลลีย่อมไม่มีระเบียบแบบแผนที่เคร่งครัด แม้คุณหนูน้อยจะถูกเหล่าแม่บ้านประคบประหงมและตามใจ ซ้ำยังมีพี่ชายอย่างเยซองคอยปกป้องดูแลมาตั้งแต่เด็กๆ แต่สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่ได้ครอบคลุมถึงกริยาอย่างเกาหลีแท้ๆ ที่เจ้าตัวมั่นใจว่าแทบจะไม่มีอยู่

จำได้นะว่าเคยเรียนเรื่องมารยาทเกาหลีแท้ๆเมื่อสมัยประถม แต่เขาก็เรียนเพื่อสอบให้ผ่านๆ ไม่ได้จดจำมาใช้ในชีวิตประจำวันทุกส่วน ที่หยิบมาใช้บ้างก็มีแต่เรื่องที่เป็นสากลและคนทั่วไปพึงกระทำ จะให้มาอยู่ในระเบียบทุกกระเบียดนิ้วอย่างชาววังหรือซังกุงก็คงจะไม่ไหว

“แค่ทักทายและแนะนำตัวพอนะ ท่านแม่ฉันไม่ดุหรอก”

เป็นวาจาที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าน่าประหลาดใจแต่ก็สามารถสร้างความกดดันให้อยู่ดี ซองมินจำได้ว่ามักจะเคยเห็นหน้าท่านผู้หญิงโจในหน้าทีวีอยู่บ่อยๆเวลาที่มีกิจกรรมเพื่อสังคมหรือว่างานใหญ่ของผู้บริหารระดับประเทศ เพราะถึงแม้ท่านโจแชวอนจะไม่ได้รั้งตำแหน่งสำคัญทางการเมืองแต่ก็เป็นที่ปรึกษาพิเศษให้กับหน่วยราชการหลายส่วน อำนาจที่มีจึงได้แผ่ขยายทั่วเกาหลีเช่นนี้

ร่างเล็กนึกค้านอยู่ในหัวเรื่องที่บุตรชายรูปงามของท่านที่ทำตัวเสเพลราวกับเป็นลูกหลานพวกยากูซ่า แม้คยูฮยอนจะไม่เคยไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใครและมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ ความเจ้าชู้ แต่เหตุใดมันจึงไม่ใคร่จะมีข่าวซุบซิบเกี่ยวกับข้อเสียข้อนี้ของเขาออกมาให้ได้เห็นตามหน้าหนังสือบ้าง

แต่ก็คงจะหนีไม่พ้นอิทธิพลพ่อที่คุ้มกะลาหัวนั่นแหละ

คิดและสรุปเงียบๆในระหว่างที่เดินทางไปพบกับท่านผู้หญิงโจ ซองมินจำรายละเอียดของหล่อนไม่ได้มาก แม้แต่ชื่อก็ยังไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วชื่อเต็มของหล่อนคืออะไร ปกติบิดามารดาของเขาก็เรียกเพียงว่า ท่านผู้หญิงโจ จึงทำให้เขาติดหูเพียงแค่ชื่อนี้จนแทบจะลืมจำชื่อจริงๆไปแล้ว

ซองมินเดินก้มหน้าก้มตาอยู่ด้านหลังคยูฮยอน สถานที่แห่งนี้มันโอ่อ่าในแบบที่สร้างความกดดันให้ เขารู้สึกว่ามันไม่เหมือนบ้านคนและคล้ายกับวังในละครแนวพีเรียดเสียมากกว่า ไม่รู้ว่าร่างหากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

“ถึงแล้วล่ะ ..ยิ้มหวานๆก็แล้วกัน ท่านแม่ท่านเอ็นดูเด็กน่ารัก”

พูดจบก็เดินนำหน้าไปก่อน ทิ้งให้คนฟังทำหน้าหงิกอยู่ด้านหลัง ซองมินเริ่มมีอารมณ์ขุ่นมาแทนความประหม่า จู่ๆในอกก็ต่อต้านขึ้นมาเพียงเพราะว่าร่างหนากำลัง มัดมือชก

มันอาจไม่ใช่ครั้งแรกที่คยูฮยอนใช้วิธี แจ้งให้ทราบเพื่อ ปฏิบัติ แบบนี้ แต่ก่อนหน้านี้มันไม่ได้สร้างความกดดันและอึดอัดใจให้จึงยังพอจะทำเฉยได้อยู่ ผิดจากครั้งนี้ที่ลากเขามาอยู่ในวงล้อมของชาววังโดยที่แทบจะไม่มีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจ อย่างน้อยหากเขาบอกตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาก็อาจจะเข้าอินเตอร์เนตเพื่อหาบทความเกี่ยวกับการวางตัวของชาววังมาบ้าง ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลยและอาจจะทำตัวประดักประเดิดให้ต้องขายหน้าแบบนี้

“เข้ามาสิ ไม่ต้องกลัวหรอก”

คุณชายผู้สูงศักดิ์เอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าคนที่พามายังยืนทำหน้าเครียดอยู่ที่ข้างประตู สีหน้าของซองมินไม่สู้ดีนัก ต่อให้ยังไม่โดนดุแต่ก็กดดันตัวเองไปแล้ว และเพียงแค่คิดว่าหญิงตรงหน้านั้นคือท่านผู้หญิงโจผู้ซึ่งสืบเชื้อสายจากในวังอีกทั้งยังเป็นภริยาของท่านโจแชวอนผู้น่าเกรงขามแล้วก็พาลเหงื่อตก

ร่างเล็กรู้ตัวว่าไม่ควรจะให้ผู้ใหญ่ต้องรอจึงช้อนดวงตากลมวาวของตนขึ้น เพียงเสี้ยววินาทีที่เผลอสบเข้ากับสายตาของมารดาคนรักก็รีบหลุบหลบและก้มหน้าก้มตาราวกับกลัวอาญาที่อาจจะก่อเกิด หัวใจของเขาเต้นหนักอย่างที่ไม่ค่อยจะเป็นบ่อยนัก พยายามรวบรวมสติและก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง แม้ปกติตนจะไม่ได้ซุ่มซ่ามเท่าไหร่ แต่ยามที่คนเราประหม่าก็มักจะลนลานเผลอพลาดเอาได้ง่ายๆจึงต้องคุมตัวเองให้มากๆ

ลอบพ่นลมหายใจบางๆในทันทีที่ก้าวไปใกล้กับชุดโซฟาหรู สายตาของเด็กหนุ่มปะทะกับไม้เนื้อดีที่ถูกขัดเป็นเงาเพื่อประกอบเป็นโซฟาเป็นอันดับแรก ตามด้วยผ้าปักลวดลายวิจิตร แล้วจิงค่อยเป็นชายของชีมาสีเรียบ(กระโปรงของชุดฮันบก)

“สวัสดีครับ ผมลีซองมิน ลูกชายของโปรดิวเซอร์ลียองกวังครับ” เอ่ยโดยที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหรือว่าสบสายตากับคนที่ตนทักทาย

คยูฮยอนแอบขำกับท่าทีที่ดูเกร็งจนเหมือนจะกลายเป็นหุ่นยนต์ของคนตัวเล็ก ร่างสูงสบสายตามารดาที่นั่งอมยิ้มเป็นเชิงขออนุญาต ซึ่งคนที่สงสารเด็กน้อยก็ยินยอมให้บุตรชายปรับบรรยากาศในห้องให้ดีขึ้น

“เงยหน้าขึ้นมาสิ” คุณชายหนุ่มส่งเสียงเบาๆ

แม้จะกลัวแต่ก็จำต้องทำตามที่เขาบอก ซองมินค่อยๆเชิดหน้าขึ้นทีละนิด ดวงตากลมใสออกอาการสั่นอย่างเห็นได้ชัด ท่าทีที่ดูไม่ค่อยมั่นใจของเขามันชัดเจนเสียจนคยูฮยอนนึกถึงถ้อยคำของลียองกวังที่เคยบอกเอาไว้ว่าลูกชายของเขาเป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออกและมักจะชอบหลบอยู่ข้างหลังชาวบ้านเสมอ

มันเพิ่งเห็นได้ชัดเจนก็วันนี้

“ไม่ต้องกลัวจะโดนตำหนิอะไรหรอก ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้น”

น้ำเสียงเย็นๆเอ่ยผ่านเรียวปากบางออกมา ใบหน้าที่ที่เจือยิ้มจางๆนั้นไม่สามารถระบุได้ว่าหล่อนมีความคิดแบบไหนอยู่ไหนหัว ท่าทีที่สง่างามสมกับคำขนานนามว่า ท่านผู้หญิง ทำให้ซองมินนึกทึ่งและนับถือ เพียงไม่กี่คำที่เอ่ยออกมานั้นมันก็สามารถทำให้คนฟังรู้สึกได้ถึงความเมตตาที่ส่งให้

ความวิตกกังวลคลายลงในทันตา เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมๆที่เป็นประกายสดใสซึ่งหาไม่ได้จากบุตรชายของตนหรือว่าเพื่อนๆของคยูฮยอนทำให้หล่อนนึกเอ็นดู อกแม่ล้วนแล้วแต่อยากจะเห็นลูกเป็นเด็กวัยสดใสที่ไร้เดียงสาและน่ารัก แต่หากว่าสิ่งเหล่านั้นคล้ายจะหายไปจากร่างกายของคยูฮยอนมานานเกินกว่าที่หล่อนจะนึกออก

“ปกตินี่ไปงานกับคุณพ่อคุณแม่หรือเปล่า เหมือนจะไม่ค่อยได้เห็นหน้า”

“ก็ไม่ถึงกับบ่อยครับ แต่เวลาไปงาน ส่วนมากผมจะชอบเดินหาอะไรทานมากกว่า”

คำตอบของซองมินทำเอาทั้งสองแม่ลูกถึงกับหลุดขำ ทันทีที่ได้ยินเสียงพ่นหัวเราะของร่างสูงก็หันไปมองหน้าด้วยความสงสัยว่าขำอะไรนักหนา คยูฮยอนเลยต้องพยายามปรับอารมณ์ของตนเสียใหม่และรีบตัดบทเพื่อพาร่างอวบไปที่ห้องนั่งเล่น

“ลูกพาซองมินมาทักทายแล้วคงต้องขอตัวไปทำงานก่อน”

“ตามสบาย เดี๋ยวแม่จะให้เด็กๆยกอาหารว่างไปให้”

“แล้วอาหารวันนี้?”

“อาหารเกาหลีปกตินี่แหละ” หล่อนตอบเสียงเย็น “ท่านพ่อของลูกท่านบ่นอยากจะทานคาลบีทัง (ซุปซี่โครงวัว) กับ โอซัม (ปลาหมึกย่างบาร์บีคิว)”

“อืม ครับ”

คยูฮยอนค้อมศีรษะเล็กน้อยให้กับมารดาเป็นเชิงขอตัวลา ซึ่งคนที่ไม่รู้อะไรอย่างซองมินก็ทำตามแบบเก้ๆกังๆแล้วรีบพาร่างของตนตามคุณชายน้อยออกไป เมื่อครู่ก่อนที่จะได้พบกับมารดาของเขาก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาครุ่นคิด พอทุกอย่างคล้ายจะราบรื่นดีก็ลอบถอนหายใจและเริ่มสอดส่ายสายตาไปรอบๆ

เรือนหรือบ้านของคยูฮยอนค่อนข้างโอ่อ่าและคงเอาไว้ซึ่งความขลังในแบบเกาหลี แม้จะถูกประยุกต์ในบางส่วนแต่ก็ดูไม่ขัดตา ตลอดทางที่ย่างก้าวแทบไม่มีพนักงานคนใดมากวนใจ แต่หากเป็นพวกเขาที่เดินผ่านไปเอง คนในเครื่องแบบเหล่านั้นก็มักจะแสดงอาการนบนอบต่อคยูฮยอนอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงแม้ซองมินจะไม่ได้รับการเคารพแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้ถูกหมางเมินจนคล้ายกับเป็นส่วนเกินของบ้าน

คยูฮยอนพาเดินโดยที่ไม่ได้แจ้งอะไรให้คนตัวเล็กทราบ ซองมินค่อนข้างตื่นเต้นกับความวิจิตรที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าจนลืมสังเกตว่าร่างหนาหยุดเท้าที่บานประตูซึ่งถูกจัดแต่งอย่างประณีต มันเป็นประตูไม้สลักที่ขึงกระดาษสีนวลระหว่างช่องตามแบบของศิลปะอันเก่าแก่ หากมองเลยไปทางที่มีแสงจ้าสักหน่อยก็จะมองเห็นสวนญี่ปุ่นที่จัดเอาไว้ร่มรื่น

“เรานั่งกันที่ห้องนี้นี่แหละ”

บานประตูทั้งสองด้านถูกเลื่อนออกจากกันด้วยมือหนา คยูฮยอนเดินนำไปที่ด้านหน้าด้วยความเคยชิน ต่างจากซองมินที่หยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูและมองซ้ำว่ามันคือประตูแบบบานเลื่อน

ด้านในมีเบาะนั่งจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ตรงกลางมีโต๊ะไม้ตั้งเอาไว้ และมันก็สวยงามตามแบบฉบับชาววัง ในห้องนี้พวกเขาสามารถทั้งนั่งและนอนเกลือกกลิ้งกันได้ ไม่แปลกใจเลยหากจะบอกว่ามันคือห้องประจำที่ 4E มักจะรวมตัวกันเวลาทำงานกลุ่ม

ร่างอวบก้าวผ่านกรอบประตูเข้าไปด้านในแล้วก็จัดการปิดเสียให้เรียบร้อย จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะนิ่มๆฝั่งตรงข้ามเจ้าของบ้าน แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากเอ่ยอะไร ประตูที่ปิดสนิทนั้นก็มีเสียงเบาๆดังขึ้น ตามภาพพนักงานที่ปรากฎหลังจากที่ประตูถูกเลื่อนเปิด

“อาหารว่างค่ะนายน้อย”

หญิงสาววัยราวยี่สิบแปดสองรายที่ทำหน้าที่นำของมานั้นมุ่งตรงไปยังโต๊ะเล็กๆที่มุมห้อง พวกหล่อนวางถาดของว่างเอาไว้ก่อนและยกโต๊ะตัวเล็กที่ซองมินเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีอยู่นั้นมาตั้งใกล้ๆกับโต๊ะตัวตัวใหญ่ที่พวกเขายึดครองอยู่ เด็กหนุ่มที่เติบโตมาในตระกูลที่ไร้พิธีรีตรองรู้สึกเกร็งจนต้องขยับกายมานั่งให้เรียบร้อยทั้งที่เมื่อครู่แทบจะกลิ้งไถลไปกับพื้น

“วันนี้เป็นอะไรเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม

แต่หากซองมินสังเกตสักเล็กน้อยก็อาจจะรับรู้ได้ว่าอันที่จริงคยูฮยอนสามารถเดาได้ตั้งแต่ได้กลิ่นอ่อนๆที่ลอยโชยมาแตะจมูกแล้ว แต่ที่เขาถามก็เพียงเพราะเดาได้ว่าคนน่ารักอาจจะยังไม่รู้

“โอมิจาชา (ชาที่ทำจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่) กับขนมยักกวา (ขนมเกาหลีหน้าตาคล้ายคุกกี้ ทำจากแป้ง น้ำผึ้ง ขิงเชื่อม และอบเชย) ค่ะ”

“อืม.. ฉันอยากทานมาการอง(ขนมหวานสัญชาติฝรั่งเศส หน้าตาคล้ายคุกกี้ สีสันสดใส)  จัดใส่จานมาให้หน่อยนะ ขอน้ำส้มกับน้ำเปล่าเพิ่มด้วย”

ราวกับรู้ใจอีกฝ่ายจึงได้จัดแจงสั่งไปแบบนั้น และทันทีที่พนักงานสาวจากไปแล้ว ซองมินก็รีบคลานไปชะโงกมองหน้าตาของขนมยักกวา ที่ถูกนำมาวางเอาไว้

“นายกินแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ”

“อืม”

ได้ยินเสียงเขาครางตอบแล้วก็ค่อยๆพิจารณาชุดน้ำชาสุดหรูที่วางอยู่เคียงกัน คยูฮยอนเป็นฝ่ายหยิบกาขึ้นมาและค่อยๆรินใส่ถ้วยส่งมาให้กับคนน่ารัก ซองมินใช้มืออวบๆรับมาประคองเอาไว้และรอกระทั่งร่างใหญ่รินชาใส่ถ้วยกระเบื้องของตนเสร็จจึงได้ยกขึ้นมาลองจิบ

“ขนมยักกวาเหมาะที่จะทานคู่กับชา เวลาที่ฉันทำการบ้านหรือว่าอ่านหนังสือช่วงเย็นๆ ท่านแม่จะสั่งให้จัดเสิร์ฟโอมิจาชา จะได้สดชื่น”

“แล้วนายสั่งให้เขาไปซื้อมาการองเหรอ”

คล้ายจะเป็นคำถามที่ไม่น่าถาม เพราะแค่หลุดปากออกมาร่างหนาก็ยิ้มขำ “มันไม่ได้ทำนานขนาดนั้นหรอก แล้วเชฟที่นี่ก็ทำเป็นอยู่แล้ว และนายเองก็ต้องอยู่ทานข้าวที่นี่ คงจะทานชุดนี้เสร็จแล้วรองท้องด้วยชุดนั้นมากกว่า”

“อา..”

ซองมินรู้สึกกดดันขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคิดสภาพว่าตนจะต้องเผชิญหน้ากับท่านโจแชวอนในสภาพที่ตัวเองจะต้องตกเป็นเป้าแห่งความสนใจ ปกติเวลาที่พบกันในงานก็มักจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่จะทักทายกัน เด็กๆอย่างตนนั้นมันถือว่าอยู่นอกเหนือความสนใจจึงไม่ได้รู้สึก พอมาถึงตอนนี้แล้วเขาเริ่มจะรู้สึกว่าลมหายใจมันเดินไปไม่ทั่วท้องเสียแล้ว

“เดี๋ยวฉันจะสอนมารยาทบนโต๊ะอาหารของชาววังคราวๆให้นะ”

 

 

ทั้งๆที่บอกว่าจะมาทำงานคู่ด้วยกัน แต่อันที่จริงแล้วกลับกลายเป็นคอร์สสอนมารยาทและการวางตัวอย่างเร่งด่วน ซองมินอึดอัดที่ต้องอยู่ในระเบียบแบบแผนและต้องสำรวมตลอดเวลา จากที่สังเกตก็ไม่เห็นเลยว่าจะมีตอนไหนที่คยูฮยอนสาวเท้าก้าวเร็วๆ ทุกย่างก้าวของร่างสูงล้วนเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ เขาดูต่างจากปกติที่ทั้งกวนประสาทและทำตัวไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ถ้าหากจะให้กล่าวๆก็คือ

คยูฮยอนดูสง่าสมกับคำว่า ราชนิกุล อย่างเหลือเชื่อ

“เวลาทานอาหารอย่าเผลอหยิบอะไรที่นอกเหนือจากแก้วน้ำหรือช้อนกับตะเกียบขึ้นจากโต๊ะ” เสียงทุ้มต่ำพูดกรอกใส่หูในระหว่างที่รอเวลาอาหารเย็น “สำรับที่นี่จะมีบันชัน (เครื่องเคียง)ห้าอย่าง และอย่าเผลอตัวหยิบตะเกียบก่อนท่านพ่อของฉัน เวลาทานก็รีบๆทานหน่อย เพราะถ้าท่านพ่อฉันอิ่มแล้วทุกคนในโต๊ะจะต้องหยุดทาน”

เป็นประโยคที่สร้างความอึ้งให้ไม่น้อย อันที่จริงซองมินก็เคยได้ยินเรื่องมารยาทเหล่านี้มาบ้างแต่ก็ไม่รู้ว่าในบ้านของคยูฮยอนจะยึดมันอย่างเคร่งครัดขนาดนี้

“อย่างอื่นก็น่าจะพอรู้อยู่แล้ว” เขาหมายถึงเรื่องมารยาททั่วไป

“ไอ้รู้มันก็รู้ แต่ปกติมันไม่ค่อยได้ทำน่ะสิ” ร่างอวบทิ้งตัวลงนอนกอดหมอนอิงแล้วกลิ้งไปกลิ้งมา

“เออ ..ถ้วยที่ใส่ข้าวของที่นี่เป็นถ้วยที่ดำมาจากหินลาวา พยายามอย่าให้ช้อนไปกระทบจนเกิดเสียงบ่อยๆล่ะ”

เริ่มรู้สึกเหมือนมีเชือกมารัดคอตัวเองช้าๆ ซองมินทำหน้าหมดอาลัยตายอย่างเมื่อได้ยินแต่ละสิ่งที่คยูฮยอนบอก เพิ่งรู้ว่าการเป็นราชนิกุลมันเหนื่อยก็วันนี้

ถ้าถ้าชาติหน้าผมเลือกเกิดได้ ขอให้เกิดมาเป็นลีซองมินคนธรรมดาแบบเดิมนี่แหละ เฮ่อ~

 

 

เข็มนาฬิกาที่เคลื่อนตัวขยับไปเรื่อยๆนั้นบ่งบอกให้รู้ว่าใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็น ซองมินทานทั้งของว่างชุดแรกรวมถึงชุดที่สองซึ่งคือมาการองหมดไปได้สักพักแล้วและคาดว่าคงจะทานอาหารค่ำได้ไม่มากเท่าเก่า คยูฮยอนบอกให้รู้ถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่ออยู่ต่อหน้าบิดาของเขา รวมทั้งการวางตัวต่างๆ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมันก็ทำให้รู้สึกว่า อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ใจร้ายจนเกินไป

ทุกประโยคที่หลุดจากริมฝีปากของร่างหนาล้วนระบุสรรพนามเรียกคนรักว่า นาย โดยตลอด ด้วยเพราะห้องนั่งเล่นห้องนี้เก็บเสียงได้ไม่มาก ต่อให้เสียงที่พูดคุยจะไม่ได้ดังไปด้านนอก แต่หากมีใครมาอยู่ใกล้ๆประตูก็จะต้องได้ยินในถ้อยคำต่างๆ และเขาก็ไม่คิดจะเสี่ยงเรียกคนรักว่า ที่รัก ในสถานที่แห่งนี้

“วันนี้คุณพ่อนายท่านมีงานที่ไหนเหรอ”

“ไปเป็นประธานเปิดการแข่งขันของสมาคมชางกี (หมากรุกเกาหลี) แห่งเกาหลีน่ะ” คยูฮยอนตอบนิ่งๆ

“นายรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตารางงานของท่านโจแชวอนหรือเปล่า”

“ไม่หรอก ..แค่เมื่อวานท่านเปรยให้ได้ยิน”

“ฉันถามจริงๆนะว่านายไม่อึดอัดหรือเบื่อบ้างเหรอที่ต้องทำอะไรแบบมีพิธีรีตองตลอดเวลาแบบนี้”

“ฉันชินแล้ว” ตอบโดยไม่ต้องคิดให้มากความ “ท่านพ่อของฉันอาจจะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่ท่านก็ไม่ได้ใจร้ายหรือว่าดุอะไรมากหรอก แต่ว่า..”

ซองมินสังเกตได้ว่าสีหน้าของร่างสูงยามเอ่ยถึงบิดานั้นแฝงไปด้วยท่าทีเกรงๆอย่างเห็นได้ชัด

“แต่ว่าอะไร” หนุ่มน้อยลูกชายโปรดิวเซอร์ค่ายเพลงดังย้อนถามทันควัน

“ฉันเองก็กลัวท่านอ่ะ ถ้านายจะกลัวก็ไม่แปลกหรอก”

ร่างเล็กนึกขำในคำพูดที่สารภาพออกมาอย่างหมดฟอร์ม แต่รอยยิ้มที่เพิ่งยกขึ้นได้เพียงเล็กน้อยกลับต้องปล่อยมุมปากให้ร่วงลงมาอยู่ในระดับเก่าเมื่อเข่าบอกต่อ

“ขนาดคิบอมยังกลัวเลย”

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Ending talk

 

 

พยายามจะมาเร็วๆนะ แต่มัวไปหาเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารของเกาหลี แล้วก็เรื่องเมนูอาหารและของว่างหลายๆอย่าง แอบยากอ่ะ = =”

 

ตอนแรกจะต่อถึงฉากแป๋ว .. แต่แบบตอนนี้ยาว 24 หน้าเวิร์ดแล้ว เลยตัดฉับไปต่อตอนหน้าแล้วกัน

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67,100 ความคิดเห็น

  1. #66999 แดกเด็กทั้งวัน (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2556 / 21:22
    หมวยแซ่บ ไม่แคร์ไรงี้ป่ะ บินไปเลย5555
    #66,999
    0
  2. #66934 luknamalotte (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2556 / 01:47
    ไรเตอร์ข้อมูลฮังการีมาเต็มมากอ่ะ 5555 นึกสงสัยเหมือนกันว่าทำไมแป๋วไม่ไปประเทศที่พูดอังกฤษ 5555 ไปบุกสถานฑูตซะ 55555
    #66,934
    0
  3. #66848 แอ๋มแป๋ (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2555 / 12:49
    เฮหนีไปเมืองนอกเลย คิบอมตามไปด่วนๆๆ

    รู้สึกงานนี้จะไม่หมูสำหรับมิน เพราะท่านพ่อที่คิบอมยังกลัว ซองมินจะเหลือรอดไหม
    #66,848
    0
  4. #66323 KIHAE*129 (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 7 เมษายน 2555 / 20:28
    โห่วหมวยใจเด็ดมากอ่ะ

    หนีไปเลยอ่ะ

    บอมรีบไปง้อเร็วๆ

    โอ้วววววววววววววว

    ขนาดบอมยังกลัว

    งานนี้มินเราเป็นไง
    #66,323
    0
  5. #66194 Zelon (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 / 18:15
    ฮา กี้..นายจะทำให้มินผ่อนคลายหรือกลัวมากกว่าเดิมเนี่ย 555 ประโยคสุดท้ายนั่นร้ายแรงมากเลยนะ 55555 มินสู้ๆ~!



    ป๋าสอนเจ๊ขนาดนี้ หวังว่าจะมีคำตอบที่ดีให้กันนะ ^_^



    ส่วนด๊อง..ไปไกลซะแล้ว รีบๆไปง้อนะพ่อปั๊ก (บอกตรงๆยังงงอยู่นิดๆ ว่าทะเลาะอะไรกัน ถ้าเป็นเรื่องที่บอมปิดบัง..มันน่าโมโหขนาดนั้นเลยเหรอ ก็ในเมื่อไม่คิดจะตามหาแล้ว ไม่รอแล้ว เลือกบอมแล้ว ทำไมต้องโกรธขนาดนั้นด้วยล่ะ น่าจะลองคุยกันก่อนนะครับ ...แต่อย่างว่า นานาจิตตัง ไม่ใช่เขาเราไม่เข้าใจหรอก เอาใจช่วยคิเฮนะ สู้ๆ!
    #66,194
    0
  6. #66063 chin-cha (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 17 มกราคม 2555 / 04:51
     ขนาดคิบอมยังกลัวนี่ถือว่าไม่ธรรมดา เอิ่ก
    #66,063
    0
  7. #65944 adilahc (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2554 / 19:11
    กร๊ากกกกกกก
    ขำมาก
    ตรงที่ว่า
    ขนาดคิบอมยังกลัวเลย
    5555555
    #65,944
    0
  8. #65882 nimuyk (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 08:26
    พี่มินต้องปรับตัว เข้าคอรส์แบบเร่งรัดเรย กี้เอ้ย พี่มินจะไหวไหมเนี่ยะ
    #65,882
    0
  9. #65832 Ringo-rr (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 / 14:00
     ขนาดบอมยังกลัว เเล้วมินนี่ !!!!!! 
    อื้อหือ   854
    #65,832
    0
  10. #65809 รักรัก (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 / 10:42
    ขนาดบอมยังกลัว เฮ้อออ สงสารน้องมิน
    #65,809
    0
  11. #65807 มาย (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 / 20:08
    บอมยังกลัวววว!โอ้ววววววววววว ววว
    #65,807
    0
  12. #65609 NiD;D.KH129 (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2554 / 11:24
    ก็คิดอยู่ ว่าบอมจะง้อแป๋วยังไง

    แล้วก็จะไปต่างประเทศได้มั๊ยน้อ 555555
    #65,609
    0
  13. #65468 wildsoul (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2554 / 21:20
    บอมยังกลัว เอิ่มมม
    #65,468
    0
  14. #65437 NANA (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2554 / 16:25
    คยูจะพามินเข้าวังไปพบท่านพ่อท่านแม่แล้ว

    บรรยากาศในบ้านคยู ดูน่าอึดอัดอย่างที่มินว่า

    แต่มินช่างเอาไปเปรียบเทียบกับตอนเสียจิ้นให้คยู

    ตอนนั้นมันกดดันและอึดอัดคนละแบบกันนะ!!!

    #65,437
    0
  15. #65431 Arashizm.S (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 27 กันยายน 2554 / 14:53
     คิบอมมมม ตามไปง้อให้ได้น้าา สู้ๆๆ

    ชอบตอนนี้มากๆ ให้แง่คิดอะไรต่างๆได้เยอะแยะเลยทีเดียว

    ขอบคุณนะคะ

    ปล. สงสารบอมมม
    #65,431
    0
  16. #65384 กระต่าย (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 14 กันยายน 2554 / 00:33
    กฏระเบียบเยอะจริงไรจริง ท่าทางมินจะกลัวมากเลย



    แต่ไม่เป็นไรหรอก ขนาดคิบอมยังกลัวเลย ^^
    #65,384
    0
  17. #65326 mm* (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2554 / 18:05
    โหหหหหหหหห ขนาดคิบอมยังกลัว

    ท่านคะ ท่านคือครายยยยยยยยยยยย
    #65,326
    0
  18. #65311 เจ้าชายหมาป่า (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2554 / 15:45
    ขนาดคิบอมยังกลัว ป๊าดโธ่ = =

    ไปตามง้อเร็ว ๆ นะ บอมมี่ HBD นะบอม 21ส.ค. 54
    #65,311
    0
  19. #65244 princessblackberry (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2554 / 22:21
    ตลกตรงประโยคสุดท้าย
    #65,244
    0
  20. #65231 Water.Melonn (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2554 / 16:45
    อ่านๆไปเริ่มรู้สึกว่า ..

    คยูมันเอาลีมินชั้นมาฆ่าทางอ้อมป่ะเนี่ย??

    ถ้าจะเคร่งครัดขนาดนี้อ่ะนะ

    อีกอย่างพ่อกี้แอบน่ากลัวมวากกก

    ขนาดคิมคิยังกลัวเลยอ่ะ

    มันคงไม่มีอะไรน่ากลัวไปมากกว่านี้เเล้วแหละ



    #65,231
    0
  21. #65229 yepat@dD (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2554 / 00:01
    ตามหา 4E
    #65,229
    0
  22. #65181 MICHIYOZU (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2554 / 00:01
    ตายแล้วขนาดคิบอมยังกลัว
    แร้วแบบนี้น้องมินจะรอดมั้ยเนี่ย
    มันชักจะน่ากลัวซะแร้ว
    รอลุ้นๆ
    #65,181
    0
  23. #65134 ลูกหลานป๋าเจ๊ (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 / 00:54
    กี้ กำลังใจแ.กดีมาก
    ขนาดคิบอมยังกลัวเลย
    ให้ตายเถอะกี้
    #65,134
    0
  24. #65133 PARISO'KH (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2554 / 21:59

    55555555555 ไม่ได้ดุอะไรมากหรอก 555555 ขนาดคิบอมยังกลัวเลย 555555555 = =;

    #65,133
    0
  25. #65112 I'cassimic # (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 / 20:25
     โอ้้วววว ,ขนาดคิบอมยังกลัว
    วังนี้สุดยอดจริง ๆ 5555555
    #65,112
    0