Sharp :: Yaoi 'Kihae Hanchul Kyumin Won?'

ตอนที่ 103 : Charpter 60 : เสียใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,994
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    13 มิ.ย. 54

 

ตั้งแต่เช้าแล้วที่โดนล้อด้วยชื่อใหม่ แค่เมาไปไม่กี่ครั้งก็คล้ายว่ามันจะเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต เมื่อเช้าดงแฮงัวเงียตื่นขึ้นมาก็โวยวายที่ตัวเองไม่เหลืออะไรบนร่าง ผลของการทำตัวน่ารักมากเกินไปและยังไปก่อกวนการนอนอันสงบของร่างสูงเลยทำให้ต้องชดใช้ค่าเสียหายไปหนึ่งรอบถ้วน แต่ครั้งนี้ไม่มีการท้าขอหลักฐานของการโดนกระทำชำเรา ด้วยเพราะเกรงว่าหากคิบอมเก็บมันเอาไว้จริงจะอับอายขายขี้หน้ามากกว่ารอบก่อน

หลังจากที่แยกกับเพื่อนๆที่หน้าตึกเรียนของวินเซอร์รูฟแล้วก็นั่งให้ชาวบ้านชาวช่องสอดส่องอยู่สักครู่ รำคาญเล็กๆกับการที่มีใครมาเพ่งเล็งว่าตนจะทำอะไรอยู่ แต่ในเมื่ออยากดูก็ปล่อยให้ดูไป ยังไงคิมคิบอมก็ไม่ได้คิดจะปิดบังเรื่องที่คบกับเจ้าตาแป๋วอีทงเฮนี้อยู่แล้ว

แต่ก็เหมือนเดิม คิบอมไม่ได้แสดงอะไรให้สามารถนำไปกรีดร้องได้ อย่างมากก็เป็นเพียงสายตาเจ้าชู้ที่ตวัดลงบนใบหน้าสวยโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวกับมือหนาที่เผลอเอื้อมไปผลักศีรษะคนรักเป็นครั้งคราว ส่วนดงแฮก็วางตัวคล้ายเก่า แค่กล้าที่จะใช้สายตาแสดงความเป็นเจ้าของเขาได้มากขึ้นก็เท่านั้น

“เพิ่งกลับถึงบ้าน จะออกไปไหนอีกล่ะ”

ร่างน้อยรีบถามประหนึ่งว่าเป็นภรรยาที่รอการกลับมาของสามี แต่พ่อคุณก็ดันเอาเท้าแตะพื้นในบ้านได้ไม่ถึงห้านาทีก็ทำท่าว่าจะออกไปใหม่

“อะไร ลำยอง?”

“โหดอ่ะ!!” ร้องแว๊กขึ้นมาเพราะฉายาใหม่ “ถามก็ตอบดีๆ อย่ามาเฉไฉ”

“ไปซื้อของ” คิบอมตอบขำๆ และก็รีบชิงดักคอ “นายอยู่กับแม่ที่บ้านนี่แหละ ไปไม่นานหรอก”

“แล้วไปซื้ออะไร”

“กลับมาก็รู้เองล่ะน่าลำยองน้อย ทำตัวขี้สงสัย”

หน้างอน้อยๆที่โดนว่าแต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะงอนจริงจัง ดงแฮยืนส่งที่หน้าบ้าน รอจนกระทั่งคนรักขับรถออกไปพ้นประตูรั้วที่หน้าบ้านก็เดินทำหน้าเหงาๆเข้าไปข้างใน

“ไปเปลี่ยนชุดแล้วมานั่งกับแม่มา”

หน้าร้อนเล็กๆกับสิ่งที่ฮันแชยอนเอ่ย จนถึงทุกวันนี้เขายังไม่ชินเลยกับการที่หล่อนจะแทนตัวเองว่า แม่ เป็นครั้งคราว วันไหนอารมณ์ดีก็เรียกเขาเป็นลูก วันไหนอารมณ์นิ่งๆ ปกติก็แทนตัวเองว่าป้า เป็นแบบนี้มาก็หลายวัน คิดว่าบางทีตัวหล่อนเองก็อาจจะยังไม่คุ้นเคยเหมือนกันก็เป็นได้

“คุณป้าทำอะไรอยู่อ่ะฮะ” แต่ไม่ว่าหล่อนจะแทนตัวว่าอะไร เขาก็ยังใช้สรรพนามคำนี้

“หาที่เที่ยวน่ะ ว่าจะชวนไปกันตอนงานวันเกิดมักเน่ ..มาช่วยป้าดูหน่อย สวยๆทั้งนั้นเลย”

ได้ยินว่ามันเกี่ยวกับวันเกิดเจ้าร็อตไวเลอร์ก็ยิ้มกว้าง “เดี๋ยวผมมานะฮะ”

วิ่งดุ๊กๆขึ้นไปชั้นบนอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าคิมแทยางเดินออกมาจากห้องส่วนตัวและก็เลี่ยงที่จะทักทายไม่ได้จึงต้องหยุดฝีเท้าแล้วโค้งน้อยๆตามสมควร ถึงจะมีฝ่ายมารดาและพี่ชายหนุนหลัง แต่ก็ยังเกรงๆกับท่าทีของฝ่ายบิดาอยู่มากทีเดียว

“กลับมาแล้วครับ” เสียงห้าวร้องบอก

แต่วันนี้สีหน้านิ่งๆที่ฉาบด้วยแววตาดุๆกลับทำงานน้อยลง “ทีหลังน่ะอย่าวิ่งแบบนั้นอีกล่ะ”

หน้าจ๋อยไปเล็กน้อย “ขอโทษครับ”

“เฮ่อ.. มันอันตราย” แต่แทนที่คิดว่าจะโดนดุเรื่องมารยาทกลับเป็นประโยคนี้ก็ประหลาดใจ และก็ยิ่งต้องอึ้งต่อ “ถ้าพลาดท่ากลิ้งตกลงไปจะว่ายังไง หัดระวังหน่อยสิ”

“ครับ ^ ^” ยิ้มรับเต็มวงหน้า

คล้ายว่าอะไรๆจะดีขึ้น และความคิดของท่านประธานก็อาจจะกำลังอยู่ในช่วงที่ถูกปรับเปลี่ยน ใจจริงเขาก็ไม่ได้อยากจะยอมรับดงแฮเป็นลูกสะใภ้นักหรอก มองแล้วมันก็ขัดหูขัดตาที่เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองที่มันก็ดูเป็นเด็กหัวไม้ ท่าทางไม่ค่อยเอาไหนนั้นมาหยอกล้อคลอเคลียร์อยู่กับเด็กผู้ชายอีกคน ในความรู้สึกมันยังขัดอยู่ลึกๆ ว่ามันผิดร่องผิดรอย แต่เพราะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาพูดให้สะกิดใจเมื่อวันก่อนจึงต้องพยายามทำใจเพื่อยอมรับมัน

ผิดมาก็มาก เผลอทำร้ายจิตใจลูกมาก็ไม่ใช่น้อย ..และความสุขเล็กๆน้อยๆแค่นี้ จะให้ลูกไม่ได้เชียวหรือ?

คิดแล้วก็ต้องลอบถอนหายใจด้วยความเหนื่อย แต่สิ่งที่ได้เห็นมันก็ตอกย้ำชัดเจนเป็นอย่างดีว่าคิบอมมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่นี้ และเขาก็ยินดีกับการมีดงแฮเคียงข้างกาย รอยยิ้มที่เหือดหายและหาได้ยากบนใบหน้าของเด็กหนุ่มมันเริ่มกลับมาให้เห็น หลังจากที่หนุ่มน้อยตัวเล็กๆคนนั้นปรากฏตัว

เพียงแค่นี้ก็คงจะสามารถยืนยันได้แล้วว่าลีดงแฮมีอิทธิพลต่อจิตใจที่หยาบกระด้างมากแค่ไหน

แยกกันที่ประตูห้องของลูกชายคนเล็กเพราะคุณหนูลีขอตัวเข้าไปเปลี่ยนชุด เขาจึงเดินเอื่อยๆลงมาที่ห้องรับแขกด้านล่าง ตวัดสายตามองร่างบอบบางของภรรยาที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นกึ่ง อดีตภรรยาอยู่สักครู่ และก็ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้เดินไปนั่งที่โซฟาใกล้ๆหล่อน

หากถามว่ายังรัก ยังผูกพัน หรือไม่ ก็ตอบได้ว่ามันไม่เคยหายไปจากหัวใจเลย แต่สำหรับคนที่เคยทำผิดอย่างมหันต์และไม่รู้ว่าจะได้รับการอภัยหรือไม่นั้นก็ย่อมกลัวการที่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้นทักทายอยู่ดี

ต่างคนต่างเงียบและไร้คำทักทายใดๆ คิมแทยางหยิบเอาหนังสือที่อีกฝ่ายเปิดค้างเอาไว้มาดู คล้ายจะหาหัวข้อการสนทนาที่ไม่น่าจะเสี่ยงจนเกินไป เมื่อเห็นว่ามีทะเลแสนสวยมากมายก็อดไม่ได้ที่จะถาม

“จะไปเที่ยวเหรอ” เอ่ยนิ่งๆตามนิสัยของผู้ชายฟอร์มจัด

“ค่ะ” ฝั่งนี้ก็เอ่ยตอบแบบไม่ใส่ใจนัก

คำตอบที่คล้ายจะส่งมาปิดปากสร้างความอึดอัดให้มากโข แต่ก็ต้องทำใจกล้าเอ่ยถามต่อจนได้

“จะไปเมื่อไหร่ล่ะ”

“ตอนวันเกิดมักเน่”

“ต้องเตรียมการกันนานขนาดนี้เลย?” ย้อนถามด้วยความสงสัย ที่ดงแฮมาถามเรื่องของขวัญวันเกิดก็พอเข้าใจว่าคงจะเห่อ แต่คนเป็นแม่นี่สิ มันจะมาเห่อด้วยอยู่เหรอ อีกตั้งสามสัปดาห์กว่าจะถึง

ตากลมตวัดลองแล้วก็เบี่ยงสายตากลับมาที่หนังสือท่องเที่ยวตรงหน้าต่อ ไม่ได้อยากจะชวนทะเลาะหรือว่าจะกระแทกแดกดันอะไร แต่เพราะนิสัยชอบทำอะไรตรงๆมันทำให้ต้องเอ่ย

“ไม่ได้จัดงานวันเกิดให้ลูกมากี่ปีแล้วล่ะ มันแปลกเหรอที่ฉันจะตื่นเต้นกับมันบ้าง และก็อยากให้ลูกมีความสุข”

ถึงกับพูดไม่ออกและไปต่อไม่ถูก สิ่งที่หล่อนพูดมันสะท้อนถึงเรื่องราวในอดีตอย่างชัดเจน หลายปีแล้วที่คิบอมไม่เคยมีงานวันเกิด บางปีเคยคิดจะพาไปฉลองแต่เจ้าตัวก็หาเรื่องหนีหายไม่ยอมไปด้วย และที่สำคัญคือ แชยอนไม่ได้อยู่กับลูกชายคนเล็กในวันเกิดเขามาก็หลายปี แม้จะมีของขวัญส่งมาให้แต่มันก็ไม่ได้เหมือนกัน

ท่านประธานนิ่งเงียบไปสักครู ค่อยๆเรียบเรียบประโยคใหม่และพ่นมันออกไปอีกครั้ง “แล้วคิดจะไปที่ไหนล่ะ หรือว่ายังดูๆอยู่”

“ก็เลือกอยู่นี่แหละค่ะ ว่าจะให้หนูดงแฮมาช่วยเลือก”

พูดถึงเจ้าตัวเล็กก็พลันมีประเด็นใหม่ “คุณสนับสนุนเด็กสองคนนี้จริงๆน่ะเหรอ”

ลูกปัดสีเข้มกลอกมองเจ้าของประโยคเมื่อครู่และหยุดจ้อง “ทำไมล่ะคะ  หนูดงแฮแกก็ไม่ได้เสียหายอะไร เห็นกันมาก็ตั้งแต่เด็ก อันที่จริงลูกชายเราก็ชอบเค้ามาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอคะ ..หรือคุณไม่ได้สังเกต”

นึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่ยังไปไหนมาไหนกันเป็นครอบครัวอยู่ ช่วงที่คิบอมยังเล็กๆ คิฮยอนก็โตเป็นหนุ่มแล้วจึงมักจะเป็นน้องชายที่ไปโน่นไปนี่กับผู้เป็นบิดามารดา เพราะเมื่อก่อนระบบระเบียบหลายๆอย่างของวินเซอร์รูฟต่างจากตอนนี้ มันจึงมีหลายๆเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถตะลอนๆได้ตามใจนัก แต่ถึงลูกชายคนโตจะไปด้วย คิบอมก็มักไม่อยู่กับพี่เพราะวัยที่ต่างกันมาก และที่เห็นบ่อยๆก็คือเด็กผู้ชายตัวเล็กๆหน้าตาน่ารักที่มักจะโดนเขาจูงไปไหนมาไหนในทุกครั้งที่มีงานเลี้ยงสังสรรค์ทางสังคม

เด็กคนนั้นคือ ลีดงแฮ ลูกชายคนเดียวของท่านทูตลีซึงเฮ ที่สมัยนั้นยังไม่ได้ไปประจำการต่างประเทศอย่างจริงจัง พวกเขาเองยังเคยแซวกันขำๆว่าถ้าดงแฮเป็นผู้หญิงก็คงจะดี จะได้จับหมั้นกันเสียให้รู้แล้วรู้รอด

แต่นั่นมันก็เป็นเพียงอดีตและก็ผ่านมานานจนแทบจะลืมไปแล้วว่าเคยมีเหตุการณ์นั้นอยู่ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นหนุ่มน้อยน่ารักที่คุ้นหน้าคุ้นตาในบ้านของตัวเอง และคิบอมก็เป็นคนที่พามาด้วย เมื่อรู้ว่าคือใครมันก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ ที่จู่ๆเด็กทั้งคู่จะกลับมาสนิทสนมทั้งที่ก็ไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี

“คิบอมน่ะโตแล้วนะคะ” เพราะเห็นฝ่ายสามีเงียบ ฮันแชยอนจึงได้เอ่ยต่อ “หัดเชื่อในการตัดสินใจของลูกบ้างเถอะค่ะ เรื่องแบบนี้แกน่าจะคิดดีแล้วล่ะ”

“ผมก็แค่เป็นห่วง กลัวมันทำอะไรไม่คิด”

“ถ้าคุณจะห่วง ฉันว่าคุณห่วงเรื่องที่จะพูดกับท่านทูตยังไงดีกว่านะคะ ไหนๆเด็กสองคนนี้ก็คบกันไปแล้ว แทนที่จะเอาเวลามาคิดเรื่องไร้สาระน่ะ คิดว่าจะเจรจายังไงให้มันดูไม่ประหลาดหรือน่าเกลียดเกินไปตอนที่ไปขอลูกชายเค้าจะดีกว่า”

“ก็ให้เด็กมันคบกันไป เราเป็นผู้ใหญ่ จะไปยุ่มย่ามทำไม”

เอ่ยไปแบบนั้นเพราะยังมองไม่ออกว่าทำไมต้องมีการเจรจาในเมื่อทั้งสองคนก็เป็นผู้ชาย คบกันก็ยังอยู่ในฐานะเพื่อน และมันจะจำเป็นอยู่เหรอที่จะต้องไปทาบทามอะไรในเมื่อดงแฮก็ไม่ใช่ผู้หญิง

ก็แค่ผู้ชายสองคน ..แล้วยังไง ทำไมต้องทำให้มันวุ่นวาย?

ฮันแชยอนหยุดสายตาเพื่อประเมินทีท่าและความคิดของอีกฝ่าย ท่าทางคิมแทยางคงจะลืมคิดไปว่าต่อให้เป็นผู้ชายมันก็มีการ เสียหาย ได้เช่นกัน ด้วยเหตุผลที่ไม่เคยสนใจเรื่องนอกกรอบและมัวแต่อยู่แต่กับธุรกิจจนลืมมองไปว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไป แม้แต่วิถีการดำเนินชีวิตและสังคมก็ล้วนแปลกไปจากเดิมจนสิ้น

“จะปล่อยเลยตามเลยได้ยังไงคะ” น้ำเสียงกึ่งตำหนิกึ่งอ่อนใจเอ่ยว่า “ลูกมันจะทิ้งคุณสักแค่ไหนกันเชียว คิดเหรอว่าหนูดงแฮน่ารักขนาดนั้นน่ะคิบอมจะไม่ทำอะไรเลย”

หน้าเรียบๆหันขวับในทันใด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ความระแวงพุ่งสูงอย่าเห็นได้ชัด

“คุณหมายความว่ายังไง”

“ไม่เคยสังเกตสายตาลูกชายตัวเองเลยใช่มั๊ยว่ามันถอดแบบจากคุณไม่มีผิด” กดเสียงใส่เล็กๆ แต่สายตาก็ยังไม่ละจากของในมือไปไหน เพราะมันเป็นเรื่องปกติแล้วในสายตาหล่อน “ป่านนี้ฉันว่าหนูดงแฮได้กลายเป็นสะใภ้เราเต็มตัวแล้วล่ะ คงเหลือแค่สู่ขออย่างเดียวล่ะมั๊ง”

“พูดบ้าๆ” รีบค้านเสียงแข็ง “ยังเด็กกันทั้งคู่ จะไปทำอะไรแบบนั้นได้ยังไง แถมยังผู้ชายเหมือนกันอีก”

“จะสิบแปดแล้วนะคุณ” แทนที่ฝ่ายมารดาจะรับไม่ได้ กลายเป็นฮันแชยอนเสียอีกที่ต้องชี้แจง “เด็กผู้ชายเดี๋ยวนี้โตเป็นหนุ่มตั้งแต่ 13-14 แล้ว”

“มันคนละเรื่องกัน”

“มันเรื่องเดียวกัน” หล่อนถอนหายใจใส่ “คุณมันโลกแคบ หัวโบราณจริงๆเลย นี่คิดว่าคิบอมน่ะเป็นเด็กๆนั่งเล่นหุ่นยนต์หรือไงคะ”

“...”

“ยอมรับเถอะว่าลูกมันโตแล้วก็ทำเรื่องแบบนั้นเป็นแล้ว นี่ฉันไม่ได้จะชวนคุณมาจับผิดเด็กหรอก แต่สิ่งที่เราควรทำคือเลิกปิดหูปิดตาตัวเองด้วยคำว่า ลูกยังเด็ก แล้วก็คิดทำอะไรที่มันถูกมันควร ไม่ใช่ปล่อยเด็กมันเลยเถิดกันไปโดยที่เราไม่ได้สนใจอะไรเลย”

นึกตามแล้วก็ยังค้านอยู่ “มันจะไปทำอะไรกันได้ยังไง”

“นอนก็นอนห้องเดียวกัน เวลาที่จะมีให้ทำน่ะถมเถไป” ตอกกลับตรงๆจนคนฟังหน้าชาเสียเอง “เด็กวัยกำลังโต ห้ามไปก็เท่านั้นแหละ ฉันรู้ว่ายังไงมักเน่ก็ไม่สนใจหรอก ยิ่งหนูดงแฮท้องไม่ได้ รายนั้นคงยิ่งไม่มีอะไรมาทำให้ห้ามใจนักหรอก”

“ผมว่าคุณมองลูกในแง่ร้ายมากเกินไปนะ”

“ฉันมองตามนิสัยมันต่างหากค่ะ” หล่อนกดเสียงเน้นย้ำอย่างชัดเจน “ช่างเหอะ ..แค่หาวิธีไปเจรจากับท่านทูตลีก็พอ ยังไงลูกเรามันก็ไปคว้าลูกเค้ามาแล้วนี่ แก้อะไรก็คงไม่ทันแล้วล่ะ”

“แต่ผมว่า..”

“คุณอยู่เงียบๆแล้วไปนั่งทำใจรับสะใภ้เล็กของคุณต่อไปเถอะ” ว่าแล้วก็ตวัดสายตามองที่ชั้นบนเพราะได้ชินเสียงเปิดประตูสักบานบนนั้น “ลูกสะใภ้ฉันคงจะมาแล้วล่ะ”

เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ ร่างเล็กที่เปลี่ยนเครื่องแบบนักเรียนมาสวมเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นรีบเดินกึ่งวิ่งลงมา ฝ่ายบิดาของร่างหนารีบตวัดสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ตัวเล็กๆ ผิวขาวๆ ดูสะอาดตา ไหนจะดวงตากลมโตสุกสกาวและริมฝีปากที่อวบอิ่ม มองแล้วก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าคือเด็กผู้ชายที่แข็งแกร่ง พอมองแขนขาแล้วก็ไม่มีขนกระด้างให้ขัดตา มันนวลเนียนไปเสียหมดแบบนี้ บางทีที่แชยอนว่ามันก็อาจจะเป็นเรื่องจริง

“มานั่งกับป้ามา” รีบเรียกในทันที แต่ก็ยังดีที่ยังเกรงใจท่านประธานคิมจึงไม่ใช้อีกสรรพนามให้เขาหงุดหงิดเล่น

เด็กหนุ่มที่ตัวใหญ่กว่าคนเรียกเล็กน้อยรีบทิ้งกายลงบนโซฟา แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะแสดงกริยาเป็นเชิงขออนุญาตร่างหนาที่นั่งอยู่ด้วย

คนที่ไม่ค่อยแน่ใจยังใช้สายตากวาดมองอย่างแนบเนียน จะว่าไปแล้วดงแฮก็ไม่ได้กระตุ้งกระติ้งซ้ำยังดูกระโดกกระเดกเป็นเด็กๆ แถมยังชอบเล่นอะไรซนๆให้เห็นอยู่หลายครั้ง คิดไม่ออกเลยว่าเวลาอยู่กับคิบอมมันจะออกมาในรูปแบบไหน เคยเห็นเขาอ้อนก็จริงแต่เจ้าลูกชายก็ตีหน้านิ่งใส่ตลอดเลยไม่สามารถจินตนาการต่อไปได้ โลกนี้มันช่างมีอะไรแปลกใหม่ให้ปวดหัวได้ตลอดจริงๆ

คิมแทยางนั่งปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อย แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงห้าวเอ่ยมา

“ผมกับคุณป้าว่าที่นี่น่าไปดี คุณลุงว่ายังไงครับ?”

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

 

มาถึงที่ห้างสรรพสินค้าก็ตรงเข้าไปที่ร้านแบรนด์เนมชื่อดังที่นั่งเล็งกระเป๋าเอาไว้ แบบที่คิดว่าจะมาซื้อก็ดูสวยดี แต่ก็ยังลังเลและมองแบบใบอื่นบ้างเผื่อว่ามันจะเข้ากับร่างเล็กมากกว่า

อันที่จริงมันก็ไม่มีโอกาสพิเศษอะไร แค่อยากจะซื้อของให้คนรักได้ใช้ก็เท่านั้น วันก่อนที่นั่งดูนิตยสารก็เห็นว่ามีคอลเลคชั่นใหม่และสะดุดตากับมันจนเกิดความรู้สึกว่าอยากจะเห็นดงแฮสะพายก็เท่านั้น

ก็แค่มาซื้อ.. เพราะอยากเห็นเขาสะพายเท่านั้น

เดินไปเดินมาแล้วก็หยิบเอารุ่นที่ดูไว้ขึ้นมาหมุนเพื่อประเมินในหลายๆอย่าง พนักงานในร้านต่างชำเลืองมองกันเป็นระยะ คิบอมเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ค่อนข้างบ่อย แม้จะไม่ใช่ลูกค้าประจำเสียทีเดียว แต่ก็ถือว่าเห็นหน้าค่าตาจนจำได้และรู้ว่าคือใคร

“ใบนี้มีสองเนื้อนะคะคุณชาย” พนักงานสาวเอ่ยแนะนำ “มีใบนี้ กับอีกใบที่สีครีมค่ะ”

“อืม”

แม้จะตอบกลับมาแค่เสียงครางเบาๆ แต่หล่อนก็พอจะเข้าใจว่าควรนำอีกใบที่ตั้งอยู่อีกฝั่งมาให้ได้เลือก

“นี่ค่ะคุณชาย ใบสีครีมจะดูซอฟต์กว่า แต่ใบสีดำก็เข้ากับทุกชุด”

รับมาดูโดยไม่พูดอะไร และพนักงานก็ไม่ปริปากอะไรอีก เป็นที่รู้กันว่าพูดไปเขาก็ไม่สนใจจะฟัง ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเอง และก็คงจะไม่มีใครสามารถโน้มน้าวได้ง่ายๆ

คิบอมตัดสินใจเลือกใบสีดำเพียงเพราะเหตุผลว่ากลัวดงแฮจะซนจนทำให้มันเปื้อน ไม่ได้ใส่ใจหรอกว่าจะเข้ากับชุดแค่ไหน ส่วนมากร่างเล็กก็ชอบใช้กระเป๋าสีเข้มๆอยู่แล้ว และเขาก็ตั้งใจจะมาซื้อใบสีดำเป็นทุน

จ่ายเงินเสร็จก็เดินหิ้วของออกมา ใบหน้าหล่อเจือรอยยิ้มจางๆ ทั้งที่ปกติชอบตีหน้านิ่ง แต่เวลานี้เขากำลังอมยิ้มและมีความสุข เพียงแค่คิดว่าคนตัวเล็กจะหยิบมันมาสะพายก็รู้สึกว่าช่างน่ารักอะไรแบบนี้

นอกจากจะได้กระเป๋าแล้วยังคิดจะซื้อของไปฝากอีกสักหน่อย เขาไม่มีโอกาสมาเดินเลือกของสบายๆแบบนี้สักพักแล้ว พอมีเวลามาเดินก็อดไม่ได้ที่จะเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ตามประสาของแฟชั่นนิสต้าผู้เป็นตัวของตัวเอง

ระหว่างที่เลือกของไปก็กดโทรศัพท์หาน้องชายผู้เป็นเสมือนมือขวาของตัวเอง ซังบอมเหมือนเป็นลูกไล่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนสำคัญที่คล้ายกับจะขาดไปไม่ได้ เขามักจะช่วยคิบอมจัดการในหลายๆเรื่อง แต่ก็ด้วยเหตุผลเพียงเพราะเรื่องเหล่านั้นคิมคิบอมแค่ไม่อยากจะลงมือทำเอง

เขาขี้เกียจจะไหว้วานหรือว่าขอความช่วยเหลือจากใคร ดังนั้นงานใดที่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้จึงต้องกลายเป็นหน้าที่ของซังบอมผู้มีวาทศิลป์แทน

[ฮันยองซันดูท่าทางจะไม่สำนึกว่ะ] เสียงเบื่อๆของปลายสายกรอกมาอย่างหงุดหงิด [เท่าที่สืบๆมาน่ะ พวกเด็กไมอาบอกว่ามันเป็นลูกผู้สนับสนุนโรงเรียนเลยค่อนข้างกร่าง]

“งั้นเหรอ?”

[อือ แล้วตอนนี้ที่ฉันรู้มาอีกอย่างน่ะ..]

“อะไร”

[มันเป็นคนส่งข่าวให้พวกไอ้แจอุครู้ คนที่มันส่งไปสะกดรอยตามดงแฮน่ะคอยรายงาน แล้วถ้าตอนไหนที่ดงแฮห่างแก มันก็จะโทรบอกมยองแจอุค]

“มิน่าล่ะ” ไม่แปลกใจเลยสักนิด

[ข้อมูลพวกนี้เค้นมาได้จากไอ้นักสืบนั่นแหละ ตอนแรกมันก็ไม่ยอมบอกหรอก ต้องเอาเงินง้างปากถึงพูดได้]

“งั้นแกช่วยหาประวัติฮันยองซันแบบละเอียดมาให้ฉันหน่อย”

[เอาตอนไหนล่ะ ฉันมีหมดแล้ว]

“ส่งเข้าเมลเลยก็ได้ ที่เหลือฉันจัดการเอง”

กดวางสายด้วยสายตาที่ราบเรียบ แผนการที่เหลือกำลังถูกลำดับขั้นอยู่ในสมองเงียบๆ ไม่ได้คิดหาวิธีที่จะทำอะไรให้แนบเนียน แต่สิ่งที่ต้องการคือทำให้คนอย่างฮันยองซันได้รับผลของการกระทำอย่างสาสม ไม่ใช่แค่การถูกพักการเรียนแล้วทุกอย่างจะจบ เพราะหากเขายังไม่สำนึกและสามารถชูคอต่อไปทั้งที่ทำเรื่องเลวร้ายเอาไว้ มันก็ถือว่าการเอาคืนยังไม่สำเร็จ

และคิมคิบอมก็ไม่ใช่คนใจดีหรือมีเมตตาขนาดนั้น

แววตาร้ายๆเริ่มก่อเกิดจนเป็นประกายขึ้นมา บางอย่างที่คิดจะเล่นสนุกผุดขึ้นในหัว ความชั่วร้ายที่เขากำลังคิดมันอาจจะไม่ได้หนักหนา แต่หากมันสามารถทำให้ใครบางคนได้รับสิ่งที่เรียกว่า เสียใจอย่างแท้จริงและเป็นบทเรียนสำหรับชีวิตได้บ้าง มันก็น่าสนใจไม่หยอก

จะได้รู้สักทีว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มันไม่ได้ง่ายดายนัก

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

ภายในบ้านตระกูลคิมยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ระหว่างที่รอคิบอมกลับมา ดงแฮก็นั่งคุยเป็นเพื่อนฮันแชยอนไปเรื่อย ตอนนี้ฝ่ายหัวหน้าครอบครัวผละตัวไปสะสางงานที่ชั้นบนต่อแล้วจึงเหลือแค่คนเป็นแม่และลูกสะใภ้ที่นั่งดูรูปสมัยเด็กๆของคิบอมกันอย่างเพลิดเพลิน

“มักเน่ตอนเด็กๆน่ะแก้มป่องมากเลย”

ได้ยินหล่อนบอกแบบนั้นก็หัวเราะใหญ่ “ตอนนี้ก็ยังป่องอยู่นะฮะ”

“นั่นสิเนอะ” ฝ่ายอาวุโสยิ้มรับ มือเรียวยังเปิดดูรูปในอัลบั้มไปเรื่อยๆ “อ๊ะ ..นี่ใครเนี่ย คุ้นๆบ้างมั๊ย”

เมื่อมีอะไรยื่นมาก็รีบละอัลบัมที่อยู่ในมือไปรับมาดู เพ่งเล็กน้อยก็ตาโตเพราะมันเป็นรูปเด็กหลายๆคนยืนรวมกันอยู่และเหมือนจะกำลังสนุกกับของเล่นอยู่ และหนึ่งในนั้นมันก็มีเด็กชายคนหนึ่งตากลมใส ยืนกอดลูกโป่งอยู่ใกล้ๆเด็กชายแก้มป่องๆ ไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นรูปของตัวเอง

“นี่.. ผมใช่มั๊ยฮะ?” ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “อ๊ะ ..คนที่หันข้างๆนี่ใช่คยูฮยอนหรือเปล่าฮะคุณป้า”

คนถูกถามเอนกายมามองให้ชัดแล้วรีบพยักหน้า “ใช่จ้ะ ตาดีจัง .. อีกรูปน่ะมีซีวอนอยู่ด้วยนะ”

ดงแฮหันไปมองอีกรูปบ้าง ก็เห็นว่าเป็นอย่างที่หล่อนว่า เด็กๆหลายคนที่เห็นในภาพล้วนคุ้นตาเมื่อพยายามนึกถึงคนที่เห็นว่าเดินวนเวียนอยู่ในไมอาและวินเซอร์รูฟ แต่ส่วนมากเหมือนว่าเครื่องแบบสีแดงอิฐจะฮอตฮิตมากกว่าเครื่องแบบสีกรมท่าของตัวเองโข ลูกคนใหญ่คนโตจึงนิยมเข้าเรียนที่นั่น

“ผมอยากเห็นรูปซังบอมจังเลยฮะ” รีบเปิดดูหน้าถัดไปบ้าง แต่ก็กลายเป็นว่ามองข้ามเสียอย่างนั้น “เอ๊ะ .. ซังบอมคล้ายคิบอมมากเลยนะฮะ”

“ซังบอมน่ะตาเค้าจะดูเจ้าเล่ห์มากกว่า แล้วก็ขาวกว่านิดหน่อย” ยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน “อา.. เจอรูปดงแฮอีกรูปแล้ว เดินจูงมือกันตั้งแต่เด็กเชียวนะคู่นี้”

รีบชะโงกไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น และแก้มขาวก็ต้องแดงระเรื่อเมื่อเห็นรูปถ่ายชัดๆว่าตนกำลังถูกเด็กผู้ชายที่ตัวสูงกว่าเดินจูงมืออยู่ มันน่าจะเป็นรูปในงานกิจกรรมสักงานที่บรรดาแม่ๆคงจะพาไป เพราะดูจากชุดแล้วก็เป็นเสื้อยืดกางเกงขาสั้น พอกวาดตามองไปที่พื้นหลังก็เห็นป้ายงานเปิดตัวสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ก็เข้าใจแล้วมันเกิดอะไรขึ้น

“ผมจำไม่ค่อยได้เลยว่าเคยเจอคิบอมเค้าตั้งแต่เด็กๆ”

“เด็กก็อย่างนี้แหละ” ผู้ฟังหัวเราะร่วน “แต่ตอนเด็กๆน่ะเราสองคนสนิทกันมากเลยนะ เวลาที่มักเน่เจอดงแฮน่ะชอบออกจากกลุ่มแล้วไปเล่นกับดงแฮแทน”

“อย่างนั้นเหรอฮะ” เขินเล็กๆกับสิ่งที่ได้ยิน

“ปกติเค้าจะอยู่กับซีวอน คยูฮยอน หรือไม่ก็ซังบอมน่ะ แต่ถ้าเจอดงแฮก็จะทิ้งเพื่อนๆไปเล่นกับดงแฮประจำเลย ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เจอกันบ่อยมาก ป้ากับคุณพ่อคุณแม่หนูน่ะเจอกันแค่บางงานเท่านั้นเอง ปีนึงก็ไม่กี่ครั้งหรอก”

“นั่งดูรูปแบบนี้ก็สนุกดีนะฮะ”

มือเรียวยังเปิดไปเรื่อย อัลบัมเล่มที่เขาเปิดค้างไว้นั้นเป็นช่วงที่คิบอมยังแบเบาะ มีทั้งรูปที่ยังคว่ำ คลาน หรือแม้กระทั่งเพิ่งหัดเดิน มันดูน่ารักเสียจนอยากจะดึงเขาออกมาจากรูปแล้วเดินอุ้มให้ทั่วบ้าน

“คุณป้ายังสวยเหมือนตอนสาวๆเลยนะครับ” มองแล้วก็อดที่จะชมไม่ได้

“อะไร มาชมคนแก่ ยังไงป้าก็สวยไม่เท่าแม่เราหรอก คุณยอนนาน่ะเป็นถึงนางงามเลยนี่นา”

พอหล่อนชมมารดาของตัวเองก็หัวเราะ ปาร์คยอนนาคือชื่อเต็มของภรรยาท่านทูตลีซึงเฮที่เคยได้ตำแหน่งนางงามหลายเวที และก็เคยทำงานเป็นแอร์โฮสเตสของสายการบินประจำชาติอยู่พักหนึ่งแล้วจึงพบรับกับคุณพ่อของเขา มันเป็นตำนานรักที่ดงแฮเองก็ได้ยินคุณป้ากระเซ้าอยู่บ่อยๆ

“ว่าไปแล้วดงแฮก็หน้าคล้ายคุณยอนนานะ จิ้มลิ้มเหมือนแม่ไม่มีผิด”

ยิ่งถูกชมก็ยิ่งเขิน แก้มปลั่งแดงระเรื่อ ก้มหน้างุดๆเพื่อดูรูปในอัลบัมต่อ พอเห็นหน้าของท่านประธานคิมในวัยหนุ่มชัดๆก็นั่งจ้อง บอกไม่ถูกว่าเขาคล้ายคิบอมหรือคิฮยอนมากกว่ากัน แต่เมื่อพิจารณาฮันแชยอนร่วมด้วยแล้วก็พบว่าเจ้าโหดนั้นคงได้แก้มมาจากฝ่ายแม่มากกว่า

เด็กหนุ่มปล่อยเวลาให้ผ่านไปกับการนั่งเปิดดูอัลบัมรูป มันเพลินดีที่ได้ซึมซับและรับรู้ชีวิตในวัยเด็กของคนรัก คิบอมดูเป็นเด็กซนๆคนหนึ่ง และอาจเพราะที่คุณนายคิมขนมาให้ดูมันเป็นอัลบัมของคิบอม รูปที่ถ่ายคู่กับคิฮยอนเลยมีอยู่ไม่มากนัก แต่ก็ยังพอจะมีให้เห็นบ้างว่าสองพี่น้องนั้นห่างกันพอดู

“เดี๋ยวป้าไปหาของว่างมาทานดีกว่า อีกสักพักมั๊งกว่ามักเน่จะกลับ”

“ครับ”

ขานรับเบาๆและเปิดดูรูปต่อ มองแล้วก็เพลินดีกับการได้เห็นคิบอมในวัยเด็กหลายอิริยาบถ เขาเป็นเด็กที่น่ารักและฉายแววหล่อตั้งแต่สมัยอนุบาล ถูกจับใส่สูทผูกโบว์หูกระต่ายก็บ่อย มองแล้วมันก็น่ารักดี แต่พอนึกได้ว่าเขาเคยเอาโบว์ที่ใส่กับสูทในวัยเด็กมาติดที่ผมตัวเองตอนที่โดนจับแต่งเป็นชิสุก็อดขำไม่ได้

สิ่งที่ได้รู้ก็คือคิบอมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับซีวอน คยูฮยอน และก็ซังบอม เพราะรูปถ่ายมันบอกแบบนั้น แม้จะมีบางรูปที่เห็นหน้าตัวเองอยู่ด้วย แต่มันก็ถือว่าเป็นส่วนน้อยและอาจต้องนั่งเพ่งนั่งเล็งกว่าจะเจอ และที่เปิดเจอมาก็มีแค่สองรูปเท่านั้นที่เห็นหน้าของตนชัดๆ

แต่แค่นี้มันก็ทำให้รู้แล้วว่าพวกเขาทั้งคู่ไม่ได้เพิ่งมารู้จักกันในตอนโต

ดงแฮชะงักมือเมื่อเห็นเด็กชายคิมคิบอมในรูปสวมสร้อยแบบที่ตัวเองมี เพิ่งจะเห็นชัดๆก็ในช่วงที่เขาเริ่มโตแล้ว แต่พอกลอกตาไปที่เจ้าเด็กแก้มป่องๆหน้าตาเจ้าเล่ห์เหมือนลูกหมาไซบีเรียนฮัสกี้ก็เลิกใส่ใจเพราะบนคอมีเหมือนกันไม่มีผิด ไม่ต้องคิดมากหรือสงสัยอะไรแล้วเพราะที่ซังบอมบอกไว้ก็ไม่ได้โกหก

เด็กๆสมัยนั้นใส่สร้อยแบบนี้กันเต็มไปหมดเลย -*-

ถอนหายใจแต่ก็ยังเปิดไปเรื่อย จากอัลบัมหนึ่งก็เปลี่ยนไปที่อีกอัลบัมหนึ่ง มีทั้งช่วงที่ยังแบเบาะ สมัยอนุบาล ประถม แต่พอเข้ามัธยมแล้วกลับไม่ค่อยมีภาพเหล่านี้ให้ได้เห็น ซึ่งก็คงไม่ต้องสงสัยให้มากและคงจะตอบความสงสัยได้ว่าคงเพราะคนที่หมั่นเอารูปมาใส่ในอัลบัมนั้นไม่อยู่ มันจึงไม่มีภาพเหล่านั้นเก็บเอาไว้ให้ได้เห็น และคิบอมเองก็คงจะไม่มีกะใจที่จะนั่งถ่ายรูปและอัดเอามาเก็บไว้เอง

แต่อารมณ์ที่กำลังเพลิดเพลินก็ต้องสะดุดลงเมื่อมีบางอย่างที่คุ้นเคยสะกดสายตาให้หยุดอยู่ที่รูปตรงหน้า มันไม่ใช่แค่หนึ่งรูป แต่มีถึงสี่รูปในหน้าที่เปิดกางอยู่ ความมึนงงจู่โจมเข้ามาโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างเล็กนิ่งอึ้งไปกับทุกๆอย่างที่กำลังพุ่งตรงมาจากรอบด้าน ตากลมจ้องเขม็งและกวาดมองช้าๆเพื่อให้แน่ใจว่ามองไม่ผิด

ทำไมในรูปนี้มันถึงเป็นคนคนนี้ไปได้!?!

 

 

 


 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

 

ถุงที่ได้จากการช็อปปิ้งถูกหิ้วพะรุงพะรังเข้ามาในบ้านด้วยรอยยิ้ม ทั้งที่เด็กรับใช้จะช่วยรับมาถือให้แต่ร่างใหญ่กลับไม่ต้องการและเดินถือมันทั้งหมดเข้ามาด้วยตัวเอง ในบ้านดูเงียบๆเพราะที่ห้องรับแขกไม่มีคน ทั้งที่มารดาของเขาควรจะนั่งอยู่กับเจ้าตัวเล็ก แต่ก็แปลกที่วันนี้กลับไม่มีภาพนั้นอยู่

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเอามาวางให้คนน่ารักได้ตื่นเต้นก็ต้องทิ้งมันลงบนโซฟาแล้วเรียกเด็กรับใช้คนเมื่อครู่เพื่อให้นำขึ้นไปเก็บ หน้าหล่อมองซ้ายมองขวาแล้วก็เอ่ยถามตามประสาคนที่ยังมึนงง

“คนอื่นๆล่ะ”

“คุณผู้หญิงอยู่บนห้อง คุณผู้ชายอยู่ในห้องทำงาน ส่วนคุณหนูดงแฮออกไปข้างนอกค่ะ”

“ออกไปข้างนอก?” คิบอมถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่สูงขึ้น “ไปนานหรือยัง”

“ก่อนคุณชายกลับมาประมาณ 20 นาทีค่ะ แต่ว่าคุณหนูดงแฮขนกระเป๋าเดินทางออกไปด้วย”

“อะไรนะ” เสียงห้วนร้องขึ้น

“ดิฉันไม่ทราบรายละเอียดค่ะ”

ไม่สนใจจะฟังอะไรต่อและรีบหยิบโทรศัพท์มากดที่เบอร์ฉุกเฉินอันดับสองที่ตั้งเอาไว้ ได้ยินเสียงรอสายก็ยังใจชื้น แต่ก็ต้องโดนเสยเข้าโครมใหญ่เมื่อถูกกดตัดสายในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา คิบอมพยายามกดซ้ำแต่สิ่งที่ได้รับก็เหมือนเดิมคือโดนตัดสายอยู่แบบนั้น และท้ายที่สุดก็กลายเป็นว่าอีกฝ่ายถึงกับต้องปิดเครื่องหนี

“อะไรวะ”

ถึงกับมึนในสิ่งที่เกิดขึ้น อารมณ์ที่กำลังดีขุ่นลงในพริบตา ขายาวรีบก้าวขึ้นไปบนห้องและเปิดตู้เสื้อผ้าดูให้แน่ใจ ซึ่งสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็คือส่วนที่เป็นของดงแฮมันโล่งไปหมด ไม่ว่าจะเป็นราวแขวนเสื้อผ้าหรือแม้แต่ลิ้นชัก รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่เคยวางเคียงกันไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง

ไม่มีอะไรนอกจากความมึนงงที่ซัดเข้าเต็มร่าง มันหนักในหัวคล้ายจะโดนน็อค แต่ก่อนจะสลบไปจริงๆก็รีบวิ่งไปเคาะประตูห้องแม่

“เกิดอะไรขึ้นฮะ ทำไมเจ้าแป๋ว..” ร้องถามในทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออก

ใบหน้าแสนสวยที่อาจร่วงโรยไปตามวัยยังนิ่งอยู่ หล่อนไร้ประกายแห่งรอยยิ้มอย่างในทุกครั้งที่เคยพบเจอ ฮันแชยอนที่ชอบพูดจากระเซ้าเย้าแหย่บัดนี้ยืนนิ่งคล้ายกับไร้ถ้อยคำจะพูด

“แม่ฮะ..” ลูกชายคนเล็กต้องร้องย้ำเพื่อให้หล่อนตอบคำถาม

แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นอัลบัมรูปหน้าที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เพียงแค่นั้นมันก็ตอบได้แล้วว่าทำไมดงแฮถึงตัดสินใจเดินออกไป และก็ไม่น่าจะเดายากว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหนเวลานี้

ไม่มีคำพูดใดๆเอ่ยออกมา ใบหน้าคมคายฉายแววแห่งความเคร่งเครียด รูปเหล่านี้แม่ของเขาเป็นคนเก็บไว้และเจ้าตัวก็แทบจะไม่ได้เปิดดูมันเลยด้วยซ้ำ จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เคยหยิบมาดูก็ตอนที่มารดายังไม่หนีหายไปจากบ้าน ซึ่งนั่นมันก็นานแล้ว และมันก็นานพอที่เขาจะลืมว่ามีรูปเหล่านี้อยู่ในอัลบัม

ชัดเจนว่ามันคืออะไร และก็รู้แล้วว่าคนตัวน้อยรู้อะไรไปบ้าง สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้ก็คงจะเป็นการตามไปปรับความเข้าใจก่อนที่อะไรจะบานปลายมากไปกว่าเก่า

“เค้าออกไปยังไงฮะ”

“อยู่ๆก็เรียกแท็กซี่มารับ” หล่อนเอ่ยตอบ ยังไม่กระจ่างเท่าใดนักกับสิ่งที่เกิดขึ้น “อยู่ดีๆก็ขึ้นห้องแล้วก็สักพักก็ลากกระเป๋าออกมา เค้าเดินมาลาแม่แล้วก็ออกไป แต่แม่เห็นว่าเปิดรูปหน้านี้ค้างเอาไว้เลยคิดว่ามันอาจจะมีอะไรน่ะ”

ร่างสูงถอนหายใจยาว พยายามข่มสติที่กระเจิงให้มันสงบลง “คืนนี้ผมอาจจะไม่กลับบ้านนะฮะ”

ไม่รอคำตอบและวิ่งกลับลงไปที่รถในทันที ไม่กี่วินาทีถัดมันก็มีเสียงติดเครื่องยนต์ขับออกไป ซึ่งก็สามารถทำให้คนที่เก็บตัวอยู่ในห้องต้องเดินออกมาสอบถามภรรยาอีกรอบ

“มันมีอะไรกันน่ะคุณ”

รอบแรกก็ตอนที่มีแท็กซี่ขับเข้ามาในบ้านและรับลูกชายท่านทูตลีออกไป รอบนี้ก็กลายเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองที่บึ่งตามไปบ้าง ไม่รู้ว่ามันมีอะไรมากมายนักหนา

แต่คราวนี้ฮันแชยอนกลับไม่มีกะใจกะต่อปากต่อคำหรือจิกกัดอย่างที่เคย

“หนูดงแฮโมโหอะไรมักเน่ก็ไม่รู้ค่ะ ตอนนี้ขนของออกไปหมดเลย แล้วลูกเราคงจะออกไปตามนั่นแหละ”

“ขนไปไหน?” อดที่จะถามต่อไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ออกปากขอลีซึงเฮเอง ถ้าจะขนข้าวของออกไปไหนมันก็ควรจะต้องได้รับอนุญาตเสียก่อน ถึงอย่างไรตอนนี้ดงแฮก็อยู่ในฐานะเด็กในปกครองของตน

“เห็นว่าจะกลับบ้าน ..แกฝากลาคุณด้วย แต่ฉันเห็นว่าคุณทำงานอยู่เลยไม่ได้เข้าไปบอก”

 

 

 

 

ไม่กี่นาทีรถคันใหญ่ก็ดับเครื่องที่หน้าประตูบ้านหลังเล็ก ไฟข้างในมันเปิดอยู่จึงทำให้เขารู้ว่าคนที่ตามหาคงจะไม่ได้ไปไหน มือหนาหยิบโทรศัพท์ออกมากดอีกครั้งแต่ก็เหมือนเก่าคือโดนตัดสายซ้ำๆ และสิ่งที่ตัดสินใจทำก็คือนั่งพิมพ์ข้อความทั้งที่ตนก็ไม่ได้ชอบทำนัก

ข้อความแรกส่งไปแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ ราวสิบนาทีก็ตัดสินใจที่จะส่งข้อความที่สองต่อ

[ฉันเป็นห่วงนะ ตอบหน่อยว่าอยู่ในบ้านหรือเปล่า]

หวังว่าจะได้คำตอบกลับมาบ้าง แต่ก็เงียบเชียบ รอจนแล้วจนเล่าเขาก็ไม่ตอบอะไร พอโทรศัพท์เข้าไปก็กลายเป็นว่าปิดเครื่องใส่อีกรอบ คำตอบก็คงจะชัดเจนแล้วว่าไม่อยากจะคุย จึงตัดสินใจส่งข้อความเพิ่มเติมไปเผื่อว่ามันจะทำให้คนน่ารักใจอ่อนยอมให้ได้ขี้แจงอะไรบ้าง

[ฉันจะรออยู่ที่หน้าบ้านนะ อารมณ์ดีเมื่อไหร่ค่อยคุยกันก็ได้]

กดส่งไปพร้อมกับใจที่วูบโหวง ไม่เคยกังวลและไร้ความมั่นใจเช่นนี้มาก่อน คิบอมพยายามชะเง้อมองที่หน้าต่างหวังว่าคนในบ้านจะเปิดม่านให้ได้เห็นหน้าบ้าง แต่ก็เงียบเชียบ ผ้าม่านไม่ไหวติง และสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือไฟในห้องที่ปิดลงและเหลือเพียงแสงรำไรที่คาดว่าน่าจะเป็นโคมไฟที่เปิดในห้อง

[แป๋วน้อย อย่าทำแบบนี้สิ ออกมาคุยกันหน่อย]

ด้วยนิสัยของดงแฮแล้วทำไมเขาจะไม่รู้ว่าปิดเครื่องหนีได้สักครู่ก็ต้องเปิดมันขึ้นมาใหม่ เวลานี้คิบอมไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย อย่างน้อยแค่ให้คนรักเปิดหน้าต่างออกมาร้องด่าสักนิดก็ยังดีกว่าเก็บตัวเงียบแบบนี้

เขาไม่ชอบความเงียบเลยจริงๆ เพราะมันทำให้ไม่สามารถเดาความคิดของอีกฝ่ายได้ว่าเป็นแบบไหนอยู่ ทงเฮอาจแสนงอนและโกรธง่าย แต่ง้อสักนิดก็หายเคืองแล้วกลับมาน่ารักเหมือนเก่า ไม่เหมือนตอนนี้ที่ตัดการติดต่อแทบทุกอย่างจนไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้

[จะไม่ออกมาจริงๆเหรอ ฉันยังรออยู่นะ]

ทั้งที่เคยออกปากเองว่าไม่ชอบอ่านและส่งข้อความ แต่ตอนนี้เจ้าตัวร้ายกลับนั่งกดโทรศัพท์ยุกยิกและส่งมันไปถึงใครที่เคยได้รับฟังคำพูดจากตนที่บอกว่า ไม่ต้องส่งมาล่ะ ฉันขี้เกียจอ่าน อยู่แบบนั้นซ้ำๆนับสิบฉบับ เพิ่งจะรู้สึกก็ตอนนี้ว่าเวลาที่ส่งข้อความถึงใครและรอการตอบกลับมาด้วยใจระทึกมันเป็นแบบไหน เพราะยามนี้เขาก็เป็นเช่นนั้นอยู่

ความเงียบรอบตัวเริ่มคืบคลานเข้ามา ยุงแถวนั้นก็ก่อกวนให้ต้องฟาดฝ่ามือเพื่อฆ่าแกงเป็นระยะ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนตัวน้อยจะยอมใจอ่อนโผล่หน้าออกมารับฟังคำอธิบายหรือว่าปรับความเข้าใจกัน รออยู่แบบนั้นจนกระทั่งทนไม่ไหวจึงสตาร์ตรถมอร์เตอร์ไซค์กลับไปที่บ้าน

 

ร่างเล็กที่ยังนอนนิ่งอยู่ในความมืดลุกขึ้นมาแง้มผ้าม่านดูหลังจากที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ เพียงแค่เห็นว่าคนตัวใหญ่จากไปแล้วน้ำตาก็รินไหลออกมา เจ็บปวดจนไม่สามารถจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ ต่อให้ไม่อยากจะเผชิญหน้าหรือว่าพูดจา แต่ก็ยังหวังอยู่ลึกๆว่าเขาจะยังไม่ไปไหน

หมดความอดทนแล้วสินะ?

มือเรียวปาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาอาบแก้ม ความเจ็บที่ก่อตัวยังแผ่อานุภาพให้หัวใจต้องเจ็บช้ำ เหมือนมีใบมีดกรีดลงบนผิวหัวใจให้เลือดไหลซิบทีละน้อย ค่อยๆกรีดอย่างเบามือ หากแต่ทำมันซ้ำๆกระทั่งเจ็บแสบจนยากจะหักห้าม

กายน้อยทิ้งตัวลงบนเตียงอีกครั้ง ทั้งที่เป็นห้องนอนของตนแท้ๆแต่กลับรู้สึกว่าไม่คุ้นเคย หมอนข้างที่เย็นชืดเมื่อกอดแล้วก็ไม่ได้ให้ไออุ่นหรือความสุข การมีใครอีกคนอยู่ข้างกายแทบจะตลอดเวลามันทำให้เขาเคยตัว แต่บางทีหลังจากนี้เขาอาจจะต้องหัดกลับมาอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้งก็เป็นได้

ไร้ความคิดใดๆในเวลานี้ รู้แค่เพียงว่าผิดหวังและเสียใจในสิ่งที่ได้รับรู้ หากถามว่ามันคือความโกรธหรือไม่ ก็อาจตอบได้ว่าโกรธ แต่ไม่มาก เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับหัวใจดวงนี้มันคือความผิดหวัง เสียใจ และเสียความรู้สึกมากกว่า

เป็นไปได้เหรอที่จะไม่เคยรู้ ..หึ ทำไมคิบอม ทำไมต้องทำแบบนี้

ถามตัวเองซ้ำๆในความเงียบ ประโยคนี้เกิดขึ้นในหัวของเขาไม่ต่ำกว่าร้อยรอบนับตั้งแต่เห็นรูปในอัลบั้ม เด็กชายคนนั้นที่เขาเฝ้ารอคอยนั้นอยู่ใกล้เสียจนแทบจะหายใจรดต้นคอ ทั้งๆที่คิบอมรู้ทั้งรู้แต่กลับไม่เคยปริปากบอกเลยสักคำ ปล่อยให้เขาเป็นเหมือนตัวตลกที่โง่งมงาย ไม่รู้อะไรเลย

เห็นฉันเป็นตัวอะไร?

เช็ดน้ำตาอีกครั้ง ทั้งที่พยายามข่มใจไม่ให้ต้องฟุ้งซ่านคิดมากมายไปกับเรื่องที่ไม่น่าจะใช่สาระแต่ก็ไม่สามารถตัดสิ่งเหล่านั้นออกไปได้ ความเจ็บปวดยังคงฝังลึกและตรึงแน่นไม่ได้ต่างจากคราบน้ำมันบนผืนผ้าขาวสะอาด ความรู้สึกมากมายมันคละเคล้าปนเปกันไปหมด ตอบไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ในอารมณ์ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาแน่ใจคือ เวลานี้ยังไม่อยากจะพบหน้าชายที่ได้ชื่อว่าคือคนรัก

ไม่ต้องเจอสักพักคงจะดี

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นของหมอนใบที่นอนหนุนอยู่ น้ำตาที่ไหลคือสาเหตุทำให้มันเป็นแบบนี้ ร่างเล็กนั่งกอดหมอนนิ่งอยู่บนเตียงที่คุ้นเคย ความเงียบเหงาที่เป็นเพื่อนกันมานานกลับทำให้รู้สึกว่ารอบตัวช่างอ้างว้างเดียวดาย

“แม่จ๋า~

เกือบจะร้อยทั้งร้อย ยามใดที่คนเป็นลูกเศร้าโศกเสียใจหรือว่าหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ก็มักจะคิดถึงผู้ให้กำเนิดเป็นอันดับแรก ดงแฮส่งเสียอ้อนด้วยความคิดถึงที่มากมาย ปกติเขามักจะมีคนรักอยู่ข้างกายจึงไม่มีเวลาให้ได้เหงามาก แต่วันนี้ทุกอย่างกลับไม่ใช่อย่างเมื่อวันวาน ความเหงาจึงทะลุละลวงเข้ามาในหัวใจจนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือก

“หนูน้อยของแม่เป็นยังไงบ้างลูก เตรียมตัวอาบน้ำไปโรงเรียนหรือยัง”

“หนูเพิ่งตื่น”

“แล้วคิดยังไงโทรหาแม่ตอนนี้เนี่ย มีอะไรหรือเปล่า”

“หนูคิดถึงแม่จ๋า” เสียงอ่อนลงมาด้วยความละอาย “หนูอยากได้ยินเสียงแม่จ๋า อยากกอดแม่จ๋าด้วย”

“อ้อนใหญ่เชียว .. คิดถึงแม่ก็มาหาสิ เดี๋ยวก็ปิดซัมเมอร์แล้วนี่ มาอยู่กับพ่อกับแม่ที่นี่”

“ไม่อยากรอให้ถึงปิดเทอมเลย”

พูดไปทั้งที่ใจยังหวิว ต่อให้ปากบอกว่าคิดจะหนีไปไกลๆจากที่ตรงนี้ แต่ใจกลับยังไม่แข็งเท่าใดนัก ร่างเล็กไปก็ยังปล่อยให้ใจช้ำๆพะวงอยู่กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันวานที่ผ่านมา

หลับไปหนึ่งตื่น ..มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาหรอก อย่างมากก็ช่วยให้ความฟุ้งซ่านและเจ็บช้ำนั้นทุเลาลงบ้าง

“งอแงแล้วนะ” น้ำเสียงเจือหัวเราะ ประดับด้วยความคิดถึงและเอ็นดี “ถ้าอย่างนั้นปิดเทอมนี้แม่จะส่งตั๋วเครื่องบินไปให้ แล้วมาอยู่กับพ่อกับแม่ที่บูดาเปสท์จนเปิดเทอมเลยดีมั๊ย”

หยุดฟังและไตร่ตรองในถ้อยคำที่ได้ยินอยู่หลายวินาทีจึงเอ่ยเสียงแผ่วออกไป “อยู่เลยได้มั๊ยฮะ”

คุณนายลีนิ่งไปสักครู่ หล่อนจับความผิดปกติในตัวลูกชายได้อยู่แล้ว ผู้เป็นแม่เพียงได้ยินน้ำเสียงที่แฝงความกังวลเอาไว้แบบนี้ย่อมเดาได้ว่ามีเรื่องราวให้เด็กน้อยของตนไม่สบายใจ ถึงดงแฮจะถือว่าโตเป็นหนุ่มแล้ว แต่อย่างไรเขาก็ยังเป็นเด็กในสายตาของหล่อนเสมอ ซึ่งก็คงไม่มีมารดาคนใดจะสามารถปล่อยเลือดเนื้อเชื้อไขให้ห่างอกได้จริงๆ

“เป็นอะไรหรือเปล่าดงแฮ ไหนลองบอกแม่มาสิ”

 

 

 

วางสายจากมารดาไปแล้วก็เดินหาอะไรทาน โชคดีที่ยังมีซีเรียลและนมกล่องซึ่งยังไม่หมดอายุอยู่จึงยังพอประทังชีวิตไว้ได้ เขาอาบน้ำแต่งตัวทั้งที่ไม่แน่ใจว่าควรจะไปโรงเรียนดีหรือเปล่า ไม่อยากจะพบหน้าใครสักคนในเวลานี้ แต่จะให้ขาดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันก็คงจะไม่ดีเพราะนี่ก็ใกล้จะสอบปลายภาคแล้ว และที่ผ่านมาเขาก็หายหน้าจากห้องเรียนเพราะเรื่องไร้สาระมามากจนเกินไป

กัดฟันทำใจแข็งยืนแต่งตัวที่หน้ากระจก มองหน้าตัวเองแล้วก็นึกสมเพชอยู่เล็กๆ สภาพดูไม่จืดเลยจริงๆกับตาที่ช้ำและบวมเป่ง  แม้ว่าตอนนี้จะทำใจให้สงบลงได้แล้วแต่หากถามกันตรงๆมันก็นิ่งได้แค่ภายนอกเพียงเท่านั้น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหากเจอหน้าของใครบางคนแล้วตนจะยังทำตัวปกติได้หรือเปล่า

ทำไมนายถึงมีอิทธิพลกับฉันได้ขนาดนี้นะ?

เผลอนึกถึงแค่วูบหนึ่งก็เกิดน้ำตาจนได้ ร่างเล็กรีบเช็ดมันออกไปให้พ้นจากวงหน้าและบอกตัวเองว่าให้เข้มแข็ง

สูดลมหายใจลึกๆแล้วเดินไปปลดกลอนหน้าประตู ใจหายเล็กๆที่วันนี้จะต้องเดินไปขึ้นรถเมล์เอง คนที่รัก คนที่เคยดูแล แม้วันนี้จะไม่อยู่เขาก็ไม่ควรต้องแคร์ให้เปลืองสมอง

อากาศสดชื่นในยามเช้าที่ควรจะทำให้จิตใจและสมองนั้นปลอดโปร่งกลับต้องชะงักงันเมื่อมีรถบางคันจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ใบหน้าคุ้นตายืนรออยู่ที่หน้าประตู ไม่รู้ว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ด้วยลางสังหรณ์แล้วก็รู้สึกว่าไม่ใช่ในสิบหรือยี่สิบนาทีก่อนนี้แน่ และก็อาจจะเป็นตอนเมื่อคืนที่ตนหลับใหลไปแล้วก็เป็นได้

“ชั้นมารับ”

คิบอมเอ่ยเสียงเรียบตามนิสัยปกติ ดวงหน้ายังนิ่งสงบคล้ายกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังหยิบเอากระเป๋าใบใหม่ที่ไม่คุ้นตาขึ้นมาจากเบาะรถคันหรู

“เมื่อวานไปซื้อมาให้ รับไปสิ”

หน้าหวานยังนิ่งสนิท ตากลมตวัดมองและจับจ้องทั้งของทั้งใบหน้าของคนมาหา ดงแฮไม่ตอบอะไรและก็ไม่เดินไปที่ประตูรั้ว เขาหยุดอยู่ที่ประตูบ้านและก็ตัดสินใจกระแทกมันใส่หน้าของร่างหนาในไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น

บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร จะว่าดีใจมันก็เจืออยู่เล็กน้อย ถือว่าแค่รู้สึกดีที่เขายังไม่ยังมา ด้วยนิสัยปกติของคิบอมแล้วก็รู้ว่าไม่น่าจะทำแบบนี้ แต่จะให้เขาทำตัวเป็นปกติและเข้าไปพูดคุยอย่างนั้นก็ทำไม่ได้เหมือนกันอยู่ดี

ยังไม่พร้อมจะเจอหรือฟังอะไรทั้งนั้น

มือเรียวเอื้อมคว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วเดินผ่านห้องครัวไปที่โรงรถ ไม่แน่ใจว่าเจ้าเพื่อนคู่ชีพจะสามารถขับออกไปได้หรือเปล่า นี่ก็หลายวันแล้วที่ไม่ได้จับมาวอร์มเครื่อง ไม่รู้ว่าสามีแม่บ้านจะมาดูแลมันครั้งล่าสุดตอนไหน ดงแฮลองเสียบกุญแจแล้วสตาร์ทดูก็ติดได้สักครู่มันก็ดับ กลิ่นเครื่องยนต์ตลบอบอวลอยู่ในโรงรถ จนเริ่มรู้สึกว่าจะเริ่มมึนเสียเองเลยต้องถอดใจเรื่องจะขับมันไปเรียน เพราะมาคิดดูอีกที เด็กไมอาก็ไม่มีสิทธิ์จะจอดรถในวินเซอร์รูฟอยู่แล้ว แต่ความเคยชินที่มีมันก็ทำให้หลงลืมเรื่องนี้ไป

เดินย้อนกลับมาก็มองเห็นว่าคิบอมยังนั่งทำหน้านิ่งอยู่บนกระโปรงรถ หงุดหงิดเล็กๆ รู้สึกคล้ายจะโดนตัดหนทางไปเสียหมด รถก็ขับออกไปไม่ได้ จะเดินออกไปก็ยังมีร่างใหญ่ดักที่หน้าประตูบ้าน

“โธ่เว้ย!! จะไปไหนก็ไปๆเลย”

กระแทกก้นลงนั่งบนโซฟาด้วยความโมโห หน้าสวยบิดเบี้ยวเพราะโดนขัดใจ แค่อยากจะอยู่เงียบๆเพียงลำพัง ทำไมถึงยังไม่ยอมให้ความสงบกับเขาบ้าง ร่างน้อยคว้าเอาหมอนมากอดจนแน่น ซุกหน้าลงไปหมายจะใช้ความคิดพิจารณาว่าตนควรจะทำเช่นไรต่อ แต่เจ้าโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันสั่นสะเทือนกวนประสาทให้ต้องอารมณ์เสียเพิ่ม เมื่อกดดูแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดหนัก

[ออกมาคุยกันดีๆเถอะ]

น่าสงสารโทรศัพท์เจ้ากรรมที่โดนโยนโครมไปกองอยู่ที่ซอกโซฟา ตัวน้อยโยนหมอนในอ้อมแขนลงไปทับและกลิ้งตัวกดลงไปอีกชั้น รำคาญก็รำคาญ แต่จู่ๆน้ำตามันก็พาลไหลเมื่อคิดถึงกระเป๋าใบใหม่ที่เขายื่นมาให้เมื่อครู่

“ฮึก.. ซื้อมาทำไม ใครเค้ายากได้กัน!!

โวยวายกับตัวเองเสร็จแล้วก็ซุกหน้าให้น้ำตามันซึมหายไปกับหมอน เบื่อความอ่อนแอและใจอ่อนของตนเหลือเกิน แต่วันนี้มันไม่ควรจะมีความรู้สึกนั้น ใครทำอะไรไว้ก็ควรจะได้รับในผลของการกระทำ ต่อให้ตั้งใจหรือไม่มันก็ถือว่าคือ ความผิด อยู่ดี

จากที่โยนมันทิ้งไป เจ้าของก็เปลี่ยนใจคว้าโทรศัพท์เครื่องน้อยกลับคืนมาอย่างสำนึกผิด ลูบเบาๆคล้ายกับกลัวมันจะเจ็บ อยู่ด้วยกันมาก็ตั้งนาน รองรับอารมณ์เขามาก็ตั้งบ่อย หากมันพูดได้ ป่านนี้คงจะร้องไห้ไปหลายรอบแล้ว

ไตร่ตรองอยู่สักครู่ ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีกก็คงจะเหลือเพียงหนทางเดียวให้เดินในเวลานี้

“ซีวอน~ ฉันรบกวนหน่อยได้มั๊ย”

 

 

 

 

 

เป็นการเผชิญหน้าที่ค่อนข้างมึนงงอยู่สักหน่อย ทันทีที่รถหรูอีกคันขับมาถึงหน้าบ้านหลังเล็กก็เห็นเพื่อนของตนยืนอยู่ คิบอมตวัดสายตามองด้วยความไม่เข้าใจกึ่งคล้ายจะตั้งคำถามว่าเขาจะมาทำไม ไม่ได้ต่างจากตัวเองที่ก็ไม่เข้าใจว่าจู่ๆทำไมดงแฮจึงออกปากขอให้แวะรับทั้งที่คิบอมก็อยู่

มองหน้ากันด้วยความมึนงงปนสงสัยแต่ก็ยังไม่มีใครได้มีโอกาสออกปากถามเพราะคนในบ้านรีบเปิดประตูมาขัดจังหวะอย่างจงใจ

หน้าหวานเมินใส่คุณชายคิมอย่างจงใจและเดินหิ้วกระเป๋าตรงดิ่งไปที่รถท่านประธานแทน แม้คิบอมจะไม่ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจแต่สายตาที่มองตามคนตัวเล็กก็พอจะดูออกว่าไม่พอใจอยู่ในที คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันและยังจ้องหน้าเพื่อน เขาไม่โทษซีวอนเพราะรู้ว่าคงเป็นดงแฮที่ขอให้มารับ มองก็รู้ว่าจงใจจะหากันชนมาทำหน้าที่กันตนออกไปให้พ้นๆ

ซีวอนมองร่างเล็กสลับกับหน้าเพื่อน เดาได้ว่าคงมีเรื่องหมางใจแต่ก็ไม่คิดจะถามใครทั้งสิ้น อย่างไรตนก็ถือว่าเป็นคนนอก แต่ที่ไม่เข้าใจคือ เหตุใดจู่ๆจึงโกรธเคืองกันได้ง่ายและดูรุนแรงถึงเพียงนี้

“ซีวอน รีบไปเถอะ” ดงแฮร้องเรียก

ร่างเล็กขึ้นไปนั่งกอดกระเป๋าบนรถโดยไม่ได้ชายตามองร่างใหญ่ที่มารออยู่ตั้งหลายชั่วโมง ทำแค่นี้บางทีมันอาจจะน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับสิ่งที่คิบอมควรจะได้รับ คิดถึงตรงนี้ก็เลิกสนใจอีก เขาไม่ได้อยากจะต่อความอะไรให้มันยืดยาว แต่แค่ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใคร

คยูฮยอน? ... ก็เพิ่งถกประเด็นเครียดกันไปไม่นาน จากวันนั้นก็ยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกันอีก

ซองมิน? ... ก็ดูจะพึ่งไม่ได้ เรียกมาก็ค่าเท่าเดิมเห็นๆ

ฮีชอล? ... ถ้าให้รู้เรื่องก็คงมีหวังได้โวยวายและทำให้เรื่องราวใหญ่ไปกว่าเดิม

ซังบอม? ... รายนี้ก็ไม่ได้อยากเจอหน้าในเวลานี้เช่นกัน

สรุปแล้วในเวลานี้เขาไม่มีใครที่พอจะพึ่งได้เลยนอกจากซีวอน หากฮันกยองกลับมาแล้วก็คงจะดี มั่นใจว่าเพื่อนรักคนนี้จะต้องช่วยเหลือตนและไม่ทำให้ต้องลำบากใจเช่นในเวลานี้แน่

ไม่มีคำพูดใดๆถูกเปล่งผ่านริมฝีปากอิ่มอีก ดงแฮเอาแต่นั่งเหม่อมองออกไปข้างทาง สภาพตาบวมๆที่เห็นนั้นดูก็รู้ว่าผ่านการร้องไห้มาไม่ใช่น้อย มองแล้วก็ทำให้นึกห่วงขึ้นมา

“ทะเลาะอะไรกันเหรอ” เอ่ยถามจนได้ แต่พอหน้าหวานหันมาสบตาก็นึกได้ว่าฐานะของตนมันจัดอยู่ในกลุ่มที่ยังไม่สมควรถามอะไร “เอ่อ.. ถ้ามันละลาบละล้วงเกินไปก็ขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไรหรอก” ยิ้มจางๆตอบกลับมาแต่แววตากลับนิ่งเฉย “ฉันแค่อยากอยู่เงียบๆน่ะ ..มันมีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทบทวน ..ขอบใจซีวอนนะที่อุตส่าห์แวะมารับ”

“ฉันบอกแล้วไงว่าจะยังอยู่ข้างๆดงแฮ”

“ขอบคุณนะ”

รับคำด้วยรอยยิ้มที่ไม่เต็มหน้า ร่างหนารู้ดีว่าคงเพราะมีเรื่องราวในใจถึงทำให้คนร่าเริงสดใสกลายเป็นแบบนี้ ดงแฮที่เหม่อลอยไม่ค่อยคุ้นสำหรับเขา ความเศร้าของคนตัวเล็กกำลังทำให้ต้องหดหู่จนรู้สึกคิดถึงรอยยิ้มที่น่ารักและท่าทางที่ดูร่าเริงเป็นธรรมชาติ เขาชอบมองตากลมๆที่วาวใสมากกว่าดวงตาที่ไร้ประกายเช่นนี้

“ตอนเย็นฉันต้องมาส่งหรือเปล่า”

“ก็คงต้องรบกวนอีก ..ไม่ลำบากใช่มั๊ย”

“บอกแล้วไงว่าฉันเต็มใจดูแลดงแฮ”

รู้ว่าร่างใหญ่ยังตัดใจไม่ได้แต่ก็หวังว่าเขาจะเข้าใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่อาจเพราะซีวอนที่เขารู้จักเป็นคนที่มีเหตุผลที่เพียงพอต่อการกระทำจึงยังมั่นใจว่าเขาจะไม่เผลอตัวล้ำเส้นในเวลานี้

ฉันขอรบกวนนายแค่วันสองวันเท่านั้นแหละ

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

การอยู่กับตัวเองท่ามกลางความเงียบอาจทำให้หลายๆคนสามารถไตร่ตรองเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างมีสติ โดยปกติแล้วชีวิตของเขามักจะมีแต่คิบอมเต็มไปหมด ตื่นมาก็เจอ ไปไหนก็ไปด้วยกัน กลับบ้านมาก็ยังอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ซ้ำก่อนจะหลับตานอนก็ยังมีหมอนข้างหน้าตาคุ้นๆนอนกลิ้งอยู่ข้างกาย

เพิ่งรู้สึกจริงจังก็วันนี้ว่าชีวิตของตนอยู่กับคนตัวใหญ่มากจนเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะสารประเภทไหนก็มักจะรับมันมาจากคิบอมเป็นส่วนใหญ่เสมอ ชีวิตที่เคยมีเป็นของตัวเองเริ่มมีอีกคนชักใยอยู่ใกล้ๆตัว และเพราะความไว้ใจ เชื่อใจ สุดท้ายมันเลยกลายเป็นตัวเองที่โง่งมงายอยู่แบบนี้

บางอย่างที่อยากรู้แต่ยังไม่รู้นั้นมันคือสิ่งที่ทำให้ค้างคา คุณหนูลีนั่งเงียบอยู่จนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยงก็หาเรื่องลากซองมินออกมาก่อน แต่ก็กลายเป็นว่าร่างอวบต้องยืนรออยู่ด้านนอกและปล่อยให้เพื่อนทำ อะไรบางอย่างโดยที่ตนดูต้นทางให้ แต่แค่เพียงครู่เดียวดงแฮก็เดินหน้านิ่งกลับออกมาจากพื้นที่ที่คล้ายจะเป็นที่ต้องสงสัยสำหรับ อะไรบางอย่าง

“หาอะไรในห้องนี้เนี่ย” เหลือบมองป้ายแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะ ห้องๆนี้ มันไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะก้าวเท้ามาเหยียบเลยด้วยซ้ำ

“นิดหน่อย แต่เจอแล้วล่ะ” ตอบเสียงเรียบ ไม่บ่งบอกว่ารู้สึกอะไร “รีบไปทานข้าวเถอะ ป่านนี้คนอื่นๆคงรออยู่”

แม้จะตงิดๆว่าเพื่อนมีเรื่องขุ่นเคืองกับคิบอมแต่เพราะดงแฮไม่เล่าจึงยังไม่คิดถาม ซองมินเดินตามเพื่อนรักไปทั้งที่นึกรำคาญสายตารอบข้างที่ยังมองไม่เลิก ตั้งแต่ที่เขาโดนคยูฮยอนลากไปที่ดาดฟ้าคราวนั้นและร่างหนาหมั่นดูแลเอาใจใส่ก็กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกคน และมันก็น่าหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย

ระหว่างที่เดินหาโต๊ะของกลุ่มตัวเองก็เจอกับพี่ชายหน้าสวยเสียก่อน ฮีชอลบิดแก้มน้องอย่างหมั่นเขี้ยวตามนิสัยของตน เขาเอ็นดูดงแฮมาแต่ไหนแต่ไร ต่อให้โตแค่ไหนก็ยังมองเป็นเด็กเล็กๆที่น่ารักเสมอ และก็ยังปฏิบัติตัวคล้ายกับว่าเจ้าตัวเล็กจะยังดูแลตัวเองไม่ได้ ราวกับแม่ไก่ที่หวงลูกก็ไม่ปาน

นี่คือเหตุผลที่ดงแฮเลือกที่จะไม่เล่าในหลายๆเรื่องให้เขาฟัง

“สรุปว่าฮยองจะไปรับฮันกยองมั๊ยฮะ” เจอหน้าก็ต้องถามเรื่องนี้ “เจ้านั่นคงนับวันรอเจอฮยองอยู่แน่เลย”

พูดถึงชื่อนี้ก็ขยับปากไม่ออกจึงได้แต่ยิ้มตอบ เขายังไม่ได้ปริปากบอกใครสักคนในเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ กับอิทึกก็พูดไม่ได้ กับน้องชายก็ยิ่งแล้วใหญ่ ตอนนี้เหมือนใครๆจะเข้าข้างแต่ไอ้เด็กหน้าแก่นั่น ไม่มีเลยสักคนที่จะใส่ใจในความคิดของเขาว่ามันเครียดแต่ไหนกับสิ่งที่ต้องคิด

แค่ รัก อย่างเดียวก็เป็นปัญหาได้ง่ายๆ แล้ว รักระหว่างผู้ชาย ปัญหาจะเพิ่มแค่ไหนบ้าง?

ดงแฮเห็นพี่ยิ้มก็คิดว่ามันคงจะไม่มีอะไร ฮีชอลน่าจะไปรับเพื่อนของตัวเองและก็น่าจะลงเอยในเร็ววัน จึงได้แยกตัวไปซื้อข้าวก่อนที่เวลาพักเที่ยงจะเหลือน้อยไปกว่านี้

และก็ทำให้หลายๆคนต้องมองหน้ากันอีกเมื่อเด็กไมอาหน้าหวานที่เป็นที่รู้กันว่าคือ แฟน รองประธานรุ่นปีสองแห่งวินเซอร์รูฟนั้นหย่อนก้นลงนั่งข้างฮยอกแจ ไม่ใช่คิบอม

แม้พื้นที่ข้างคิบอมและใกล้ๆกับซีวอนจะว่างอยู่แต่เขาก็ไม่คิดจะเอาตัวไปอยู่บริเวณนั้น ตัดปัญหาโดยการเดินไปหาฮยอกแจเสีย ดูจะเป็นทางออกที่น่าจะปลอดภัย ซึ่งมันก็สามารถทำให้หลายๆคนรู้สึกถึงความผิดปกติ แต่ก็คิดไปแค่ว่า ก็คงจะงอนกันตามประสาแฟน

ร่างใหญ่พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ง้อใครก็ไม่เคย พยายามทำทุกอย่างทั้งที่ไม่เคยทำก็แล้วแต่มันก็ยังไม่ได้ผล คนห่ามๆแบบเขาจะไปรู้อะไร พยายามง้อไปก็ได้แค่แบบทื่อๆ พอโดนสะบัดหน้าหนีและใช้คนอื่นมาเป็นไม้กันหมาก็เริ่มจะหาทางไปต่อไม่ถูก

กะอีแค่ง้อแฟน ทำไมมันยากนักวะ!

หงุดหงิดตัวเองแต่ก็ได้แค่นั่งนิ่ง เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รายละเอียดที่ควรจะอธิบายให้คนตัวเล็กฟังมันมีแค่ไหนเขาก็ยังไม่รู้ ดงแฮไม่ใช่คนโง่แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคิดอะไรในหัวบ้าง จะแค่ไม่พอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นและเข้าใจในมุมแคบๆ หรือว่ามันมีอะไรที่มากกว่านั้นถึงได้โมโหถึงขั้นหอบผ้าหอบผ่อนออกมา

พอๆกับเดินอยู่ในถ้ำมืดที่หาทางออกไม่ได้ หากไม่มีคำใบ้เลย ..เขาจะคลำทางให้มันถูกได้อย่างไรกัน

 

 

เหมือนทุกอย่างยังปกติและสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่น่าอึดอัดบนโต๊ะอาหารกันมาได้ แต่ทันทีที่ร่างเล็กทำท่าคล้ายจะแยกตัวออกไปจากกลุ่ม คนที่เคร่งเครียดก็รีบเดินตามไปคว้าแขนเรียวเอาไว้ หมายจะปรับความเข้าใจให้รู้เรื่อง

“มาคุยกันก่อน”

ไม่มีคำตอบ แต่มีเพียงสายตาที่แสดงความไม่พอใจมองจิกกลับไปพร้อมกับแรงสะบัดแขนที่ทำให้ต้องใช้กำลังกระชากเข้ามาหาตัว

“อย่าทำแบบนี้สิแป๋ว”

หน้าหวานยิ่งงอง้ำเมื่อได้ยินคำที่เขาพูด “ฉันไม่อยากจะคุยอะไรกับใครทั้งนั้น”

“เลิกเอาแต่ใจแล้วฟังกันบ้างสิ”

ทั้งที่ไม่ควรใช้ประโยคนี้แต่คนปากเสียก็หลุดมันออกมาจนได้ และแน่นอนว่ามันสามารถดึงความโกรธที่สงบลงของคนฟังให้คุขึ้นมาใหม่ คราวนี้ร่างน้อยจึงยิ่งออกแรงสลัดมือเขาออกไปให้พ้นตัว

แม้จะไม่ใช่เรื่องของตัวเองแต่พอมองแล้วเห็นว่าไม่เข้าท่าก็อดเอาตัวเข้ามาแทรกไม่ได้ ซีวอนจับมือของเพื่อนเอาไว้และใช้อีกมือดึงแขนเรียวออกเพื่อตัดปัญหาก่อนที่จะมีอะไรบางปลายให้กลายเป็นประเด็นแห่งการนินทาอีก

“จะบังคับทำไม ถ้าเค้าไม่ได้อยากคุยตอนนี้”

ตวัดสายตาไปจ้องด้วยความหงุดหงิด ต่อให้มันเป็นนิสัยของเพื่อนแต่ก็ไม่ได้ไว้ใจหรือรู้สึกดี นิสัยของซีวอนเป็นอย่างไรทำไมเขาจะไม่รู้ ภายนอกอาจเหมือนกับว่าทำใจได้หรือปลงตกกับเรื่องที่เกิดไปแล้ว แต่ลึกๆก็คงยังมีจุดมืดดำหลงเหลืออยู่ เพียงแค่ไม่รู้ว่ามันจะขยายตัวครอบคลุมสติเมื่อไหร่ หรือเจ้าตัวจะสามารถข่มมันไม่ให้ลุกลามได้แบบในหลายๆครั้งที่ผ่านมา

เพราะถึงบางทีซีวอนจะรู้สึกไม่พอใจหรือว่าอิจฉา แต่เขาก็ยังรักษาภาพลักษณ์ที่แสนดีเอาไว้ได้ และไม่เคยทำอะไรที่เป็นเหตุให้ตัวเองดูเลวร้ายในสายตาคนอื่นเสมอมา แต่ ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยที่มาดเหล่านั้นจะถูกหลงลืมไป หากว่ามีอะไรมากระตุ้นให้ละทิ้งความมีสตินั้นไป

หากเป็นเมื่อก่อนคิบอมคงกระแทกเสียงห้วนๆและถ้อยคำร้ายๆตอกกลับไปแบบไม่ต้องคิดจะรักษาน้ำใจใครทั้งนั้น แต่เพราะอีกคนที่อยู่ด้วยเป็นดงแฮที่ในหัวคิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้จึงยอมละทิ้งความตั้งใจและปล่อยให้เพื่อนดึงคนตัวน้อยเดินห่างออกไปด้วยหัวใจที่ว้าวุ่น

หวง.. หึง.. หงุดหงิดเว้ย!!

 

 

เดินห่างมาจากร่างสูงได้ไม่กี่ก้าวก็ชะงักเท้าแล้วขอตัวอีกครั้ง มันคงไม่ดีนักหากจะเดินกับซีวอนเพียงลำพังเพื่อขึ้นตึกเรียน  และลีดงแฮคนนี้ก็ยังมีสติสมประกอบ อีกทั้งยังครบถ้วนดีพอที่จะไม่ทำอะไรงี่เง่าขนาดนั้น

“ขอบใจนะ ..แต่ซีวอนขึ้นตึกไปก่อนเถอะ ฉันมีธุระ”

“จะไปไหน” เสียงหนากดต่ำคล้ายจะไม่ชอบใจ แต่เมื่อเห็นร่างเล็กชะงักไปก็อธิบายก่อนที่จะถูกเข้าใจผิด “ฉันเป็นห่วงนะ ตอนนี้คิบอมมันก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ เกิดอะไรขึ้นอีกจะว่ายังไงน่ะดงแฮ”

“มยองแจอุคก็ไม่อยู่ จางแจฮยอกก็ย้ายโรงเรียนแล้ว แล้วพวกฮันยองซันก็ถูกพักการเรียน .. ตอนนี้มันไม่เหลือใครมาทำอะไรฉันแล้วนะ ไม่เป็นไรหรอก”

“...”

“ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ถ้ามีอะไรสัญญาว่าจะโทรหา”

“ก็ได้ ..งั้นรีบไปรีบกลับนะ”

หน้าหวานพยักเบาๆแล้วเดินเลี่ยงจากเขาไป เวลานี้ดงแฮรู้ดีว่าเป้าหมายของตนอยู่ที่ไหนและก็คิดว่าควรจะไปหา ขาเรียวเดินลัดเลาะที่ข้างตึกไปตามทางเดินที่คาดว่าจะนำพาไปสู่จุดหมาย เมื่อเห็นว่ามีใครบางคนที่ยังไม่อยากเผชิญหน้ากันตามลำพังนั่งอยู่ก็ชะงักเท้าเอาไว้และยืนรออยู่หลายนาทีกว่าจะเห็นว่ามีอีกร่างที่ต้องการพบมานั่งใกล้ๆ

“ไอ้พี่เลว~ ฉันได้เกมมาใหม่ว่ะ ว่างๆมาดวลกัน”

ซังบอมยังเริงร่าอารมณ์ดี ไม่รู้เลยสักนิดว่าพี่ชายไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะมาเล่นหัวด้วย คิบอมตีหน้านิ่งมองกลับไป และสายตาขวางๆนั้นเองที่บ่งบอกได้ว่าเขาอารมณ์ไม่ดี

“เป็นอะไรอีกเนี่ย หรือว่าไอ้ยองซันหน้าจืดนั่นมันมากวนอารมณ์อีก”

“...”

จ้องหน้าน้องอยู่หลายวินาทีก็ตัดสินใจถอนหายใจใส่โดยไม่ปริปากพูด คิบอมสะบัดไหล่เป็นสัญญาณบอกให้เจ้าเด็กตัวขาวเอามือออกไปให้พ้นๆ ซึ่งท่าทางแบบนี้มันดูไม่ใช่คิบอมที่รู้จักนัก เพราะตามปกติแล้วมันควรจะเป็นคำด่ามากกว่าหน้าดุๆที่แฝงมาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรแบบนี้

ซังบอมเลือกที่จะสงบปากสงบคำแล้วนั่งเงียบๆต่อไป ตามนิสัยของคิบอมแล้วถ้าอยากจะพูดหรือเล่าอะไรก็มักจะเอ่ยมันออกมาเองโดยไม่จำเป็นต้องไปซักไซ้  ซึ่งฝ่ายน้องชายก็คิดว่าควรจะนั่งอยู่ใกล้ๆเผื่อว่าพี่ชายจะอยากระบายอะไรออกมา

นั่งกันอยู่แบบนั้นหลายนาทีแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าคุณชายคิมคนรองจะปริปากพูดอะไร คิบอมนั่งทำหน้าถมึงทึงอยู่แบบนั้น ส่วนซังบอมก็นั่งเหลือบมองอยู่เงียบๆและถอนหายใจเป็นระยะ ถึงตอนนี้เขาพอจะเดาได้แล้วว่าคงมีปัญหาอะไรกับดงแฮอีกแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงจะได้เห็นเจ้าตาแป๋วมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อทำหน้าน่ารักอยู่แถวๆนี้แล้ว

“งั้นฉันขึ้นห้องเรียนแล้วนะ” เอ่ยออกมาจนได้

สิ่งที่แสดงออกว่าตอบรับและรับรู้คำพูดนั้นมีเพียงนัยน์ตาสีเข้มที่กลอกมามอง จากนั้นก็เคลื่อนตัวกลับไปที่เดิม คิบอมยังตีหน้านิ่งเป็นรูปปั้นที่หายใจได้ ใบหน้าของเขายามนี้ดูไม่ต่างอะไรจากเวลาปกติในตอนนี้ยังไม่มีดงแฮเข้ามาในชีวิตและก่อกวนหัวใจ เป็นคิมคิบอมที่ไม่ค่อยเป็นมิตร ซ้ำร้ายยังดูจะหงุดหงิดง่าย และอาจฟาดงวงฟาดงาเอาได้หากพูดอะไรไม่เข้าหู

ฝนฟ้าคะนองเป็นหย่อมๆ และก็ท่าทางว่าพายุจะตั้งเค้าอยู่ใกล้ๆ -*-

ซังบอมหอบเอาร่างสูงโปร่งของตนเดินไปที่อีกฝั่งเพื่อจะขึ้นตึก ห้องเรียนของเขาอยู่เยื้องไปทางปีกขวา จึงมักเลือกเดินไปขึ้นบันไดฝั่งทางนี้มากกว่าจะขึ้นฝั่งที่อยู่ใกล้โต๊ะประจำของ 4E ซึ่งอยู่เยื้องกับซุ้มขายอาหารว่างตรงปีกซ้าย ขายาวภายใต้กางเกงสีแดงอิฐขยับก้าวอย่างคล่องแคล่ว แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมีร่างเล็กเดินมาขวางหน้าเอาไว้

“อ๊ะ.. อ้าว ดงแฮ ..ว่าไง” ยิ้มทักทายอารมณ์ดีตามประสาของคิมซังบอม

“ฉันมีของจะเอามาคืน”

“ของ?”

คิ้วเรียวเข้มขยับยกขึ้นด้วยความประหลาดใจ แต่การเผชิญหน้าของคนใกล้ตัวทั้งสองมันก็ทำให้คิบอมต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้จนได้ ลางสังหรณ์มันบอกว่ามีอะไรที่ต้องระวังเอาไว้

.. และมันก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

“นี่ของนาย ..สินะ?”

เหมือนเป็นคำถาม แต่มันไม่ใช่คำถาม และเป็นเพียงวลีลอยๆที่เอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องการคำตอบ กระดาษแผ่นไม่ใหญ่ไม่เล็กที่มีรอยยับจากการพับถูกคลี่ออกและยื่นไปตรงหน้าของซังบอม แต่เพียงแค่นั้นมันก็สามารถทำให้สองพี่น้องนิ่งอึ้งกันไปทั้งคู่

คิบอมรีบยื่นมือไปฉวยของในมือเรียวแต่ดงแฮก็เดาได้จึงรีบชักมือกลับและเอาของหลบไว้ด้านหลังได้ทันท่วงที สายตาขุ่นๆจ้องมองดวงหน้าหล่อด้วยแววตาที่แข็งกร้าว เพียงแค่เห็นแสงสะท้อนที่บ่งบอกว่ามันกำลังสั่นไหว หัวใจคนมองก็เจ็บรวดร้าวขึ้นมาได้ในทันที

“ไม่ใช่ของของตัวเอง ..ไม่ใช่เหรอ?” เอ่ยนิ่งๆ แต่ความจริงกลับต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อข่มเสียงไม่ให้มันสั่นมากไปกว่านี้

ร่างเล็กเบนสายตากลับมาจ้องหน้า บอม คนน้องอีกครั้งพลางกระตุกยิ้มที่มุมปากใส่ รู้สึกเจ็บปวดและก็คงไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ว่ามันแย่แค่ไหนในตอนนี้ แต่ทั้งที่พยายามจะข่มอารมณ์และทำใจให้เข้มแข็ง มันกลับอดไม่ได้จนต้องปล่อยน้ำตาให้มันรินไหลออกมา ตากลมจับจ้องสองพี่นองสลับไปมา อารมณ์ทั้งคู่แตกต่างกันราวกับสีขาวที่ตัดกับสีดำ คิบอมยืนนิ่ง ส่วนซังบอมกลับแสดงความกระอักกระอ่วนออกมาทางใบหน้าอย่างชัดเจน

ต่างคนต่างยืนนิ่งอยู่แบบนั้นจนกระทั่งร่างเล็กตัดสินใจดึงมือของซังบอมมาและจับของในมือตนยัดลงไปพร้อมทั้งออกแรงบีบมือหนาให้กำแผ่นกระดาษ แผ่นนั้น จนกลายเป็นก้อน

น้ำใสๆเคลื่อนตัวผ่านแก้มใสทั้งสองข้างเป็นทางยาว แม้ร่างเล็กจะไม่ได้สะอึกสะอื้นแต่สภาพที่เห็นก็สามารถรับรู้ได้ถึงความเสียใจที่ท่วมท้น ความเจ็บปวดคละระคนปนกับความผิดหวังและไม่เข้าใจ ยิ่งเห็นหน้าของทั้งคู่ หัวใจก็พาลจะขาดวิ่นจนไม่เหลือชิ้นดี

“พวกนาย ..คงสนุกกันมากสินะ?”

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

 

 

 

นั่งเงียบมาตลอดทั้งบ่ายและก็หาเรื่องรบกวนให้ซีวอนต้องเป็นคนพามาส่งที่บ้าน เป็นครั้งแรกที่ดงแฮรู้สึกว่าแม้กระทั่งแค่หายใจยังเหนื่อย เขาท้อและเสียความรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากเสียจนไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำไหนออกมา ความอ่อนแอที่พยายามกักเก็บไว้ถูกปล่อยออกมาในทุกครั้งที่อยู่ลับหลังคิบอม คนคนนี้เป็นบุคคลที่แสนอันตรายต่อความเข้มแข็ง ต่อให้แสร้งทำว่าแข็งแกร่งสักแค่ไหน แต่แค่คล้อยหลังน้ำตาก็พาลจะไหลออกมาในทุกวินาที

ซีวอนเอื้อมมือหนึ่งไปวางที่ศีรษะคนตัวน้อย ขยับมือลูบเบาๆด้วยความเป็นห่วงที่มากมาย แม้จะยังขับรถอยู่แต่เขาก็ไม่ได้อยากให้ดงแฮต้องรู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียวและขังตัวเองเอาไว้ในความย่ำแย่ที่สร้างขึ้นมา

ตัวน้อยนั่งนิ่งและทอดสายตามองออกไปที่ข้างทาง หนทางจากโรงเรียนมาที่บ้านของเขาไม่ได้ไกลมากแต่ก็ไม่ได้ใกล้ขนาดที่จะเดินไปถึง ระหว่างทางมีทั้งตึกสูง บ้านเรือน หรือแม้แต่สีเขียวๆของต้นไม้ในสวนสาธารณะ แต่ความสนใจกลับไม่ได้ถูกใช้ไปกับสิ่งเหล่านั้น มันผ่านมาแล้วก็ผ่านตาไป ไม่ได้มีความสำคัญให้หยุดมองเลยแม้แต่น้อย

มืออุ่นที่วางบนกระหม่อมเมื่อครู่ถูกดึงกลับเมื่อเจ้าของต้องอาศัยมันช่วยในการเลี้ยวรถ ซีวอนจอดรถคันสวยเอาไว้ที่หน้าบ้านตามที่เคยทำ เขาหันไปมองดงแฮแล้วก็ต้องถอนหายใจก่อนจัดการเดินไปเปิดประตูรถให้คนตัวเล็กได้รู้ว่ามาถึงที่บ้านแล้ว

“วันนี้ฉันจะนั่งอยู่เป็นเพื่อนนะ”

ร่างเล็กไม่ได้ตอบรับคำพูดประโยคเมื่อครู่และหยิบเอากระเป๋าเป้ของตนขึ้นมาถือ ระหว่างที่ดงแฮเปิดประตูรั้ว คุณชายชเวก็จัดการกับรถของตนให้เรียบร้อยเพื่อกันไม่ให้มันอันตรธานหายไปในเวลาที่เจ้าของไม่อยู่เฝ้า แล้วค่อยก้าวขายาวๆตามเข้าไปด้านในบ้านหลังเล็ก

“ขอโทษนะที่ทำให้ลำบาก”

เข้ามาที่ห้องรับแขกก็มีน้ำเย็นๆกับขนมจากเจ้าของบ้านมาเสิร์ฟให้ หากว่าแม่บ้านไม่ได้ไปซื้อมาไว้ให้ในช่วงที่ไปเรียนก็คงจะไม่มีอะไรให้รองท้อง โชคดีที่หล่อนยังสนใจว่าเขากลับมาแล้วจึงได้เตรียมอะไรต่อมิอะไรมาใส่ตู้เย็นไว้ให้เต็มไปหมด

“ไม่เป็นไรหรอก นายน่ะห่วงตัวเองก่อนดีกว่านะ” พูดด้วยความห่วงใยเพราะสภาพคนน่ารักตอนนี้มันกลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้

“ซีวอนกลับเลยก็ได้นะ”

“ฉันอยากอยู่เป็นเพื่อนดงแฮนะ ..ต่อให้บอกว่าไม่เป็นอะไร แต่ฉันก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี”

“หลับสักตื่นมันอาจจะดีขึ้น”

“งั้นก็นอนที่โซฟานี่เลยสิ เดี๋ยวฉันนั่งเป็นเพื่อน”

ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยทำให้คนตัวเล็กไม่สามารถปฏิเสธได้ ดงแฮเข้าใจความรู้สึกของคนห่วง ว่าต่อให้พูดไป แต่ถ้ายังห่วงก็คงจะไม่คลายกังวล และหากซีวอนยังต้องการจะอยู่เป็นเพื่อน เขาก็ควรนอนที่ชั้นล่าง อย่างน้อยๆมันก็ไม่น่าเกลียดและถือว่าไม่ใช่สถานที่รโหฐานอะไร

บางทีการหลับไปโดยมีคนอยู่ใกล้ๆ ความกังวลและเจ็บปวดอาจจะไม่แผลงฤทธิ์ทำร้ายได้เท่าอยู่คนเดียวก็เป็นได้

ร่างระหงถอดเสื้อสูทที่คลุมร่างออกและพาดมันไว้ใกล้ๆ ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนแล้วเขาจึงไม่ได้สวมสเวตเตอร์ทับเสื้อนักเรียน ส่วนเสื้อสูทนั้นก็สวมแค่เฉพาะเวลาไปโรงเรียนและกลับจากโรงเรียนเท่านั้น ไม่คิดจะสวมทั้งวันเหมือนตอนที่อากาศยังหนาวอยู่แล้ว

มือเรียวเอื้อมไปดึงหมอนอิงมานอนหนุน แต่ก็ไม่ลืมคลี่ยิ้มบางๆส่งไปให้คนที่อาสาอยู่เป็นเพื่อนแทนคำขอบใจที่ต้องการเอ่ย

“หลับไปเถอะ เดี๋ยวฉันนั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ”

“ถ้าจะกลับก่อนฉันตื่นก็ฝากล็อกประตูบ้านให้ด้วยนะ”

“อืม ..นอนไปเถอะ”

วางมือลูบเบาๆที่กระหม่อมคนหน้าหวาน ซีวอนยังคงอ่อนโยนและดูนุ่มนวลเสมอ ตอนนี้สิ่งที่คิดและสิ่งที่รู้สึกก็มีแค่ความต้องการที่จะอยู่ดูแลให้ดงแฮคลายความกังวล แม้จะยังหวังอยู่เล็กๆว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจจะกลับตาลปัตรและตนจะกลับมามีโอกาสอีกครั้ง แต่ในอีกมุมก็ยังไม่อยากจะคาดหวังกับอะไร

ความคิดขัดแย้งกันเล็กๆในหัว การได้อยู่ใกล้ๆและได้เห็นคนที่ตนรักมีปัญหากับแฟนมันทั้งเป็นห่วงและรู้สึกดี เขาเองก็ไม่ใช่พ่อพระมาจุติ อย่างน้อยในความห่วงใยก็ยังมีจุดด่างดำเล็กๆที่เรียกว่า ความอิจฉา อยู่

ร่างใหญ่พยายามข่มใจไม่ให้คิดอะไรที่เกินเลยและพาตัวกลับไปนั่งที่โซฟาเดี่ยวที่อยู่ใกล้ๆ ซีวอนเดินไปหยิบหนังสือเล่มเล็กที่วางเรียงตรงชั้นหนังสือใกล้ๆ มันมีหลายอย่างให้เลือก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับเด็กที่อยู่บ้านคนเดียวอย่างดงแฮ ในเมื่อไม่มีเพื่อนคุยหรือไม่มีอะไรทำ จะซื้อหนังสือมาอ่านบ่อยๆก็ถือว่าปกติ

ตัดสินใจหยิบเอา เทพนิยายโรมัน มาอ่าน มันเคยผ่านตามาหลายปี และจู่ๆก็แค่รู้สึกว่าอยากจะทบทวนความทรงจำสักหน่อย แต่ที่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดก็คงจะเป็นเพราะมันไม่ต้องใช้สมองมากเกินความจำเป็นนัก

ร่างสูงปล่อยความเงียบให้โรยตัวลงมารายรอบ มีเพียงเสียงพลิกเปิดหน้าหนังสือที่ได้ยิน หากแต่สายตาที่หมั่นชำเลืองมองคนหลับยังคงสลับกับที่มองตัวหนังสือ จนในที่สุดดวงหน้าหวานๆก็ผูกขาดสายตาคมให้หยุดอยู่ที่ตนและละเลยตัวอักษรมากมายไปเสีย

ดงแฮนอนตะแคงหลับตาพริ้มดูน่ารักและเพลินตา ร่างหนาลากสายตาผ่านแนวกรามไปหยุดพิจารณาทีละจุดคล้ายกับไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ให้ทำ ตากลมๆที่เคยซุกซนตอนนี้หลับสนิท แก้มขาวมีเลือดฝาดสีระเรื่อ ผิวเนียนๆมองแล้วก็ทำให้คลี่ยิ้มได้ ดวงหน้าน่ารักๆตรึงสายตาให้ต้องนั่งมองแล้วมองอีก มองไปก็ยิ้มไป ความสุขเกิดขึ้นง่ายๆเพียงแค่ได้มองคนที่ทำให้หัวใจได้พองโตโดยที่ไม่ต้องหวั่นเกรง

ซีวอนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายกับใจของตน หลายวันมานี้เขาพยายามทำใจลืมร่างเล็กออกไปจากหัว พยายามมองและคิดกับดงแฮเพียงในฐานะเพื่อนแต่มันก็ยังทำไม่ได้ ลำบากใจไม่ใช่น้อยกับการที่ต้องมาคอยคั่นกลางระหว่างคนตัวน้อยกับคิบอม แม้นจะไม่รู้ว่าที่ทะเลาะกันมันเลวร้ายสักเพียงใด แต่แค่มีช่องเล็กๆของความห่างระหว่างทั้งคู่มันก็เหมือนกับสะกิดใจของตนให้มองและหวังในจุดนั้น

ยังอยากกอด อยากครอบครอง และเป็นเจ้าของคนคนนี้

นั่งมองอยู่เนิ่นนานจนแน่ใจแล้วว่าเขาหลับสนิทจึงได้ยื่นมือไปลูบที่ผมหนาสีน้ำตาลเข้ม เพียงสัมผัสกลุ่มผมนุ่มๆ หัวใจชายหนุ่มก็พลันสั่นไหว ทั้งที่พยายามกลั้นใจทำเป็นไม่รู้สึก แต่เวลานี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังใจเต้นระรัวกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า ดงแฮน่ารักเสียจนอิจฉาคิบอม ทั้งที่ควรจะโกรธและไม่คิดอยากจะมองหน้าหวานๆนี้ แต่เอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ ที่พยายามหลอกตัวเองก็มีผลเพียงแค่ในเวลาสั้น

บางทีเขาอาจจะต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าแผลครั้งนี้จะสมานตัว

คนหลับยังนิ่งสงบและท่องไปในนิทรา แต่ก็ไม่รู้ว่าในเมืองที่ชื่อว่า ความฝัน มันเกิดเรื่องเลวร้ายอันใด ร่างเล็กจึงได้กลั่นความโศกาอาดูลย์ออกมาเป็นหยดน้ำตาทั้งที่ยังหลับอยู่ น้ำใสที่ค่อยๆเคลื่อนตัวสร้างความประหลาดใจให้ร่างใหญ่ที่เฝ้ามอง และมันก็มากเสียจนซีวอนต้องขยับตัวลงไปนั่งบนพื้นเพื่อจะได้มองคนตัวน้อยให้ถนัดขึ้น

“ทำไมไม่บอกฉันเลยล่ะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ตัดพ้อเบาๆพอที่จะได้ยินเพียงลำพัง “ฉันห่วงดงแฮนะ ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย”

น้ำหนักมือที่ยังเคลื่อนตัวอยู่บนหัวทุยๆและเสียงทุ้มต่ำนั้นดังเข้าหูคนนอนอย่างชัดเจน ความเสียใจที่กัดกินในความรู้สึกยังคงเดินหน้าทำงานของมันต่อ ร่างเล็กรู้สึกเหมือนอากาศจะลดน้อยลงไปทุกที ความผิดหวังมันกำลังบีบให้ก้อนเนื้อในอกทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจริงเขาเหนื่อย อยากจะหลับ อยากจะพักผ่อน แต่นอนแล้วกลับไม่หลับใหลอย่างที่ใจต้องการ ซ้ำยังพาลคิดถึงคนใจร้าย แต่ในเมื่อทำได้เพียงแค่นอนนิ่งๆจึงจำต้องให้น้ำตามันไหลไปแบบนั้น

เขาแค่ไม่อยากตื่น ไม่อยากลืมตา ..เพราะไม่รู้ว่าจะพูดกับซีวอนว่าอะไร

“ฉันเคยบอกนายแล้วนะว่าถ้ามันทำให้เสียใจหรือว่าดูแลไม่ได้ ..ฉันจะแย่งนายมา” พูดออกไปแล้วแต่สมองกลับโล่งไปหมด

ซีวอนไม่รู้ว่ามันคือความคิดที่ดีหรือร้าย มันว่างเปล่า ไม่มีกระบวนการประมวลผลใดๆ ได้แค่คิดและพูด แต่ไม่ได้มีการไตร่ตรองมองดูในแง่ของความเป็นจริง

ถ้าให้พูดกันตามจริงก็ไม่ได้หวังว่าจะต้องได้รับคำตอบรับ มันเป็นแค่ถ้อยคำที่อัดแน่นอยู่ในอกที่อยากจะประกาศชัดๆแต่ยังไม่กล้า หากดงแฮลืมตาอยู่เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะกล้าพูดมันออกมาแบบนี้หรือเปล่า อาจจะยังเก็บเงียบและทิ้งให้มันกลายเป็นตะกอนในหัวใจและตกผลึกกองอยู่ที่ก้นบึ้ง โดยที่ไม่คิดจะให้อีกฝ่ายได้รับรู้

“ทำไมตอนนี้ฉันต้องคิดอะไรไม่เข้าท่าด้วยนะ” ร้องขึ้นมาหมายจะต่อว่าตัวเองที่เผลอปล่อยให้ความคิดร้ายๆผุดขึ้นมาในหัว

เผลอตัวคิดและพอมีความรู้สึกผิดมาสะกิดก็ร้องดุด่าตัวเอง เบื่อความคิดด้านมืดในร่างที่รั้งแต่จะแผ่ตัวขยาย หลายครั้งที่ชายหนุ่มนึกอยากจะสลัดภาพเจ้าชายที่แสนดีออกไปจากตัว บ่อยๆที่เขาอิจฉาคิบอมที่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องเกรงต้องกลัวใครว่า แม้จะบอกตัวเองอยู่บ่อยๆว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดี และหลากการกระทำของเพื่อนคนนี้ก็สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น แต่พอมองดูข้อเปรียบเทียบชัดๆแล้วก็กลับรู้สึกว่ามันไม่แฟร์เลยสักนิด

ในขณะที่ตนต้องนิ่ง ต้องขรึม ต้องวางมาดเป็นคุณชายที่แสนอบอุ่น คอยดูแล และเป็นผู้นำที่สง่างาม โดยที่หากถามว่าเขาต้องการจะเป็นหรือไม่ ก็อาจไม่ได้คำตอบในทันที เพราะมันเป็นเหมือนสิ่งที่ถูกสอนและทำจนเคยชิน มากกว่าที่จะสะท้อนความดีเหล่านั้นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ อีกคนกลับสามารถปลดปล่อยความเก็บกด ดื้อรั้น และระเบิดความต้องการทั้งหมดออกมาโดยที่ไม่ต้องระแวดระวังว่าใครจะมองไม่ดี ข้อแตกต่างข้อนี้มันสะท้อนให้เห็นอยู่บ่อยๆว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม

คนหนึ่งต้องควบคุมอารมณ์และวางตัวเป็นคนดีของสังคม แต่กลับได้รับการยอมรับในระดับเดียวกันกับอีกหนึ่งคนที่มุทะลุดุดันซ้ำยังไม่เคยคิดจะควบคุมตัวเองให้ดูดีในสายตาใครๆ ..โลกลำเอียงเสียจริง

นึกแล้วก็แค่นหัวเราะ นึกสมเพชโชคชะตานักที่ตนเลือกเดินในทางนี้ แต่จะให้เปลี่ยนแปลงแนวความคิดหรือวิถีการกระทำตอนนี้ก็คงจะทำไม่ได้ มันเคยชิน และก็ทำมาเนิ่นนานจนเป็นนิสัยไปแล้ว

“นายชอบมันเพราะอะไรหรอดงแฮ”

เสียงต่ำสั่นหัวใจดวงน้อยอีกครั้งหนึ่ง ดงแฮรู้สึกว่าหัวใจโดนบีบแปลกๆ แต่มันก็ยังอยู่ในระดับที่พอทนไหว เขารู้ว่าซีวอนเจ็บปวด แต่ในเมื่อไม่สามารถจะตอบรับความรักที่อีกฝ่ายส่งมาได้ ก็ไม่ได้อยากทำอะไรที่เป็นการให้ความหวังมากไปกว่านี้

“ทำไมฉันไม่โชคดีเหมือนมันบ้างนะ”

ความเงียบเข้ามาปกคลุมซ้ำอีกครั้งและซีวอนก็ยังนั่งลูบผมคนนอนอยู่แบบนั้นไม่ห่างไปไหน ความใกล้นำพาให้หัวใจเริ่มไหวหวั่น แม้จะพยายามข่มใจไม่ให้คิดอะไรที่ไม่เข้าท่า แต่หน้าตาน่ารักๆก็ทำให้ความมุ่งมั่นนั้นแตกกระเจิง หัวใจเริ่มเต้นในจังหวะแปลกๆเมื่อร่างเล็กขยับตัว

คล้ายกับต้องมนต์สะกด หัวใจที่ยังอ่อนแอถูกเหนี่ยวรั้งจากปีศาจร้ายใต้เงามืด เพียงชั่วอึดใจที่ไร้สติใบหน้าก็โน้มลงไปใกล้คนหลับมากขึ้นทุกที ซีวอนมองไล่ตั้งแต่ดวงตาลงไปหยุดที่ริมฝีปากหยักสีสตรอเบอร์รี่ หัวใจเต้นหนักมากขึ้นทุกที มันเป็นสัมผัสที่เขาอาจจะได้รับและครอบครอง หากไม่มีใครอีกคนแทรกตัวเข้ามาและยึดมันเป็นของตัวเองไปเสียก่อน ความยับยั้งชั่งใจในร่างหนาเลือนหายไปจนไม่เหลืออะไรคอยฉุดรั้ง เพียงเสี้ยววินาทีก็พลันปิดดวงตาลงและกดริมฝีปากลงแนบชิดกลีบปากบอบบางที่น่าหลงใหล

คนที่พยายามหลับรู้ตัวในทันทีที่มีสัมผัสแปลกๆกดลงบนริมฝีปาก ดงแฮไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดที่จะไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวมันคืออะไร ร่างเล็กเบิกตาขึ้นมาด้วยความตกใจแต่ก็ช็อกเกินกว่าจะคิดอ่านอะไรได้ทัน สติของลูกชายท่านทูตถูกดึงกลับมาเมื่อร่างหนาขยับริมฝีปาก ดงแฮเริ่มประท้วงและขัดขืน เสียงอู้อี้ร้องในลำคอและดันไหล่กว้างออกไปจากตัว เป็นปฏิกิริยาตอบกลับที่ไม่ได้ดีนัก แต่มันกลับไม่ได้ช่วยดึงร่างใหญ่ให้กลับมามีสติดังเดิม

“อื้อ~!

พยายามจะดิ้นแค่พอให้เขารู้ตัว ไม่อยากจะแสดงท่าทีรังเกียจให้ทุกอย่างมันแย่ลง แต่ในเมื่อซีวอนยังไม่หยุดรังแกก็จิกทึ้งไหล่หนาอีกทั้งเบี่ยงใบหน้าหลบ

“ซีวอน ..ปล่อย”

กัดฟันพูดอย่างใจเย็นทั้งที่ความรู้สึกดีๆกำลังมีรอยร้าวเข้ามา ซีวอนเวลานี้น่ากลัวกว่าคนที่ตนเคยรู้จัก เขาไม่รู้ว่าร่างหนากำลังคิดอะไร แต่การกระทำที่เกิดขึ้นมันสร้างความเจ็บช้ำให้หัวใจที่เต็มไปด้วยริ้วรอยที่โดนกรีดให้มันเพิ่มขึ้น

ในขณะที่อีกคนดิ้นรนหาทางหลุดรอด ฝ่ายที่รังแกก็กดริมฝีปากบดขยี้ลงไปหมายจะดึงรั้งหัวใจดวงน้อยให้โอนเอียงมาที่ตนด้วยสัมผัสครั้งนี้ จะว่าเขาโง่งี่เง่าก็ได้ แต่หากไม่คิดเสี่ยงทำอะไรเลยมันก็เท่ากับปล่อยเวลาและโอกาสทิ้งไปอย่างไร้ค่า ในเมื่อคิบอมเปิดช่องว่างแห่งโอกาสให้และดงแฮก็อยู่ในภาวะที่ต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางใจอยู่ จะแทรกตัวเข้าไปบ้างมันก็คงไม่แปลก

“ปล่อย.. ซีวอน ปล่อยชั้น!!

เพราะมือหนาไม่ยอมปล่อยซ้ำยังกดไหล่ของตนลงแนบชิดกับโซฟาจึงต้องประท้วงหนัก มันกลายเป็นการยื้อยุดฉุดกระชาก ความทรงจำที่เลวร้ายกำลังเกิดขึ้นกับหัวใจดวงน้อยที่แสนบางบอบ ทั้งที่คิดว่าสามารถไว้ใจคนคนนี้ได้ก็กลับกลายเป็นปีศาจร้ายไปอีกคน

ทำไมคนในโลกนี้ถึงคิดจะเอาเปรียบเขานักนะ!

ดงแฮพยายามผลักไสร่างใหญ่ออกจากตัวด้วยแรงทั้งหมดที่มีอยู่ แต่ด้วยเพราะอีกคนตัวใหญ่กว่ามากมันเลยยังไม่สามารถหลุดพ้นออกมาได้ ซีวอนเลิกจูบแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยในทันที เขายังยึดแขนเรียวเอาไว้และไม่ยอมให้ดงแฮได้ลุกขึ้นมาจากจุดที่นอนอยู่ ซึ่งก็คงจะลืมไปว่าท่วงท่าที่คนตัวน้อยโดนบังคับให้เป็นอยู่นั้นมันเพิ่มความหวาดระแวงและหวั่นกลัวให้ดงแฮได้ไม่น้อย

ภาพต่างๆที่เคยถูกกระทำโดยมยองแจอุคถูกรื้อฟื้นขึ้นมาในหัว ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าของคนใจร้ายไม่กระพริบ สีหน้าที่ย่ำแย่ปรากฏชัดเต็มสองตาของคุณชายชเว แต่มันก็สายเกินไปแล้วที่จะสำนึกผิด เพียงคำว่า ขอโทษ ที่เอ่ยออกมาไม่สามารถฝ่ากำแพงสูงที่ร่างเล็กสร้างขึ้นในเสี้ยววินาทีได้ ลมหายใจของร่างบางเริ่มติดขัด ความหวาดกลัวพรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ

ที่ผ่านมาเขากลัวมาก แต่ก็พยายามเก็บงำมันเอาไว้และแสร้งทำเป็นแข็งแรงดี แต่นั่นก็อาจเพราะมีใครบางคนคอยเยียวยา แต่เวลานี้คนที่เคยคิดว่าแสนดีกลับเป็นคนดึงความทรงจำส่วนที่เลวร้ายออกมาอีกครั้งทั้งที่อยู่ในช่วงบาดเจ็บ

ไม่ไหว ..เขาทนไม่ไหว

น้ำตารินไหลออกมาราวกับห่าฝน เรียวปากบางที่แดงช้ำสั่นสะท้าน แก้มขาวซีดลงจนดูน่าสงสาร ดวงตาแดงก่ำ สองมือเอาแต่ผลักไสและขับไล่ร่างใหญ่ไปให้พ้น

“ไป.. ออกไป ..ออกไปนะ!!!

ว่าเมื่อครู่มันน่าตกใจแล้ว แต่เวลานี้มันกลับน่าหวั่นเกรงยิ่งกว่า ซีวอนคิดอะไรไม่ออกเลยดึงร่างบอบบางมากอดเอาไว้และพร่ำเอ่ยคำว่า ขอโทษ ซ้ำๆ ด้วยความรู้สึกผิด

แต่ดงแฮก็ไม่รับรู้..

“ปล่อยฉัน ..ปล่อย.. ฮือ ออกไป!!

เสียงที่แผดลั่นทำให้คนที่เพิ่งจะทำความผิดต้องเพิ่มแรงกอดรัดให้มากขึ้น เขากลัวว่าหากปล่อยแล้วทุกอย่างจะยิ่งเลวร้าย สู้กอดเอาไว้และรอจนกระทั่งร่างบอบบางสงบลงแล้วค่อยอธิบายจะดีกว่า

แต่ทว่ามันกลับเป็นความคิดที่ผิดมหันต์

“แกทำอะไรดงแฮ!!

ไหล่หนาถูกกระชากออกมาจากกายน้อยและเสียง พลั่ก ก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของซีวอนที่กลิ้งลงไปกองกับพื้นแบบไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว

หากเป็นการปลอบประโลมที่ปราศจากเสียงกรีดร้องและท่าทางหวาดกลัวคิบอมก็คงจะไม่ทำเช่นนี้ แต่สภาพของดงแฮมันน่าตกใจเกินกว่าที่เขาจะควบคุมสติทั้งหมดเอาไว้และใช้เหตุผลในเวลานี้

“แป๋ว.. แป๋วน้อยเป็นอะไร”

หน้าหวานที่เปื้อนน้ำตาหันขวับไปมองตามเสียงของผู้พูด แต่พอเห็นว่าคือคนใจร้ายอีกคนก็พลันสลัดมืออุ่นๆที่กุมมือของตนออกอย่างไม่ใยดี

“ออกไปนะ!!

“แป๋ว..”

“ออกไปทั้งคู่!!

“ดงแฮ.. ฉันขอโทษ” ซีวอนลุกขึ้นมาได้ก็เช็ดเลือดที่มุมปาก ไม่ใช่ไม่โกรธที่โดนต่อย แต่เวลานี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมากัดกันเป็นหมาบ้า ในเมื่อเขาทำผิดมันก็สมควรแล้วที่จะถูกลงโทษ

แต่คนเป็นเจ้าของกลับยังไม่ยอมลดละ “แกทำดงแฮ”

เสียงที่ดังกึ่งตะคอกกดดันให้ต้องรู้สึกผิด แต่ซีวอนก็เลือกที่จะไม่ตอบให้ทุกอย่างมันย่ำแย่ลง และย้อนกลับไปในส่วนของความผิดพลั้งของอีกคนแทน

“ก่อนที่จะถามฉัน แกช่วยถามตัวเองก่อนดีกว่ามั๊ย”

“แล้วทำไมดงแฮถึงเป็นแบบนี้!

เพราะห่วง เลือดเลยร้อนจนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน นิสัยเขาก็เป็นอย่างนี้ มุทะลุดุดัน มันจะแปลกอะไรหากจะลุกขึ้นมาซัดหน้าเพื่อนอีกสักหมัดโทษฐานที่ทำให้คนตัวน้อยขวัญเสีย

“ฉันไม่จำเป็นต้องบอกแก”

“ไอ้ซีวอน!!

การโต้เถียงที่เกิดขึ้นมันกลายเป็นความกดดันที่เพิ่มพูน ยิ่งเห็นคิบอมกระชากคอเสื้อของร่างใหญ่ก็พาลให้น้ำตาของคุณหนูลีไหล่บ่า ดงแฮยกมือขึ้นทาบสองหูของตัวเองเพื่อตัดการรับรู้จากทุกสิ่ง เขาเจ็บปวดและสับสนเกินว่าจะมาทนรับรู้เรื่องบ้าๆของผู้ชายสองคนนี้แล้ว

“ออกไป.. ฮือ..”

“แป๋ว / ดงแฮ..”

“ฮือ.. ไปให้พ้น .. เลิกมายุ่งกับฉันซักทีเถอะ ฮึก ..ไป.. ไปให้พ้นทั้งคู่นั่นแหละ ฮือ.. ปล่อยให้ฉันมีชีวิตที่สงบสุขไม่ได้หรือไงกัน”

 

 

 

------------------------------ SHARP ------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Ending talk

 

กว่าจะอัพได้ เล่นเอาหืดขึ้นคอเลยทีเดียว = =”

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67,100 ความคิดเห็น

  1. #66933 luknamalotte (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2556 / 01:40
    แป๋วกลับมานะ กลับมา กลับมา สงสารมินจัง ถ้าเป็นเราคงเกร็งจนกะเดือกข้าวไม่ลง 5555555
    #66,933
    0
  2. #66847 แอ๋มแป๋ (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2555 / 12:01
    สรุปคือซังบอมหรอกหรอ??
    #66,847
    0
  3. #66494 sassy-D (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2555 / 19:51
    หมั่นโถว คือ คิบอมจริงๆด้วย

    ทำไมวอนทำงี้เนี่ย
    #66,494
    0
  4. #66322 KIHAE*129 (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 7 เมษายน 2555 / 19:45
    โอ้วซ็อค

    ง๊า

    ทำไมมันเป็นแบบนี้อ่ะ
    #66,322
    0
  5. #66209 Sarang SUJU (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 / 22:15

    ดราม่ามาก เราว่าผิดกันหมดทั้งสามคนนั่นแหละ

    #66,209
    0
  6. #66193 Zelon (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 / 13:18
    *อ้าปากพะงาบๆ*





    พลิกผันใน1ตอน OTL สรุปว่าเจ้าชายหมั่นโถวคือคิมบอม??? งงๆแฮะ



    สามคนเริ่มย่ำแย่อีกแล้วสิ เห้อ ป๋ารีบๆกลับมาเถอะ
    #66,193
    0
  7. #66062 chin-cha (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 17 มกราคม 2555 / 04:23
     อ้าว !! ไหงเป็นงี้อ่า
    #66,062
    0
  8. #65831 Ringo-rr (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 / 13:47
    ต้องอธิบายให้ได้นะบอม  
    คิเฮ เริ่มดราม่าเเล้วอ่ะ 
    #65,831
    0
  9. #65795 Darker-40 (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 / 22:56
    บีบอารมณ์กับตอนนี้


    #65,795
    0
  10. #65467 wildsoul (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2554 / 21:18
    บอมกับซังบอมโกหกอะไรด๊อง

    อยากรู้แล้วสิ
    #65,467
    0
  11. #65436 NANA (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2554 / 16:21
    สงสารหมวยจังเลย T^T

    บอมรีบมาเคลียร์ให้เข้าใจกันเหอะ

    วอนปล้ำหมวย!!! ทำแบบนี้ได้ไงเนี่ย !!!

    #65,436
    0
  12. #65430 Arashizm.S (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 27 กันยายน 2554 / 13:46
     สงสารบอมอ่าา
    บอมก็คงจะมีเหตุผลที่ไม่บอกแต่แรก เป็นเราก็คงยังไม่บอกนะ

    ตอนนี้สถานการณ์ตึงเครียดมากก >,<

    #65,430
    0
  13. #65383 กระต่าย (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 14 กันยายน 2554 / 00:31
    สถานะการณ์ตึงเครียดมากเลย



    สงสารทุกคนเลย
    #65,383
    0
  14. #65342 noteno (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2554 / 13:52
     กลับมาจุดเดิมอีกแล้วววววว
    #65,342
    0
  15. #65310 เจ้าชายหมาป่า (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2554 / 15:01
    ดราม่ากันอีกแล้วครับท่านผู้ชม tt'
    #65,310
    0
  16. #65099 KiM Ki (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 / 09:57
    นังหมวยของเค้า า ~ น่าสงสารที่สุด



    แง๊+++
    #65,099
    0
  17. #64974 elfeleves (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 / 21:47
    ตอนนี้ คิบอมก็ผิดที่ไม่ยอมบอกดงเฮ (แต่อาจจะไม่อยากให้ดงเฮ ยึดติดกับอดีตก็ได้)
    ซีวอนก็ผิด ที่ห้ามใจไม่อยู่
    ดงเฮก็ผิด ถ้าเป็นเราพึ่งหักอกใครมาสักคน
    คงไม่กล้าให้ใช้เค้าทำเรื่องแบบนี้
    แค่เค้าไม่โกรธเราก็น่าจะพอแล้ว
    ยังไปใช้ความเอ็นดูของเค้ามาอีก
    กะอีแค่เดินไปเรียกแท็กซี่ไปโรงเรียนเอง มันลำบากนักหรือไง
    ถึงต้องให้ซีวอนไปรับไปส่ง
    เฮ้อ แต่เราก็รักแป๋วน้อย เกินกว่าที่จะโกรธได้
    #64,974
    0
  18. #64968 vhan (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 / 18:45
    ทำไมคิบอมไม่บอกทงเฮตั้งนานแล้วอ่า

    ซีวอนน่ะซีวอนไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ไปกันใหญ่เลยคราวนี้

    #64,968
    0
  19. #64891 ลูกหลานป๋าเจ๊ (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 / 23:48
    โอ๊ยยยยยยยยตายๆๆๆ
    เล่นพูดกันไม่รู้เรื่องแบบนี้ตายแน่ๆ
    #64,891
    0
  20. #64863 WOWOWOW (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 / 20:20
    แง้ๆๆๆ TT__TT
    ทำไมล่ะ?
    แป๋วอ่า ไม่ฟังโหดเลย
    รู้ว่าเสียใจแต่ก็ฟังโหดหน่อยสิ
    #64,863
    0
  21. #64840 cyber_sai (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 / 18:58
    โอ้ยตาย ๆ สงสารแป๋วมาก ~~~~~~

    คสับสนมากสินะ ใจเย็น ๆ กานน๊า



    ร้องไห้ตามง่า TT
    #64,840
    0
  22. #64802 soul (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2554 / 21:22
    ฮือออออออ TT

    พาร์ทนี้มันบีบหัวใจมากๆเลย

    ดราม่า T_______________T
    #64,802
    0
  23. #64729 I'cassimic # (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2554 / 01:09
     หดหู่อ่ะ T^T
    #64,729
    0
  24. #64661 kwan_yesung (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2554 / 12:50
    ดราม่าที่สถดค่ะ

    อยากจะร้องไห้  TT

    ยังไง มาอัพอีกนะค่ะ  ติดตามตลอด
    #64,661
    0
  25. #64512 netswaweed (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2554 / 20:23
    สงสารเฮจับใจ - -
    กระดาษที่เฮคืนให้ซังบอมมันคืออะไรกัน?...
    #64,512
    0