[Yaoi, Boy's Love] Click Click by PaPure

ตอนที่ 2 : Click Click by PaPure Part 002

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ก.พ. 59

O W E N TM.

Novel :: Click2

Cast   :: [วทัญญู วิวัฒนา] [ระพี เจนอักษร]

Part   :: 002

By    :: archi_10_001 ((PaPure))

 

#พี่ล่ำกับน้องสก้อยซ์

 

เห้ย! นั่นนายคิดจะทำอะไรรถของฉัน!!”

วทัญญูส่งเสียงดังเมื่อได้เจอระพีที่เริ่มแผลงฤทธิ์กับตนอีกครั้ง สมที่เป็นลูกชายของวิทยา นิสัย   จะเอาอะไร ก็ต้องให้ได้ดั่งใจเหมือนกันเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะเหมือนกันได้ขนาดนี้

 

      “ยังไม่ทันทำอะไรซักหน่อย แค่นี้หวงจริง อาวิทย์เป็นคนซื้อไม่ใช่เหรอ? งั้นผมก็ต้องนั่งมันได้สิ

ระพีทักท้วง เพราะถ้าไม่ฉวยโอกาสออกไปจากงานพร้อมวทัญญูตอนนี้ ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

      อะไรของนาย? รถคันนี้พี่วิทย์ซื้อให้ฉัน ไม่เกี่ยวอะไรกับนายเลยนะ!”

วทัญญูเริ่มโมโห เรื่องอะไรจะให้เจ้าเด็กนี่มาวุ่นวายกับรถคันนี้

      “ก็อาวิทย์เป็นคนรักของคุณป๋า ฉะนั้น ผมก็เหมือนเป็นลูกชายของอาวิทย์ อาวิทย์เป็นพี่ชายคุณ เพราะฉะนั้น ผมก็เหมือนเป็นหลานของคุณลุง ผมก็ต้องนั่งมันได้น่ะสิ นอกจากนี้ รถคันนี้ผมก็เป็นคน   ไปเลือกกับอาวิทย์ด้วย อยากนั่งมานานละ ไปกันได้แล้วครับ

ร่างบางอธิบายเสียยืดยาวเพียงเพื่อที่จะได้หนีออกไปจากงานนี้เท่านั้น

ฉันไม่เข้าใจที่นายพูด ตอนนี้รถคันนี้เป็นของฉัน และฉันไม่ต้องการให้นายมายุ่งกับมัน

วทัญญูไม่สนใจคำพูดยืดยาวนั่นเลยแม้แต่น้อยและกระชากต้นแขนเล็กๆ นั้นออกห่างรถของตนทันที วทัญญูไม่ใช่คนใจเย็น แล้วก็ไม่ต้องการเห็นหน้าของเด็กคนนี้อีกเป็นครั้งที่ 2 ก่อนหน้านี้ก็ทำให้ชีวิตเขาปั่นป่วนมากพอแล้ว 

 

      เจ็บ! เจ็บนะ!!”

เสียงหวานๆ ร้องโอดโอยเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนว่าหนนี้จะไม่ได้ผล วทัญญูไม่ได้สนใจเสียงคร่ำครวญของระพีเพราะรู้ดีว่าเด็กคนนี้มารยามากขนาดไหน ครั้งก่อนก็เป็นประสบการณ์มาก    เพียงพอที่จะเรียนรู้ว่าไม่ควรใจอ่อนให้เด็กพรรค์นี้อีก

      ร่างสูงปลดล็อกรถคันงามก่อนจะเข้าไปนั่งแล้วเตรียมสตาร์ทรถ เบื่อกับสถานที่อย่างนี้เต็มที

      “คุณเป็นคนที่ใจร้ายที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย ใจร้ายมากๆ

เสียงที่ฟังแล้วทัญญูรู้สึกว่ามันเป็นเสียงที่ทำให้รู้สึกประสาทเสียเหลือเกินดังขึ้น หลังจากที่เจ้าของเสียงถือวิสาสะเปิดประตูรถเข้ามานั่งบนเบาะข้างๆ โดยที่ไม่ได้เชิญแม้แต่น้อย

      “ลงไปได้แล้ว! ฉันไม่ได้ว่างนักหรอกนะ!”

วทัญญูตวาดใส่ระพีอย่างอารมณ์เสีย คนอย่างเขาไม่น่าต้องมาข้องแวะกับไอ้เด็กแสบนี่เลย

      ไม่! ผมมีสิทธิ์จะนั่งรถคันนี้ คุณก็ขับไปสิ ผมไม่กวนหรอกน่า

ระพีไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านกับเสียงตวาดของวทัญญูเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ใจสั่นขวัญหาย       อยู่เหมือนกัน

      ฉันบอกว่าให้นายลงไป ไม่ได้ยินรึไง!!”

วทัญญูตะคอก ตอนนี้เขาโมโหจนเลือดขึ้นหน้าและไม่สามารถระงับการกระทำของตัวเองไว้ได้    อีกต่อไป

      มือแข็งแรงกระชากข้อมือเล็กบางขึ้นมา สายตาจ้องมองที่ระพี จนระพีตัวสั่นไปหมดด้วยความหวาดกลัว ร่างบางไม่เคยเจอสถานการณ์อย่างนี้มาก่อน

      นายจะลงไปดีๆ รึว่าจะให้ลากลงไป!!”

วทัญญูฟิวส์ขาดกับท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ของร่างบางตรงหน้านี่ อะไรมันจะด้านได้ขนาดนี้!!

      ไม่! ไม่! ไม่! ยังไงก็ไม่ลง! ไม่ลง! ไม่ลงหรอก ไอ้คนใจดำ!!”

ระพีทำใจแข็งหลับหูหลับตาตะโกนออกไปอย่างไม่กลัว ทั้งที่ความจริงนั้นกลัววทัญญูขึ้นมาจับใจ

      ดี แล้วฉันจะทำให้นายไม่กล้าขึ้นรถคันนี้อีกเลย

วทัญญูกล่าวเสียงกร้าวแล้วปล่อยมือออกจากข้อมือบางๆ นั่น จากนั้นก็เหยียบคันเร่งจนสุด

 

      วทัญญูต้องการให้ระพีกลัวและไม่กล้ามายุ่งกับเขาอีกเลย แม้มินิคูเปอร์จะเป็นรถคันเล็กแต่เครื่องยนตร์ไม่ได้เล็กตาม จึงมีความคล่องตัวสูง ไม่ว่าจะปาด เบรคหรือแซงในระยะกระชั้น ระพีหลับตาปี๋ตัวสั่นหวาดกลัววิธีการขับรถของวทัญญูขึ้นมาจับใจ

 

      +ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... +

อีกครั้งที่โทรศัพท์มือถือแผดเสียงเรียกใส่ไม่ยอมหยุด วทัญญูจำต้องชะลอความเร็วลงอย่างขัดใจ แต่ก็กระตุกยิ้มเย็นๆ เมื่อหันไปเห็นสภาพของเจ้าเด็กตัวแสบที่ดูยังไงก็ลูกไก่ในกำมือชัดๆ

      ฮึ นึกว่าจะแน่ซักแค่ไหน

วทัญญูสบถออกมา ก่อนที่จะตบไฟเลี้ยวก่อนหักรถเข้าข้างทางเพื่อรับโทรศัพท์

 

ครับ ครับ? ผมเพิ่งออกมาจากงาน

วทัญญูพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ ตอบรับไปยังปลายสาย ทั้งๆ ที่ในใจยังเจือไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น

      “พีอยู่กับแกรึเปล่า!!?

เสียงของวิทยาดังขึ้นด้วยความร้อนใจ เกิดเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าตัวแสบนี่อย่างไม่ต้องสงสัย

      “ครับ มีอะไรรึครับ?

วทัญญูรีบตอบรับ เวลานี้เขาต้องการแค่ผลักไสเจ้าเด็กคนนี้ออกไปให้พ้นตัวโดยเร็วที่สุดเท่านั้น

 

      ไม่นะ! พีไม่อยู่... ฮึก... ฮึก พีไม่ได้อยู่ ไม่เอานะอาวิทย์ พีไม่อยากเดิน ฮืออออออ

ระพีตะโกนสวน น้ำเสียงสั่นเครือด้วยยังหวาดกลัวกับวิธีขับรถของวทัญญู จากนั้นก็เริ่มร้องไห้เสียใจ ระคนโกรธที่ถูกบังคับให้ต้องเดินแบบให้กับวิทยา

พีไม่กลับไปนะ คุณญูช่วยผมด้วย พูดกับอาวิทย์ให้ที ผมไม่อยากกลับไป ฮืออออออ ผมจะทำตามที่คุณญูบอกทุกอย่าง

เสียงอ้อนวอนอย่างน่าสงสารของร่างบางร้องบอกวทัญญูที่นั่งอยู่บนเบาะด้านข้าง 

      มีเรื่องอะไรเหรอครับพี่?

ในที่สุด วทัญญูก็เผลอออกรับหน้าแทนจนได้ ครั้งนี้ เขาเพียงรู้สึกว่าระพีไม่ได้เสแสร้งเช่นทุกครั้ง

      “ตาพีต้องขึ้นเดินโชว์รอบต่อไป มันสำคัญกับหน้าตาบริษัทของเราแล้วก็คุณราชันย์มากเลยนะ   แกช่วยพูดให้ทีสิ”

วิทยาได้ยินทุกคำพูดของระพี ก็สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้ทั้งหมด การที่เขาให้ระพีขึ้นเดินโชว์ บนเวทีครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการของเขาเองและอีกส่วนก็เพื่องาน

      ผมขับรถออกมาตั้งไกลแล้ว ไม่มีเจ้านี่ซักคนงานไม่พังหรอก ให้คนอื่นเดินแทนไม่ได้เลยเหรอ?

วทัญญูตอบปลายสาย หากสายตาจับจ้องระพีที่นั่งพยักพะเยิดอยู่ข้างๆ

      “ไม่ได้!! นี่เป็นคำสั่ง!! แกจะต้องพาตัวระพีกลับมาที่งานให้ได้ ภายใน 15 นาทีนี้! ไม่อย่างนั้น   พี่จะไม่มีวันยกโทษให้แกเลย!!

วิทยาขู่น้องชายของตนเองเสียงแข็ง แล้วตัดสายทิ้งทันที

 

      ... ขอโทษนะที่ช่วยนายไม่ได้จริงๆ เราต้องกลับไปที่นั่น

วทัญญูถอนหายใจก่อนหันไปกล่าวกับระพีที่นั่งอยู่ข้างๆ  

      คุณจะพาผมกลับไปส่งที่นั่นเหรอ?!! ไม่เอานะ! ผมไม่อยากกลับไปที่นั่นแล้ว!!”

ระพีคร่ำครวญกับวทัญญู ก่อนที่จะพยายามหาทางออกจากรถ โดยที่วทัญญูยังไม่ได้ปลดล็อครถให้

 

      ไม่รู้หรอกนะว่ามีเรื่องอะไรกัน แต่นี่เป็นงานของคุณป๋าของนายแล้วก็พี่ชายของฉัน เพราะงั้นฉันจะไม่ยอมให้มันต้องพังลงเพราะความเอาแต่ใจของนายเพียงคนเดียวอย่างเด็ดขาด

ทัญญูพยายามอธิบายด้วยเหตุผลที่คิดว่ามันถูกต้องที่สุด

 

      ถ้าผมยอมกลับไป แล้วคุณจะไล่ผมอีกไหม?

เสียงเล็กๆ ลอดออกมาจากริมฝีปากบางอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน แต่อยากอยู่กับคนนี้ แค่รู้สึกว่ามันอบอุ่นที่มีคนๆ นี้อยู่ด้วยใกล้ๆ

      สายตาของระพีอ้อนวอนวทัญญู สองมือเล็กเกาะไว้ที่แขนแข็งแรงไม่ปล่อย น้ำตายังไหลไม่หยุด

      ถ้างานนี้ไม่ล่มเพราะนาย ฉันจะไม่ออกปากไล่นายอีก

หลังจากที่คิดทบทวนอยู่อึดใจหนึ่ง วทัญญูก็ตกปากยอมรับข้อเสนอของระพี

      ขอบคุณครับ

ระพียิ้มหวาน สีหน้าดูดีขึ้นนิดหน่อย มือเล็กๆ นั่นยังคงเกาะแขนวทัญญูไว้แน่น

      ปล่อยมือได้แล้ว ฉันขับรถไม่ถนัด

วทัญญูพูดขึ้นขณะที่กำลังออกรถอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าระพีไม่ยอมปล่อยมือจากแขนของเขาเสียที

      ก็คุณขับรถน่ากลัว ผมกลัว ให้ผมเดินไปเองไม่ได้เหรอ มันไม่ไกลเท่าไหร่นะ ผมน่าจะเดินกลับไปเองได้

ระพีไม่ได้มีเจตนาจะยอกย้อน ที่เกาะเอาไว้อย่างนี้ก็เพราะว่ากลัวจริงๆ

      นายนี่น่ารำคาญชะมัดเลย

วทัญญูบ่น ที่จริงมันไม่ได้เกะกะอะไร แต่พูดเพราะเห็นเป็นเจ้าเด็กนี่ต่างหาก

      ขอโทษครับ

ระพีกล่าวเสียงอ่อย ยอมปล่อยมือออกมา แล้วเปลี่ยนไปจับหน้าขาทั้ง 2 ข้างของตัวเองแทน

ระพีนั่งก้มหน้านิ่งด้วยความกลัว ไม่กล้าเงยหน้ามองถนนหรือแม้แต่ข้างทางเป็นไปตามที่วทัญญูต้องการ วทัญญูต้องการให้ระพีกลัวทุกครั้งที่นั่งรถคันนี้ แล้วตอนนี้มันก็เป็นอย่างนั้น

 

      วทัญญูแปลกใจที่ระพียอมเชื่อฟัง และปล่อยมือออกไปจากแขนของตน เมื่อเหลือบตามองก็ต้องตกใจกับท่าทีของระพี จนต้องชะลอความเร็วของรถลง ก่อนที่จะตัดสินใจจอดมันข้างทาง

ระพีที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ นั่งก้มหน้าหลับตาปี๋ สองมือเล็กๆ เกร็งจับหน้าขาทั้งสองของตัวเองเอาไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นเกร็ง

      เป็นอะไรไป?

วทัญญูถามเสียงเรียบ ไม่อยากให้ระพีคิดว่ากำลังได้รับความสนใจ

      กลัว... ฮึก... ผมกลัว...

ระพีบอกออกไปอย่างไม่อาย ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอาบแก้มช้าๆ ตัวยังคงสั่นไม่หาย

      ลืมตามองข้างหน้าก่อนสิ ฉันไม่ได้ขับรถเร็วซะหน่อย

วทัญญูลองปลอบ เขาแทบไม่รู้วิธีการคุยกับเด็กหรือการเข้าถึงพวกเด็กๆ อีกทั้งเจ้านี่ก็เป็นผู้ชาย มันจะขี้แยเกินไปรึเปล่า??

 

*มีเด็กผู้ชายที่ไหนเป็นอย่างนี้กันบ้างเนี้ย ท่าทางคงจะถูกคุณป๋ากับวิทยาตามใจจนเสียคนซะแล้ว*

 

ไม่มีทางเลือกเพราะเวลาที่วิทยาจำกัดไว้นั้นใกล้เข้ามาเต็มที วทัญญูรู้ดีว่าถ้าวิทยาโกรธขึ้นมานั้น  จะเป็นอย่างไร

      จับเอาไว้แน่นๆ แล้วกัน ไว้ใจกันหน่อยสิ ถึงฉันจะไม่ได้เป็นนักแข่งรถมืออาชีพแต่ก็เคยได้แชมป์มาแล้วหลายสนามนะ ฮะฮะฮะ

 วทัญญูคว้ามือเล็กๆ ทั้งสองข้างขึ้นมากุมเอาไว้ พลางพูดติดตลกแล้วก็เริ่มขับรถออกมาอีกครั้ง โดยเลือกที่จะไม่ขับรถเร็วจนเกินไป พร้อมกับคอยสังเกตทีท่าของระพีอยู่ตลอดเวลา กลัวว่าจะเกร็งจนแทบเสียสติแบบเมื่อซักครู่นี้อีก

 

*ครั้งนี้คงแกล้งแรงเกินไปจริงๆ*

 

ไม่เป็นไรนะ?

วทัญญูถามระพี เมื่อมาส่งถึงหน้าห้องแต่งตัวทันเวลาพอดี เท่านี้ วิทยาก็ไม่ต้องอารมณ์เสียอย่าที่กังวลไว้

อยู่กับผมก่อนได้ไหม ขอร้องล่ะครับ

ระพีเงยหน้าขึ้น สบตากับวทัญญูที่เดินมาส่งถึงหน้าประตูห้องแต่งตัว กล่าวขอร้องกันซึ่งๆ หน้า เพราะแค่อยากรู้สึกปลอดภัย และคนที่จะทำให้รู้สึกปลอดภัยได้ในเวลานี้ ก็มีแต่คนคนนี้เท่านั้น

อืม พยายามเข้าล่ะ เจ้าตัวแสบ

วทัญญูตกปากรับคำง่ายๆ นิ้วโป้งถูกยกขึ้นมาปาดคราบน้ำตาที่เปรอะไปทั่วสองแก้มเนียนขาว

 

...ขอบคุณครับ  

ระพีกล่าวขอบคุณ ทันใดก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะจนรู้สึกอุ่นวาบในช่องอก สีแก้มแดงระเรื่อขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าอาการแบบนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไรกัน รู้เพียงแต่ว่า มันเกิดขึ้นทุกครั้งที่ได้รับความอ่อนโยนจากชายผู้นี้ แล้วมันเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แม้แค่เพียงนึกถึง

ตอนนี้ระพีรู้ตัวดีว่าแก้มของตนเอง คงจะมีสีแดงไม่ต่างกัผลสตรอเบอร์รี่แน่ๆ

 

วทัญญูจำใจอยู่ภายในงานเลี้ยงต่อไปเพราะเผลอไปรับปากเจ้าเด็กตัวแสบนั่นเอาไว้ เป็นเพราะน้ำตาของเจ้านั่นแท้ๆ ที่ทำให้เขาสับสนไปหมด ไม่น่าใจอ่อนกับน้ำตาของเจ้าเด็กตัวแสบนั่นเลย

ในที่สุด วทัญญูจึงเดินไปใกล้โซนหน้าเวที ที่วิทยาจัดเตรียมที่นั่งพิเศษไว้ให้ ไหนๆ ก็พลาดตกปากรับคำเจ้าเด็กนั่นไปแล้ว ก็นั่งดูตรงนี้ให้ชัดๆ ไปเลยก็คงไม่เสียหาย

ไม่นาน วิทยาและราชันย์ก็เดินมานั่งข้างๆ วิทยายิ้มให้วทัญญูก่อนจะหันกลับไปสนทนากับราชันย์ วทัญญูที่มานั่งอยู่ก่อนแล้ว อดรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินไม่ได้

 

เออ พูดอะไรกับตาพีน่ะ ถึงได้เรียบร้อยสงบเสงี่ยมขนาดนั้น? ไม่สิ แค่ยอมกลับมาก็แปลกแล้ว

วิทยาหันมาทางวทัญญู เมื่อราชันย์เดินออกไปพบกับลูกค้า

เปล่า แค่บอกว่า ถ้าไม่ยอมกลับมาจะทำให้งานเลี้ยงของพี่และของพ่อตัวเองเสียหาย ซึ่งผมยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ โอ๊ะ? โชว์สุดท้ายนี่เป็นชุดสำหรับผู้หญิงเหรอครับ?

วทัญญูตอบคำถามของพี่ชาย ในขณะที่สายตาจับจ้องบนเวที นางแบบชื่อดังหลายคนเดินตามกันออกมา

ชุดพวกนี้ฉันออกแบบเอง สวยใช่ไหมล่ะ? คอลเลคชั่นนี้ฉันได้แรงบันดาลใจมาจาก แสงออโรร่าที่สาดส่องท้องฟ้าขั้วโลกเหนือยามราตรีมานะ

วิทยาตอบวทัญญู ด้วยท่าทางภูมิใจกับชุดที่เป็นผู้ออกแบบและตัดเย็บเองกับมือ

แล้วพี่... ให้เจ้าเด็กนั่นทำอะไรเหรอครับ?    

วทัญญูสงสัย ในเมื่อวันนี้เป็นการแสดงชุดของผู้หญิงแล้วเจ้านั่นมาทำไม? ทำไมวิทยาจึงย้ำว่าสำคัญขนาดทำให้งานเลี้ยงล่มลงได้??

อ๊ะ ตาพีจะเป็นคนเดินชุดสุดท้ายให้ ชุดฟินนาเล่ แล้วแกจะต้องตกตะลึง

 

วิทยาอวดลูกชายของคนรักอย่างภาคภูมิใจสลับกับอธิบายรายละเอียดการออกแบบชุดแต่ละชุดที่  เดินผ่านไปไวๆ ให้ฟัง ซึ่งวทัญญูก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างได้แต่อือออรับคำไปเพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาสนใจนัก นอกจากที่วิทยาจะเอาเจ้าเด็กตัวแสบนั่นมาใส่ชุดผู้หญิงเดินแบบ ฮะ! บ้าแล้ว!! วงการนางแบบมีคนตั้งเยอะ แถมเด็กสาวหุ่นดีรุ่นใหม่ๆ อีกมากที่ดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้เข้าวงการ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครเหมาะสมกว่าเจ้าเด็กนั่น ท่าวิทยาจะลำเอียงเห่อลูกคนรักจนหน้ามืด แต่ถึงขนาดต้องบังคับให้เด็กผู้ชาย อย่างเจ้านั่นมาใส่ชุดผู้หญิง เขาก็ยังรู้สึกว่าวิทยาทำเกินไป

 

ตอนแรกฉันติดต่อมิเชลไว้ จำมิเชลได้รึเปล่า? นางแบบที่แกเคยควงตอนอยู่อังกฤษไง  

วิทยาวกกลับมาถึงมิเชลคนรักเก่าของวทัญญูที่วทัญญูรักมากและยังไม่ลืม

ตอนนี้มิเชลอยู่ไทยเหรอครับ?

วทัญญูตอบคำถามของวิทยาด้วยคำตอบ เขายังไม่ลืมมิเชลแต่อยากจะลืมเรื่องที่ทำไว้กับมิเชล เพราะเขาไม่ดีเอง มิเชลจึงจากไป ไปหาคนที่ดีกว่า

 

ใช่ กำลังเนื้อหอมในฐานะนางแบบแถวหน้าเลย แต่เท่าที่ได้ยินมา ไม่ใช่แค่ในวงการนางแบบหรอก ในหมู่ผู้ชายก็เนื้อหอมไม่แพ้กัน หนังสือแท็บลอยด์ลงรูปควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้าออกมาบ่อยๆ

จริงๆ คนไม่สนใจเธอเท่าไหร่นะ เพราะเห็นว่าเป็นฝรั่ง เขาสนใจผู้ชายที่มิเชลควงต่างหาก ดาราดัง นักธุรกิจ นักการเมือง ลูกชายตระกูลผู้ดีเก่า แล้วก็มีอีกเยอะ

เออ ตอนที่ฉันติดต่อเอเจนซี่ของมิเชลไป ทางนั้นเช็คตารางแล้วก็โทรมาตกลงกับฉันแล้วเรียบร้อย แต่อีกไม่กี่วันจะถึงวันงาน กลับโทรมาปฏิเสธ ฉันหานางแบบใหม่ไม่ทันเลยต้องให้ตาพีเป็นคนใส่ชุดแทน  ถ้าไม่มีใครให้ข่าว ก็คงไม่มีใครรู้เรื่องลูกชายของคุณราชันย์ใส่ชุดผู้หญิงเดินแบบแฟชั่นล่ะนะ

วิทยาเล่าถึงมิเชลเสียยืดยาวก่อน ลงท้ายด้วยการขู่วทัญญูไม่ให้บอกกับใครเรื่องที่นางแบบ     ชุดสุดท้ายซึ่งเป็นชุดสำคัญที่สุดเป็นเด็กผู้ชาย... ทั้งๆ ที่หากเรื่องนี้จะแพร่งพรายออกไป น่าจะเป็นเพราะวิทยาที่ไม่เคยรักษาความลับได้เลยมากกว่า

 

อ๊ะ ตาพีมาแล้ว ฉันไปก่อนนะ

วิทยาชี้ให้วทัญญูดูร่างระหงที่สวมชุดฟินาเล่สีดำทั้งชุดตรงหน้า ถ้าไม่รู้มาก่อน ก็คงไม่มีทางรู้ว่านั่นคือเด็กผู้ชาย หน้าหวานขนาดนั้น อีกทั้งรูปร่างที่ยังไม่โตเป็นผู้ชายเต็มที่ ก็ใกล้เคียงกับการเป็นผู้หญิงมากกว่า...

วทัญญูจับจ้องที่นางแบบที่กำลังใส่ชุดฟินาเล่กรุยกรายอยู่บนเวทีไม่วางตา ความสง่างามและมีเสน่ห์ลุ่มลึก ทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้เลย ในหัวก็นึกถึงเด็กตัวแสบที่ร้องห่มร้องไห้เพราะกลัวการขับรถของเขาเมื่อครู่ ช่างต่างกันราวกับเป็นคนละคน

แขนขายาวสมส่วน แนวกระดูกสันหลังไปถึงก้นกบเรียกได้ว่าเพอร์เฟค ผิวเรียบเนียน ทั้งหมดนี้สามารถใช้คำว่า **สวย** ได้โดยไม่อาย ดูดีๆ ก็สวยกว่านางแบบอีกหลายคนที่เขาเคยร่วมงานด้วยซ้ำ

สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงของเจ้าเด็กตัวแสบมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น และวทัญญูจำได้ดี คือ สายตา ที่แสดงออกถึงความไม่ไว้ใจคนรอบข้าง แต่กลับไว้ใจคนอย่างเขา

 

ในที่สุดงานแสดงแฟชั่นก็จบลง ระพีมอบช่อดอกไม้ให้กับวิทยา ผู้คนในงานปรบมือแสดงความยินดีให้กับความสำเร็จในการจัดงานเปิดตัวบริษัทโมเดลลิ่งในเครือของบริษัทวิวัฒนาอย่างกึกก้อง วิทยายิ้ม  แก้มแทบปริ

 

ตอนนี้วทัญญูอยากนอนพักเอาแรงให้เต็มที่ พรุ่งนี้จะได้ไปทำงานวันแรกอย่างสดชื่น ถึงจะกังวลว่าจะมีเรื่องมากมายที่ต้องทำ และมีเรื่องใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีงานเข้ามาในฐานะลูกชายของเจ้าของบริษัท เขาเองก็ต้องพยายามให้เต็มที่

 

ขณะที่วทัญญูเตรียมจะกลับนั้น เสียงเล็กๆ ก็ดังขึ้นด้านหลัง

คุณ! คุณ!”

เสียงที่วทัญญูจำจนขึ้นใจว่าเป็นเสียงของใครนั้นดังขึ้นมาจากด้านหลังเวที เจ้าเด็กตัวแสบในคราบของสาวสวย กำลังกวักมือเรียกให้เขาเดินไปหา

เจ้าเด็กนี่... นี่นายเรียกคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าแบบนี้น่ะรึ!!? ช่างไม่มีมารยาทจริงๆ!! วทัญญูไม่คิดว่า  ที่ระพีไม่กล้าเดินออกมาหาเขาเองนั้น จะเป็นเพียงเพราะถูกสั่งห้ามเท่านั้น เจ้าเด็กที่ดื้อและเอาแต่ใจ   ขนาดนั้นคงไม่มีทางฟังคำสั่งคนอื่นง่ายๆ

เมื่อคิดดังนั้น วทัญญูจึงไม่เดินไปหาอย่างที่ระพีต้องการ กลับส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธพร้อมกวักมือเรียกให้ระพีเป็นคนออกมาหาเขาแทน

...

ระพีพยายามส่งสัญญานกลับไปที่วทัญญูว่า ออกไปข้างนอกไม่ได้ เพราะอย่างนั้น จึงต้องให้วทัญญูช่วยเดินมาหา

...

ไม่มีอะไรตอบกลับมา นอกจากการส่ายหน้าปฏิเสธที่จะเดินไปหาระพีด้านหลังเวทีเท่านั้น ก็แค่นึกอยากแกล้งเจ้าตัวแสบขึ้นมาอีกก็เท่านั้น

 

... ใจร้ายชะมัด

ระพีบ่น ในที่สุดก็ยอมเดินออกมาจากด้านหลังเวทีเสียเอง ยังไงก็อยากขอบคุณที่วทัญญู อดทนรอจนถึงเวลาที่ตนเดินแบบ

ขอบคุณมากครับ ที่อยู่กับผมจนจบการแสดง

ระพีเอ่ยคำขอบคุณออกมาจากใจ ริมฝีปากบางแย้มยิ้ม ไม่ว่าใครที่ได้เห็นก็ต้องละลายไปตามๆ กัน แต่สำหรับวทัญญูนั้น รอยยิ้มนี้คือ **รอยยิ้มของปีศาจ** เพราะครั้งแรกที่ได้เจอกัน เจ้าเด็กนี่ก็ยิ้มหวาน ให้เขาแบบนี้นั่นเอง

 

อ่อ อย่าลืมอีกอย่างด้วย คุณห้ามไล่ผมอีกต่อไปแล้วนะครับ

ระพียังไม่ลืมที่จะทวงสัญญาวทัญญูที่ได้เคยให้ไว้

เออ รู้แล้ว สมองไม่ได้เสื่อม

วทัญญูสะบัดเสียงตัดรำคาญ ส่วนระพีก็หน้ามุ่ยที่ถูกพูดไม่ดีใส่

 

ฉันกลับก่อนล่ะ  

วทัญญูเอ่ยลาพร้อมวางฝ่ามือใหญ่ลงบนหัวเล็กๆ มีผมอ่อนนุ่มด้วยความเอ็นดู

อะ เอ่อ คุณครับ คือ คือผมขอเป็นเพื่อนคุณได้ไหม?

ระพีรวบรวมความกล้าทั้งหมดพูดออกไป แม้ตอนนี้จะยังสับสนกับความรู้สึกแปลกๆ นั่นอยู่เลย  แค่รู้สึกอบอุ่น อยากอยู่ใกล้ๆ คนๆ นี้ เพราะอย่างนั้น ขอแค่เป็นเพื่อนกันได้ก็ยังดี

 

ฉันสามารถปฏิเสธ ไม่อยากเป็นเพื่อนกับนาย ได้รึเปล่า?

วทัญญูหยั่งเชิง แอบมองท่าทีที่แสดงออกมาของระพี เจ้าเด็กนั่นทำหน้าเหี่ยวทันทีที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น ดูเหมือนต้นไม้ขาดน้ำไม่มีผิด

 

อะ อื้ม คุณไม่อยากเป็นเพื่อนกับผมก็ได้ครับ

ระพีเสียงสั่น ไม่ทันนึกว่า วทัญญูอาจจะไม่ได้อยากเป็นเพื่อนด้วยอย่างที่คิดไว้ เพราะเคยชินกับ การที่อยากได้อะไรต้องได้มาตลอด แทบไม่เคยถูกปฏิเสธเลย แต่เมื่อตั้งสติได้ก็ยอมให้วทัญญูมีสิทธิ์ที่ไม่อยากเป็นเพื่อนด้วย- ใช้ วทัญญูมีสิทธิ์ที่จะอยากเป็นหรือไม่อยากเป็นเพื่อนด้วยก็ได้ ไม่มีทางที่จะบังคับจิตใจของคนอื่นได้เลย

ระพีพูดไปอย่างนั้น ทั้งที่ความจริงอยากจะบังคับให้คนๆ นี้ ต้องเป็นเพื่อนของตนตลอดไปด้วยซ้ำ

 

ขอเวลาคิดหน่อยแล้วกัน คิดได้แล้วจะบอก

พูดจบ วทัญญูก็เดินออกจากงานไปอย่างรวดเร็ว

 

ตาพี!! ออกไปตรงนั้นได้ยังไงกัน!! มันน่านัก!! ถ้าคนอื่นรู้ว่าเป็นเราใส่ชุดผู้หญิงจะทำยังไง!!”

เสียงของวิทยาทำให้ระพีที่ยืนเหม่อมองแผ่นหลังของวทัญญูจนหายลับไปสะดุ้งจนสุดตัว แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปด้านหลังเวที ระพีรู้สึกกลัวคนๆ นี้มากกว่าคุณป๋าเสียอีก ทำไมคนบ้านวิวัฒนาถึงได้น่ากลัวกันนักก็ไม่รู้

 

ผมแค่ออกไปเดินเล่นใกล้ๆ นี่เอง แขกก็กลับไปกันหมดแล้ว อาวิทย์อย่าดุสิครับ ผมยิ่งขวัญอ่อนอยู่นะ

ระพียิ้มหวานเข้าไปอ้อนวิทยา

ก็เป็นเสียอย่างนี้ แล้วอาญูไปไหนแล้ว??

วิทยาถามถึงวทัญญูพลางทอดสายตา มองหาเร็วๆ

กลับไปเมื่อครู่นี้เองครับ อาวิทย์จะให้อาญูทำอะไรเหรอ?”

ระพียังคงออดอ้อนคลอเคลียอยู่ไม่ห่างวิทยา

 

To be con…Part 003

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น