[Fic Nomin] SweetRevenge กลรักดอกโบตั๋น (จบ)

ตอนที่ 3 : การแต่งงานที่ไม่มีความสุข

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 112
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    3 มิ.ย. 63

 

ตอนที่ 2 การแต่งงานที่ไม่มีความสุข

 

“คุณหนูครับ ผมส่งจดหมายตามที่คุณหนูสั่งแล้วนะครับ”ตอนเช้าหลังจากที่ผมรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ผมก็แต่งตัวเตรียมตัวไปทำหน้าที่ของผมต่อ ถึงจะไม่เต็มใจแต่ถ้าหากทำเพื่อครอบครัว ผมพร้อมจะทำอยู่แล้ว ในสัปดาห์ที่ผ่านมาผมก็ใช้ชีวิตตามที่พวกเขากำหนดให้ผมเป็น คุณจิวซินก็ทำธุระ ไปทำงานตลอดซึ่งงานอะไรก็ไม่มีใครบอกผม เหล่าคุณอาก็มาแวะเวียนเรื่อย ท่านก็บอกผมเสมอว่าท่านจะพาเหล่าลูกๆมาเยี่ยมเยียนไม่ให้ผมเหงา แต่ก็ผ่านมาสัปดาห์ผมก็ยังไม่ได้พบและเริ่มที่จะชินกับการอยู่ที่นี่

“เรียกป่านเฉยๆก็ได้ครับ ผมไม่ถือครับ”ยิ่งถูกเรียกแบบนี้มันก็รู้สึกเหมือนไม่เป็นตัวเองเลย เพราะผมชินกับการถูกเรียกด้วยชื่อ ป่านธรรมดาๆมากกว่า

“ไม่ได้จริงๆครับ คุณหนู คุณหนูเป็นลูกของคุณชายเว่ยยิ่งต้องให้ความเคารพครับ”ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ยอมผมสักเท่าไหร่ เราคงต้องถูกเรียกแบบนี้ไปจริงๆสินะ

“โวกเวกโวยวายอะไรกันแต่เช้า และเธอตามฉันมาไปที่รถ”ดุแต่เช้าเลย ผมจึงพยายามกลั้นอารมณ์ต่างๆและเดินตาม

“อ่อ คุณทนายฝากขอโทษคุณอาด้วยนะครับที่ผมไม่ได้ไปตามนัด”ทั้งที่นัดกันไว้แล้วแท้ๆ แต่ผมก็ต้องมาผิดนัดเพราะคนตรงหน้าซะได้

“จะขอโทษทำไม เธอควรไปกับฉันไม่ใช่มัน”

“ขอโทษนะครับคนที่คุณเรียกว่ามันเขาเป็นผู้ใหญ่และเป็นญาติของเรานะครับ ช่วยไร้มารยาทแค่เพียงผมก็พอ เพราะผมยังรับได้ แต่คนอื่นคงไม่ใช่”คุณทนายก็แอบหลุดขำเพราะคำพูดของผม มารยาทหายไปไหนกันนะ ว่าผมต่อล้อต่อเถียงเก่ง แต่เขากับพูดไม่มีสัมมาคารวะเลย

“อย่ามาว่าฉันนะ”

“ครับ ผมจะไม่ว่าคุณจิวซินเลยถ้าหากคุณพูดเพราะกว่านี้”เขาทำหน้าขึงขังใส่ ผมส่ายหัวเบาๆก่อนจะเดินตามเขาไปที่รถ

“มันจะดีจริงๆหรอครับ ที่ไปเลือกชุดกันแค่สองคน”ผมยอมรับว่าไม่มั่นใจเลย งานใหญ่แบบนี้แต่เขาเลือกที่จะไปกับผมแค่สองคนโดยที่ไม่มีผู้ใหญ่ไปเลยสักคน

“แค่ชุดมันจะมีอะไรมากมาย แค่แต่งงาน”คำว่าแต่งงาน ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยนะครับ

“ครับถ้าคุณคิดว่ามันไม่ลำบากอะไรผมก็เคารพการตัดสินใจของคุณนะครับ”เขาเดินขึ้นรถไปก่อน

“ขึ้นมาสิ”ไม่คิดจะเปิดประตูให้กันเลย ผู้ชายคนนี้ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดเลยจริงๆ

“นั่งให้ดีล่ะ”พูดเสร็จก็รถก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง นี่เขาคิดจะฆ่าจะแกงผมเลยหรือไง

“คุณจิวซินขับดีๆสิครับ”ผมบอกมือพลางจับเบาะไปอย่างเกร็งๆ

“มากับฉันก็อย่าพูดมาก”นี่มันบังคับต่างหาก เขาก็ขับผ่านตลาด ดูคึกคักกันจังเลย อยากเดินดูบ้าง ผมมองออกไปด้วยความตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็นบรรยากาศตลาดในเมืองจีนมาก่อน ที่นี่จะมีอะไรขายบ้างนะ เป็นวัฒนธรรมที่ฉันอยากลองสัมผัสมันสักครั้ง

“อยากแวะหรือไง มองอยู่ได้”

“แน่นอนสิครับ น่าเดินเที่ยวจะตาย”ผมก็บอกไปตรงๆ

“จัดการเรื่องงานเสร็จเดี๋ยวพามาแวะ”ผมก็ต้องตกใจ อยู่ดีๆก็ดีขึ้นมาเมื่อกี้ยังขึ้นเสียงอยู่เลย เดาใจเขายากจริงๆนะครับ เขาก็ขับรถไปเรื่อยๆ จนมาถึงตึกหนึ่ง ผมเดินลงมา เขาก็เดินไปโดยไม่รอผมเลย

“รอด้วยสิครับ”ผมรีบวิ่งตามเขาไป

“คุณจิวซินเชิญทางนี้เลยค่ะ”เหมือนเขาจะเตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งผิดกับผมที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย ได้แต่อ่านหนังสือช่วยงานในบ้าน และเถียงกับคุณจิวซินอย่างเดียว แต่มีบางอย่างที่ผมรับรู้ได้ เพราะว่ามันจะมีรถคันหนึ่งมักจะมาจอดแถวหน้าบ้าน แต่ไม่มีใครลงมาเลยสักคน เป็นแบบนี้บ่อย ซึ่งผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

“เจ้าสาวหน้าตาน่ารักดีนะคะ”พนักงานก็แอบชมผม ผมจึงน้อมรับแบบเขินๆผิดกับอีกคนที่หันมาทำหน้าใส่ราวกับไม่เห็นด้วยในสิ่งที่พนักงานพูด พนักงานจึงพาผมไปดูชุด ชุดกี่เพ้าสีแดงเรียงรายพร้อมจะให้ผมเลือก มันช่างงดงาม งดงามเกินที่คนอย่างผมจะได้สวมใส่

“ชุดนี้ค่ะที่คุณจิวซินเลือกให้”พนักงานก็หยิบชุดกี่เพ้าสีแดงปักด้ายทอง ทรงเข้ารูป ไม่คิดเลยว่าคนอย่างเขาจะตาถึง เลือกชุดให้ผมได้ ผมจึงรับมันไปสวม

“ชุดนี้แหละ”เสียงของคุณจิวซินอยู่ด้านนอกที่ผมกำลังแต่งตัว พนักงานบางส่วนเข้ามาช่วยผมในการสวมชุด เพราะชุดนี้ดูราคาแพง และต้องใส่ดูลำบาก แต่ไม่นานผมก็สวมมันเสร็จ ผมยืนดูกระจกภายในห้อง ผมก็แอบประหลาดใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงเลือกได้ดีขนาดนี้

“คุณจิวซินคะ นี่ค่ะคือชุดที่คุณเลือกให้เจ้าสาว”พนักงานค่อยๆเลื่อนผ้าม่าน ผมหันมองเขาอย่างช้าๆด้วยเพราะชุดที่ดูลำบากในการเคลื่อนตัว หน้าเขานิ่งไปพักหนึ่ง

“เป็นไงคะ?”พนักงานจึงถามถึงความคิดเห็นที่มีต่อชุดที่ผมใส่อยู่

“งั้นตัวนี้แหละ ไม่ต้องเปลี่ยน”ดูเหมือนเขาจะเห็นด้วยกับชุดนี้ พนักงานก็ยิ้มอย่างมีความสุข ผมก็แอบยิ้มเบาๆ ก่อนจะค่อยๆหันกลับมา

 

...

“เดี๋ยวชุดอื่นๆตามพิธี เดี๋ยวทางเราจะจัดเตรียมให้ภายในอาทิตย์หน้านะคะ”ทั้งผมและคุณจิวซินก็รับรู้เรื่องนี้ จึงพากันเดินออกเพื่อกลับบ้าน

“ไม่ยักรู้นะครับ ว่าคุณจิวซินจะเลือกชุดได้ดีเหมือนกัน”ผมคงต้องชมเขาจริงๆ ที่เขาสามารถเลือกชุดให้เหมาะสมกับผมได้ เขาก็ไม่พูดอะไรก่อนจะขับรถออกไปจากร้าน เราพูดอะไรผิดไปหรือเปล่านะ? ไม่นานรถก็ขับมาจอดที่ตลาด ทำไมถึงจอดล่ะ?

“จอดทำไมหรอครับ?”

“ลืมไปแล้วหรือไง บอกว่าอยากแวะไม่ใช่หรอ?”เขาพาแวะจริงๆด้วย

“ครับใช่ครับ”เขาก็เดินลงมาเปิดประตูให้ผม

“ลงมาสิ”ผมจึงเดินลงด้วยความดีใจ เหมือนรู้สึกว่าผมได้มาเปิดหูเปิดตาในสถานที่ใหม่ๆ น่าสนใจเลยทีเดียว แต่แล้วเขาก็เดินกลับไปขึ้นรถ

“?”ผมมองด้วยความสงสัย ไม่นานเสียงรถก็ดัง ผมเริ่มมีลางสังหรณ์แปลกๆในสิ่งที่เขากำลังทำ ไม่ทันที่ผมจะคว้าประตูเพื่อเปิดขึ้นรถ เขาก็เร่งเครื่องขับออกไป

“คุณจิวซิน!!”ผมตะโกนเรียกเขา พลางวิ่งตามรถ หวังให้เขาจอด

“ฟุบ!”ผมล้มไปกับพื้น เพราะวิ่งสะดุดขาตัวเอง ก่อนจะค่อยๆมองรถของเขาขับห่างออกไปเรื่อยๆ

“ทำไมล่ะ? ไม่เห็นต้องทำกันขนาดนี้เลย”พอรู้ตัวอีกทีก็โดนทิ้งไว้กลางตลาดซะแล้ว ในใจก็เริ่มรู้สึกเจ็บขึ้นมาเล็กน้อย ความกังวลก็เข้าครอบงำ แล้วผมจะกลับยังไง ผมเพิ่งมาแถวนี้เป็นครั้งแรกด้วย ผมยันตัวลุกขึ้น แม่ค้า พ่อค้าแถวนั้นก็พูดกันเสียงเจื้อยแจ้ว ผมเดินไปอย่างลำบาก แผลก็เริ่มแสบ เงินติดตัวก็ไม่มีสักอย่าง

“ระวังครับ!”เสียงของใครดังขึ้น ก่อนร่างผมจะถูกกระชากเข้าอ้อมกอดของใครไม่รู้ แล้วรถยนต์ก็ขับผ่านผมไปอย่างฉิวเฉียด

“ข..ขอบคุณมากนะครับ”ผมหันไปมองคนที่ช่วยผมไว้ เขาก็ค่อยๆคลายกอดก่อนจะมองหน้าผม

“เป็นอะไรมั้ยครับ?”ผู้ชายร่างสูงผมสีดำแต่พอสะท้อนแสงกลับเป็นสีน้ำตาล ทุกอย่างบนใบหน้าเขาทำให้ผมต้องหยุดชะงัก เขามองที่แผลผม

“ไม่เป็นไรครับๆ ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยผมไว้ ไม่งั้นผมคงแย่แน่ๆ”ผมบอกเขาก่อนจะเดินกะโผลกกะเผลกออกมาจากเขา

“ดูคุณไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นะครับ เดี๋ยวผมช่วยดีกว่า”เขาก็เดินมาพยุงผม

“ไม่เป็นไรจริงๆครับ ผมไหวครับ”เขาก็ยังไม่ปล่อยผม เขาก็พามานั่งที่ศาลาริมน้ำใกล้ๆตลาด ผมนั่งมองบรรยากาศรอบๆ ช่างสวยงามจริงๆ ถ้าผมมาเที่ยวไม่ใช่ถูกทิ้งไว้แบบนี้ ผู้ชายคนที่ช่วยผมก็เดินมาพร้อมอุปกรณ์ทำแผล

“เดี๋ยวผมทำแผลให้นะครับ”ผมรีบชักขาของผมกลับ

“ไม่เป็นไรครับ ผมทำเองได้”เขาก็ยิ้มให้ผมเหมือนกับไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด แต่ผมทำเองได้จริงๆ

“มาเถอะครับ ทำเองจะลำบากเอานะครับ”เหมือนว่าเขาจะไม่ยอมให้ผมทำเอง ผมจึงยอมปล่อยให้เขาทำตามที่เขาตั้งใจ เขาค่อยๆเอาน้ำเปล่าล้างแผลผมก่อนจะหยอดยาฆ่าเชื้อที่แผลอย่างเบามือ

“เจ็บมั้ยครับ?”ผมส่ายหัว เขามือเบาจนผมแทบไม่รู้สึกอะไรเลย

“ขอบคุณนะครับ ลำบากคุณแย่เลย คุณ...?”เขาช่วยเหลือผมไว้ตั้งเยอะแต่ผมไม่ได้ถามชื่อเขาเลย เขาก็เดินไปนั่งลงตรงฝั่งตรงข้ามของผม

“ผม เลี่ยงจินครับ แล้วคุณล่ะครับ?”

“ผม ปรารถนาครับ เรียกว่าป่านก็ได้ครับ”เขาก็ทำหน้าตกใจเล็กน้อย

“ไม่ใช่คนจีนหรอครับ ทำไมพูดภาษาจีนเก่งจังเลย”ผมอมยิ้มให้กับท่าทีของเขา เป็นใคร ใครก็แปลกใจทั้งนั้นที่คนที่พูดจีนคล่องอย่างผม กลับไม่ใช่คนจีน

“ผมเป็นลูกครึ่งครับ พ่อเป็นคนจีน แม่เป็นคนไทยครับ”เขาก็ทำหน้าพอจะเข้าใจ

“แล้วทำไมถึงเป็นแผลเดินกะโผลกกะเผลกแบบนั้นล่ะครับ”เขาก็ถามหาสาเหตุที่ผมล้มเป็นแผลถลอกแบบนี้

“คือ ผมสะดุดขาตัวเองครับ”นิสัยซุ่มซ่ามของเราเอง ทำให้เจ็บเองก็ถูกแล้ว

“อ่อครับ แล้วคุณจะไปไหนต่อหรอครับ?”สมองผมก็โล่งไปหมด ผมไม่รู้จักแถวนี้เลย เพราะเขาเลยคุณจิวซิน ผมจึงพยายามไม่คิดถึงเรื่องนั้น

“คือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปที่ไหน ผมก็อยากกลับบ้านครับแต่ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะกลับยังไง?”

“หลงหรอครับ!?”ผมพยักหน้ารับ เราหลงจริงๆหาทางกลับลำบากมากๆด้วย

“ให้ผมไปส่งมั้ยครับ?”เหมือนเราจะรบกวนเขาเลย

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมอาศัยถามทางกลับบ้านเองดีกว่าครับ แค่นี้ก็รบกวนคุณเลี่ยงจินมามากพอแล้วครับ”ผมบอกก่อนจะค่อยๆลุกและเดินไปอย่างช้าๆ

“มาเดี๋ยวผมไปส่งดีกว่า สภาพคุณเป็นแบบนี้ผมว่าไม่ดีแน่ถ้าปล่อยคุณไปคนเดียว”อีกแล้วที่ผมรบกวนเขา เหมือนยิ่งปฏิเสธ ผู้ชายคนนี้ก็จะพูดทุกอย่างให้เรายอมเขาจนได้

“คุณนี่ก็ขี้เกรงใจจริงๆเลยนะครับ แต่ผมว่าดูไปทางดื้อมากกว่า”เขาแอบว่าผมด้วย แต่ผมก็ยอมรับจริงๆนั่นแหละ ผมจึงทำได้แค่ขำเป็นคำตอบ

“ผมก็ต้องเกรงใจสิครับ คุณเองช่วยผมไว้หลายรอบ”ถ้าเราไม่ได้เขา เรายังไม่รู้เลยว่าเราจะอยู่ในสภาพไหน

“ผมแค่ไม่อยากให้คุณเกรงใจเลย ผมมีวิธีที่ทำให้คุณเลิกเกรงใจผมด้วย”วิธีที่ทำให้ผมเลิกเกรงใจเขา

“ยังไงหรอครับ?”อยากรู้จริงๆนะครับ เขายิ้มในขณะที่มือก็คอยพยุงผมเดินไป

“เราต้องสนิทกันครับ ผมจะเรียกว่าคุณป่าน ว่าป่านเฉยๆ ส่วนคุณก็เรียกผมว่าเลี่ยงจินเฉยๆก็ได้”วิธีนี้เองหรอกหรอ เราเองก็ไม่ชินด้วยสิ

“แต่ว่าคุณดูโตกว่าผม ผมให้คุณเรียกผมว่าป่านเฉยๆก็พอแล้วครับ”เขาดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเราอีก

“งั้นเรียกว่าพี่ก็ได้ครับ พี่เลี่ยงจิน แล้วก็ไม่ต้องเกรงใจผมแล้วด้วย เข้าใจมั้ยป่าน?”พูดซะขนาดนี้เราก็ต้องยอม

“ครับพี่เลี่ยงจิน”เขาก็พาผมขึ้นรถ เราเองก็ทำทุกอย่าง อย่างระมัดระวัง

“บ้านป่านอยู่ไหนหรอ”เราก็ลืมสนิทไม่ได้จำไว้ว่าบ้านของอากงตามจ่าหน้าซองจดหมายคือที่ไหน

“ถ้าผมบอกว่าบ้านตระกูลหลิน พี่จะรู้จักมั้ยครับ?”

“แน่นอนสิ หรือว่าป่านอยู่บ้านของตระกูลหลินหรอ”นั่นแหละ อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าบ้านของอากงผมอยู่ไหน เขาก็ขับพาผมไปเรื่อย ก่อนจะมาจอดที่หน้าบ้าน

“ขอบคุณมากนะครับพี่เลี่ยงจิน ถ้าผมไม่ได้พี่ผมคงแย่แน่ๆ”ผมบอกก่อนจะลงจากรถ

“ไว้วันหลังผมจะเลี้ยงน้ำชาพี่นะครับ”วันนี้ผมยังพาเขาไปพักในบ้านไม่ได้ เพราะเหมือนเขาจะมีธุระต่อ เขายิ้มให้ผม

“ได้สิ วันหลังก็อย่าไปหลงที่ไหนอีกนะ”

“ครับ ขอบคุณมากนะครับ”ผมโค้งเพื่อขอบคุณก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน

“คุณหนูทำไมสภาพถึงเป็นแบบนี้ล่ะคะ!?”คุณป้าแม่บ้านที่เดินออกมาต้อนรับก็ต้องตกใจกับสภาพของผมที่ค่อนข้างยับเยิน

“คือ ผมแค่หกล้มนิดหน่อยครับ”ผมยิ้มแหยๆให้ เพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วงผม

“แล้วคุณจิวซินล่ะคะ ไม่ได้กลับมาพร้อมกันหรอคะ?”ยิ่งพูดถึงเขา ผมก็ยิ่งหงุดหงิดในสิ่งที่เขาทำกับผมในวันนี้

“ถามเขาเองเถอะครับ เพราะผมก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีในสิ่งที่เขาทำ”ผมบอกก่อนจะโค้งลาคุณป้าเพื่อกลับห้องตัวเองไป ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงใจร้ายขนาดนั้น

“แต่ทำไมรู้สึกคุ้นกับรถของพี่เลี่ยงจินจังเลย เหมือนเคยเห็นที่ไหนก็ไม่รู้”ผมเองก็เหนื่อยจนไม่อยากคิดอะไรมากมาย แค่สิ่งที่คุณจิวซินเขาทำก็มากเกินพอแล้ว ไม่รู้ว่าในอนาคตเขาจะทำอะไรมากกว่านี้อีกหรือเปล่า

“แม่ครับ ปิ่น เปม ตายาย คิดถึงจังเลย”น้ำตาผมก็คลอ แต่เราจะมาอ่อนแอตอนนี้ไม่ได้เราเป็นคนเลือกเอง

 

จิวซินpart

“นายมาอีกแล้วนะ”ใช่ผมมาหาเขาเหมือนเดิม และดูเขาจะไม่ต้อนรับผมเหมือนเดิม ผมทิ้งป่านไว้ที่ตลาด คุณอาจจะคิดว่าผมใจร้าย

ใช่ผมใจร้าย เพราะนั่นคือสิ่งที่เธอควรได้จากผม แค่นี้ยังน้อยไปถ้าเธอยังคงดื้อด้านจะแต่งงานแล้วเอามรดกของอากงให้ได้

“วันนี้ไปลองชุด ทำไมถึงมาแค่นายแล้วป่านล่ะ?”เขาถามถึงคนที่ผมไม่อยากจะพูดถึง

“อย่าถามถึงเขาได้มั้ย ผมมาหาพี่นะ”ผมบอกเขา แต่ทำไมเขายังถึงดูเย็นชาใส่ผมล่ะ คนตรงหน้าไม่พูดอะไรนอกจากยกน้ำชามาต้อนรับผม

“วันนี้พ่อแม่ฉันไม่อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นนายก็ควรรีบกลับบ้านอยู่ดี”ผมมองหน้าเขาก่อนจะค่อยๆโอบที่เอวของผู้หญิงตรงหน้า เธอตกใจมาก แต่ผมก็ไม่ปล่อยหรอก ผมโหยหาความรู้สึกนี้มานานตั้งแต่เราทั้งคู่ถูกกีดกัน ผมก็แทบไม่ได้เจอกันเลย นอกจากวันรวมญาติที่ผมเกลียดที่สุด

“เลิกทำตัวเป็นเด็กได้แล้วนะ จิวซินพี่ว่าเราควรกลับไปดีกว่า”เธอผลักไสผมออกอีกแล้ว

“ทำไมพี่ถึงต้องไล่ผม ทำไมพี่ถึงต้องทำแบบนี้ พี่ก็รู้ว่าผมชอบพี่มากแค่ไหน พี่ลี่อิน”เขาหันมาไม่พูดอะไรและแกะมือผมออก

“ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรพี่ก็ว่าพี่บอกนายไปหมดแล้ว เรื่องของเราไม่มีวันเกิดขึ้นจิวซิน นายควรทำดีกับป่านนะ เพราะป่านคือภรรยาของนาย”

“เลิกย้ำสักทีเถอะ ว่ามันเป็นภรรยาผม ถ้าผมยังได้ยินประโยคนี้อีกจากปากพี่ล่ะก็ผมจะทำหน้าที่สามีให้อีกฝ่ายลืมผมไม่ลงเลยคอยดู”ผมเสียอารมณ์ที่จะอยู่ต่อ ผมจึงกลับบ้านทันที ทำไมด้วย ทำไมทุกอย่างถึงดูหงุดหงิด น่าโมโหและน่ารำคาญไปหมดตั้งแต่ประกาศพินัยกรรมของอากง ทำไมผมต้องมาเจอคนอย่างเธอด้วย ปรารถนา

พอมาถึงบ้านคุณแม่บ้านก็มายืนจ้องผมตาเขียวปัด คงจะรู้ในสิ่งที่ผมทำกับเธอแล้วสินะ ผมเดินลงมาโดยไม่พูดอะไร

“บอกมาสิคะ ว่าวันนี้ไปทำอะไรทำไมคุณหนูถึงเจ็บตัวและกลับมาคนเดียวแบบนี้”

“ยังกลับมาได้ด้วยหรอเนี่ย?”เป็นเรื่องที่ผมประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ไปตั้งไกลก็ยังกลับมาได้

“นายน้อย ทำอะไรลงไปคะ!?”คุณแม่บ้านก็เหมือนจะโกรธผม แต่มันไม่สะเทือนผมเลยสักนิดเดียว

“แค่ทิ้งไว้กลางทางระหว่างกลับมาแค่นั้นเองครับ ก็กลับมาได้หนิ ไม่เห็นต้องทำหน้ากังวลเลย”ผมถอดเสื้อตัวนอกออกก่อนจะเดินเข้าบ้านไปไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ผมเดินขึ้นไปข้างบน ก่อนจะเดินไปที่ห้องของเธอ ค่อยๆเปิดประตู เธอไม่ได้ล็อคห้องเอาไว้ ผมก็เดินเข้าไปให้เงียบที่สุด เธอนั่งฟุบหลับบนโซฟาริมหน้าต่าง

“ล้มขนาดนั้น เล่นเอาใจหายใจคว่ำหมดเลย”ผมสารภาพแต่โดยดีว่าตอนที่เห็นเธอล้ม ผมแทบจะหยุดรถและวิ่งไปดู แต่พอดูแล้วไม่น่าจะเป็นอะไรก็เลยขับรถออกมาต่อ

“เธอทำตัวเธอเองนะ ป่าน”ผมบอกก่อนจะค่อยๆเดินออกไป

 

ปรารถนาpart

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันนี้ วันแต่งงานระหว่างผมและเขา คุณจิวซิน ตั้งแต่เช้า เหล่าคุณอาก็มาช่วยจัด ต้อนรับแขกต่างๆตามพิธีการ ผมยังคงนั่งอยู่ในห้อง

“อนุญาตนะจ๊ะ”ผมหันไปมองตามต้นเสียง พี่ลี่อินยืนมองผมด้วยใบหน้าที่ตะลึง

“ป่านสวยจัง”ผมยิ้มให้ เธอก็เดินเข้ามาดูใกล้ๆ

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นหล่ะ วันนี้เธอควรมีความสุขสิ”ผมกังวลมากและดูเหมือนเธอจะรับรู้ในสิ่งที่ผมคิด แต่ผมก็พยายามเก็บความกังวลเอาไว้

“ครับพี่”ไม่นานคุณทนายก็เดินเข้ามาหาผม

“มีอะไรหรอครับคุณทนาย?”เขาเดินมาก่อนจะมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้ผม

“จดหมายจากทางเมืองไทยครับคุณหนู”จดหมายจากบ้านหรอ ผมรีบเปิดอ่านมันในทันที

 

 

‘ถึงลูกป่านที่แม่รัก

แม่ขอโทษนะลูกที่แม่ปล่อยให้ลูกต้องไปเผชิญกับภาระอันหนักหนาสาหัสคนเดียว แม่ภูมิใจมากนะที่มีหนูเป็นลูกของแม่ แม่ยอมรับการตัดสินใจของหนูทุกอย่าง เพราะแม่เชื่อว่าหนูคิดไตร่ตรองดีแล้ว ทางนี้ทุกคนต่างคิดถึงหนูนะ แม่หวังว่าจดหมายฉบับนี้จะถูกส่งไปก่อนวันแต่งงานของหนูนะ ขอให้หนูมีความสุขมากๆ ไม่ต้องห่วงทางนี้ เมื่อไหร่ที่หนูท้อ ไม่ไหว กลับมาบ้านได้นะลูก แม่ยินดีต้อนรับหนูกลับบ้านเสมอ

จาก แม่แก้ว’

 

 

น้ำตาผมก็เอ่อล้น จนไหลออกมา นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมมีกำลังใจมากขึ้น สิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากที่สุด เป็นของขวัญวันแต่งงานที่ล้ำค่าที่สุด ผมร้องออกมาผมคิดถึงทุกคนมากเหมือนกัน

“ขอบคุณมากนะครับที่มอบจดหมายให้ผมตอนนี้”ผมบอกคุณทนาย รอยยิ้มทั้งน้ำตา แค่นี้มันก็พอที่จะให้ผมก้าวเดินผ่านความลำบากไปโดยไม่กังวลอะไรอีกต่อไป

พิธีกรรมถูกดำเนินไปอย่างมีแบบแผน โดยที่ผมก็ยังไม่เข้าใจ ผมมองหน้าเขา คนที่เป็นสามีผม เขามีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเคย ความสัมพันธ์ระหว่างผมและเขาจะต้องเป็นแบบนี้จริงๆหรอ เราจะไม่มีวันได้คุยดีๆ มองกันดีๆกันเลยหรอ มันคือคำถามที่สร้างขึ้นมาในหัวของผม

 

ราวกับว่า งานแต่งงานครั้งนี้ไม่มีความสุขเอาซะเลย

 

ตอนนี้ผมกำลังไปที่เรือนหอพร้อมคุณจิวซินและลูกคุณอาคนกลางซึ่งดูอายุน้อยกว่าผมไม่มาก มาด้วยตามพิธีการ เรือนหออยู่ห่างออกมาจากบ้านใหญ่มา ไม่ได้ไกลมาก เป็นบ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ มีศาลาริมน้ำ บรรยากาศร่มรื่น ทุกอย่างดูผ่อนคลาย

“ลงมาได้แล้ว”ผมเดินลง ด้วยชุดที่ค่อนข้างลำบากต่อการเคลื่อนที่ ร่างผมจึงเอนไปข้างหน้า แต่คนร่างสูงรับผมไว้ทัน

“นี่ ระวังหน่อยสิ”และดุผมอีกครั้ง

“ขอโทษครับ”เขาพาผมเข้าบ้าน ผมและคุณจิวซินมาดูบ้านก่อน พอเดินขึ้นไปสำรวจ มีห้องหลายห้องมาก

“งั้นผมนอนห้องนี้ก็ได้”ผมจึงเลือกห้องที่เล็กที่สุดของชั้นบน เขาเดินมาก่อนจะกระชากข้อแขนผมไปที่ห้องนอนห้องใหญ่ ก่อนจะจับร่างผมโยนลงเตียง

“จ..จะทำอะไรหรอครับคุณจิวซิน”เขาถอดเสื้อตัวนอกออก และค่อยๆปลดกระดุมเสื้อตัวเองลงช้าๆ จนเห็นหน้าอกกว้างของเขา

“เราเป็นผัวเมียกันแล้วไงปรารถนา ทำไมเธอรับไม่ได้หรอ?”อีกแล้ว เขาอาละวาดใส่ผมอีกแล้ว ผมพยายามจะลุกออก แต่ก็ถูกร่างสูงล็อคแขนเอาไว้

“ปล่อยนะครับ เลิกคิดอะไรแบบนั้นสักที ผมขอ”ความกลัวค่อยๆเกาะกุมจิตใจ เขาเริ่มถอดเสื้อตัวบนออก และค่อยๆลามมาแก้เสื้อผ้าผม

“อย่านะครับ!”ผมพยายามผลักไปสุดแรง จนเขาเซถลาออกจากตัวผม ผมรีบลุกจับเสื้อตัวเองไปอยู่ที่มุมห้อง

“ทำไมล่ะป่าน นี่คือสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่หรอ เอาร่างกายมาแลกกับเงินไง!”เขาวิ่งเข้ามาหาผมก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนปากของผมอย่างแรง จนผมหายใจไม่ออก แรงมากจนผมคิดว่าผมจะตายให้ได้ยังไงยังงั้น ผมพยายามขัดขืนเขา แต่เขาแรงเยอะมาก ริมฝีปากอุ่นๆของเขาเริ่มลูบไล้มาตรงซอกคอผมอย่างช้าๆ ไม่ไหว ขืนเป็นแบบนี้ไม่ดีแน่ ผมจึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักเขาออก

“เพียะ!!!”ผมหลุดจากการพันธนาการของเขา ก่อนจะฟาดมือลงบนหน้าของเขาอย่างแรง

“คุณมันเลว คุณมันทุเรศ อย่าคิดมาย่ำยีผมแบบนี้!!”รู้สึกตัวอีกทีน้ำตาของผมก็ไหลอาบหน้าของตัวเอง เพราะเรื่องที่เพิ่งเกิด เขามองด้วยตาขวาง ผมเดินออกไป ก่อนจะขังตัวเองไว้ในห้องอีกห้องหนึ่ง ก่อนจะทรุดตัวลงกองกับพื้น ทำไมเขาถึงทำอะไรแบบนี้ด้วย มันเกินไปแล้ว

“ป่านออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”เสียงเขาอยู่หน้าประตู ตอนนี้ผมกลัวมาก เพราะผมยังไม่พร้อมจะเจอเรื่องแบบนี้ เสียงเขาก็เงียบลง ผมร้องไห้ออกมาเพราะเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกได้

“คุณจิวซินครับ ผมมาแล้วครับ”เสียงคุณทนายดังขึ้น

“แล้วคุณหนูป่านล่ะครับ”ผมค่อยๆปาดน้ำตาตัวเองเดินออกไปด้วยร่างกายที่สั่นเทา พอออกมาเขายืนอยู่หน้าห้อง เขาสวมเสื้อตัวนอกแล้ว คุณทนายก็ตกใจกับสภาพของผม ก่อนจะหันไปมองหน้าคุณจิวซินที่ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ผมว่าเราควรจะคุยเรื่องนี้ให้ไวที่สุดครับ”เรื่องที่ต้องรีบคุย? ผมเดินลงมาพร้อมคุณทนายและคุณจิวซินก็เดินตามลงมาทีหลัง

“ไหนเงินล่ะ ไหนมรดกที่ฉันควรได้หลังจากแต่งงาน”คุณจิวซินนัดคุณทนายมาเพื่อคุยเรื่องนี้นี่เอง คุณทนายยื่นเอกสารบางอย่างให้คุณจิวซิน

“มรดกต่างๆตามเงื่อนไขที่ท่านผู้นำตระกูลได้กำหนด ทั้งคู่จะได้รับมันในวันครบรอบวันเสียชีวิตของท่านครับ”คุณจิวซินวางเอกสารอย่างแรงก่อนจะเดินเข้ามากระชากคอเสื้อคุณทนาย

“หมายความว่าไง แค่แต่งงานยังไม่พออีกหรือไง”เรื่องมันชักไม่ดีแล้ว

“ใจเย็นๆก่อนนะครับคุณจิวซิน”เขาหันมามองตาขวางใส่ผมอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆปลอยคอเสื้อของคุณทนาย

“แล้ววันครบรอบการเสียชีวิตของอากงคือวันไหนหรอครับ?”ผมไม่ทราบเรื่องนี้เลย

“อีก 2 เดือนข้างหน้าครับ”อีก 2 เดือนข้างหน้า

“ได้ 2เดือนถ้าฉันได้สิ่งที่ฉันต้องได้เมื่อไร เราจะหย่ากัน ถ้าผมหย่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างคุณทนาย”คุณทนายหยุดคิดไปพักหนึ่ง

“ในพินัยกรรมไม่ได้กำหนดไว้ แต่ถ้าตามกฎหมายทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกแบ่งครึ่งให้ทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันครับ”

“ดี งั้นเธอก็จำไว้เลยนะปรารถนา ถ้าฉันได้เงินเมื่อไหร่เราจะหย่ากัน”เขาพูดออกมาโดยไร้ความรู้สึกอะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งจิตใจของผม และนั่นก็ทำให้ผมคิดได้ว่า

‘ผมไม่ควรรู้สึกอะไรกับเขาไปมากกว่านี้แล้ว’ผมยอมรับก่อนที่เราจะแยกจากกัน

“นอนที่ห้องนี้ซะ”หลังจากที่คุณทนายกลับไป เขาก็พาผมมาที่ห้องนี้อีกครั้ง

“ไม่ถ้าคุณคิดจะทำแบบนั้นกับผมอีก ผมจะไม่นอนที่ห้องนี้”เขาก็ผลักผมเข้าไป

“ฉันจะไม่ทำอะไรเธออีก เพราะฉันเริ่มรู้สึกรังเกียจเธอ”เป็นอีกครั้งที่เขาพูดจาทำร้ายจิตใจผม

“ไปนอนที่โซฟานั่น ต่อไปตรงนั้นจะเป็นที่นอนของเธอ ส่วนฉันจะนอนเตียง ใครเขาจะได้ไม่เอาไปนินทาว่าเป็นสามีภรรยากันแต่ไม่นอนห้องเดียวกัน”ผมย้ายผ้าและหมอนไปวางที่โซฟาตัวใหญ่ริมห้อง

“พรุ่งนี้มีพิธียกน้ำชาอีก อย่าลืมหล่ะ”ผมรับรู้แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร สุดท้ายเราทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำและเข้านอนโดยไม่พูดอะไรเลย

 

...

ในตอนเช้า คุณอาก็เดินทางมาเพื่อทำพิธียกน้ำชา การดำเนินการก็ดำเนินต่อไปตามที่วางไว้

“หนูป่านขอให้มีความสุขมากนะจ๊ะ”คุณอาแต่ละคนก็ต่างอวยพรให้กับชีวิตคู่ของผม ซึ่งความจริงมันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย เป็นเรื่องที่ผมรับรู้อยู่ในใจตั้งแต่แรก

จบงานผมจึงเดินออกมาอยู่ที่ศาลาริมน้ำ ผมก็เจอน้องคนที่มาส่งผมกับคุณจิวซินที่เรือนหอ กำลังนั่งอ่านหนังสือ

“ขอโทษนะ พี่มารบกวนเราเปล่า”ผมนั่งลง เขาค่อยๆเลื่อนหนังสือลงมองผมด้วยสายตาเรียบนิ่ง

“ไม่หรอกครับ เชิญเถอะครับพี่ป่าน”ผมนั่งลงมองวิวสระน้ำที่กว้างใหญ่และสวยงามอย่างอ่อนล้า

“ว่าแต่เราชื่ออะไรหรอ พี่ไม่ได้ถามตั้งแต่มาส่งพี่เมื่อวาน”เหมือนรู้สึกว่าขัดจังหวะในการอ่านหนังสือน้องยังไงก็ไม่รู้

“ผมหยางเค่อครับ ลูกพ่อเฟย อาคนแรก ของพี่ป่านครับ”พูดซะละเอียดเชียว แต่น้องก็เหมือนว่าจะได้พ่อมาเต็มๆเลยนะ เพราะอาเฟยท่านดูเป็นคนที่มีความรู้ สงบนิ่งราวกับสายน้ำ และดูสุขุมที่สุด

“ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ”ผมบอกก่อนจะหันไปสนใจสิ่งอื่นแทน เพื่อไม่รบกวนน้อง

“พี่มีความสุขจริงๆหรอครับ กับงานแต่งงานระหว่างพี่และพี่จิวซิน”ผมก็ต้องนิ่งเพราะคำถามที่ หยางเค่อถามผม

“ไม่รู้สิ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่มีความสุขหรือเปล่า แต่พี่มีสิ่งอื่นให้คิดมากกว่าความรู้สึกของพี่เอง”สิ่งที่เรียกว่าครอบครัว เราเหนื่อยเราเจ็บไม่เป็นไร แต่ครอบครัวเราต้องไม่ลำบาก ทุกคนกำลังลำบากอยู่ เรากลับมาสบายที่นี่เพียงคนเดียว ดังนั้นความรู้สึกของเราต่อให้ทรมานก็ต้องทนเพื่อคนข้างหลัง

“พี่จิวซินไม่มีวันรักพี่หรอกครับ”

“...”บรรยากาศรอบๆดูหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

“ผมคิดว่าผมเผลอพูดอะไรผิดไป ขอโทษครับ”เจ้าตัวก็คงจะคิดว่าเผลอพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป ผมหันไปยิ้มให้

“ไม่หรอก นั่นเป็นเรื่องที่พี่รู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาไม่มีวันรักพี่หรอก เพราะในสายตาเขาไม่เคยมีพี่อยู่แล้ว”ทุกการกระทำหากเขาไม่ทำด้วยความสะใจ ก็ทำด้วยความรังเกียจนั่นคือสิ่งที่ผมรับรู้ได้

“พี่ดูยอมรับอะไรง่ายจังนะครับ”

“ก็มันเป็นความจริงนี่”ความจริงต่อให้เราพยายามลืม มันก็ยังคงเป็นความจริงไม่มีวันเปลี่ยน สิ่งที่ทำได้ก็แค่ยอมรับมัน

“ถ้าผมเป็นพี่ ผมคงทนไม่ได้หรอกครับ”เราดูอดทนขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย

“หยางเค่อ แกมากวนอะไรหนูป่านห่ะ?”คุณอาถิง ภรรยาคุณอาเฟยก็มาตามลูกชายกลับ

“น้องเขาไม่ได้กวนครับ ผมมากวนน้องเองครับ”ผมเลยต้องบอกความจริงไป เพราะผมเป็นคนเข้ามายุ่งกับน้องเองแต่แรก

“นี่แม่ประชุมสมาคมเมียหลวงประจำตระกูลหลินเสร็จแล้วหรอครับ ดูเหมือนเรื่องวันนี้จะไร้สาระกว่าทุกวันนะครับ”โห ถ้าผมโดนก็หน้าชาเหมือนกันนะครับ แต่อาถิงเลือดขึ้นหน้าก่อนจะดึงหูลูกตัวเองกลับไป

“ลูกคนนี้เนี่ยนะ จะมีครั้งไหนที่แกไม่ว่าแม่แกบ้างห่ะ?”ผมก็มองและอมยิ้มตาม ดูคึกครื้นจังเลยครอบครัวนี้

“พี่ป่าน เดี๋ยววันหลังผมจะแวะมาคุยนะ!”หยางเค่อตะโกนบอกผมหลังจากโดนลากไปไกล ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนม้านั่งและเหม่อต่อ

“คุณหนูคะ คุณจิวซินให้มาตามไปส่งแขกกลับบ้านค่ะ”คนใช้ประจำเรือนหอที่เพิ่งย้ายมา เดินมาตามผมกลับเข้างาน

“ครับ”ผมก็เดินกลับเข้างาน ทุกคนต่างทยอยกันกลับ

“หนูป่าน ขอให้มีความสุขกับการเป็นสะใภ้ที่นี่นะจ๊ะ”คุณอาฟ่านภรรยาของคุณอาหยวน แม่ของพี่ลี่อินเดินมาพูดให้กำลังใจ แต่มือของเธอบีบข้อมือผมจนเจ็บ ผมพยายามกลั้นความเจ็บและยิ้มให้ เธอคงจะไม่ชอบใจผมตั้งแต่วันประกาศพินัยกรรม พี่ลี่อินเดินมาก่อนจะกอดผม

“ไม่เป็นไรนะ ขอให้มีความสุขมากๆล่ะ”เธอเลื่อนตาไปมองจิวซินก่อนจะเดินจากไป คุณจิวซินก็มีสีหน้าที่เรียบเฉย แต่ผมอาจจะคิดไปเองที่แววตาเขาเหมือนคนกำลังเศร้าอยู่

“พี่ป่านไว้ผมจะมาหานะครับ”หยางเค่อก็พูดบอกผม

“ยินดีต้อนรับจ๊ะ”ผมบอก เขาหันไปมองคุณจิวซิน คุณจิวซินก็ส่งสายตาดุให้ แต่เหมือนหยางเค่อก็ไม่ค่อยจะสะเทือนเท่าไร ก็เดินจากไปโดยไม่สนอะไร

“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ถ้ามีเรื่องอะไรจะปรึกษาก็โทรหาผมก็ได้นะครับ”คุณทนายบอกลาก่อนจะเดินออกไป เหล่าคนใช้ที่ตามมาจากบ้านใหญ่ก็ทยอยแยกย้ายไปทำความสะอาดเหลือเพียงผมกับเขา

“งั้นผมขอไปจัดของ”

“จะทำอะไรก็เชิญเพราะฉันไม่อยู่ที่นี่”

“จะไปไหนหรอครับ?”ผมถามเพราะว่าหากเขาไม่กลับผมจะได้เตรียมอาหารถูก

“ไปทำงาน”ทำงานอีกแล้ว แต่มันเป็นงานของเขา เราจะคิดอะไรไม่ได้ ผมจึงทำหน้าที่แค่รับรู้และเดินกลับห้อง เพื่อไปเปลี่ยนชุด ให้สบายตัว

“คุณหนูคะ จะให้ดิฉันเตรียมมื้อเที่ยงเลยไหมคะ?”คนใช้ขึ้นมาถามผม

“ไม่เป็นไรจ๊ะ ไปจัดการข้าวของตัวเองก่อนเลยเดี๋ยวผมเตรียมเอง”คนใช้ก็หน้าเสียพอผมบอกว่าจะเตรียมเอง

“แต่ว่า..”

“ไม่มีแต่ครับ ผมทำเองได้ให้ผมได้ทำบ้างเถอะครับ อุตส่าห์ยอมตั้งแต่บ้านใหญ่แล้ว มาบ้านหลังนี้ผมขอจัดการเองดีกว่า”เหมือนเขาจะปฏิเสธความต้องการของผมไม่ได้ จึงได้แต่ก้มหน้าเดินออกไปทำตามที่ผมบอก

“เขียนจดหมายส่งไปเมืองไทยดีกว่า”ผมเริ่มลงมือเขียน โดยใจความส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับงานแต่ง แต่ผมจะไม่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขาเด็ดขาด

“นี่เธอจะพอรู้มั้ยว่าถ้าฉันอยากส่งจดหมายต้องส่งอย่างไร”ผมเดินลงมาถามสาวใช้หลังจากที่เขียนจดหมายเสร็จ

“เหมือนต้องถามคุณทนายค่ะ ท่านมักจะเป็นคนดูแลเรื่องนี้”ไม่อยากรบกวนคุณทนายเลย แต่ก็ต้องทำสินะ ผมจึงเดินไปหยิบโทรศัพท์ เลื่อนแป้นเลข โทรหาคุณทนาย

[สวัสดีครับ]

“คุณทนายครับ ผมปรารถนานะครับ”ผมจึงต้องแจ้งไปว่าเป็นใคร

[ครับคุณหนูมีเรื่องอะไรให้ช่วยหรอครับ?]

“คือผมต้องการจะส่งจดหมายกลับไทยครับ คือผมต้องทำอย่างไรบ้างครับ”

[เดี๋ยวผมเข้าไปรับจดหมายให้นะครับ]รบกวนเขาอีกแล้ว

“บอกวิธีมาก็ได้ครับ ผมทำเองดีกว่า”

[เดี๋ยวอีกสักพักผมเข้าไปนะครับ]ว่าเสร็จปลายสายก็ตัดสายทิ้ง จริงๆเลยนะคนพวกนี้จะไม่ยอมให้ผมทำอะไรเลยหรือไง

 

...

“แล้วคุณจิวซินไม่อยู่หรอครับ?”หลังจากที่ฝากจดหมายให้แก่คุณทนายแล้ว เขาก็ถามหาคุณจิวซิน

“ครับ เขาไปทำงาน”เขาก็รับรู้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“คือ จะสะดวกไหมครับ ถ้าผมจะถามว่าคุณจิวซินทำงานอะไร?”ผมไม่ได้อยากยุ่ง แต่ถ้าเราไม่รับรู้อะไรเลยก็เหมือนว่าเรายังทำหน้าที่ในส่วนนี้ไม่ดีพอ

“แน่นอนสิครับ คุณสองคนเป็นสามีภรรยาก็ต้องมีสิทธิ์รู้อยู่แล้วครับ นายน้อยสืบสานงานต่อจากผู้นำตระกูลครับ”สืบทอดงานต่อจากอากงหรอ แต่อากงทำงานตั้งหลายอย่าง

“เป็นงานเกี่ยวกับอะไรหรอครับ?”คุณทนายหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ธุรกิจทั่วไปครับ ไม่มีอะไรหรอกครับคุณหนู”แต่สีหน้าเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะ

“งั้นหรอครับ งั้นผมฝากเรื่องจดหมายแค่เรื่องนี้พอครับ วันหลังไม่ต้องมาเอาก็ได้ เดี๋ยวผมไปส่งเองดีกว่า”เกรงใจเขาที่ขับรถไปมาระหว่างที่ทำงานและบ้านเรา

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องแค่นี้”ผมจึงโค้งลา ส่งเขาที่รถ

ทำไมทุกอย่างถึงดูหน้าสงสัยไปซะทุกอย่าง หรือเราแค่คิดไปเอง

ปรารถนาสิ่งที่เธอควรคิดคือ ทนทุกสิ่งทุกอย่างจนกว่าเรื่องนี้จะจบ

 

ToBeContinue

 

writer talk :

นี่คิดจะทิ้งป่านไว้กลางตลาดเลยเรอะ! จะมากไปแล้วนะ

คิดเห็นอย่างไรก็เม้นกันได้นะคะ รับประกันความน้ำเน่าค่ะ555

ผิดพลาดประการใดขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #9 meiliy_char (@maejin_narak) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 00:38
    ว่าแล้วว่าคนที่จิวชอบต้องเป็นลี่อิน น้องป่านสู้ๆนะคับ
    #9
    0
  2. #4 Mnl2000 (@lonelyluhan) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 15:34
    สงสารน้อง
    #4
    0