Affection - Noren -

ตอนที่ 2 : 01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    26 เม.ย. 61



01


       ผมยืนมองบ้านที่เคยมีเพื่อนรักของผมอาศัยอยู่ เธอไม่เคยบอกผมว่าเธอหายไปไหน แต่ผมเองก็พอจะเข้าใจ เพราะอายุที่มากขึ้นมันคงจะลำบากถ้าให้เธออยู่คนเดียวท่ามกลางป่าเขาแบบนี้ เธอเป็นเหมือนกับรักแรกของผม เด็กสาวที่ย้ายมาจากในเมืองเมื่อ70ปีก่อน ผมยังจำได้ดีเกี่ยวกับครั้งแรกที่ได้พบเธอ เด็กสาวที่เดินบ่นตลอดทางว่าตัวเองเบื่อที่นี่มากแค่ไหน และแม้ตอนนี้ใบหน้าของเธอจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแต่เธอก็ยังคงน่ารักสำหรับผม


   “คิดถึงอินนาหรือไง” เสียงที่ผมคุ้นเคยเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ มาร์คมักจะพาพร้อมกับลมเย็นๆเสมอ ซึ่งผมชอบมันมาก มันช่วยให้ผมคลายร้อนจากอากาศแบบนี้ไปได้เยอะ


   “ก็คิดถึงอยู่ทุกวัน” ผมไม่ได้อยู่ในจุดที่จะมาเขินอายกับคำพูดของเพื่อน เพราะผมคิดถึงเธออยู่ตลอดเวลา


   “ได้ยินเจ้าพวกนั้นพูดกันว่าวันนี้จะมีคนย้ายมาอยู่ที่นั่น” เจ้าพวกนั้นของมาร์คก็คงจะหมายถึงบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ในป่าที่เจ้าตัวมักจะไปคลุกคลีด้วย แต่ไม่ใช่กับผม เพราะเจ้าพวกนั้นมักจะชอบกวนประสาทกันบ่อยๆ โดยเฉพาะเจ้าจิ้งจอกเก้าหางที่ดูไม่ค่อยจะเป็นมิตรเพราะนิสัยขี้แกล้ง


   “เธอจะไม่กลับมาจริงๆแล้วสินะ”


   “ยังหวังให้เธอกลับมาอยู่หรือไง น่าจะตัดใจได้ตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มใช้ไม้เท้าแล้วนะ”


   “เลิกพูดมากได้แล้ว”


   “เค้าถึงบอกไงว่าอย่างพวกเราน่ะ รักกับมนุษย์ไม่ได้หรอก” ผมเองก็เถียงมาร์คไม่ค่อยได้ เพราะมันก็ดูจะจริงไปซะทุกอย่างเกี่ยวกับคำพูดของมาร์ค ทั้งเรื่องที่อินนาจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้วกับเรื่องที่อมนุษย์อย่างผมกับมาร์คไม่มีทางรักกับมนุษย์ได้ เพราะถ้ายังดึงดันที่จะรักสุดท้ายตอนจบมันก็จะไม่หอมหวานอย่างที่คิด และผมเองก็กำลังพบเจอกับตอนจบอย่างที่ว่าอยู่


   “เอาเถอะ เลิกเครียดได้แล้ว” มาร์คตบบ่าของผมที่หน้าดูจะซีดเป็นพิเศษ


   “วันนึงเธอก็จะจากโลกนี้ไป อย่างน้อยฉันเองก็อยากจะอยู่กับเธอในช่วงเวลาสุดท้าย” มันคงจะดีกว่านี้ ถ้าผมได้อยู่กับเธอในแบบที่ผมฝันถึงมาตลอด  


   “ไปกันเถอะ” มาร์คที่นั่งอยู่ข้างๆผมเอ่ยชวนขึ้น


   “ไปไหน”


   “ไปเล่นกับเจ้าพวกนั้นยังไงล่ะ” ผมเองก็รู้สึกระอากับท่าทีของเพื่อนตัวเองที่ดูจะห่างจากเจ้าพวกนั้นไม่ค่อยได้ พักหลังๆมานี้หลังจากที่อินนาย้ายออกไป ที่นี่ก็ดูน่าเบื่อและไร้ชีวิตชีวา พวกเขาเลยต้องหาวิธีแก้เบื่อโดยการแกล้งคนนู้นคนนี้ไปเรื่อย จะมีก็แต่ผมที่ยังเอาแต่ทำตัวตายด้านไปวันๆ


   “ไปเถอะน่า” มาร์คยื่นมือมาดึงให้ผมลุกขึ้นก่อนจะออกแรงลากผมไปที่ไหนสักที่ ที่ที่เจ้าพวกนั้นชอบมารวมตัวกันเพื่อทำเรื่องไร้สาระ

 

 

 

       ผมทำหน้าเบื่อหน่ายทันทีที่มาถึงที่นี่ สถานที่ที่เจ้าพวกนั้นเรียกมันว่าฐานทัพ ถ้างงว่าพวกผมรู้คำศัพท์ประหลาดๆพวกนี้ได้ยังไง คำตอบก็คงจะเป็นอินนาผู้เปิดโลกใบใหม่ให้กับพวกเรา


   “อะไรกันที่ลากนายมาที่นี่ได้” เจ้าจิ้งจอกเก้าหางที่ผมไม่ค่อยถูกชะตาด้วยเอ่ยทักขึ้น


   “ภูติลมอย่างฉันยังไงล่ะ” มาร์คที่ลากผมมาเอ่ย ใช่ มาร์คเป็นภูติลมที่อารมณ์มักแปรปรวนอยู่บ่อยๆ ใครๆต่างก็ชอบให้มาร์คไปหา เพราะไม่ว่าที่ไหนก็ตามที่เจ้าภูติลมไปเหยียบที่นั่นจะมีลมพัดเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา และตอนนี้เองก็เช่นกัน


   “อินนาไม่อยู่เสียใจแย่เลยสิ”


   “แล้วพวกนายไม่เสียใจหรือไง”


   “ก็เสียใจนะ แต่ในป่านี้คงไม่มีใครเสียใจเท่านายแล้วล่ะ” ก็จริงอย่างที่แฮชานพูด ดูเหมือนผมจะลืมบอกไปว่าเจ้าจิ้งจอกขี้แกล้งนั่นชื่อแฮชาน ใครๆก็รู้ว่าเวลาแปลงร่างเป็นมนุษย์แฮชานน่ะน่ารักมากๆแต่ก็นั่นแหละยังไงความน่ารักที่มีมันก็สู้นิสัยกวนประสาทไม่ได้อยู่แล้ว


   “แล้ววันนี้นายจะไปทักทายเพื่อบ้านคนใหม่ยังไง จะไปแบบเป็นเจ้าหมาบ้าตัวโตหรือแบบมนุษย์หน้าแมวล่ะ”


   “ก็ต้องเป็นแบบเจ้าหมาบ้าตัวโตอยู่แล้ว เผื่อเจอนายระหว่างทางจะได้กระโดดกัดให้จมเขี้ยวเลยไง” ความจริงผมก็แค่แกล้งขู่เล่นไปงั้นแหละ มันเป็นปกติอยู่แล้วที่ผมจะต้องใช้ร่างหมาบ้าตัวโตแบบที่แฮชานเรียกในการเข้าหาคน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อเป็นการทำให้คนเกรงยังไงล่ะจะเรียกว่าเป็นวิธีป้องกันตัวก็ไม่ผิด


   “แล้ววันนี้ไม่วางแผนไปแกล้งคนหรือไง” ผมเอ่ยถาม เพราะวันนี้ป่าดูจะเงียบผิดปกติตั้งแต่เช้า


   “ก็ทุกคนกำลังลุ้นกันอยู่ไง”


   “ลุ้นอะไร”


   “ลุ้นว่าเพื่อนบ้านคนใหม่จะนิสัยดีแล้วก็น่ารักเหมือนอินนาหรือเปล่า”


   “งั้นก็เลิกลุ้นได้เลย เพราะโลกนี้ไม่มีใครน่ารักเท่าอินนาแล้ว” ผมกล่าว ก็เพราะว่าตั้งแต่ได้ใช้ชีวิตบนโลกนี้มาสามพันปีก็ไม่เคยเจอใครแบบที่ว่าเลยจริงๆ เพราะถ้ามันจะมีก็คงมีมาอยู่เรื่อยๆไม่ต้องมารอนานขนาดนี้หรอก  


   “นายก็ชอบตัดสินโลกในแบบที่ตัวเองคิดตลอด”


   “มาร์ค นายลากฉันมาฟังเจ้าจิ้งจอกหางเกินนี่บ่นหรือไง”


   “ช่วยหยุดทะเลาะกันได้หรือเปล่า รถของเพื่อนบ้านคนใหม่มาโน่นแล้ว” มาร์คชี้ตรงไปยังรถยนต์รูปร่างแปลกตาที่ขับเคลื่อนเข้ามาท่ามกลางป่าเขาแบบนี้ก่อนจะหยุดลงที่หน้าบ้านที่ผมคุ้นเคย


   “ไปดูใกล้ๆกันเถอะ” แฮชานลุกขึ้นยืนก่อนจะกลายร่างเป็นจิ้งจอกเก้าหางแล้วเดินนำพวกเราไป ถ้าเกิดคนที่มาเป็นอินนาล่ะก็ผมจะหัวเราะเจ้าพวกนี้ให้ฟันหลุดเลยคอยดู

 

 

       ก็พอจะรู้มาบ้างว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องการคาดเดา แต่ก็ไม่คิดว่าจะไม่เก่งขนาดนี้ เพราะคนที่มาน่ะไม่ใช่อินนาจริงๆ เป็นใครก็ไม่รู้ ผู้หญิงวัยกลางคนที่มาพร้อมกับเด็กผู้ชายที่ดูจากขนาดตัวแล้วอาจจะเป็นเด็กมัธยมปลาย


   “ฉันว่าเจ้าเด็กผู้ชายคนนั้นน่ะ น่ารักมากๆเลย” แฮชานทำตาเป็นประกายและดูท่าทางจะมีความสุขเป็นพิเศษ เพราะหางของเจ้าตัวน่ะขยับไม่หยุดจนผมเริ่มรำคาญ


   “พวกนายไม่คิดแบบฉันหรอ หมอนั่นน่ารักพอๆกับอินนาเลยนะ” แฮชานหันมาบ่นพร้อมกับชี้ไปที่เจ้าเด็กผู้ชายตัวเล็กที่กำลังแบกกระเป๋าเข้าบ้าน


   “มีแต่นายคนเดียวเท่านั้นแหละที่มองเห็นหน้าเจ้านั่นน่ะ คนอื่นเค้าจะไปเห็นได้ยังไง ไม่ได้สายตายาวเหมือนนายสักหน่อย”


   “เอาตาฉันไปใช้ก่อนมั้ยล่ะ จะได้เลิกบ่นสักที” ผมหันหลังแล้วเดินหนีแฮชานที่กำลังพูดจาประชดประชันอยู่ เพราะในหัวผมตอนนี้มีเรื่องอื่นให้คิดอีกเยอะเลย ทั้งเรื่องที่ว่าเจ้าเด็กคนนั้นน่ารักจริงหรือเปล่ากับเรื่องอาหาร อินนาจะบอกให้คนมาใหม่ให้อาหารผมหรือเปล่า เพราะถ้าคนพวกนั้นให้อาหารผมนั่นก็จะหมายความว่าผมยังอยู่ในความทรงจำของอินนาอยู่

 

 

       พระอาทิตย์หายไปแล้ว เจ้าคนมาอยู่ใหม่ดูอัธยาศัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะทันทีที่มาถึงก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้าน ไม่เห็นจะออกมาเดินเล่นแก้เบื่อในป่าเหมือนอินนาเลยสักนิด


   “นี่ ฉันได้กลิ่นเนื้อด้วยล่ะ พวกเค้าเอามาให้นายแน่ๆเลย” แฮชานที่มาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ทำเอาผมเกือบตกจากต้นไม้ที่นั่งอยู่


   “คิดว่าตัวเองจมูกดีคนเดียวหรือไง” ผมเองก็ได้กลิ่นมาสักพักแล้ว แต่แค่ยังไม่อยากไป กลัวจะคิดถึงอินนาไปมากกว่านี้ เพราะถ้าเข้าไปเฉียดบ้านหลังนั้นความทรงจำต่างๆคงจะไหลเข้ามาในหัวเหมือนน้ำตกในฤดูฝนแน่ๆ


   “ก็แค่เป็นห่วงกลัวประสาทการรับกลิ่นของนายจะแย่ลงเพราะความคิดถึง”


   “มันเป็นแบบนั้นได้ที่ไหนกันเล่า” ผมกระโดดลงจากต้นไม้ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นหมาบ้าตัวโตแล้วแยกเขี้ยวใส่แฮชาน


   “น่ากลัวตายล่ะ” แฮชานเบะปากใส่ผมก่อนจะเดินจากไป ถึงปากจะบอกว่าไม่กลัวแต่ก็ไม่กล้าที่จะอยู่ต่อ ขนาดแฮชานยังกลัวผมตอนเป็นหมาบ้าตัวโตแต่ทำไมอินนาถึงไม่กลัวผมเลย มันเป็นคำถามที่ผมเองก็สงสัยตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนวันนี้ที่ไม่ได้เจอกันแล้วก็ยังคงสงสัยอยู่ ผมไม่ค่อยได้พูดกับอินนาส่วนใหญ่เราจะแค่เดินเที่ยวเล่นด้วยกันโดยปราศจากคำพูดต่างๆ เพราะแบบนั้นเลยทำให้ผมไม่ได้สารภาพรักกับเธอ และผมเองก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเธอคิดยังไงกับผม

 

 

       หลังจากเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยมาได้สักพักผมก็มาหยุดอยู่ที่พุ่มไม้พุ่มใหญ่ที่ปิดกั้นป่ากับบ้านเอาไว้ ผมส่งเสียงออกมาอย่างห้ามไม่ได้เพราะอาการตื่นเต้น ก่อนจะเดินทะลุพุ่มไม้ตรงไปยังจานข้าวที่คุ้นเคย ผมดมเนื้อในจานแบบที่ชอบทำ แต่สิ่งที่มันทำให้ผมรู้สึกถึงความผิดปกติคงจะเป็นกลิ่นหอมที่มันดูจะขัดกับเนื้อตรงหน้าเหลือเกิน มันไม่ควรมีกลิ่นแบบนี้แทรกขึ้นมาสิ ผมเบนสายตาขึ้นจากจานข้าวก่อนจะไปเจอกับดวงตากลมโตเข้า ผมตกใจมากจนเกือบจะร้องออกมาแล้ว ให้ตายเถอะ อีกฝ่ายเจอผมเร็วกว่าอินนาเสียอีก ผมตัดสินใจไม่กินเนื้อต่อแต่เลือกที่จะถอยหลังสามก้าวแล้ววิ่งตรงไปหาป่าตรงหน้า เจ้าพวกที่มาแอบดูผมกินเนื้อก็ดูประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นผมวิ่งหนีกลับเข้ามาแบบนี้


   “เกิดอะไรขึ้น” มาร์คถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเพราะอีกฝ่ายก็ไม่เคยเห็นผมวิ่งหนีอะไรแบบนี้มาก่อน


   “แค่ตกใจ มีคนแอบมอง”


   “เจ้าพวกนั้นก็แอบดูนายเป็นปกติอยู่แล้วนี่”


   “ไม่สิ ไม่ใช่พวกในป่า แต่เป็นเจ้าเด็กคนนั้นที่เข้ามาอยู่ใหม่”


   “นี่เขาเจอนายตั้งแต่วันแรกเลยหรอ เร็วกว่าอินนาอีก” หลังจากที่ผมพูดจบมาร์คเองก็ดูตกใจไม่แพ้กัน


   “แถมยังเจอนายในแบบที่วิ่งหนีเขาเหมือนลูกหมาอีกต่างหาก” มาร์คตกใจได้ไม่นานก็เอ่ยแซวผม


   “อยากโดนกัดหัวขาดหรือไง” มาร์คที่เป็นภูติลมตัวบางๆยกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ ผมกลับมาเป็นมนุษย์หน้าแมวอีกครั้ง บางทีก็สงสัยเหมือนกันทั้งๆที่ผมเป็นหมาป่าแต่ทำไมตอนเป็นคนถึงได้หน้าตาเหมือนแมวแบบนี้


   “ฉันได้เห็นตอนนายวิ่งหนีด้วยล่ะ ดูขี้ขลาดมากๆเลย ถ้าอินนาเห็นคงหมดศรัทธาในความโหดของนาย” แฮชานที่มักปรากฏตัวด้วยเสียงก่อนตัวเสมอเอ่ยขึ้น


   “แต่ฉันก็ยังโหดพอจะกัดนายที่คอจนเลือดไหลไม่หยุดได้นะ”


   “ถึงนายจะทำแบบนั้นฉันก็ไม่ตายอยู่ดี”


   “แต่มันก็เจ็บเอาเรื่องเลยนะ นายก็รู้นี่” จริงอยู่ที่ไม่มีอะไรทำให้แฮชานตายได้ แต่มันก็พอจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดอยู่เหมือนกัน แต่ก็นั่นแหละ ผมไม่ทำอะไรเจ้าจิ้งจอกตัวนี้หรอก เพราะยังไงแฮชานก็เหมือนเพื่อนผมคนนึง ถึงแม้ผมจะเคยโกรธแฮชานจนเกือบจะเข้าไปกัดอีกฝ่ายหากมาร์คไม่ห้ามเอาไว้ เพราะวันที่ผมเจออินนาครั้งแรกต้นเหตุก็คือแฮชานนี่แหละที่แกล้งอินนาจนร้องไห้ ทำเอาผมอยู่เฉยไม่ได้ต้องรีบช่วยอีกฝ่ายออกจากป่า


   “แล้วสรุป เขาเป็นมิตรหรือเปล่า” แฮชานถามขึ้น


   “ไม่รู้สิ ยังไม่ได้คุยด้วยสักประโยค แต่ที่แน่ๆเจ้านั่นสอดรู้สอดเห็นพอๆกับนายเลยล่ะ”


   “งั้นก็คงจะเข้ากับฉันได้ดี” นี่แฮชานไม่รู้สึกอะไรเลยหรอ ผมกำลังด่าอยู่นะ

 

 

       ผมบิดขี้เกียจในยามเช้าบนเตียงที่แสนจะนุ่มนิ่ม เกือบเอาตัวเองไม่รอดแล้วเมื่อคืน แต่ผมก็รอดมาได้อยู่ดี วันนี้ผมว่าจะเข้าไปในเมือง เพื่อไปซื้อหนังสักเรื่องที่จะทำให้ผมหายเบื่อในที่แบบนี้ได้ ผมหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ใต้หมอนมาถือไว้ในมือ ด้วยความหวังอันริบหรี่ 1ขีด!! ตอนนี้มีสัญญาณอยู่1ขีด ผมรีบกดโทรหาเพื่อนรักอย่างแจมินทันที

 

  ‘เป็นไง หายเงียบเลยนะ

   “ไม่มีสัญญาณน่ะสิ มารับได้หรือเปล่า จะไปซื้อหนังมาดูแก้เบื่อ”

   ที่อยู่ล่ะ สัญญาณพอจะแชร์โลเคชั่นมาได้มั้ย

   “น่าจะพอได้แหละ รีบมาเลยนะ”

    รู้แล้วน่า


       ทันทีที่วางสายผมก็รีบกดส่งโลเคชั่นไปให้แจมินทันที เหมือนพระเจ้าจะช่วยผมได้แค่นี้ เพราะทันทีที่ส่งโลเคชั่นไปให้แจมินสัญญาณก็หายไป นี่ไม่คิดจะให้ผมได้เล่นอย่างอื่นเลยหรอ ผมโยนโทรศัพท์ตัวเองลงกับเตียงแล้วตรงไปยังห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปในเมือง

 

 

       “เหรินจวิ้น!!” เสียงเรียกจากหน้าบ้านทำให้ผมรู้ทันทีเลยว่าใครมา เพราะมันจะมีใครเข้ามาในที่แบบนี้อีกนอกจากเพื่อนที่ผมบังคับให้มารับเมื่อกี้ ผมหอมแก้มแม่แบบเคยชินก่อนจะเดินออกมาหาเพื่อนที่ยืนรออยู่ข้างๆรถของตัวเอง

  

   “เชิญครับ” แจมินเปิดประตูรถให้ผมแล้วยืนรออยู่แบบนั้นจนกว่าผมจะขึ้นรถ แค่เพราะจะรอปิดประตูให้ ดูมีความพยายามกับเรื่องไร้สาระดีเหมือนกัน

  

   “ตอนมาตามโลเคชั่นที่ส่งมาก็คิดว่ามาผิดที่ซะแล้ว”


   “ทำไม”

   

   “ก็ใครจะไปคิดล่ะ ว่าสุดยอดนักท่องเที่ยวยามวิกาลแบบหวง เหรินจวิ้นจะใช้ชีวิตในช่วงปิดเทอมอยู่ท่ามกลางป่าเขาแบบนี้” แจมินที่ขับรถอยู่หันมาทำหน้าตาตื่นเต้นใส่ผม เว่อร์ชะมัด

   

   “มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

   

   “แต่มันก็น่าเบื่อพอตัวเลยนี่ สัญญาณก็เข้าไม่ถึงแบบนี้”

   

    “จะว่าน่าเบื่อก็ไม่ผิดหรอก แต่มันก็พอมีเรื่องให้ตื่นเต้นอยู่บ้าง”

   

   “เจ้าของบ้านคนเก่าทิ้งหนัง18+ไว้ให้หรอ”

   

   “ในหัวมีแต่เรื่องแบบนี้หรือไง เจ้าของคนเก่าอายุ88แล้วนะ”

   

   “รู้สึกผิดเลยพอได้ยินแบบนี้ ว่าแต่เรื่องน่าตื่นเต้นที่ว่านี่มันเรื่องอะไรอ่ะ” ไม่รู้ว่าจะพูดไปดีมั้ย และผมควรจะอธิบายให้แจมินฟังว่ายังไงดี เกี่ยวกับเรื่องของผู้หญิงคนนั้นและหมาป่าที่ผมเจอ

   

   “ไม่ต้องรู้หรอกน่า” ผมตัดสินใจที่จะไม่พูด ไม่งั้นผมคงได้ไปอยู่โรงพยาบาลบ้าแทนบ้านหลังนั้นแน่ๆ เพราะพ่อของแจมินเป็นจิตแพทย์และดูพร้อมจะยัดทุกคนที่พูดจาแปลกๆเข้าไปในที่ทำงานของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

   

   “ว่าแต่มีหนังอะไรแนะนำหรือเปล่า” ผมหันไปถามเพื่อนข้างๆ เพราะปกติผมไม่ค่อยชอบดูหนัง แต่ที่ยอมออกมาซื้อหนังกลับไปดูก็เพราะความเบื่อล้วนๆ

   

   “ดูThe shape of waterหรือยัง”

   

   “ยังเลย”

   

   “ถ้ายังก็ไปดู”

   

   “เป็นหนังเกี่ยวกับอะไรหรอ”

   

   “ความรักระหว่างผู้หญิงที่เป็นใบ้กับสัตว์ประหลาดที่มาจากทะเลใต้ แถมผู้กำกับก็คือกิลเลอร์โมที่เป็นเทพในเรื่องของหนังแฟนตาซีอีก แล้วคนที่มาเล่นเป็นมนุษย์น้ำก็คือดั๊ก โจนส์นี่ก็เทพในเรื่องการเล่นเป็นตัวประหลาดเหมือนกัน” หลังจากฟังสิ่งที่แจมินพูดหัวของผมก็สนใจแต่เรื่องของความรักต่างสายพันธ์ มันทำให้ผมอดคิดถึงเรื่องของเด็กผู้หญิงนั้นกับเจ้าหมาป่าตัวโตไม่ได้เลย สุดท้ายแล้วพวกเขาจะสมหวังหรือเปล่านะ แต่จากที่เห็นผู้หญิงคนนั้นขายบ้านก็คงจะไม่สมหวังแล้วหล่ะ

   

   “เป็นไง น่าสนใจหรือเปล่า” คงเพราะผมนั่งนิ่งเกินไปแจมินจึงถามถึงความเห็นของผม

   

   “ก็น่าสนใจดี มีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า” ผมตอบกลับไป

   

   “ทำไมอ่ะ เรื่องที่บอกมันไม่น่าดูหรอ”

   

   “ไม่ใช่ แค่จะซื้อหลายๆเรื่องอ่ะ กะดูตลอดปิดเทอมเลย”


   “เดี๋ยวถึงร้านจะบอก ตอนนี้นึกออกแค่เรื่องเดียว” แจมินจัดว่าเป็นเซียนหนังคนนึงเลย ไม่ใช่เพราะวิเคราะห์เก่ง แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายว่างจนดูทุกเรื่องที่เข้าโรงต่างหาก ใช้ชีวิตเหมือนพ่อแม่คลอดออกมาให้ดูหนังอย่างเดียวชีวิตนี้ไม่ต้องทำอะไรแล้ว

 



       ผมกระโดดลงจากรถทันทีที่เราหาที่จอดรถกันได้แล้ว บ้านผมกับตัวเมืองนี่ห่างกันใช้ได้เลยนะเนี่ย เจ๋งชะมัด


   “เดินนำไปเลย” ผมบอกให้แจมินเดินนำไปเพราะผมไม่รู้จักเจ้าร้านขายดีวีดีที่ว่า


   “เดินพร้อมกันไม่ได้หรือไง”


   “ก็เดินพร้อมกันเนี่ยแหละ แต่แค่ให้เริ่มเดินก่อนเฉยๆ”


   “แบบนั้นเค้าเรียกว่าเดินพร้อมกันที่ไหนเล่า”


   "มันก็เหมือนกันแหละ"


   "จะเหมือนได้ยังไง"


   “จับมือเดินเลยมั้ย จะได้เลิกเถียงกันสักที”


   “ก็ถือว่าเป็นความคิดที่ดี” พอพูดจบแจมินก็คว้ามือของผมไปหน้าตาเฉย แล้วออกเดินราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อนผมเป็นคนไร้สาระตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ


       ระหว่างทางก็มีคนมองผมกับแจมินราวกับว่าเราสองคนเป็นตัวประหลาด แต่ผมไม่ได้ประหลาดนะ มีแต่เจ้าเพื่อนตัวสูงอย่างแจมินเนี่ยแหละที่ชอบทำตัวประหลาด แล้วพลอยให้คนอื่นมามองผมว่าประหลาดไปด้วย หลังจากเดินจับมือกันท่ามกลางสายตาของเด็กสาวหลากหลายช่วงอายุที่ทิ่มแทงเข้ามาอย่างไม่ขาดสายผมกับแจมินก็มาถึงเจ้าร้านขายดีวีดี ที่นี่ดูเหมือนจะรวบรวมหนังทุกเรื่องบนโลกไว้ในที่เดียว แต่มันก็เป็นแค่การเปรียบเปรยเพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีทางที่เจ้าของร้านจะรวบรวมหนังทุกเรื่องไว้ที่ร้านตัวเองได้ ดีหน่อยที่ร้านนี้จัดวางสินค้าอย่างเป็นระเบียบ หนังทุกเรื่องจะต้องอยู่ในหมวดหมู่ของตัวเอง ไม่มีทางที่หนังรักจะเข้าไปอยู่ในหมวดหมู่หนังสงครามได้


   “อ้าว พี่จวิ้นกับพี่แจมินมากันสองคนหรอครับ” เสียงทักทายทำให้ผมกับแจมินที่ยืนเลือกหนังอยู่ต้องหันไปมอง ก่อนจะพบว่าเจ้าคนที่เอ่ยทักกันก็คือน้องรหัสของผมเอง แต่ว่าไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่


   “อื้อ นี่ร้านของเล่อหรอ” เล่อ หรือว่าเฉินเล่อเป็รชื่อของน้องรหัสตัวเล็ก


   “ป่าวครับ ของแม่เพื่อนผม”


   “จีซองใช่มั้ย”


   “รู้ด้วยหรอครับ” ความจริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่คนทั้งโรงเรียนรู้กันดีอยู่แล้วว่าสองคนนี้สนิทกันขนาดไหน ถ้าที่ไหนมีเฉินเล่อที่นั่นก็ต้องมีจีซอง


   “ไม่รู้ก็แปลกแล้ว” แจมินพูดขึ้นบ้าง แบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ผมคิดมันจริงแค่ไหน คนทั้งโรงเรียนรู้จริงๆนะ ยกเว้นก็แต่เจ้าของเรื่องทั้งสองคนที่ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าตัวเองสนิทกันขนาดไหน


   “แล้วมีหนังแนะนำหรือเปล่า” ผมถามต่อ เพราะจุดประสงค์ที่มาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้ล้วนๆ ผมจึงไม่ควรสนใจเรื่องอื่นไปมากกว่านี้


   “เยอะเลย พี่อยากได้แนวไหน” นั่นสิ ผมอยากดูแนวไหนกัน


   “ทุกแนว อ้อ ยกเว้นหนังผี” ผมไม่ลืมที่จะยกเว้นหนังแนวสยองขวัญ เพราะแค่บ้านที่ผมอยู่มันก็คล้ายคลึงกับหนังผีหลายๆเรื่องมากพอแล้ว อย่าให้ผมต้องหลอนไปมากกว่านี้เลย

 

       เฉินเล่อยัดหนังเป็นสิบๆเรื่องให้ผมถือ ก่อนจะยิ้มแป้นเดินไปที่เคาท์เตอร์เพื่อรอคิดเงินให้กับผม นี่มันมัดมือชกกันชัดๆ ผมหอบทุกอย่างเดินตามเฉินเล่อไปที่เคาท์เตอร์แล้ววางทุกอย่างลง เฉินเล่อคิดเงินอย่างคล่องแคล่วราวกับทำงานที่นี่มาตั้งแต่เกิด


   “แล้วจีซองไปไหน”


   “ไปซื้อข้าวครับ เดี๋ยวก็มาแล้ว” เพราะแบบนี้สินะถึงได้ตัวห่างกัน เพราะว่ากลัวอีกฝ่ายจะหิวนี่เอง เข้าใจแล้ว


   “อ่ออออ” ผมตอบแบบลากเสียงยาวเพื่อเป็นเชิงแซว แต่เจ้าตัวดูจะไม่รู้เรื่องเลยสักนิด


   “1,000พอดีครับ ความจริงมันพันกว่าๆ แต่ว่าผมลดให้” สนิทแค่ไหนก็คิดดูนะครับ ถึงขนาดลดราคาสินค้าในร้านของเพื่อนได้


   “ขอบคุณมากน้องเล่อ” ผมยิ้มให้น้องรหัสที่นิสัยดีก่อนจะเดินออกมาจากร้านแล้วเจอจีซองที่ในมือมีแต่ของกิน


   “นี่พี่มาซื้อของร้านผมหรอ ขอบคุณนะครับ”


   “ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าร้านใคร แต่เดี๋ยวจะแวะมาบ่อยๆนะ”


   “ครับ555” จีซองโค้งให้ผมแล้วเดินเข้าร้านไปหาเฉินเล่อที่รออยู่ จะเป็นอะไรมั้ยถ้าผมจะพูดว่าร้านนี้เหมือนธุรกิจครอบครัวที่มีจีซองเป็นสามีและเฉินเล่อเป็นภรรยา เพราะทุกอย่างมันให้ความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ


   “ขากลับก็เดินจับมือด้วยไม่ได้หรอ” แจมินหยุดเดินแล้วถามขึ้นด้วยท่าทีเหมือนเด็กน้อย ผมบอกแล้วว่าเพื่อนผมชอบทำตัวประหลาด


   “ไม่”


   “นะ”


   “เออก็ได้” และก็เป็นคนประหลาดที่ทำให้ผมดูประหลาดไปด้วยตลอด


___________________


ไรท์ชอบอ่านคอมเมนต์มากเลยนะคะ555

ผิดพลาดอะไรขอโทษด้วยนะคะ 

B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #21 Jeffe (@Jeffe) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 22:11
    สนุกอะ ชอบ
    #21
    0
  2. #20 phaiphai2526 (@phaiphai2526) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 10:51
    ลุ้นนะคะว่าความรักของเหรินจวิ้นกับเจโน่จะลงเอยแบบไหนพล็อตเรื่อฃน่าติดตามมากค่ะ ชอบภาษามาก แจมินนี่เฟรนโซนรึเปล่านะ555 ติดตามนะคะ❤️🌻
    #20
    0
  3. #16 JMBC (@hopeyeolly) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 09:53
    แจมินนี่คิดไม่ซื่อใช่มะฮี่ๆ รอนะคะะเป็นกำลังใจให้💛💛💛
    #16
    0
  4. #15 Skyqx_ (@Skyqx_) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 02:39
    เรื่องนี้น่าสนใจมากๆค่ะ พล็อตแบบเออเราจะต้องติดตามแน่ๆ ภาษาดีจริงๆค่ะ คือเราอ่านไม่ข้ามเลย มันดึงดูดให้อ่าน ตามมาจากดีเพรสชั่น แล้วคงจะตามติดไปเรื่อยๆอย่างแน่นอนค่ะ
    เป็นกำลังใจให้นะค้า ✌🏻💙
    #15
    0
  5. #14 Wrn Js (@js-wrn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 01:37
    แจมนี่คิดไรแน่ๆ รอดูว่าจะเจอกันแบบไหนอีกน้าาา
    #14
    0
  6. วันที่ 26 เมษายน 2561 / 00:23
    ชอบมากๆๆเลยยยย ภาษาไรท์สวยมากๆๆๆๆ แอบคิดว่าโน่จะหลงจวิ้นยังไง แต่แจมอาจจะแอบคิดกับจวิ้นมากกว่าเพื่อนอะ555555 ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ
    #12
    0
  7. #11 yellowwy (@yellowwy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 16:33
    ตั้งตารอภาษาสวยมากกกกกก
    #11
    0
  8. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  9. #8 9000012 (@soft_exofans) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 23:45
    งื้อออ ไรท์มาต่อแล้ววว โคตรชอบเลยอะแบบว่าโคตรชอบแนวนี้เลยย ฮือออ ไรท์บรรยายดีมากกก ชอบความเป็นจิ้งจอกเก้าหางของเเฮชช555 แจมินคิดอะไรกับยัยตัวเล็กรีป่าวน้อออ. เค้าจะรอนะไรท์~~~ อยากให้ไรท์มาต่ออีกกก แง~
    #8
    0