Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 8 : วันที่สอง บนพื้นที่เขตรอบนอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 125 ครั้ง
    6 เม.ย. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

8. วันที่สอง บนพื้นที่เขตรอบนอก

                “ศิษย์น้องเจ้ากลัวหรือไม่” หลิวอันตั้งคำถามขึ้น “ไม่กลัว” 

หลิวอันนั่งก้มหน้ากล่าวต่อว่า “แต่ข้ากลัวยิ่ง” 

แล้วน้ำตาหลิวอันก็ไหลออกมา เป็นสายน้ำ หลิวอัน คงจะ เก็บกด อัดอัน มานาน 

เฟยหลงปล่อยให้หลิวอัน นั่งร้องไห้จนพอใจ 

“หากข้าตายไป จะมีใครคิดถึงข้าหรือไม่” หลิวอันถามขึ้น ด้วยเสียงสะอื้น 

เฟยหลงกล่าวว่า “เจ้าจะไม่ตาย” 

เฟยหลงทอดสายตามองตรงไปยัง กระโจมของหลิวเหวิน และกล่าวว่า “แต่พวกมันจะต้องตาย” 

หลิวอัน ผู้กำลังนั่งร้องไห้อยู่ ไม่ได้ยินคำพูดสั้นๆ นี้ ของเฟยหลง ภายหลังจากหยุดสะอื้น หลิวอันก็เอาไม้มาเขี่ยกองไฟเล่น

                “อนาคตข้าจะเป็นนักปรุงยา ข้าจะกลายเป็นนักปรุงยาที่ร่ำรวยที่สุด หากข้าปรุงยาได้ ข้าจะปรุงยาให้กับศิษย์น้องเฟยหลงฟรีๆ โดยไม่คิดเงิน” 

หลิวอันผู้ซึมเซา กลับมายิ้มได้อีกครั้ง เฟยหลงกล่าวว่า “ขอบคุณศิษย์พี่” 

หลิวอันกล่าวต่อไปว่า “เฟยหลง เจ้ามีพรสวรรค์ไม่ดีนัก เจ้าจะต้องหมั่นฝึกฝน อนาคตจะได้ไม่ถูกใครรักแก” 

เฟยหลงพยักหน้าตอบรับยิ้มๆ

“หากพวกเรา มีพ่อแม่ มีครอบครัว ทุกสิ่งทุกอย่าง คงดีกว่านี้ เจ้าว่าจริงไหม” 

เฟยหลงยังคงพยักหน้าอยู่เช่นเดิม และหลิวอันก็ยังคง ตั้งคำถาม ที่เก็บกดเอาไว้ ออกมาเรื่อยๆ 

“ข้าเคยถามอาจารย์ ท่านอาจารย์บอกกับข้าว่า มีนักล่าสัตว์อสูร เก็บข้าได้ระหว่างทาง แล้วนำมาฝากเอาไว้ที่โรงหมอตั้งแต่ข้าอายุ 2-3 ขวบ ข้าจึงไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร หากข้าเข้มแข็งขึ้น ข้าจะออกเดินทาง  ตามหาพวกเขา ข้าอยากมีพ่อแม่เหมือนกับ คนอื่นๆ เช่นกัน ข้าไม่อยากต่อสู้ ดิ้นรน เพียงลำพังอีกแล้ว”

แล้วหลิวอัน ก็ก้มหน้า นั่งร้องไห้อีกครั้ง ปากก็ยังพูดไป สะอื้นไป 

“ทำไม พวกเขาถึง ใจร้าย ใจดำ กับพวกเรา มากนัก พวกเราไม่เคย ไปทำร้ายใคร ทำไมพวกเขา ทำกับเราเหมือนไม่ใช่คน”

เฟยหลงดึงตัวหลิวอันเข้ามากอดเอาไว้ เช่นบิดามารดา กอดบุตรชาย เช่นพี่ชาย กอดปลอบน้องชาย 

เฟยหลงกล่าว่า “มันคือกฎแห่งป่า คนที่ไม่ระวัง และก้าวเดินพลาดต้องตาย”

……………

                “เจ้าพูดถูก”

น้ำเสียงใสๆ ดังขึ้น ที่ด้านหลังของทั้งสองคน นางถือสิทธิ์นั่งลงดื้อๆ ห่างจากกองไฟเล็กน้อย 

“ดูเจ้าจะไม่ได้เสียใจ หรือร้องไห้ฟูมฟาย เหมือนเพื่อนของเจ้า ข้าคิดว่า คนที่สมควร จะต้องเสียใจมากที่สุด สมควรจะเป็นตัวเจ้า เสียมากกว่า เจ้าเป็นคนค้นพบสมุนไพรต้นนั้น และถูกแย้งชิงไป ต่อหน้าต่อตา แต่เจ้ากับมานั่งปลอบโยนเพื่อนได้หน้าตาเฉย ท่าทางของเจ้า ยังไม่ปรากฏคลื่นอารมณ์สั่นไหวใดๆ อีกด้วย

เจ้าจับจ้องมองข้า เมื่อตอนกลางวัน ทำให้คืนนี้ ข้าต้องนอนไม่หลับ มันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก สำหรับข้า เจ้าดูอ่อนแอมากที่สุดในคณะเดินทางแห่งนี้ กลับสามารถเข้ามารบกวน สมาธิของข้าได้ มันช่างหน้าแปลกมากเจ้าว่าไหม” 

เฟยหลงทอดสายตามองหญิงสาว ท่าทางแปลกๆ คนนี้อย่างพิจารณาเช่นกัน 

เมื่อตอนกลางวัน เขาได้ปกปิดวิชาบ่มเพาะหลัก ของเส้นชีพจรคู่ที่สอง เอาไว้อย่างมิดชิด แต่สตรีนางนี้ กับสามารถสัมผัสถึงมันได้ เฟยหลงจึงกล่าวว่า

                “คนที่มี พละกำลังอ่อนด้อย หากคิดจะเก็บ สิ่งของมีค่าเอาไว้กับตัว ก็ไม่ต่างจากการ ชักนำอันตรายมาสู่ตนเองเปล่าๆ ข้าจึงไม่ได้โง่งม กระทำเช่นนั้น ไม่สู่ส่งมอบให้มันคนอื่น เก็บเอาไว้ชั่วคราวก่อนไม่ได้ เช่นนั้น ทำไมข้าจึงจะต้องรู้สึกเสียใจใดๆ ด้วยล่ะ” 

ม่านหลิวกล่าวต่อว่า

                “เจ้าช่างคล้ายกับ บุรุษคนหนึ่งที่ข้ารู้จัก เขามีลักษณะค้างกันกับเจ้ามาก เขาเป็นคนของราชวงศ์กิเลนฟ้า สายตาของเจ้าคล้ายคลึงกับเขามาก เจ้าพยายามปกปิดจิตสังหารได้อย่างมิดชิด แต่สายโลหิตแห่งกิเลนฟ้า ของเจ้ากับไม่อาจจะปกปิดมันจากข้าได้ 

เขาคนนั้นที่ข้ารู้จัก ก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่ทว่าเขาคนนั้น ไม่ได้ลึกลับเก็บงำอารมณ์ได้มิดชินเช่นเจ้า เมื่อใดที่เขาลงมือ จะลงมือสังหาร โดยไม่มีความเมตตาใดๆ และไม่ให้มีใครหน้าไหน หลงเหลือ แม้แต่คนเดียว”

เฟยหลงดึงสายตา กลับมามองกองไฟ ซ่อนเร้นแววตาอีกครั้ง

                “เจ้ากำลังจะกล่าวว่า ข้าเป็นคนของราชวงศ์กิเลนฟ้า” 

นางกล่าวต่อไปว่า 

“ข้าเพียงกล่าวว่าคล้าย คนของราชวงศ์ ต่างกระจายตัวอยู่ทุกที ของอาณาจักรฟ้าคราม และยิ่งมีมากมาย ณ สถานที่อันห่างไกล ซึ่งปกครองโดยจักรพรรดิกิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ยังทวีปกิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาฝึกฝนรุ่นเยาว์อย่างเข้มงวด โหดร้าย” 

นางหยุดกล่าว เฟยหลงหันกับไปจับจ้องนางอีกครั้ง และนางก็กล่าวต่อไป

“ข้าเอง ก็มีสายโลหิตกิเลนอยู่เบาบาง ข้าสามารถสัมผัส ได้ถึงสายโหหิตแห่งกิเลนเบาบาง ได้จากร่างกายของเจ้า ได้เช่นกัน แม้เจ้าจะปฏิเสธมัน แต่จะอย่างใด เจ้าจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์กิเลนฟ้า ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างแน่นอน” 

เฟยหลงรู้สึกตกใจ ที่ถูกคนอื่นเปิดโปง เขาใช้เส้นชีพจรกิเลนคู่ที่สอง ฝึกฝนวิชากิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์ขั้นพื้นฐาน เป็นวิชาบ่มเพาะหลัก และบ่มเพาะวิชาพฤกษาวงกตเพลิงพื้นฐาน เป็นวิชาบ่มเพาะรอง

                พลังปราณปฐพีและสวรรค์ ที่เฟยหลงแสดงออกมา คือวิชาบ่มเพาะรอง นั้นคือ วิชาบ่มเพาะพฤกษาวงกตเพลิง ใครๆ ต่างก็สามารถสัมผัสได้ เหมือนๆ กันทั้งหมด เว้นเสียแต่สตรีนางนี้ กับสัมผัสได้ถึงวิชาบ่มเพาะหลักของเขา ได้ด้วยเช่นกัน นั้นคือวิชาวิชากิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์

                นี้ยังนับว่าเป็นโชคดี ที่สตรีนางนี้ ยังไม่สามารถสัมผัสได้ถึงเส้นชีพจรคู่ที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นชีพจรต่อต้านสวรรค์ มันคือเส้นชีพจรกิเลนพิษมหาวิบัติ วิชาที่ให้บ่มเพาะคือ อักขระเก้ามังกรประตูปริศนา

เส้นชีพจรคู่ที่หนึ่ง ของเฟยหลงนี้ มันคือไพ่ตายของเขา เพราะเขาบ่มเพาะมาจนถึง ปราณก่อกำเนิดระดับ 9 ขั้นปรายแล้ว การบ่มเพาะนี้ แม้จะมองดูต่ำตรมมาก สำหรับดินแดนระดับล่างแห่งนี้ แต่เมื่อต้องเปรียบเทียบกันกับ การบ่มเพาะของดินแดนเทวะ มันไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้เลย 

หากเขาใช้เส้นชีพจรคู่แรก ในการต่อสู้กับดินแดนระดับล่าง แม้แต่ผู้บ่มเพาะระดับหล่อหลอมระดับ 9 ก็ไม่อาจจะเป็นคู่มือของเขา ได้แม้แต่น้อย

                ดังนั้น แม้แต่หยางสู่ นายจ้างของคณะเดินทางนี้ ก็ยังต้องตาย หากเฟยหลงลงมือ ต่อสู้เป็นตายด้วยพละกำลังทั้งหมด ถึงจะเป็นเช่นนั้น เฟยหลงก็ยังไม่เคยต่อสู้กับใครจริงๆ จังๆ มาก่อน เขาจึงประเมินตนเองให้ต่ำเอาไว้ก่อน

                “เจ้าจะคิดเช่นไร ก็เรื่องของเจ้า อย่างที่ข้ากล่าวไป” 

เว้นคำพูด ให้หนักแน่น คำ ต่อ คำ และจ้องมองหน้าใสๆ ของนางตรงๆ

                “มันคือกฎแห่งป่า คนที่ไม่ระวัง และก้าวเดินพลาดต้องตาย” 

                “เจ้ากำลังข่มขู่ข้า” นางถามขึ้นตรงๆ อย่างกังขา

                เฟยหลงมุมปากหยักขึ้น

“แล้วแต่เจ้าจะคิด พวกเรายังต้องอยู่ร่วมกัน อีกนานหลายวัน ข้าหวังว่า เจ้าจะไม่เดินพลาดเหมือนหลิวเหวิน เพราะสถานที่แห่งนี้ มันเต็มไปอันตรายจริงๆ เจ้าว่าไหม”

                ม่านหลิวจนด้วยคำพูด นางมองไม่เห็น ความหวาดกลัวออกมาจากตัวเฟยหลงเลย แม้แต่น้อย มันเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างใดกัน

                “ข้าหวังว่า เจ้าจะยังมีชีวิตรอด จนกว่าพวกเราจะเดินทางกลับ” 

นางกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนจะเดินจากไป 

หลิวอันจับจ้องมองเฟยหลง อย่างไม่เคยรู้จักเฟยหลงมาก่อน แต่ความสับสนนั้น ก็ไม่ได้คงอยู่นาน ด้านหลังก็ปรากฏคนสองคนขึ้น พวกเขาเดินออกมา เพื่อพลัดเปรียนเวรยามกะต่อไป เฟยหลงและหลิวอันจึง กลับเข้ากระโจมนอนหลับพักผ่อน

                ค่ำคืนแรกก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และยามเช้าตรู่ ของวันที่สอง ก็เริ่มต้นขึ้น

...................................

                หยางสู่ ยืนเด่นอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่กล่าวว่า 

“วันนี้พวกเรา จะเร่งเดินทางเป็นสองเท่า เพื่อเข้าสู่ สองในห้าส่วน ของเขตรอบนอก ดังนั้นพวกเราอาจจะปะทะกับฝูงค้างคาววิญญาณบ้างเล็กน้อย พวกเจ้าต้องระวังป้องกันตัวเองให้ดี” 

และคณะเดินป่า ก็มุ่งสู่อาณาเขตของฝูงค้างคาว

.......................

การเดินทางรวดเร็วเหมือนโกหก...เข้าสู่ สองในห้า ส่วน อาณาเขตรอบนอก

ไม่นานกระโจมก็ถูกสร้างขึ้น ค่ายกลที่ถูกวางเอาไว้ ก็ยังคงเป็นเช่นเดียว กันกับวันก่อนหน้า เมื่อวางกระโจมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคน ก็ต่างแยกย้ายกันออกไป ค้นหาสมุนไพรเช่นเดิม

                “เฟยหลง เจ้าจงเตรียมกระบี่เอาไว้ให้พร้อม และถือเอาไว้ในมือตลอดเวลา แม้ฝูงค้างคาวในพื้นที่นี้ จะเป็นระดับ 1-2 ไม่ได้ดุร้ายอะไร แต่พวกมันก็โจมตีกันเป็นฝูง เจ้าไม่สมควรจะชะล่าใจ ใดๆ” 

เชียงจางให้คำชี้แนะ และออกคำสั่งกับทุกคน ก่อนจะหันไปมองหลิวอัน และศิษย์คนอื่นๆ 

“พวกเจ้าก็ อย่าได้ประมาท หลิวอันจับคู่อยู่ใกล้ๆ เฟยหลง เมื่อมีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้นจริงๆ พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องต่อสู้ จงวิ่งหนีเอาชีวิตรอดให้เร็วที่สุด เข้าใจหรือไม่” 

หลิวอันขานรับ อย่างนักแน่น 

“เข้าใจแล้วศิษย์พี่ ข้าจะดูแลเฟยหลง อย่างไม่ให้คาดสายตาเลย”

                “เมื่อพร้อมกันแล้ว ก็ออกเดินทางกันเถอะ” 

เชียงจาง หลี่จื่อ เผิงไฮ้ เดินนำหน้า มือถือกระบี่ฟาดฟัน ถากถางพื้นที่รกชัฏ ไปตลอดทาง วันนี้พวกเขา พบเจอแต่สมุนไพรวิญญาณระดับสูง 5 ต้นแล้ว สองต้นเป็นเฟยหลงค้นพบ หนึ่งต้นเป็นหลิวอันค้นพบ ส่วนอีกสองต้นเป็นเชียงจาง และหลี่จื่อค้นพบ 

เผิงไฮ้ทำหน้าเศร้า เพราะตลอดสองวัน เขาค้นพบแต่สมุนไพรระดับต่ำเท่านั้น

                “ฮาๆๆ ...” เผิงไฮ้หัวเราะชอบใจ 

“สวรรค์มีตาแล้วจริงๆ ข้าเผิงไฮ้ ค้นพบสมุนไพรระดับสูง หนึ่งต้นแล้ว ต้นดอกรักดวงดาว” 

เผิงไฮ้คลายความระมัดระวังตัว ก้าวเดินตรงปรี่เข้าไปในทันที 

เฟยหลงผู้ครอบครองสติสัมปชัญญะเอาไว้ อย่างครบถ้วน หัวใจหดเกร็ง ร้องตะเบ็งเสียงดัง ออกไปว่า 

“ศิษย์พี่หยุดเดินก่อน รีบถอยออกมาเร็ว” 

ดุจสายฟ้าฟาด ระหว่างความเป็นตายธนูดอกหนึ่ง พุ่งจู่โจมจนเกือบถึงเบื้องหน้าของเผิงไฮ้ 

เฟยหลงยามคับขันไม่ลนลาน เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ เข้าไปฉุดกระชากเผิงไฮ้ รอดพ้นจาก ประตูแห่งความตายได้ทันท่วงที

                “เจ้าหนู ข้าคิดว่า พวกเจ้าเป็นค้างคาววิญญาณ จึงไม่ได้ทันระมัดระวัง พวกเจ้าคงไม่เป็นอะไรกันไป ใช่หรือไหม” 

คนที่กล่าว ทำไม่รู้ไม่ชี้ คำพูดคำพูดไร้อย่างอายเช่นนี้ ยังกล่าวออกมาได้ ช่างเหลือเกินจะทนทานรับได้จริงๆ คนผู้นี้ก็ คือหลี่เทียน ผู้สังกัดพรรคใต้หล้า 

หากลูกธนูจู่โจมถึงตัว เผิงไฮ้ คงนอนจมกองเลือด กลายเป็นศพไปแล้ว

                “พวกเราไม่ทันระวัง ทำให้ท่านผู้อาวุโสตื่นตระหนก เช่นนั้น สมุนไพรวิญญาณระดับสูงต้นนี้ พวกเราจึงขอส่งมอบให้กับท่านผู้อาวุโส เพื่อเป็นการขอขมา” 

เชียงจาง ค้อมตัวคารวะ ขาสั้นพับๆ กล่าวขึ้นอย่างพินอบพิเทา 

หลี่เทียนกล่าวว่า “นับว่าพวกเจ้า ยังรู้ความ” 

แล้วจึงเดินตรงไป ถอนต้นสมุนไพรวิญญาณต้นนั้น ก่อนจะเดินจากไป 

..............

เมื่อวานเป็นหลิวเหวิน วันนี้เป็นหลี่เทียน 

เฟยหลงมุมปากกระตุกยิ้ม ในใจจดบันทึกบัญชีเป็นตาย เอาไว้อีกหนึ่งคน เมื่อใดเดินทางเข้าสู่ พื้นที่อาณาเขตส่วนกลาง และได้รับผนึกแก่นธาตุทอง หรือคัมภีร์มารฟ้าศักดิ์สิทธิ์มา 

เฟยหลงจะส่ง เหล่ามดปลวกพวกนี้ ลงนรกไปให้หมด จะได้อยู่รกสายตาอีก 

แต่ตอนนี้ พวกมันยังคงมีประโยชน์ให้ใช้สอย จึงปล่อยให้พวกมัน มีลมหายใจ ต่อไปอีกสักระยะ

หลังจากเงาแผ่นหลังของหลี่เทียน จากไปไกล เชียงจาง หลี่จื่อ เผิงไฮ้ ก็ยังคงยืนนิ่ง สีหน้าซีดเผือด 

หลิวอันกล่าวว่า 

“ไอ้ชาติชั่วนั้น มันจงใจจะฆ่าศิษย์พี่เผิงไฮ้ หากศิษย์น้องเฟยหลง ไม่ดึงตัวศิษย์พี่ กลับมาได้ทันเวลา ยามนั้น ศิษย์พี่คงจะต้องตายไปแล้ว” 

หลังจากได้ยินคำพูดของหลิวอัน เผิงไฮ้ขาสั้นพับๆ มือไม้อ่อนปลวกเปียก ล้มลงหมดสติไป หลี่จื่อยืนอยู่ข้างๆ รับร่างนั้นเอาไว้ และให้นอนพิง กับก้อนหินก้อนหนึ่ง แล้วจึงเอากระบอกน้ำที่พกติดตัวมาให้ดื่ม ที่เหลือลูบหน้าลูบตาให้สดชื่นขึ้น

“หลิวอัน เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้ว สิ่งที่เจ้าต้องการอยากพูด จงกลืนมันลงท้องไปให้หมด สวรรค์ย่อมมีตา วันหน้าเมื่อพวกเราแข็งแกร่งขึ้น บัญชีหนี้ ชีวิตครั้งนี้ ข้าเชียงจางจะตามทวงกลับมาให้ กับพวกเราเอง” 

หลิวอันหน้าม่อยคอตก ได้แต่ก้มหน้ายอมรับฟัง 

เฟยหลงไม่ได้สนใจคำพูดของเชียงจาง แต่มองตรงไปยังมุมๆ หนึ่ง เงาร่างสตรีนามว่า ม่านหลิว ยืนมองละครฉากหนึ่งอยู่ตรงนั้น นางคงชอบมองดูละครโศก

“เจ้าเองก็คง ไม่ได้กำลังรอให้พวกเรา ค้นพบสมุนไพรระดับสูง สักต้น แล้วเข้ามาขอ ส่วนแบ่งด้วย อีกคนหรอกนะ” 

เฟยหลงกล่าวถามขึ้นยิ้มๆ แววตาไม่ได้บังเกิดริ้วคลื่นอารมณ์ใดๆ เช่นเดิม

“หากข้า ต้องการจะกระทำเช่นเดียวกันกับ หลิวเหวิน หลี่เทียน บ้าง จะเป็นไรไป เจ้ามีปัญญาพอจะต่อต้าน ข้าได้เช่นนั้นรึ” 

ม่านหลิวท้าทาย และตั้งคำถามขึ้นเช่นกัน 

เฟยหลงทอดถอนใจเอื้อนเอยว่า

“วันนี้ พวกเราโชคดี ได้รับสมุนไพรระดับสูงมา ห้าต้น ได้แก่ ต้นวิญญาณฟ้าคราม ต้นวิญญาณศิลาห้าสี ต้นปีกนางฟ้า ต้นโลหิตเหมันต์ สุดท้ายเป็น ต้นปีศาจลวงใจ ความจริงควรจะได้ รับมาจำนวนหกต้น แต่ถูกแย้งชิงไปเสียก่อน คือต้นต้นดอกรักดวงดาว เจ้าอยากจะได้มันไปสักต้นบ้างไหมล่ะ หรือเจ้าต้องการ มันทั้งหมด ห้าต้นเลย ข้า และศิษย์พี่ยินดีจะยกมันให้กับเจ้า เก็บเอาไว้ชั่วคราว แต่เจ้าจะต้องย่อมรับผลที่จะตามมาให้ได้เช่นกัน” 

เฟยหลงกล่าวประชดประชัน ม่านหลิวจับจ้องมองสายตา ที่ประกอบขึ้นด้วย จิตสังหารที่กักเก็บเอาไว้ สายโลหิตกิเลนในร่างกายของนาง เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง มันถึงกับมีอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น มันคือการกดข่มทางสายโลหิตกิเลนที่มีความเข้มข้นมากกว่า 

นางรู้สึกแน่นหน้าอก ก่อนจะกล่าวออกมาว่า 

“ตอนนี้ ข้ายังไม่ต้องการ หากเจ้ามีมันมากกว่านี้ อีกสักหน่อย ข้าอาจจะสนใจ มันบ้างก็ได้” 

แล้วนางก็หันหลังก้าวเดินจากไป

เชียงจาง หลี่จื่อ หลิวอัน จ้องมองม่านหลิว และเฟยหลง กล่าวตอบโต้กัน ด้วยความไม่เข้าใจ และวันนี้ ก็เหมือนกับว่า เชียงจางจะไม่เข้าใจอะไรๆ เลย สักอย่างเดียว สมาธิ จิตใจ หลุดลอยไปไหนต่อไหนหมดแล้ว

ตลอดการเดินทาง เฟยหลงไม่ได้ทำตัวโดดเด่นอะไร เชื่อฟังคำสั่งอยู่ตลอดเวลา แต่ในยามเกิดอันตราย เป็นเฟยหลงกับออกหน้า ช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่มได้อย่างทันท่วงที และตอนนี้ ยังกล้าท้าทาย หัวหน้าสมาชิกสตรีจากกลุ่มอื่น ให้ล่าถอยไปได้อีก 

เชียงจางเก็บงำความสงสัยเอาไว้ และเดินเข้าไปดูอาการของ เผิงไฮ้ ที่ยังไม่ได้สติ

“เผิงไฮ้ ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้อีกแล้ว อย่างนั้น พวกเราก็หยุดพักกันก่อน เมื่อเผิงไฮ้ อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว พวกเราก็กลับไปยังที่พักกัน”

ศิษย์ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน นั่งล้อมเป็นวงกลมพักผ่อน

…………….

เหตุการณ์ ทั้งสองวันนี้ ต่างจบลงด้วยการ ถูกแย้งชิงสมุนไพรเช่นเดิม และกลุ่มของเชียงจาง ก็ยังไม่เคยได้ปะทะกันกับฝูงค้างคาวแม้สักตัวเดียว

แต่ไม่ใช่ว่า พวกเขาจะรอดจากฝูงค้างคาวแล้ว กลุ่มอื่นๆ ก็จะสามารถรอด ไปด้วยเช่นกัน

หลิวเหวิน-สำนักดาบภูผา ศิษย์ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 คน

หลี่เทียน-สังกัดพรรคใต้หล้า สมาชิกได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 คน

อวี่ซิน -พรรคเหนือตะวัน สมาชิกได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 คน

ม่านหลิว-สำนักเรือนศิลาฟ้า สมาชิกยังอยู่ครบไม่ได้รับอันตรายใด

................................

ยามค่ำคืน กิจกรรมเช่นเดิม ก็หมุนเวียนมาอีกครั้ง มันก็คือ กิจกรรมนั่งรอบกองไฟ แต่ครั้งนี้ หยางสู่ อันเป็นหัวหน้าคณะเดินทาง ได้ออกมาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย 

หลี่เทียน ผู้แสดงความยิ่งใหญ่ คืนนี้ กับสงบเสงี่ยมมากขึ้น

“หลี่เทียนเจ้าได้รับกำไร ไปมากแล้ว ในสองวันนี้” 

หยางสู่ กล่าวคำสัพยอกตรงๆ

หลี่เทียน แค่นร้อยยิ้ม ที่แทบเป็นความสอพลอ กล่าวว่า 

“ท่านหัวหน้าคณะ เราล้วนเป็นคนกันเอง ของๆ ข้า ก็เหมือนกับของๆ ท่าน ข้ามีทุกวันนี้ ได้ก็เพราะท่าน ขอเพียงได้ติดตามท่าน เช่นนี้ตลอดไป ข้าก็พึงพอใจแล้ว” 

หยางสู่เม้มปากหัวร่อ กล่าวว่า 

“ในอาณาเขตรอบนอกนี้ ข้าหยางสู่ ย่อมไม่ให้ความสนใจต่อสิ่งใดๆ พวกเจ้ามีความสามารถ ก็ออกไปค้นหากันเอาเอง แต่เมื่อไหร่ เข้าสู่อาณาเขตชั้นกลาง สมุนไพรจะยกระดับสูงขึ้น ถึงขั้นนภา ข้าหวังข้าพวกเจ้า จะขายมันให้ข้า ข้าหยางสู่ย่อมไม่เอาเปรียบพวกเจ้า” 

หลี่เทียนโอดครวญว่า

“ฝูงค้างคาววิญญาณระดับ 6-7 นับว่าอันตรายยิ่ง ข้าขอถามท่าน ได้หรือไม่ ครั้งนี้พวกท่านจะเข้าไปถึงอาณาเขตใด เพราะวันนี้ เพียงแค่อาณาเขตรอบนอก สองในห้าส่วน สมาชิกของข้า ก็บาดเจ็บสาหัสไปหนึ่งคน ข้าไม่สามารถพาคนเจ็บ ติดตามพวกเราไปด้วยได้อีก คงจะต้องส่งตัว คนบาดเจ็บลงเขาไป” 

หยางสู่กล่าวว่า 

“ข้าได้รับรายงานแล้ว วันนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวน  3 คน การเดินทางครั้งนี้ ข้าไม่สามารถนำคนเจ็บลงเขาได้ในทันที 

จนกว่า จะผ่านจากเส้นแบ่งเขตรอบนอก เข้าสู่เส้นแบ่งอาณาเขตส่วนกลาง มันคือการคัดกรองคนมีความสามารถ หากมีคนเจ็บเพิ่มขึ้นมาอีก ข้าก็จะนำพวกบาดเจ็บลงเขา ไปได้ภายในครั้งเดียว 

ยังคงเหลือเวลาอีก 3 วัน พวกเราถึงจะเข้าสู่ เส้นแบ่งอาณาเขตส่วนกลาง หากพวกเจ้า ต้องการจะลงเขาไปก่อนเวลา 3 วันนี้ 

ข้าก็จะทำตามกฎ นั้นคือ สมุนไพรวิญญาณที่พวกเจ้าหามาได้ ข้าจะยึดมันเอาไว้ทั้งหมด พวกเจ้าจะต้องกลับลงเขาไป มือเปล่าๆ ไม่มีสิ่งใด ติดตัวกับไปแม้แต่ชิ้นเดียว 

แต่หากเข้าสู่ เส้นแบ่งอาณาเขตส่วนกลางได้ สมาชิกคนใด ไม่ต้องการจะเดินทางต่อไป ข้าก็จะไม่บังคับ” 

.................

หลิวอัน ผู้นั่งร้องไห้ฟูมฟาย อยู่เมื่อคืน ด้วยความหวาดกลัว จิตใจเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น เพราะหลิวอันก็ไม่คิดจะเข้าสู่อาณาเขตส่วนกลาง

เพียงต้นสมุนไพรระดับสูง ของอาณาเขตส่วนนอก ก็น่าจะเพียงพอแล้ว สำหรับการเดินทางครั้งนี้

หยางสู่นัดแนะ และแจ้งข่าวสารต่ออีก ไม่กี่ประโยคก็กลับเข้ากระโจม ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังคงนั่งล้อมรอบกองไฟเช่นเดิม และหลี่เทียน ผู้สงบเสงี่ยม ก็หวนกับมายิ่งใหญ่คับฟ้าอีกครั้ง ตะเบ็งเสียงดังว่า

“วันนี้ มีใครโชคดี อยากจะขายสมุนไพรให้กับข้าหรือไม่ แต่ข้าขอบอกเสียก่อนว่า ตอนนี้ข้ามีเงินทองเหลืออยู่ไม่มากนัก ใครอยากจะขายก็อย่าได้เสนอราคาให้มันสูงนัก”

อวี่ซิน อันเป็นไม้เบื่อไม้เมากันกล่าวว่า 

“ข้ายังคง ให้ราคาตามท้องตลาด หักค่าธรรมเนียมหนึ่งส่วนเช่นเดิม ใครคิดว่า หลี่เทียนกดราคา ก็นำมาขายให้ข้าก็ได้”

“ยัยแก่ เจ้าคิดจะขัดขวางการค้าของข้าจริงๆ”

หลี่เทียนกล่าววาจาข่มขู่ขึ้น

“เจ้าไม่ใช่คนเดียว ที่สนิทสนมกับหัวหน้าคณะ อย่าได้มาใช้วาจา ข่มขู่กับข้า ยัยแก่คนนี้ ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวสักนิด” .

หลี่เทียนทำเสียงคำรามฮึดฮัด ก่อนจะยอมถอยให้

“ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ยัยแก่เช่นกัน จะมีเงินทองมากมายจนใช้ไม่หมด สมุนไพรอาณาเขตแถวนี้ ข้าเก็บสะสมมันมามากมาย จนเพียงพอกับการสั่งจองเอาไว้แล้ว 

ขอเชิญยัยแก่เจ้า ตามสบายเลย สมุนไพรดีๆ และมีคุณค่า รออยู่ในอาณาเขตถัดไป ข้าขอให้เจ้าใช้จ่ายเงินทอง จนหมด ในอาณาเขตนี้ ต่อไปก็จะเป็นทีของข้าบ้าง ข้าหวังว่าเจ้า จะยอมถอยให้ข้า ก้าวหนึ่งเช่นกัน” 

แล้วเสียงหัวร่อฮาๆ ก็ตะเบ็งเสียงดังขึ้น แววตาซุกซ่อนเล่ห์เหลี่ยมกลโกงมากมาย 

เฟยหลงคิดว่า ยังจะมีคนไร้ยางอายมากมาย ขนาดนี้ หลงเหลืออยู่ และยังมีชีวิต ยืนยาวมาจนถึงเวลานี้ได้อย่างไร

เชียงจางลุกขึ้น ค้อมตัวคารวะให้กับ อวี่ซิน ก่อนจะกล่าวอย่างนอบน้อมว่า 

“ท่านผู้อาวุโส พวกเราพี่น้อง ขึ้นเขามาครั้งนี้ ด้วยมีจุดประสงค์ คือแก่นธาตุทอง ของค้างคาววิญญาณ พวกเราด้อยประสบการณ์ อยากเรียนถามท่านว่า พวกเราต้องใช้สมุนไพรวิญญาณระดับสูง จำนวนมากน้อยเท่าใด ถึงจะได้ครอบครอง แก่นธาตุทอง สักชิ้น”

“แก่นธาตุทอง จะปรากฏเฉพาะค้างคาววิญญาณในอาณาเขตชั้นกลาง และอาณาเขตชั้นในเท่านั้น และไม่ใช่ค้างคาวทุกตัว ในอาณาเขตชั้นกลางจะมีธาตุทอง โดยเฉลี่ย ทุกๆ หนึ่งพันตัว จะปรากฏเพียง ตัวเดียวเท่านั้น อัตราส่วนนี้ยังเป็นเช่นเดียวกันกับ ธาตุอื่นๆ ด้วยเช่นกัน 

ดังนั้น สมุนไพรระดับสูง ที่พวกเจ้าค้นหามาได้ จึงไม่สามารถใช้แลกเปลี่ยนเป็นแก่นธาตุทองได้เลยสักชิ้น มีแต่สมุนไพรระดับนภาเท่านั้น ถึงอาจจะได้รับการพิจารณาอยู่บ้าง เพราะสมุนไพรนี้ สามารถนำมาใช้ กับผู้บ่อเพาะอาณาจักรหล่อหลอดได้

หากพวกเจ้าสามารถเก็บสะสมสมุนไพรวิญญาณระดับนภาได้สัก 100 ต้น ก็คงจะสามารถแลกเปลี่ยนกับแก่นธาตุทองระดับต่ำ ของค้างคาววิญญาณได้สักชิ้นหนึ่ง กระมัง” 

สมาชิกทุกคน รอบกองไฟ พากันหัวร่อคลื่นใหญ่ เมื่อมองเห็นสีหน้าผิดหวังของเชียงจาง อากัปกิริยาของเชียงจาง ก็ไม่อาจจะเก็บงำท่าทางผิดหวังใดๆ เอาไว้ ความฝันที่ได้วาดหวังเอาไว้ พังคลื่นลง อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ที่ชี้แนะ” 

เชียงจางนั่งลง จิตใจแยกออกจากร่างกาย เป็นเหมือนหุ่นยนต์ ที่ไร้ชีวิต จิตวิญญาณ 

“หากเจ้า ยังคิดจะขายสมุนไพรวิญญาณระดับสูง ให้กับข้า ยัยแก่คนี้ ก็จะไม่เอาเปรียบเจ้า” 

เชียงจางซ็อก ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ต่อไปอีกแล้ว เหลือเพียง หลี่จื่อยังคงสติสัมปชัญญะครบถ้วน

“ท่านผู้อาวุโส เช่นนี้ดีหรือไม่ จุดประสงค์ของพวกเรา ที่มายังสถานที่อันตรายแห่งนี้ ก็คือแก่นธาตุทอง หากพวกเรา ไม่มีความสามารถพอที่จะเก็บสะสมสมุนไพรระดับนภาได้แล้วจริงๆ อีก 3 วัน นับจากวันนี้

พวกเราเหล่าพี่น้อง ก็จะลงจากเขา และก่อนจะจากไป พวกเรายินดี จะขายสมุนไพรระดับสูงทุกต้น ที่หาได้ให้กับท่าน เพียงขอเวลาให้พวกเราพี่น้อง ได้ทำใจยอมรับ กับสถานการณ์ก่อน” 

หลี่จื่อกล่าวขอร้องขึ้น อย่างเคารพนอบน้อม 

อวี่ซินไม่เห็นว่า จะเป็นไรไป  3 วัน ก็ไม่ได้ยาวนาน จนจะรอคอยไม่ได้ จึงกล่าวว่า

“พวกเจ้ายังเด็ก อนาคตยังคงอีกยาวไกล อย่าฝืนตัวเอง จนเกินกำลังนัก เพียงตัดสินใจ ผิดพลาดสักเล็กน้อย อาจจะทำให้พี่น้องของเจ้า พบกันกับความตายได้ ข้าหวังว่า พวกเจ้าพี่น้อง จะผ่านพ้น 3 วันนี้ ไปได้อย่างปลอดภัย” 

หากมองในมุมที่ดี นี้คือคำกล่าวแนะนำด้วยความห่วงใย แต่หากมองในมุมร้าย มันคือการข่มขู่ หวังกรรโชกทรัพย์

เฟยหลงคิดว่า มันน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

ภายหลังเหตุการณ์นี้ กลุ่มของม่านหลิว และกลุ่มของหลิวเหวิน ก็ได้ขายสมุนไพรให้กับ อวี่ซินกลุ่มละห้าต้น ราคาถูกกดลงครึ่งหนึ่ง ของราคาตามท้องตลาด คำพูดที่กล่าวว่า ข้าจะไม่เอาเปรียบพวกเจ้า มันคือคำโกหกแบบซึ่งๆ หน้าเท่านั้น

........................

ราตรีอันยาวนาน ยังไม่จบลงง่ายๆ กับมุ่งตรงไปยังกระโจมของ หลิวเหวิน-สำนักดาบภูผา สมาชิกทั้งหมด 11 คน ตอนนี้ บาดเจ็บไป 1 คน เหลือเพียง 10 คน 

หลิวเหวินกล่าวว่า “มันเกิดอะไรขึ้น” 

คาดคั้นเอาความจริง จากศิษย์คนอื่นๆ เพราะในขณะนั้น หลิวเหวินกำลังต่อสู้ติดพัน กับฝูงค้างคาวอยู่อีกมุมหนึ่ง จึงมองไม่เห็นเหตุการณ์ได้ทั้งหมด

ศิษย์คนหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

"พวกเราช่วยกันต่อสู้ ขับไล่ฝูงค้างคาวจนสำเร็จ และกำลังจะเดินไปเก็บสมุนไพร ธนูดอกหนึ่ง ก็พุ่งมาไม่รู้ทิศทาง ศิษย์พี่ลู่ซือ เกิดความประมาทเล็กน้อย จึงถูกลูกธนูดอกหนึ่งเข้า” 

ลู่ซือนับว่าเป็นแขนซ้ายขาวของหลิวเหวิน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้หลิวเหวินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน คำรามออกมาว่า 

“ไอ้เฒ่าหลี่เทียน มันทำเกินไปแล้ว”

ยกกำปั้นทุบก้อนหิน จนแตกละเอียดไปก้อนหนึ่ง และจึงคาดคั้นต่อ 

“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับ สมาชิกของหลี่เทียน กับอวี่ซิน” 

ศิษย์คนหนึ่งกล่าวว่า

“จะเกิดอะไรขึ้น กันได้ล่ะ พวกมันแย่งชิงสมุนไพรกัน จึงต่อสู้กัน จนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย” 

หลิวเหวินเหลืออดคำรามว่า

“มีแต่ พวกไร้สมองทั้งนั้น ต่อไปนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นแก่หน้าใคร อีกต่อไปแล้ว ไอ้เฒ่าหลี่เทียน ข้าจงใจมอบสมุนไพรวิญญาณระดับสูงให้ฟรีๆ ทั้งขายให้อีกเป็นจำนวนมาก ในราคาที่ถูก กดจนต่ำเรี่ยดิน ถูกแสนจะถูก มันกับไม่เห็นแก่หน้าข้าบ้าง

เช่นนั้น พรุ่งนี้ก็ตาต่อตา ฟันต่อฟัน จะได้รู้ว่าพวกเราไม่อาจจะถูกรังแกได้ง่ายๆ เราไม่ใช่เศษขยะไร้ค่า เช่นเด็กน้อย กำพร้าพ่อแม่เหล่านั้น”

ค่ำคืนนี้ กระโจม ที่ไร้คลื่นลมมากที่สุด ก็คือกระโจมของม่านหลิว ดังนั้นค่ำคืนนี้ จึงผ่านพ้นไปด้วยประการฉะนี้

...................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 125 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น