Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 43 : แก่นโลหิตหยกขาวมันแพะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 95 ครั้ง
    16 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

43. แก่นโลหิตหยกขาวมันแพะ

เฟยหลงเอ่ยวาจาถามออกไปเช่นนั้น ดูว่าคนรอบข้างจะมีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นไร ส่วนหนึ่งรู้สึกตกตะลึง แต่ส่วนหนึ่งกับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร นับว่านี้ จึงเป็นสันดานที่แท้จริง ของมนุษย์ปุถุชน มีเลวดีแตกต่างกัน

เฟยหลงรู้สึกดีว่า ตนเองไม่ใช่ มือสังหารที่ชอบพ่นน้ำลาย เพื่อใช้ฆ่าคน เห็นได้จากเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ กล่าววาจามากเกินไป จึงหนีรอดไปได้หนึ่งคน หากยังสนทนา ถามนั้นถามนี้ต่อไปอีก ก็จะต้องเกิดเหตุการณ์ อย่างไม่คาดฝันตามมาอีก

ก่อนที่จะสัประยุทธ์ เข้าประหัตประหารกัน

ขอเอ่ยถึง อาวุธเข็มจิตวิญญาณ กันสักนิดหนึ่ง ระยะทาง และความเร็ว สำหรับเฟยหลงผู้ซึ่งฝึกฝนสำเร็จเพียงหนึ่งในสี่ส่วนของวิชาจิตวิญญาณนี้ ระยะทางหวังผลอของอาวุธชนิดนี้ เมื่อปล่อยออกไป เป้าหมายจะต้องถึงแก่ความตายแน่ๆ คือ 10 ก้าว ความเร็วคือ 4 ความคิด แน่นอนว่าในโลกนี้ ย่อมไม่มีหน่วยวัด ที่เกี่ยวข้องกับความคิดนี้แน่นอน

เหมาหยวนจี้ สังเกตเห็นจิตสังหารที่กำลังจะพุ่งเป้ามายังตนเอง ก็สะบัดมือปรากฏกระจกกั้นจิตขึ้นมา แล้วโยนขึ้นไปบนศีรษะหมุนวนปลดปล่อยม่านพลังครอบร่างตนเองเอาไว้

นับเป็นม้าแก่รู้จักทางเป็นอย่างดี มีประสบการณ์ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเป็นความตายเช่นกัน

เฟยหลงคิดว่า ภูมิหลังของเหมาหยวนจี้ ก็คงไม่ใช่ชั่ว ถึงได้วางอํานาจบาตรใหญ่ ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเช่นนี้

ขอเอ่ยถึงกระจกกั้นจิต กันสักเล็กน้อย แน่นอนว่ากระจกนี้ มีด้วยกันหลายระดับ เพราะมันคืออุปกรณ์วิญญาณ ที่ถูกผู้จารึกสร้างขึ้น แล้วถ้าจะถามว่า มันจะถูกทำลายได้ไหม คำตอบที่ง่ายดายที่สุดก็ถือ ท่านจงใช้วิชากระบี่จู่โจมทำลายมันไปตรงๆ เลย ส่วนสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ ใช้วิชาจิตวิญญาณโจมตีมันซ้ำๆ จนกว่ามันจะถูกทำลายไปเอง

และนี้นับเป็นความคิดชั้นเลว หากกระจกกั้นจิต เป็นระดับต่ำก็ย่อมพอจะอ้อมแอ้มได้ แต่หากเป็นกระจกกั้นจิตระดับสูง ย่อมต้องสิ้นเปลืองอาวุธจิตวิญญาณ อย่างเปล่าประโยชน์

.............

เหมาหยวนจี้ กระโดดพลิ้วกายลงมายัง พื้นปูไม้ของชั้นแรก ห่างจากเฟยหลงเพียง 11 ก้าว ยืนอยู่นอกรัศมีเข็มจิตวิญญาณหนึ่งก้าวพอดี

เหมาหยวนจี้ รูปร่างเพรียว บุคลิกธรรดมาสามัญ จ้องมองอย่างผิวเผิน จะมีบุคลิกของคน ใจดี มีเมตตา ใบหน้าคมเข้ม หน้าตาจะกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ตลอดเวลา มือแกร่งถือดาบยาวประมาณ 4 เชียะ สวมเสื้อแขนยาวพลิ้ว ลู่แนบโบกสะบัดไปตามสายลม นับว่าแผ่แรงกดดันสูงส่งเกินกว่าผู้บ่มเพาะคนอื่นๆอยู่บ้าง

เหมาหยวนจี้ เอ่ยวาจาเปื้อนรอยยิ้ม เป็นประโยคแรกว่า

“กระจกกั้นจิตนี้ ความจริงข้าไม่จำเป็นต้องนำออกมาใช้ด้วยซ้ำ เจ้าก็คงพอจะคาดเดาออกได้ ข้าย่อมเป็นผู้จารึกอักขระคนหนึ่ง ข้ามั่นใจว่าพลังจิตวิญญาณของข้า สามารถจะป้องกัน ตัวข้าจากเข็มจิตวิญญาณของเจ้าได้ แต่ข้าไม่ชอบที่จะต่อสู้สองสิ่ง ไปพร้อมๆ กัน ระหว่างวิชากระบี่ และวิชาจิตวิญญาณ เช่นนั้นเจ้าคงจะ ไม่คิดว่า ข้าเอารัดเอาเปรียบเจ้า ที่ได้นำมันออกมาใช้ในทันที”

เอ่ยวาจาน่าฟัง เสียยืดยาว จุดประสงค์ก็เพียงจะบอกว่า เฟยหลงมีดีอยู่ ก็แค่วิชาพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น หากเฟยหลงไม่อาจจะใช้ วิชาจิตวิญญาณต่อสู้ได้ ก็ไม่แตกต่างจาก คนไร้ค่า ไร้ประโยชน์คนหนึ่ง แค่ลงมือไม่กี่กระบวนท่า ก็น่าจะส่งตัวเขา ลงไปทัวร์นรกได้แล้ว

เฟยหลงเชิดปากขึ้นกล่าวว่า

“ข้ากับเจ้า ไม่ได้กำลังจะประลองฝีมือ แย่งชิงผลไม้กัน ข้ากำลังจะลงมือสังหารเจ้าอยู่ต่างหาก เจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมกลโกง สมบัติช่วยชีวิตอะไร ก็รีบๆ นำมันออกมาใช้ให้เต็มที หรือจะให้เพื่อนๆ ของเจ้า ลงมาช่วยด้วย ข้าก็ไม่คิดถือสา”

คำกล่าวของเฟยหลงมองดูเขื่องโขนัก คนกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาจากปากได้ ย่อมจะต้องเป็นยอดฝีมือ ผู้มีพลังบ่มเพาะสูงส่ง แต่มองยังไงๆ เฟยหลงก็เป็นแค่เพียง เด็กน้อยที่เติมโตยังไม่เต็มที่เสียด้วยซ้ำ มีพลังบ่มเพาะเพียงแค่ขั้นรู้แจ้งสวรรค์ระดับ 2 เท่านั้น

บางคนส่ายหน้ารำพึงรำพันว่า ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ เพราะไม่รู้ถึงความดุร้ายของเสือ

เหมาหยวนจี้ ยกมุมปากอันเปื้อนยิ้มขึ้นกล่าวว่า

“วันนี้ ข้าลดตัวให้เกียรติ ลงมือกับเจ้าด้วยตัวเอง นี้ก็นับว่าเป็นการรังแกเด็กน้อยเช่นเจ้า อย่างที่สุดแล้ว ปกติแล้วข้าจะส่งเพียงพวกลิ่วล้อกเฬวราก เป็นผู้ลงมือกกำจัดขยะไร้ค่าเช่นเจ้าทิ้ง

แต่เนื่องด้วยวันนี้ มีแขกคนสำคัญมาร่วมงานด้วย เจ้าได้แสดงกิริยามารยาทที่ไม่เหมาะสม บังอาจเข้ามาก่อกวน ข้าจึงคิดจะลงมือกำจัดเจ้าด้วยตนเอง จะได้ส่งเจ้าให้ไปเกิดใหม่เร็วๆ ไม่อยู่เป็นที่ขวางหูขวางตาอีกต่อไป เจ้าคงพอใจกับคำตอบนี้ ของข้าแล้วใช่หรือไม่”

ชายคนนี้ นับว่าเป็นคนช่างพูดช่างจาเป็นพิเศษจริงๆ คำพูดคำจา มีเหตุมีผล อธิบายข้อข้องใจ ออกมาในคราวเดียว

เฟยหลงคิดว่า ยังมีคนใจดี ถึงขนาดนี้อยู่จริงๆ ขนาดจะฆ่าใครสักคน ยังช่วยไขข้อข้องใจ ให้ก่อนจะสังหารเขาให้ตายเสียด้วย

ความมีน้ำใจ ความหยิ่งยโสโอหัง และความประมาท คือจุดจบความจอมยุทธ์ผู้มีความสามารถ เฟยหลงคิดว่าเหมาหยวนจี้ อย่างน้อยๆ ก็จะต้องมีหนึ่งในสามสิ่งนี้ เพราะไม่เช่นนั้น คงจะไม่พล่ามวาจาบ้าบอยืดยาวได้ถึงเพียงนี้

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้า กำลังผนึกพลังบ่มเพาะอยู่หรือไม่ แต่เจ้าออกจะ ประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินไป ผู้อาวุโสของเจ้า ไม่เคยแนะนำหรือยังไงว่า ไม่ควรที่จะผนึกจุดชีพจรทั่วร่างมากจนเกินไป ยามนี้พลังบ่มเพาะของเจ้า จึงลดระดับต่ำ เหลือเพียงแค่ รู้แจ้งสวรรค์ระดับ 2 เท่านั้น”

ชายคนนี้ คงจะไม่ได้มีอะไรจะพูดต่อไปอีกแล้ว จึงวกมาวิพากษ์วิจารณ์ พลังบ่มเพาะของเขาซะงั้น

เฟยหลงยกมุมปากเชิดขึ้นกล่าวว่า

“หากข้าจะบอกกับเจ้าว่า ความจริงแล้ว ข้าผนึกจุดทั่วร่างไปถึง 108 จุด ยามนี้พลังบ่มเพาะของข้าจึงลดต่ำลงถึงเพียงนี้ เจ้ายังจะเชื่อข้าใช่ไหม”

ผู้เฝ้าชมเหตุการณ์ ต่างพากันส่งเสียงหัวร่ออึงมี่ แซ็งแซ่ ดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ เจ้าเด็กนี้มันช่างกวนบาทาจริงๆ จะเอ่ยวาจาอะไร ออกมาก็ให้มัน สมจริงกันสักหน่อยไม่ได้หรือ

เหมาหยวนจี้ เหยียดยิ้มกล่าวว่า

“เจ้าคงไม่คิดจะใช้พลังบ่มเพาะ ระดับนี้มาต่อสู้กับข้าจริงๆ หรอกนะ เพราะข้าไม่ต้องการจะนำมีดฆ่าโค นำมาฆ่าไก่ เพราะมันอาจจะทำให้ชีวประวัติ ช่วงหนึ่งในชีวิตข้า เกิดข้อบกพร่องได้”

เฟยหลงถึงกับตำตะลึง ยังมีคนที่มีความคิดประหลาดๆ เช่นนี้อยู่จริงๆ หรือ

เฟยหลงกล่าวว่า

“วันนี้ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้า จึงคิดจะช่วยเจ้าได้ขีดเขียนตอนจบ ของชีวประวัติ ไว้อย่างสมเกียรติเอง เจ้าจะถูกตัดแขนขาดข้างหนึ่ง ต่อจากนั้น ก็จะถูกตัดขาขาดข้างหนึ่ง และต่อจากนั้น ก็จะถูกตัดศีรษะหลุดออกไปหัวหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนี้ เจ้ารู้สึกพึงพอใจกับมันหรือไม่”

วาจานี้ เรียกสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของ เหมาหยวนจี้ ได้จริงๆ

เฟยหลงคิดว่า หากยังต้องสนทนากันต่อไป ชายคนนี้ คงจะพาเขา ออกสู่ทะเลน้ำลึก จนไม่สามารถจะวกกลับคืนมาได้อีกเลย และมันก็อาจจะทำให้ชีวประวัติของเขา เสียไปด้วยเช่นกัน เขาไม่คิดว่าการจะต้องฆ่าใครสักคน ทำไมมันถึงต้องใช้เวลายาวนาน ได้ถึงขนาดนี้ด้วย ฟันๆ ฆ่าๆ เช่นฆ่าหมูฆ่าไก่ ก็น่าจะพอแล้ว

................

เหมาหยวนจี้ และเฟยหลง ต่างก็เป็นผู้บ่มเพาะที่ใช้กระบี่เป็นอาวุธ เฟยหลงรู้สึกดี ที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจายืดยาวต่อไปอีก

กระบี่แรกของพวกเขา จึงนับว่า เป็นกระบวนท่าวัดใจ และความโง่งมของคน ใครกล้าประมาทก็อาจจะต้องจบชีวิตลงภายในกระบี่เดียว เฟยหลงถือคติที่ว่า แม้แต่สิงโตเจ้าป่า ก็ยังจู่โจมกระต่ายอย่างสุดกำลัง

เฟยหลงไม่เคยคิดจะออมมือ แม้ศัตรูตรงหน้าจะอ่อนแอเพียงใด เขาก็จะใช้พลังฝีมือ อย่างรวบรัดที่สุด สังหารให้ได้ภายในกระบี่เดียว

วายุกลางเมฆา ร่างเงาหมื่นภูตพราย

นี้นับว่าเป็นยอดวิชาของการเคลื่อนไหวร่างกาย อันไร้ร่างไร้ตัวตน ดุจภูตพราย ตามด้วยวิชากระบี่กระบวนท่าที่ 3

สะบั้นจิตสวรรค์ สะบั้นจิตสวรรค์

พลังกระบี่สองเส้น พุ่งออกไปในเวลาอันไล่เลี่ยกัน เส้นแรกเป้าหมายก็คือแขนข้างหนึ่ง เส้นที่สองก็คือขาข้างหนึ่ง

เหมาหยวนจี้ เงื้อกระบี่ขึ้น ร่ายรำเพลงกระบี่ อย่างผ่อนคราย ไม่คิดเห็นถึงอันตรายใดๆ และไม่ให้ความสำคัญ ที่จะเป็นจะต้องเรียกใช้เพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อนำมาต่อสู้กันกับผู้มีพลังบ่มเพาะต่ำตรมกว่าตนเอง เป็นอย่างมาก

กระบวนท่ากระบี่ 1 จึงเป็นหนึ่งใน 9 กระบวนท่า ของเคล็ดวิชากระบี่มารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็นเพียงแค่ระดับเชี่ยวชาญ เท่านั้น ต่างจากเฟยหลง เขาเรียกใช้กระบวนท่าที่ 3 และ ยังเป็นพลังกระบี่ระดับตำนาน ผลลัทธ์ที่จะเกิดขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง

กลืนกินศิลาฟ้า สะบั้นจิตสวรรค์ สะบั้นจิตสวรรค์

พลังเจตจำนงของกระบี่สามเส้น หนึ่งเส้นเป็นของเหมาหยวนจี้ สองเส้นเป็นของเฟยหลง ทั้งสามเส้นโรมรันพันตูกันอย่างบ้าคลั่ง เส้นที่อ่อนแอกว่าถูกตัดขาดไป นับว่าแตกกระจุยว่อนเป็นฝุยผงไปในทันที

สองเส้นยังมีแรงขับเคลื่อนต่อไป มันวิ่งทะลุผ่านม่านพลังครอบร่างของเหมาหยวนจี้ ไปได้อย่างง่ายดาย พลังเจตจำนงกระบี่เส้นแรกตัดแขนขวาขาด ส่วนอีกเส้นตัดขาซ้ายขาด

อนึ่ง บรรยายอาจจะดูยาวนาน แต่จริงๆ เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งลมหายใจเข้าออกเท่านั้น การที่เหมาหยวนจี้ จะทันได้รู้ว่ามันได้เกิดอะไรขึ้น และคิดจะเงื้อกระบี่ที่สอง ออกมาต้านรับ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว นี้นับว่าเป็นยอดฝีมือ ที่กลายเป็นปลาตายน้ำตื่นของจริง

เสียงร้องโอดครวญโหยหวน ดังกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม ผู้เฝ้าดูสถานการณ์ถึงกับหน้าซีด สิ่งที่เกิดขึ้น กับสิ่งที่พวกเขาคาดคิดมันแตกต่างกัน เป็นหน้ามือกับหลังมือเลยที่เดียว หากมีโต๊ะลงวางเดิมพัน พวกเขาคงทุบแทงว่าเฟยหลงจะต้องตายแน่ๆ และปิดฉากเด็กที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คนหนึ่งไป

แต่สิ่งที่เพิ่งจะปรากฏ ทำให้พวกเขาถึงกับเบิกตาโพลง ร่างกายสั่นเทิ้ม รู้สึกถึงความน่าหวาดกลัวของโลกใบนี้ มากขึ้น เหมาหยวนจี้ ตายไปอย่างโง่งม เพราะคำว่า ประมาท คำเดียวเท่านั้น

ร่างกายที่ไร้แขน แต่ยังสามารถที่จะยืนอยู่ได้ แต่ร่างกายที่ไร้ทั้งแขน และขา ย่อมไม่สามารถจะประคองตัวยืนอยู่ได้ ร่างกายล้มระทวยกองลงกับพื้น เสียงร้องโอดครวญ อย่างน่าเวทนาสะท้อนก้องไปทั่ว เฟยหลงกับไม่ได้สนใจ เข้าเดินเข้าไปสะบัดมือป้ายสิทธิ์ของเหมาหยวนจี้ ลอยเข้ามาอยู่ภายในมือของเขา แล้วสะบัดมืออีกครั้ง พลังปราณเทวะระดับขุนพล ก็ไหลเข้ามาภายในป้ายสิทธิ์ของเขา

จากป้ายสิทธิ์มนุษย์ระดับต่ำ ยามนี้ถูกยกระดับกลายเป็นระดับขุนพลอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวว่า

“เป็นอย่างไร กับชีวประวัติ ที่ข้าสัญญาว่า จะขีดเขียนให้กับเจ้า แต่ไม่ต้องห่วงไปยังขาดอีก สิ่งหนึ่งมันถึงจะสมบูรณ์แล้ว”

เหมาหยวนจี้ ไฉนเลย จะยังได้ยินวาจาถากถางของเฟยหลงอยู่อีก อ้าปากร้องโอดครวญจนเสียสติไปแล้ว เฟยหลงเห็นเช่นนั้น จึงสะบัดมือ ริ้วคลื่นอันเป็นสายลมที่พัดผ่านมา กลับกลายเป็นใบมีดเส้นหนึ่งขึ้นมา แล้วพุ่งตรงไปยังลำคอของเหมาหยวนจี้ บั่นศีรษะขาดกระเด็นทันที เลือดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพลุ

“สุดท้ายชีวประวัติของเจ้า ก็เสร็จสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจาขอบคุณข้า”

แล้วเฟยหลงก็สะบัดมือ แหวนมิติก็ลอยขึ้นมาอยู่กลางฝ่ามือ ก่อนจะโยนต่อไปให้กับหลิวอัน กล่าวว่า

“ตรวจดูสิ มีข้าวของของเจ้า อยู่ภายในแหวนนี้บ้างหรือไม่”

หลิวอันเพ่งจิตสมาธิ เข้าไปภายในแหวน ก่อนจะกล่าวว่า

“ในแหวนวงนี้ ไม่มี สิ่งของที่เคยเป็นของข้าอยู่เลย”

เฟยหลงจึงแหงนเงยหน้า จ้องมองขึ้นไปยัง เวทียกพื้นชั้นที่ 3 กล่าวว่า

“พวกเจ้าจะลงมาเองดีๆ หรือจะให้ข้าปีนขึ้นไปลากพวกเจ้าลงมา”

โหย้ววู่หลาน-ลู่เหยี่ยน ใบหน้าเคร่งเครียด เหตุการณ์สัประยุทธ์ ระหว่างเฟยหลงกับเหมาหยวนจี้ อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของพวกเขา มาโดยตลอด พวกเขาสามคน แม้จะอยู่ภายในชุมโจรเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกัน จนเรียกกันไปพี่เป็นน้องกันได้ พวกเขาต่างร่วมมือกัน เพราะเพียงแค่คำว่า ผลประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้น

...........

แม้พวกเขาจะเคยเห็นฝีมือของเฟยหลง เพิ่งจะเห็นเฟยหลงสังหารเหมาหยวนจี้ ไปต่อหน้าต่อ สดๆ ร้อนๆ แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้ให้ค่าให้ราคาใดๆ กับเฟยหลงอยู่ดี ผู้สังเกตการณ์รอบๆ ลานประลอง ต่างพากันลงความเห็นว่า เฟยหลงชนะมาได้เพราะโชคช่วย พวกเขาก็มีความคิดไม่แตกต่างกัน

ถึงแม้ยามนี้แม้เฟยหลง ไม่ต้องการจะต่อสู้อีกต่อไปแล้ว และคิดจะหลบหนีไป ก็ยังจะถูกพวกเขาไล่ล่าไปจนสุดหล้าฟ้าเขียวอยู่ดี เหตุผลก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร นั้นก็คือ

พลังปราณเทวะ ที่เฟยหลงเพิ่งจะดูดกลืนไปเมื่อสังครู่ จะบ้าหรือ พวกเขาต้องลงทุนลงแรง ไปตั้งมากมายสูญเสียคนไปเป็นจำนวนมาก ถึงจะได้มันมา แล้วจะปล่อยให้ ไอ้เด็กเหลือขอคนนี้ แย่งชิงไปต่อหน้าต่อตา ได้อย่างง่ายๆ ได้ยังไง

ทั้งสองคนสบสายตากันเลิ่กลั่ก ก่อนที่ลู่เหยี่ยน จะกล่าวว่า

“พลังปราณเทวะ ที่เด็กน้อยนั้นดูดกลืนไป ใครเป็นคนสังหารมันได้ก่อน มันย่อมจะต้องตกเป็นของคนๆ นั้น”

ทั้งสองคนเหมือนถูกภูตผีปีศาจเข้าสิง แย่งกันพลิ้วกายลงมากลางสนามทันที และพวกเขาไม่ลืมที่จะเรียกกระจกกั้นจิตออกมาเพื่อป้องกันพลังของวิชาจิตวิญญาณของเฟยหลง เช่นที่เหมาหยวนจี้ เคยทำ

...........

พวกเขาไม่ได้กล่าววาจามากความเช่นเหมาหยวนจี้ ต่างลงมือพุ่งเข้าจู่โจมเฟยหลงทันที ด้วยพลังกระบี่แห่งความโลภ การร่วมมือจู่โจมนี้ จึงรุนแรงเหนือจินตนาการ และไม่คิดจะให้เฟยหลงได้ตั้งตัว

โหย้ววู่หลานพุ่งเข้าจู่โจมเป็นเส้นตรง คิดจะประชิดตัว แล้ววาดกระบี่เผด็จสึกทันที

ลู่เหยี่ยน การเคลื่อนไหวจะแฝงเล่ห์เหลี่ยมเอาไว้ส่วนหนึ่ง จึงเคลื่อนกายในแนวเส้นโค้ง คิดจะอ้อมไปทางด้านหลัง แล้วแอบบั่นคอของเฟยหลงเงียบๆ

คำกล่าวที่บอกว่า หนึ่งกำปั้นไม่อาจจะต่อสู้กับแปดฝ่ามือ คำกล่าวนี้นับว่ามีเหตุผล

เฟยหลงคนเดียวต้องเป็นฝ่ายสกัดกั้นการจู่โจมถึงสองทาง และเขาก็ไม่ใช่ตุ๊กตากระเบื้อง ที่จะยืนรอความตายอยู่เฉย ให้พวกเขาได้ล้อมกักเอาไว้

โหย้ววู่หลาน จู่โจมเป็นเส้นตรงย่อมจะต้องบรรลุถึงเฟยหลงก่อน เฟยหลงเคลื่อนไหว เป็นเส้นตรงสวนกลับไปทันทีเช่นกัน กระบี่สองเล่มประจันหน้ากัน ในระยะประชิด เสียงกรีดฟันดังควับเควี้ยว

กระบี่ของเฟยหลงอนุภาพย่อมเหนือกว่าขั้นหนึ่ง กระบี่สองสายแผ่อนุภาพจนก่อเกิดรอยแตกร้าวไปรอบทิศทาง แรงดีดสะท้อนอันมหาศาล ที่ถ่ายทอดมาจากวิชากระบี่ถึงกับม้วนตลบโหย้ววู่หลาน กระเด็นกรูดไปสิบกว่าก้าว

แต่สำหรับเฟยหลงในยามวิกฤตไม่ลนลาน

เขาอาศัยแรงดีดสะท้อนจากสภาวะกระบี่ หยิบยืมพลังเอี้ยวตัวหลบ วิชากระบี่ของลู่เหยี่ยนที่คิดจะเข้าบั่นลำคอ เขาเงื้อกระบี่ขึ้น สกัดกั้นทางของคมกระบี่ ไม่ให้เข้ามาถึงเนื้อหนัง เสียงกรีดฟันดังควับเควี้ยว

ก่อนจะหมุนตัวขวับ กวาดกระบี่ออกเป็นวงครึ่งกลม เพื่อบีบให้ลู่เหยี่ยนต้องเปลี่ยนทิศทาง ลู่เหยี่ยนจึงเสียงจังหวะกระบี่แรกไปอย่างน่าเสียดาย และรีบสะกิดปลายเท้า หยิบยืมพลังถอยหลังกรูด

เฟยหลงอาศัยจังหวะนี้ เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจดั่งวิหค ไล่ล่าติดตามโหย้ววู่หลาน ที่ยังหยั่งเท้าไม่ได้อย่างมั่นคง จ้วงแทงเข้ากลางลำตัว

สะบั้นเพลิงทรราชย์

มันเป็นกระบวนท่าที่ 4 ของวิชากิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และมันก็อยู่ในระดับตำนาน เฟยหลงเคลื่อนไหวร่างกายที่หลังแต่บรรลุถึงก่อน สืบเนื่องมาจากคัมภีร์วายุกลางเมฆา

วายุกลางเมฆา ร่างเงาแผงกายาซ่อนกาย

มันคือกระบวนท่าร่างเงาที่ 2 ของเคล็ดวิชาชุดนี้ กระบวนท่านี้ เขาใช้ได้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

โหย้ววู่หลาน ถูกจู่โจมทั้งพลังกระบี่ และปราณพิษระบาดใส่พร้อมๆ กัน ไม่อาจจะโคจรเคล็ดวิชาบ่มเพาะได้อย่างเต็มกำลัง วิชากระบี่ที่คิดจะสกัดกั้นการจู่โจมของเฟยหลง จึงไม่สามารถเปล่งอนุภาพได้อย่างเต็มที อานุภาพของสะบั้นเพลิงทรราชย์ จึงพุ่งผ่านทะลุร่างกายของโหย้ววู่หลานไปอย่างง่ายดาย มันเป็นเส้นออร่ากระบี่ ที่เจิดจ้าดั่งอสนีแลบแปลบปลาบ

ทำลายเส้นชีพจรทั่วร่างจนแหลกเป็นจุณ ร่างอ่อนระทวยฟาดล้มลง ราวกับต้นไม้ใหญ่ที่โค่นล้มลง

……….

เหตุการณ์นี้ แม้จะมองดูเป็นการประหัตประหารกันอย่างยาวนาน แต่จริงๆ แล้วมันเกิดขึ้น เพียงแค่หนึ่งหรือสองลมหายใจเข้าออกเท่านั้น

ลู่เหยี่ยน ดวงตาเบิกโพลง ไม่คิดว่า ผลลัพธ์จะบังเกิดขึ้นเป็นเช่นนี้ การตายของเหมาหยวนจี้ คือเป็นความประมาท แต่การตายของ โหย้ววู่หลาน มันยังห่างไกลจากความประมาท ไปไกลเลยที่เดียว

ลู่เหยี่ยนเริ่มตระหนัก ได้ถึงความพิเศษ แปลกประหลาด ความน่าหวาดกลัว โดยเฉพาะพลังบ่มเพาะของเฟยหลง แม้จะปรากฏเพียงแค่ระดับ 2 รู้แจ้งสวรรค์ แต่พลังของอำนาจของปราณแท้ กับแข็งแกร่งจนแตะถึงระดับกึ่งพิภพแห่งฟ้า เลยทีเดียว

ไม่ใช่เพียงแค่ลู่เหยี่ยน ที่เริ่มตระหนักได้ แม้ผู้สังเกตการณ์รอบๆ สนาม ก็เริ่มจะตระหนักได้ถึงความน่ากลัวของเฟยหลงเช่นกัน พวกเขาถึงกับอ้าปากตาค้างไปตามๆ กัน และไม่มีใครคิดจะดูถูกพลังฝีมือของเฟยหลงอีกต่อไป

มันเกิดอะไรกันขึ้น กับผู้บ่มเพาะระดับกึ่งพิภพแห่งฟ้า ทำไมพวกเขาถึงได้ตายติดๆ กันราวกับใบไม้ มันคือคำถามที่ไม่มีใครจะสามารถตอบได้

...........

บนเวทียกพื้นชั้น 3 มองรอดผ่านผ้าม่านบางๆ จะนั่งเอาไว้ด้วยสตรีห้านาง หนึ่งในนั้น มีนามว่าเฟยลู่เหมย ภายในฝ่ามือของนางปรากฏ แก่นโลหิตหยกขาวมันแพะ มันลักษณะความมันวาว เหมือนกับไขมันแพะ ตรงจุดกึ่งกลางของหยกสีขาวขนาดเท่ากันกับไข่ไก่นี้ จะมีจุดสีแดงเล็กๆ ปรากฏอยู่ มันก็คือแก่นโลหิต ที่ได้ถูกผนึกเอาไว้

และพื้นผิวเรียบเนียนจะถูกจารึกอักษรเอาไว้ว่า องค์ชายเฟยหลง โอรสแห่งกิเลน ลำดับที่ 2 แห่งราชวงค์กิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ผู้จารึกอักขระ จักรพรรดิกิเลน ลำดับที่xx

ฝ่ามือของนางขณะนี้ ถึงกับสั่นเทิ้ม เพราะแก่นโลหิต ภายในใจกลางแผ่นหยก เริ่มจะตอบสนองกับแก่นโลหิตของผู้เป็นเจ้าของ มันกำลังเริ่มร้องเรียกแก่นโลหิตอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก นางจ้องมองตรงไปยังเฟยหลง แล้วหยาดน้ำตาก็เริ่มเอ่อคลอออกมา

“เจ้ายังคงไม่ได้ตายจริงๆ ด้วย แล้วมันเกิดสิ่งใดขึ้นกับเจ้ากันแน่ เฟยหลง”

....................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 95 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น

  1. #32 zeely2 (@zeely) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 12:57

    ตัดจบแบบนี้ไม่ได้น่ะ ค้างมากเลนค้าา
    #32
    0
  2. #31 อัมพร (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 10:02

    ขอบคุณค่ะ

    #31
    0
  3. #30 reader0000 (@lonely2014) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 09:17
    บางทีไอองครักษ์ที่เหลือนั่น คงโกหกว่าเฟยหลงตายไปแล้วล่ะมั้ง เลยไม่มีใครตามหา🤔
    #30
    0
  4. #29 dear27042540 (@dear27042540) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 00:39
    ฉันจะกายเป็นคนบ้าแล้ว ค้างๆๆมาก
    #29
    0