Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 41 : หุบเขาเสือโคร่งสยบฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

41. หุบเขาเสือโคร่งสยบฟ้า

เฟยหลงปรากฏตัว ขึ้นกลางหุบเขาแห่งหนึ่ง แหงนหน้ามองดูดวงตะวันผ่านช่องเล็กๆ ของกิ่งไม้ บ่งบอกเวลาว่าเป็นยามบ่ายแก่ๆ แสงอาทิตย์ไม่ได้ร้อนแรงมากนัก ส่วนหนึ่งถูก กิ่งก้านหนาทึบของใบไม้ กั้นซ้อนกันเป็นร่มเงาเอาไว้บางส่วนแล้ว

ป้ายสิทธิ์ที่แขวนอยู่หว่างเอวได้ถูกลดระดับลง เหลือเพียงระดับมนุษย์ระดับต่ำ เท่านั้น นับว่าพื้นที่ที่หลิวอันอาศัยอยู่ ห่างไกลพอสมควร

สะบัดฝ่ามือหนึ่งครั้ง ปรากฏหยกแผนที่ระบุตำแหน่งออกมา รายละเอียดคร่าวๆ ปรากฏขึ้น อาณาเขตที่ 1 หุบเขาเสื้อโคร่งสยบฟ้า มีระดับบ่มเพาะ 1-3 ขั้นรู้แจ้งสวรรค์ อาณาเขตรอบๆ พื้นที่แห่งนี้ ไม่ปรากฏอาณาเขตต้องห้ามอยู่ใกล้ๆ เลย เฟยหลงทอดถอนใจเสียงดังออกมา แล้วสะบัดแขนเสื้อ ก้าวเดินรุดหน้าต่อไป

ระยะห่างราวๆ หนึ่งร้อยก้าว ปรากฏผู้บ่มเพาะกลุ่มหนึ่งชุมนุมอยู่ กวาดสายตาสำรวจอย่างคร่าวๆ มีเกือบห้าสิบคน เฟยหลงสับเท้ามุ่งหน้าตรงไป พื้นที่รอบๆ ปรากฏกว่าจัดตั้งกระโจมเป็นรูปแบบวงกลม

พื้นที่ว่างเปล่าตรงจุดกึ่งกลาง เว้นว่างเอาไว้ ใช้เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ส่วนรวม มีเนื้อสัตว์ ก่อกองไฟอยู่เป็นจุดๆ บนไม้ง่ามสามเส้าย่างหมูป่าทั้งตัวค่าเอาไว้ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วต่อมน้ำลาย ส่วนที่ถูกไฟเผามีรอยมีดเฉือนออกไปแล้วบางส่วน

เสียงอึงอล เซ็งแซ่ เริ่มจะเบาบางลง เมื่อสมาชิกบางคน มองเห็นเฟยหลงก้าวเดินตรงเข้ามา ใกล้ๆ กันกับค่ายพักแรม

เฟยหลงกำลังคิดจะเอ่ยปาก สอบถามข่าวสารบางอย่าง เผื่อว่าจะมีใครพอจะให้ ข้อมูลเกี่ยวกับหลิวอันออกมาได้บ้าง

เสียงหัวร่อ ดังเยื้องมาจาก ทางด้านซ้ายเล็กน้อย ราวๆ สิบก้าว เฟยหลงไม่คอยจะชอบใจนัก กับเสียงหัวเราะอย่างไม่ได้มีสาเหตุ ที่จะต้องให้หัวเราะ หรือหากเมายาก็อาจจะยกโทษให้ได้ สถานที่แห่งนี้นอกจากเขา ก็ไม่เห็นมีใครกำลังแสดงละครตลกอะไรอยู่เลย

ผู้บ่มเพาะแปลกหน้าคนนี้ มีรูปร่างบึกบึน ตัวเตี้ยม่อต้อ จมูกใหญ่ ใบหน้ากลม พลังบ่มเพาะอยู่ในขั้นรู้แจ้งสวรรค์ ระดับ 5 หว่างเอวแขวนดาบเล่มใหญ่ ความยาวประมาณ 4 เชียะ

“เจ้าหนูใครส่งเจ้ามา จงแจ้งนาม และสังกัด ของเจ้าออกมา”

“ข้าเพียงเดินทางผ่านมา อยากจะเข้ามาสอบถามข้อมูล เกี่ยวกับสหายที่ต้องแยกจากกัน ระหว่างเดินทางเท่านั้น”

“มันชื่ออะไร”

เฟยหลงพิจารณาปฏิกิริยา อย่างขอไปที ไม่เต็มใจที่จะตอบคำถาม แต่ก็ยังอยู่ภายในขีดจำกัดของเฟยหลง จึงไม่คิดจะแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา

“สหายข้า มีนามว่าหลิวอัน”

จมูกฉ่ำๆ เริ่มแดงเรื่อ อย่างผิดปกติ แม้แต่คนโง่งม ยังสามารถจะสังเกตเห็นได้

“หยินตัน ถ้ามันอยากจะเห็นสหายของมันนัก ก็พามันไปพบ และให้มันได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ”

ผู้บ่มเพาะคนนี้ รูปร่างผอมสูง ใบหน้าแหลมเล็ก ดวงตาคมดุจเหยี้ยว แววตาแฝงความชั่วร้าย มือข้างหนึ่งถือเนื้อหมูป่าเอาไว้ก้อนหนึ่ง หว่างเอวแขวนกระบี่ยาวประมาณ 4 เชียะ

เฟยหลงรู้สึกว่าตนเอง เดินหลงเข้ามาภายในชุมโจร แต่ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นตกใจกลัวแต่ประการใด ยังคงปั้นหน้าแสร้งเป็นลูกหมูโง่งมตัวหนึ่ง

เขาคิดวิเคราะห์เงียบๆ ว่า ยามนี้เขาน่าจะตกอยู่ในขั้นตอนที่สอง คือการตอนเหยื่อเข้าเล้า แล้วก็เริ่มฆ่าชิงทรัพย์

เจ้าหมูอ้วนหยินตันเชิดจมูกเยิ้มขึ้น กระชากเสียงดุดันกล่าวว่า

“ตามข้ามา”

แล้วเดินรุดหน้าไปอีกประมาณ 50 ก้าว พื้นที่บริเวณด้านหน้ามีกว้างคูณยาวราวๆ สิบเมตร หลุมดินถูกขุดเป็นบ่อมีความลึกราวๆ สิบเมตร ต่างอัดแน่นไม่ด้วยผู้บ่มเพาะจำนวนมากมาย บางคนกำลังนั่งคุดคู้ บางคนนอนห่อตัวร่างกายหนาวสั่น เสื้อผ้าที่สวมอยู่ล้วนเก่าขาด แทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับพื้นดิน ในหลุมอันเฉอะแฉะนี้ สภาพมันช่างน่าอเนจอนาถเป็นอย่างยิ่ง

เฟยหลงเริ่มกวาดสายตามองสำรวจไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็มองเห็นร่างๆ หนึ่ง สภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยบาดแผล ทั้งใหญ่เล็ก เก่าใหม่คละกันไป บางแผลอาจจะเริ่มติดเชื้อแล้วด้วย

ยามนี้ขีดจำกัดของเฟยหลง ที่กดข่มเอาไว้ ไม่ได้มีหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว เฟยหลงยกมุมปากชั่วร้ายขึ้น หากมองดีๆ มันกับไม่เข้ากันกับสถานการณ์แย่ๆ ในขณะนี้เลย เขาน่าจะต้องเริ่มร้องไห้โอดครวญออกมา มันถึงจะถูกต้องกว่า

หากเป็นคนอื่นและไม่ใช่เฟยหลงจะต้อง ตั้งคำถามว่า

“เจ้าทำไมต้องทำกับสหายของข้าอย่างนี้ด้วย หรือกู่ร้องตะโกนอย่างเคียดแค้นออกมาว่า พวกเจ้ามันไอ้พวกสารเลว ข้าจะสังหารพวกเจ้า แก้แค้นให้กับสหายของข้า”

แล้วจึงชักกระบี่ออกมา เที่ยวไล่ฆ่าทุกคน แต่สำหรับเฟยหลง มันกับเป็นการสิ้นเปลืองเวลา ฆ่าคือฆ่า สังหารคือสังหาร ไยจะต้อง ถามไถ่ถึงเหตุผลกันให้สิ้นเปลือง

เฟยหลงหันหลังกับไปประจันหน้ากันกับ เจ้าหมูอ้วนหยินตัน ที่กำลังจะอ้าปาก คิดจะเอ่ยอะไรสักอย่าง เฟยหลงโคจรวิชาอักขระจิตวิญญาณสวรรค์ อาวุธเข็มจิตวิญญาณ พุ่งจู่โจมออกไปในทันที การได้ฆ่าคนโง่ๆ ไปคนหนึ่ง มันช่างง่ายดาย เหมือนกับการ ฆ่ามด ฆ่าแมลง ตัวหนึ่งเท่านั้น

ร่างอ้วนกลมล้มโครมลงกองกับพื้น กลุ่มคนจำนวน 50 กว่าคน ที่ยามแรกเริ่มไม่ได้ให้ความใส่ใจ เพราะต่างยุ่งอยู่กับกิจกรรมต่างๆ ของตนเอง เมื่อเห็นร่างอันไร้วิญญาณของเจ้าหมูอ้วนหยินตัน ล้มฟาดลงกับพื้น ก็เริ่มจะก่อเกิดเป็นความชุลมุนวุ่นวายมากขึ้น นับว่าสมาชิกทุกคนภายในค่ายแห่งนี้ บ้างวิ่ง บ้างกระโดด ล้มลุกคลุกคลาน รุดเข้ามาล้อมกักเฟยหลงเอาไว้

เฟยหลงเบ้ปาก รำพึงรำพันว่า แทนที่พวกแกจะเริ่มวิ่งหนีกันไป กับวิ่งเข้ามา ให้ข้าสังหารเล่นเสียอย่างนั้น

พวกโง่งมนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่เริ่มจะชักกระบี่ออกมา หรือพวกมันที่เหลือ คิดจะพ่นน้ำลาย จนทำให้เขาสำลักตายกัน

ยามนี้กระบี่โลหิตแก่นอสูร ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ แล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชากระบี่ ครั้งนี้เฟยหลงเรียกใช้เคล็ดวิชากระบี่วิชากระบี่มารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ กระบวนท่าที่ 1 เท่านั้น

กลืนกินศิลาฟ้า

ซึ่งเขาสำเร็จในระดับล้ำลึก จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของผู้บ่มเพาะโดยรวม ยังค่ายพักแห่งนี้ ก็นับว่าเป็นเพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งเกินพอแล้ว ที่จะสังหารทุกคนในคราวเดียว

วายุกลางเมฆา ร่างเงาหมื่นภูตพราย

วิชากระบี่บวกรวมกับเคล็ดวิชาท่าร่าง ก่อเกิดเป็นเงาร่างภูตพรายสายหนึ่ง โดยครั้งนี้ เฟยหลงไม่ได้เรียกใช้กฏแห่งธรรมชาติธาตุลมเลยด้วยซ้ำ อาจจะเป็นเพราะ เศษขยะเหล่านี้ ยังไม่ได้รับเกียรติ ที่จะให้เขา จะต้องนำไพ่ตายออกมาใช้ แม้สักกระผีกริ้น

เฟยหลงเริ่มถาโถมออกไล่ล่าเข่นฆ่าสมาชิกของชุมโจรแห่งนี้ ราวกับหั่นหัวผักกาด แขนขาขาด หัวหลุดกระเด็น ตับไตใส่พุงทะลักร้นออกมา เลือดเนื้อเจิ่งนอง ร่างกายนอนแผ่หลา ตายกันอย่างตาไม่หลับ คนแล้วคนเล่า ศพแล้วศพเล่า กลิ่นเหม็นคาวเลือดคละคลุ้งอึงอลไปทั่วอาณาบริเวณ

ยิ่งฟาดฟันกระบี่ออกไปมากเท่าไหร่ เฟยหลงก็ยิ่งรู้สึกสนุก รู้สึกสะใจ เขาเพิ่งจะได้รู้ในตอนนี้เองว่า การได้ฆ่าคนมันช่างรู้สึกดี คล้ายการได้ดื่มสุราเลิศรส ที่ไม่อาจจะลืมเลือนได้ เสียงร้องคร่ำครวญ มันช่างแสนไพเราะเสนาะหู เสียจริงๆ

กลืนกินศิลาฟ้า กลืนกินศิลาฟ้า กลืนกินศิลาฟ้า กลืนกินศิลาฟ้า วิชากระบี่แม้จะเป็นเพียงกระบวนท่าเดียว แต่ใช้ติดต่อกันได้อย่างต่อเนื่องไหลลื่น ไม่ขาดตอน ผู้บ่มเพาะจำนวน 50 คน ต่างเริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆ

จนสุดท้ายเหลือรอดอยู่บนลานกว้าง เพียงแค่ห้าคนเท่านั้น

มันเป็นความตั้งใจของเฟยหลง ที่ได้ปล่อยพวกเขาเอาไว้ มิเช่นนั้น คงจะถูกเขาฆ่าตายกันไปแล้ว เพียงแค่ลงมือต่อไปอีกไม่เกินเสี้ยวอึดใจเดียวเท่านั้น

เฟยหลงยกมุมปากชั่วร้ายขึ้น กล่าวถามออกไปว่า

“พวกเจ้ารู้ไหม ทำไมข้า ถึงยังไม่คิดฆ่าพวกเจ้า”

ผู้บ่มเพาะจำนวนห้าคน ร่างกายสั่นเทิ้ม บางคนถึงกับปัสสาวะเรี่ยราด ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะจับถือดาบกระบี่อีกต่อไป เริ่มนั่งลงคุกเข่าลงกับพื้นอย่างยอมจำนน จนหัวเข่ามีเลือดไหลซึมออกมาเป็นทาง

ผู้บ่มเพาะตัวสูง ที่เฟยหลงพบเห็น พร้อมกันเจ้าอ้วน ที่หน้าประตูทางเข้า ยามนี้ท่าทางอันหยิ่งยโส ไม่มีหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ขณะนี้คงต้องการอยากจะให้มีขา งอกเงยออกมา อีกสักสิบคู่ยี่สิบคู่ จะได้ใช้วิ่งหลบหนี ไปจากสถานที่ผีสางแห่งนี้

คำถามที่เฟยหลงแสร้งถามออกไป ยังจะมีใครโง่งม คิดหาคำตอบอยู่อีก

“ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าได้รอดชีวิต จงหยิบกระบี่ของพวกเจ้าขึ้นมา พวกเจ้าห้าคน จะมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้ พวกเจ้ามีเวลาให้ตัดสินใจ เพียงแค่สิบลมหายใจเข้าออกเท่านั้น หากยังไม่มีใครเริ่มลงมือ ข้าจะเป็นคนสังหารพวกเจ้าทุกคนเอง”

หนึ่ง สอง...เฟยหลงเอ่ยปากเร่งรัดขึ้น

ผู้บ่มเพาะทั้งห้าคนลุกขึ้น มือกำกระบี่เอาไว้ พุ่งถาโถมเข้าประหัตประหารกัน อย่างบ้าคลั่ง โรมรันพันตูกันวุ่นวาย สิบลมหายใจต่อมา เหลือผู้รอดชีวิตอยู่เพียงแค่คนเดียวจริงๆ แต่สภาพก็ไม่ได้ต่างจากคนตายมากนัก

คนๆ นี้ก็คือชายร่างสูง ที่ดูเหมือนว่า จะมีวิชาฝีมือติดตัวไม่ใช่ชั่ว เฟยหลงไม่คิดจะลงมือให้เปลืองแรง ช้าเร็วยังไงมันก็ต้องตาย ปล่อยให้มันทรมาน ร้องขอความตายไปล่ะกัน

เฟยหลงหันหลังมุ่งตรงไปยังหลุมที่ถูกขุดเอาไว้ มีผู้บ่มเพาะบางคนเริ่มปีนขึ้นมา ถึงปากหลุมบ้างแล้ว เฟยหลงไม่ได้ให้ความใส่ใจพวกเขา กระโดดลงไปที่ก้นหลุม แล้วอุ้มร่างไม่ได้สติของหลิวอันขึ้นมา ก่อนจะป้อนเม็ดยารักษาชีวิตเข้าปากไป

เมื่อกระโดดขึ้นมาจากปากหลุม เฟยหลงก็มองเห็นผู้บ่มเพาะคนหนึ่ง ยืนค่อมอยู่บนร่างอขงชายตัวสูงผู้โชคดูรอดชีวิตมาได้จากการต่อสู้เป็นตาย แต่ยามนี้กับถูกเหยียบย่ำซ้ำๆ เป็นเนื้อเละๆ ก้อนหนึ่ง

เฟยหลงเดินผ่าน บางคนตะเบ็งเสียงสรรเสริญ อย่างสำนึกในบุญคุณ แต่เฟยหลงไม่ได้ให้ความใส่ใจ เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะช่วยเหลือพวกเขาสักหน่อย

“ขอบคุณจอมยุทธ์ที่ช่วยเหลือ”

ผู้บ่มเพาะที่พอจะมีเสียง เริ่มจะตะโกนสรรเสริญ หนึ่งคน สองครึ่ง แล้วก็อีกหลายๆ คน อึงอล เซ็งแซ่กันไปหมด

 

เฟยหลงเดินผ่านเลย เข้าไปภายในกระโจมหลังหนึ่ง นำร่างที่อ่อนล้าของหลิวอันนอนลง แล้วป้อนเม็ดยาของดินแดนเทวะเพิ่มให้อีกเป็นจำนวนมาก หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลิวอันก็ลืมตาตื่นขึ้น แววตาแปลกใจฉายออกมาในครั้งแรก สุดท้ายกลายเป็นความยินดี ต่อมาก็เริ่มจะน้ำตาเอ่อล้นออกมา อย่างไม่อาจจะเก็บกดเอาไว้ได้อีก

เฟยหลงไม่รู้ว่าจะปลอบโยนหลิวอันยังไง ได้แต่ปล่อยให้หลิวอัน ได้ร้องไห้จนพึงพอใจ ไม่นานหลิวอันก็กลับมาเป็นหลิวอันคนเดิม อีกครั้ง ปั้นหน้ายิ้มแย้ม เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฟยหลงถามว่า แล้วป้ายสิทธิ์ของเจ้าหายไปไหน

หลิวอันเริ่มเล่าถึงสถานการณ์ ของตนเอง ตั้งแต่ก้าวเข้ามา ยังพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ แห่งนี้ให้ฟัง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1 เดือนก่อน หุบเขาเสือโคร่งสยบฟ้า

เหมาหยวนจี้-โหย้ววู่หลาน-ลู่เหยี่ยน เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุด พวกเขาถูกสุ่มเลือกจุดตก ให้มาปรากฏยังพื้นที่แห่งนี้ และยังมีสมาชิกอื่นๆ อีกกว่า 300 คน ต่างถูกส่งมายังสถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือหลิวอัน

ยอดฝีมือทั้งสามคน ใช้พลังบ่มเพาะที่เหนือกว่าบีบบังคับผู้บ่มเพาะอื่นๆ โดยเฉพาะผู้บ่มเพาะอันไร้สำนักสังกัด ส่วนสำนักที่มีชื่อเสียง ก็จะถูกปล่อยตัวจากไป พวกที่คิดขัดขืนก็จะถูกพวกเขาสังหาร ส่วนพวกที่คล้อยตามก็จะกลายเป็นทาสคอยรับใช้ โดยพวกเขาจะยึดป้ายสิทธิ์ และแหวนมิติเอาไว้ เพื่อป้องกันการคิดหลบหนี

จากวันนั้น หลิวอันก็ถูกคัดเลือกให้ทำหน้าที่ หลอกล่อเสือโคร่งสยบฟ้า และผู้ที่เป็นคนลงมือสังหาร ย่อมเป็น สามยอดฝีมือ ยามนี้ป้ายสิทธิ์ของพวกเขา ก็น่าจะถูกยกระดับ จนถึงระดับขุนพลแล้ว

หลิวอันยิ่งเล่า ก็ยิ่งไปสะกิดถูกรอยบาดแผล ทั้งภายในจิตใจ และตามร่างกาย ร่องรอยกงเล็บของเสือตะปบ เริ่มตกสะเก็ด ทั้งรอยเก่า และใหม่ ปรากฏอยู่ทั่วทั้งร่าง

เฟยหลงไม่ใช่ตัวโง่งม ที่จะยังปะติดปะต่อ เรื่องราวไม่ได้ เขาสามารถจะแต่งเติมเรื่องราว ได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้อง ถามสิ่งใดต่ออีก

“ยามนี้ พวกมันทั้งสามคนอยู่ที่ไหน”

หวินอันร่างกายสั่นเทิ้ม กล่าวว่า

“เฟยหลง เจ้าสู้กับพวกมันไม่ได้หรอก พวกมันเป็นยอดฝีมือ ระดับรู้แจ้งสวรรค์ระดับ 9 ปลายสุด หรือบางที่อาจจะถึงระดับกึ่งพิภพแห่งฟ้าแล้วด้วยซ้ำ”

เฟยหลงยังคงไม่หยุดความพยายามถามซ้ำคำเดิม

“ตอนนี้ พวกมันอยู่ไหน”

หลิวอันไม่อาจจะทนน้ำเสียงมุ่งมัน และกระด้างเย็นชาของเฟยหลง ได้อีกต่อไปจึงกล่าวว่า

“พวกมันอยู่ห่างจากที่นี้ ไปอีกราวๆ 10 กิโลเมตร”

“ดี แต่ข้าเฟยหลงก็ยังไม่ใช่ตัวโง่งม ยอดฝีมือระดับขั้นกึ่งพิภพแห่งฟ้า ถึงสามคน มันก็ออกจะเกินกำลังข้าไปบ้างข้าขอเวลาฝึกฝน เพิ่มอีกเพียงวันเดียวเท่านั้น ข้าจะรุดไปกวาดล้างชุมโจร ของพวกมัน ไม่ให้เหลือรอดเลย แม้สักคนเดียว”

เฟยหลงก้าวเดินออกจากกระโจม ยามนี้ไม่ได้หลงเหลือผู้บ่มเพาะอยู่อีกต่อไปแล้ว กระโจมบางแห่งถูกรื้อถอน บางแห่งถูกจุดไฟเผาทิ้ง

ผู้บ่มเพาะกลุ่มที่รอดชีวิต คงจะคับแค้นใจ เป็นอย่างยิ่ง

เฟยหลงรุดหน้า เริ่มมองหาสถานที่อันลับตาคน แล้วเริ่มขุดถ้ำเซียนขึ้นมาแห่งหนึ่ง แล้วจึงเข้าไปหลบซ่อนอาศัยก่อนที่จะเริ่มสะบัดมือ ปรากฏประตูอักขระรูนโบราณ ขึ้นมา แล้วไม่นานก็เกิดแสงสว่างวูบวาบ ดูดพวกเขาเข้าไป ภายในดินแดนกระบี่นิรนามทันที

เฟยหลงเดินมุ่งตรงไปยังบ่อจิตวิญญาณอักขระทบทวี

แล้วโยนป้ายศิษย์ของตนเองลงไป แล้วจึงเริ่มข้อความถูกส่งกลับมา อ่านได้ความว่า

“คัดลอกอุปกรณ์วิญญาณระดับต่ำ คัดลอกรูปแบบอักขระเคลื่อนมิติฝืนกฎ คัดลอกพลังปราณเทวะ”

เมื่อได้ยินสองประโยคหลัง เฟยหลงถึงจะหยุดชะงักไปชั่วขณะ เขาคิดว่า มันออกจะต่อต้านสวรรค์เกินไปหรือไม่

“เริ่มการคัดลอก”

แล้วอักขระรูนโบราณก็ถั่งโถมเข้ามา โอบล้อมร่างของเฟยหลง เฟยหลงเริ่มถ่ายเทพลังจิตวิญญาณออกไป ที่ละนิด ที่ละนิด สุดท้ายเวลาครึ่งชั่วโมง ก็ผ่านเลยไป แล้วจึงมีข้อความแจ้งมาว่า

“การคัดลอกเสร็จสมบูรณ์ สามารถคัดลอก อุปกรวิญญาณได้หนึ่งป้าย รูปแบบอักขระเคลื่อนมิติฝืนกฎ พลังปราณเทวะระดับนักมนุษย์ ”

“โอ้มันช่างมหัศจรรย์จริงๆ”

เฟยหลงอุทานออกมาอย่างตื่นเต็นดีใจ ต่อไปนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้อง ไปวิ่งไล่ล่าเข่นฆ่าสัตว์อสูรอะไร ให้เปลืองเวลาอีกต่อไปแล้ว ขอเพียงแค่ขยันคัดลอกหินผนึกระดับสูง และคัดลอกผนึกจิตวิญญาณ เขาก็ไม่ต่างจากเทพเซียนในสถานที่แห่งนี้อีกต่อไป”

อนึ่งผนึกจิตวิญญาณ เฟยหลงเพิ่งจะได้ มีโอกาสสำรวจแหวนมิติทั้ง 9 วง ที่ได้ฉกฉวยมา และหนึ่งในสมบัตินั้นก็มี ผนึกจิตวิญญาณรวมอยู่ด้วย

ยามนี้พลังจิตวิญญาณของเฟยหลง ติดคอขวดอยู่ในระดับกึ่งวิญญาณรู้แจ้ง มานานแสนนานแล้ว ขาดก็แค่เขาได้ดูดกลืนผนึกจิตวิญญาณ สร้างเมล็ดจิตวิญญาณให้สมบูรณ์ พลังจิตวิญญาณของเขา ก็จะพุ่งทะยานจนหยุดไม่อยู่อีกต่อไป

.......................

ก่อนที่จะถูกเข้ามายัง พื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ

เฟยหลงได้ให้ เชียงจาง และสมาชิกทุกคน เก็บหินผนึกระดับสูง และสมบัติอันมีค่าเอาไว้ ภายในดินแดนกระบี่นิรนาม ทั้งหมดมันเพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง โดยให้พวกเขาพกเพียงสมบัติอัน ไร้ค่า ไร้ราคา เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ยามนี้ หลิวอันจึงมีแหวนมิติสำรอง เก็บซ่อนเอาไว้ ยังสถานที่แห่งนี้ อยู่อีกหลายวง

จึงไม่จำเป็นจะต้องคัดลอก สิ่งของที่ไม่จำเป็นบ่อยๆ

เฟยหลงโยนป้ายสิทธิ์อันใหม่ ให้กับหลิวอันกล่าวว่า

“หลินอัน เจ้าจงคัดลอกผนึกจิตวิญญาณ แล้วเริ่มดูดกลืนมันเข้าไป สร้างเมล็ดจิตวิญญาณให้สมบูรณ์ แล้วนี้ก็คือ คัมภีร์วายุกลางเมฆา ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ธาตุลม ระดับ 6

หลิวอันเจ้าอย่าได้เกียจคร้านอีกต่อไป เจ้าน่าจะมองเห็นแล้วว่า ธรรมชาติจะคัดคนที่ไร้ความสามารถที่สุดทิ้งไป และเมื่อเจ้าตายไป ความฝันที่จะเป็นนักปรุงยา ที่มีชื่อเสียง ร่ำรวยที่สุดของเจ้า ก็จะไม่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้

เจ้าจะต้องกลายเป็น ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ชั่วร้ายที่สุด โหดเหี้ยมที่สุด เลือดเย็นที่สุด จนสามารถลิขิต ชีวิตความเป็นความตาย ของคนอื่นๆ ให้ได้

ในโลกเน่าๆ แห่งนี้ ไม่มีช่องว่าง ให้กับคนอ่อนแอ ได้อาศัยอยู่อีกต่อไป”

เฟยหลงรู้ว่า ประสบการณ์เฉียดตายในครั้งนี้ มันกลายเป็นแผนลึก ภายในจิตใจของหลิวอัน มันอาจจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของหลิวอัน ไปเลยตลอดกาล

หลิวอันคัดลอกเม็ดยา จากดินแดนเทวะทุกครั้ง เมื่อมีโอกาส ขณะนี้พรสวรรค์ของหลิวอัน ก็พุ่งทะยาน อาจจะสูงกว่าพรสวรรค์ของศิษย์ผู้สืบทอด ของสำนักระดับ 5 เสียด้วยซ้ำ

เพียงแค่ได้อ่าน ได้ยิน ได้ดมกลิ่น หลิ่วตาชั่วระยะเวลาสั่นๆ หลิวอันก็จะสามารถจดจำ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

.............

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น