Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 40 : รูปแบบอักขระเคลื่อนมิติฝืนกฎ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    12 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

40. รูปแบบอักขระเคลื่อนมิติฝืนกฎ

ซากอักขระปีศาจโลหิต ยืนอยู่กลางลานกว้าง ระดับบ่มเพาะของมันจะอยู่ในระดับกึ่งพิภพแห่งฟ้า ความจริงแล้วพลังของมันน่าจะสูงกว่านี้มาก อาจจะถึงระดับพิภพแห่งฟ้า ปลายสุด หรืออาจจะถึงขั้นเต๋าอมตะ เสียด้วยซ้ำ สืบเนื่องด้วยสถานที่แห่งนี้ เป็นห้องอักขระรูนโบราณ จึงได้ทำการสกดลดระดับพลังของมัน ให้ใช้พลังได้สูงสุดเพียงระดับนี้เท่านั้น

“หวางตง หากเจ้าเอาเปรียบข้า ไม่ยอมปลดผนึกพลังบ่มเพาะอีก อย่าหาว่าข้าซุนเค่อหยุน ไร้เหตุผล กระบี่ของข้าไร้ตางอกเงย อาจจะพลาดไปโดนเจ้า เข้าโดยบังเอิญ โดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้”

“เจ้าคิดข่มขู่ผู้คน ก็จงมองดูตัวเองซะก่อน หรือเจ้าเอง ก็ไม่ได้ผนึกพลังบ่มเพาะเอาไว้เช่นกัน”

ด้วยนิสัยพูดน้อย จึงไม่คิดตอบโต้ วาจาอันไร้สาระ นางจึงไม่ได้คิดต่อปากต่อคำ กับหวางตง นางกล่าวว่า

“หากข้าลงมือสังหารมันได้ ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ อักรขะเทวะ และ อักรขะมืด จะต้องตกเป็นของข้า แต่เพียงคนเดียว หากเจ้ายังโง่งม ยังผนึกระดับบ่มเพาะเอาไว้ต่อไปอยู่อีก ก็ตามแต่ใจเจ้า”

อนึ่ง ศิษย์อันเป็นลูกรักแห่งสวรรค์ จะทำการผนึกพลังบ่มเพาะ กันเอาไว้ทุกคน อย่างต่ำคนละ 10 จุด ได้แก่

เส้นชีพจรม้าม-เส้นชีพจรตับ-เส้นชีพจรไต-เส้นชีพจรปอด-เส้นชีพจรหัวใจ-เส้นชีพจรเริ่น เส้นชีพจรตู ตันเถียนล่าง จุดตันเถียน จุดชีวิตมิ่งเหมิน

สาเหตุที่พวกเขา ต้องทำเช่นนี้ ก็สืบเนื่องมาจาก การเปลี่ยนผ่านขั้นพลังจิตวิญญาณระหว่าง ระดับวิญญาณพิภพ ไปยังขั้นวิญญาณอมตะ จะต้องทำการเปิดจุดชี่ไห่เสวี่ยซาน ให้ได้จนครบทั้งหมด 10 จุด เสียก่อน นี้นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก สำหรับผู้จารึกอักขระวิญญาณ เพราะมันจะส่งผลต่อการพัฒนาเมล็ดอักขระเทวะหลัก

เมื่อผนึกได้ ก็ย่อมจะต้องปลดผนึกได้เช่นกัน ยามนี้หวางตงสามารถที่จะเปิดจุดซี่ไห่เสวี่ยซาน ได้แล้วเป็นจำนวน 3 จุด เช่นนั้นการที่จะปลดผนึกพลังบ่มเพาะ เขาจึงสามารถที่จะปลดผนึกได้สูงสุดเพียงแค่ 3 จุดเท่านั้น นั่นก็คือ เส้นชีพจรม้าม-เส้นชีพจรตับ-เส้นชีพจรไต

………….

“ความจริงข้าต้องการจะปลดผนึกจุดแรก เมื่อเข้าสู่อาณาเขตชั้นกลางแล้วเท่านั้น แต่รู้สึกว่า เหมือนข้าจะถูกเอารัดเอาเปรียบ อย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมเลยจริงๆ”

หวางตง ท่าทางมุ่งมั่น เปลี่ยนเป็นดูมีสง่าราศีมากยิ่งขึ้น และดูชั่วร้ายมากยิ่งขึ้น โคจรเคล็ดวิชามารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ตามด้วยวิชาปลูกสร้างเส้นชีพจรมารฟ้า ดาบที่ถืออยู่ในมือเริ่มถูกกลิ่นไอจิตวิญญาณระบาดใส่ ริ้วคลื่นกลืนกินแผ่กระจายไปทั่ว ยามนี้พลังบ่มเพาะของหวางตง พุ่งทะยานแตะระดับกึ่งพิภพแห่งฟ้า เท่ากันกับพลังบ่มเพาะของซากอักขระปีศาจโลหิต

ยามนี้คงต้อง ตัดสินกันด้วยกฎแห่งธรรมชาติ ธาตุลม และวิชาการเคลื่อนไหวเสียแล้ว หวางตงแสยะยิ้มทอดสายตามองไปยังซุนเค่อหยุน กล่าวว่า

“หากข้าสังหารมันได้ก่อน สมบัติทุกอย่าง ย่อมจะต้องตกเป็นของข้าเพียงผู้เดียว”

ซุนเค่อหยุน เชิดปากขึ้นกล่าวว่า

“ปากเจ้าไว หรือกระบี่ข้าไว้กว่ากันแน่”

นางโผเข้าหาซากอักขระปีศาจโลหิต ที่ยืนถือดาบโลหิตเล่มใหญ่รอท่าอยู่ก่อนแล้ว การจู่โจมครั้งนี้ ไม่ได้ใช้วิธีการหลอกล้อป่ายซ้ายป่ายขวาแต่ประการใด นางถั่งโถมฟาดฟันกระบี่ออกเป็นเส้นตรง โดยไม่คิดจะเก็บออมพลังบ่มเพาะแต่ประการใด

อสุรกายไม่ได้เงื้อดาบขึ้น ต้านทางกระบี่ แต่กับหวดฟาดดาบโลหิต เข้าประทบกระแทกกันอย่างตรงๆ นี้นับเป็นการบ่งบอกว่า ใครกำปั้นใหญ่กว่า มีพลังเหนือกว่า ย่อมเป็นฝ่ายชนะ

กลืนกินกฎแห่งฟ้า

มันเป็นวิชากระบี่มารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ กระบวนท่าที่ 3 อยู่ในขั้นระดับตำนาน นั้นหมายความว่า นางจะต้องสร้างเปิดทำลายประตู 5 หรือ ประตูที่ 6 ของเคล็ดวิชาปลูกสร้างเส้นชีพจรมารฟ้า ได้สำเร็จแล้ว

ดาบสีแดงเล่มยักษ์ อัดแน่นไม่ด้วยเคล็ดวิชาดาบมาร สายเพิ่มพูน ฟาดโครมเข้าใส่กระบี่เล่มเล็ก แม้จะมีพลังบ่มเพาะที่เท่าเทียบกัน แต่จุดเด่นของเคล็ดพลังวิชาสายเพิ่มพูน ซึ่งมีความเกรี้ยวกราดมากกว่า ย่อมมีราศีที่เหนือกว่า

ร่างของซุนเค่อหยุน ถูกแรงปะทะ เกิดริ้วคลื่นพลังปราณถึงสองชนิด ตีย้อนทวน ร่างก็ม้วนตลบถอยกรูดกลับมา ทั่วร่างสั่นเทิ้ม กระดูกทั่วร่างแทบบ่นเป็นผุยผง

กระปะทะดาบและกระบี่แรก นับว่านางเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหนักพอสมควร ก่อนที่เจ้าอสุรกาย จะเคลื่อนร่างเข้ามาซ้ำดาบที่สอง

หวางตง ก็โผเข้าหา วาดดาบเล่มยักษ์ ซ้ำเติมลงไป เจ้าอสุรกายชะงักงัน หยุดร่างไปชั่วขณะ การโคจรเคล็ดวิชาไม่อาจจะต่อเนื่องได้ ดาบที่เตรียมจะเงื้อขึ้น จึงเปล่งอานุภาพออกมาเพียงครึ่งเดียว ก่อนจะฟาดดาบเล่มยักษ์ ปะทะกับดาบของหวางตง

กลืนกินกฎแห่งฟ้า

หวางตงและซุนเค่อหยุน ย่อมใช้วิชากระบวนท่าเดียวกัน ระดับพลังก็ยังเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ออกมาย่อมแตกต่างกันเล็กน้อย เจ้าอสุรกายไม่สามารถใช้กระบี่ที่สอง ได้อย่างเต็มกำลัง เช่นกระบี่แรก เนื่องจากถูกขัดจังหวะการโคจรพลัง ไปชั่วเสียวลมหายใจ ร่างของเจ้าอสุรกาย ถูกพลังปราณกระบี่ม้วนตลบถ่อยรนกลับหลังไป

ซุนเค่อหยุน รอคอยจังหวะเช่นนี้อยู่ก่อนแล้ว นางรีบโผเข้าไปซ้ำเติมทันที ไม่ปล่อยให้มันได้หยั่งเท้าอย่างมั่นคง และได้โคจรพลังบ่มเพาะได้อย่างต่อเนื่องโดยเด็ดขาด ร่างนางหายวูบวาบไปเหมือนภูตผี ไล่ล่าติดตามราวกับวิญญาณอาฆาต นางนับว่าลอยเข้าไปประชิดร่างของซากอักขระปีศาจโลหิตไปติดๆ ท่าทางของนางช่างกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว สงบนิ่งแต่แข็งแกร่ง

เจ้าอสุรกายไม่ได้มีโอกาสได้เงื้อดาบ ต้านรับทางกระบี่ เป็นดาบที่ 3 อีกต่อไป เนื่องมาจากโอกาสที่จะได้หยั่งเท้ายืนนิ่งยังไม่มีเลย กระบี่ในมือของซุนเค่อหยุนเปล่งอานุภาพจิตสังหารออกมา อย่างไม่คิดเก็บออมพลังเอาไว้ ก็ฟาดฟันกระบี่ออกไปเส้นหนึ่ง แม้จะเป็นเส้นเล็กๆ แต่ก็สามารถจะตัดสวรรค์ ให้ขาดออกเป็นสองส่วนได้เลย

กลืนกินมิติฟ้า

มันเป็นกระบวนท่าที่ 4 ระดับตำนาน ของวิชากระบี่มารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ซากอักขระปีศาจโลหิต ถูกบั่นศีรษะกระเด็นออกจากร่างทันที เหมือนเช่นที่เฟยหลงเคยกระทำ ร่างมันล้มระทวยลงกองกลับพื้น นางสะบัดฝ่ามือปรากฏลำสองสองสายวิ่งเข้ามาภายในแหวนมิติ มันก็คือ อักขระเทวะ-อักขระมืด

แล้วจึงสะบัดมืออีกครั้ง ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ธาตุลม ก็พุ่งเข้าหาหวางตง ที่ยืนนิ่งถือดาบเยื้องไปด้านข้างเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า

“นับว่าเจ้า ยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง”

แม้แววตาจะทอประกายความไม่พึงพอใจอยู่นิดๆ

ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-เหลียวเหิงหวง นับว่ากลายเป็นตัวประกอบ ไม่มีใครคิดจะเคลื่อนไหว แม้สักกระบวนท่าเดียวเสียด้วยซ้ำ หากคิดโผล่หน้าเข้าไป ช่วงที่เริ่มการประหัตประหารพวกเขากลัวจะถูกลูกหลงบั่นศีรษะขาดเป็นสองทอน โทษฐานเป็นตัวเกะกะ ไม่รู้จักประมาณตน

แล้วในวินาทีต่อมา ก็เกิดม่านแสงดูดกลืนพวกเขาเข้าไป เช่นเดียวที่เคย เกิดขึ้นกับเฟยหลง

..............

ณ ห้องโถงอีกแห่งหนึ่ง

เฟยหลง หลิวหลัวซุย และสมาชิกที่รอดชีวิตอีก 3 คน ยืนอยู่หลังม่านพลัง ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ทะเล่อทะล่าออกไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังอีกแล้ว เฟยหลงกวาดสายตามองสำรวจพื้นที่ หลังม่านพลัง แล้วสรุปสิ่งที่มองเห็นได้ดังนี้

ตรงจุดกึ่งกลางไม่ได้ก่อสร้างประตูเอาไว้ อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นพื้นศิลาทรงกลม ยกสูงขึ้นในระดับหนึ่งช่วงลำตัวคน สิ่งที่ลอยคว้างอยู่เหนือพื้นที่ยกสูงก็คือ รูปแบบอักขระรูนโบราณสำเร็จรูป ซึ่งก่อตัวเป็นดวงอาทิตย์สีแดงแซมกับสีส้มสดใสงดงาม เปล่งลำแสงอันร้อนแรงออกมาไม่ต่างจากดวงอาทิตย์จริงๆ มันทั้งข่มขวัญผู้คนและให้แสงสว่างทั่วทั้งพื้นที่โดมแห่งนี้ด้วย

“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพวกเราเดินออกไปหลังม่านพลังนี้”

ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น และก็มีผู้บ่มเพาะคนหนึ่ง เตรียมพร้อมที่จะกล่าววาจาประชดประชันอยู่ก่อนแล้ว เช่นกัน

“ทำไมเจ้าไม่ลองออกไป พิสูจน์เป็นคนแรกดูเลยล่ะ”

ผู้บ่มเพาะคนนั้น หลิ่วตามอง มองคนตอบคำถามแบบค้อนทุบดิน อย่างไม่ค่อยจะพึงพอใจนัก เฟยหลงส่ายหน้านึกถึงคำกล่าวที่ว่า ยามศึกเรารบ ยามสงบเรารบกันเอง นี้ขนาดเพิ่งจะรอดชีวิตมาได้ และยังเหลือรอดกันมาเพียงแค่สามคน ยังกัดกันคำต่อคำ ไม่รู้จักร้อนจักหนาวอยู่เหมือนเดิม

“รูปแบบอักขระเทวะที่ลอยคว้าง อยู่ภายในลูกไฟทรงกลมนั้น มีส่วนหนึ่งเป็นรูปแบบประตูเคลื่อนย้ายมิติ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งก็น่าจะเกี่ยวข้องกับป้ายสิทธิ์ที่พวกเรา ต่างครอบครองเอาไว้ ข้าคิดว่า มันน่าจะมีความเกี่ยวข้องกันกับพลังปราณเทวะ”

เฟยหลงอธิบายขึ้นเรียบๆ หลิวหลัวซุย กล่าวว่า

“หรือว่ามันจะเป็น รูปแบบอักขระเคลื่อนมิติฝืนกฏ”

“รูปแบบอักขระเคลื่อนมิติฝืนกฎ คืออะไร”

ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งถามขึ้น หลิวหลัวซุย กล่าวต่อว่า

“พวกเจ้าเคยสงสัยกันไหมว่า พื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณแห่งนี้ มันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างมากๆ แต่พวกเรามีระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ที่จะสำรวจ เจ้าคิดว่าจะยังมีใคร มีความสามารถไปถึงขนาดนั้น ด้วยระดับพลังบ่มเพาะเช่นพวกเราในยามนี้ ต่อให้ใช้เวลาเป็น 10 ปี อย่างเก่งก็สำรวจได้เพียงแค่อาณาเขตระดับกลางรอบนอกเท่านั้น อย่าได้ฝันว่า จะก้าวผ่านเข้าสู่อาณาเขตชั้นในได้เลย

เท่าที่ข้าได้รับรู้ ได้รับฟังมา นอกจากการเก็บสะสมพลังปราณเทวะแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ การได้ครอบครองรูปแบบอักขระเคลื่อนมิติฝืนกฎ ถึงจะช่วยให้พวกเราสามารถย่นระยะเวลาในการเดินทางไปได้เก้าในสิบส่วน”

เฟยหลงวิเคราะห์ต่อว่า

“เช่นนั้นข้าก็พอจะคาดเดาได้บ้างแล้วว่า ขอเพียงพวกเราได้ครอบครองรูปแบบนี้ ก็สามารถเปิดใช้ประตูมิติ เดินทางไปยังสถานที่แห่งใดก็ได้ ภายในพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ แห่งนี้ แต่ราคาที่จะต้องจ่ายออกไป ในการเปิดใช้ประตูแต่ละครั้งก็คือ พลังปราณเทวะ

ในยามนี้ข้าเฟยหลง ถือป้ายสิทธิ์ระดับขุนพล หากข้าต้องการจะเปิดใช้ประตู ไปยังสถานที่ใด สักแห่งหนึ่ง ป้ายสิทธิ์ของข้า ก็อาจจะถูกปรับลดลงตายระยะทางที่จะเดินทางไป นับว่าไม่ได้มีสิ่งใด ได้มาอย่างฟรีๆ”

พวกลิ้วล้อทั้งสามคน ต่างหยิบป้ายสิทธิ์ระดับนักรบ ของตนเองขึ้นมา แล้วเริ่มเบ้ปาก หากเปิดใช้ประตูมิติ พวกเขาคงเดินทางไปได้ไม่เกินสิบกิโลเมตร เท่านั้นกระมัง

“เช่นนั้นก็แสดงว่า หลังม่านแสงนี้ ก็ไม่ได้มีอันตรายใดๆ อยู่เลยใช่ไหม”

ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งถามขึ้น อย่างรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน เข้าตำราถูกงูกัดหนึ่งหน กลัวเชือกไปสิบปี

“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”

ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น รูหนอนในระยะห่างออกไปห้าก้าว ก็ปรากฏขึ้น หวางตง-ซุนเค่อหยุน-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-เหลียวเหิงหวง ก้าวเดินออกมา สิ่งแรกที่พวกเขามองหาก็คือเฟยหลง

“เฟยหลง ตามเงื่อนไขที่พวกเราได้ทำการตกลงกันเอาไว้ เจ้ามีสิทธิ์เลือกสมบัติ 5 ชิ้นแรก ที่ดีที่สุดไปได้ แต่เจ้ากับกวาดทรัพย์สมบัติทุกชิ้นไปจนเกลี้ยง ไม่หลงเหลือให้พวกเราเลยสักชิ้น”

คนไร้ยางอายที่กล้าเอ่ยปาก ร้องทวงข้าวของ ก็ยังคงหนีไม่พ้น คนน่าตายอย่างเช่น เหลียวเหิงหวง

เฟยหลงอยากจะแสดงท่าทางดื้นด้าน ทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่ทว่า

“เจ้าคงไม่คิดจะต่อสู้กับพวกเรา ทุกคน พร้อมๆ กัน หรอกจริงไหม”

คราวนี้เป็นหวางตงเอ่ยวาจาข่มขู่ขึ้น เฟยหลงคิดว่า หากไม่ได้รับข้าวของ สักชิ้นสองชิ้น พวกเขาคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่

เฟยหลงต้องยอมรับว่า การเปิดศึกรอบด้าน ในสถานที่แห่งนี้ นับว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เป็นอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่เมื่อการต่อสู้เขาก็ไม่ได้คิดว่าตนเองจะเป็นฝ่ายได้เปรียบนัก

ยิ่งยามนี้ สมบัติที่เพิ่งจะปรากฏขึ้น เขาเองก็รู้สึกให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง หากเกิดการต่อสู้กันขึ้นมา เกิดสถานที่แห่งนี้พังทลายลง มันนับว่าเป็นความสูญเสีย ครั้งใหญ่สำหรับเขาเลยทีเดียว

“ก็ได้ข้ายินดีจะแบ่งปันให้พวกเจ้า ได้ไม่เกินคนละสองชิ้นหรือสายชิ้นเท่านั้น”

“ข้าต้องขอดูก่อนว่า มันมีคุณค่าเพียงพอจะเลิกรากันไป ได้หรือไม่”

หวางตงเอ่ยวาจาไล่ตอน ท้วงติง ขึ้นอีกครั้ง เฟยหลงเริ่มอารมณ์คุกรุ่น ไม่พอใจเล็กน้อย กล่าวว่า

“ข้าเฟยหลงไม่เคยเกรงกลัวคำข่มขู่ของใคร อย่าได้บีบบังคับข้าให้จำต้องลงมือ เพราะพวกเจ้าไม่รู้หรอกว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อข้าต้องจนตรอก จนต้องหยิบเอาไพ่ตาย ใบสุดท้ายออกมาใช้”

คำข่มขู่ของเฟยหลงนับว่า เกิดผลกระทบ กับความคิดของพวกเขา อยู่บ้างจริงๆ ตั้งแต่ได้รับรู้ว่าเฟยหลงเป็นหนึ่งในโอรสแห่งกิเลน นั้นหมายความว่า ภายในทวีปแห่งกิเลนแห่งนี้ เฟยหลงย่อมจะต้องมีฐานะไม่ใช่ชั่ว พื้นหลังไม่สามารถจะคาดเดาได้ พวกเขาต่างยอมแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่อาจจะแตกหักกันตรงๆ ได้

ซุนเค่อหยุน ผู้เงียบสงบอยู่ตลอดเวลา ยามนี้ก็เริ่มทนต่อไปไม่ได้ จำต้องเอ่ยปากขึ้น

“พวกเจ้าก็อย่าได้ ด่วนแตกหักกันรวดเร็วนัก สถานที่แห่งนี้ นับว่าเป็นพื้นที่ชั้นนอกเท่านั้น ทรัพย์สมบัติ แม้ยามนี้จะดูแล้วล้ำค่า แต่หากได้เดินทางเข้าไปยัง พื้นที่ส่วนกลาง หรือชั้นใน ที่ลึกกว่านี้มาก สมบัติที่แย่งชิงกันยามนี้ มันอาจจะไม่ได้แตกต่างจากเศษขยะเลยก็เป็นไปได้ บางที่ในอนาคตข้างหน้าพวกเราอาจจะ ยังมีโอกาสได้ร่วมมือกันได้อีกครั้งหนึ่งก็ได้ จริงหรือไม่”

“แม่นางซุนเค่อหยุน กล่าวถูกต้องแล้ว ในอนาคตพวกเรา อาจจะมีโอกาสได้ร่วมมือกัน อีกแน่ๆ”

หลิวหลัวซุย กล่าวสนับสนุนขึ้นอีกหนึ่งเสียง

หวางตง-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-เหลียวเหิงหวง ได้แต่ทอดถอนหายใจ เฟยหลงมันมีเสน่ห์อะไรนักหนา เป็นเพียงแค่เด็กน้อยอายุสิบกว่าปี สตรีงดงามสองนางถึงกับพากันแปรพักตร์ แก้ตัวแทนมันซะอย่างนั้น บุรุษทุกคนต่างพากันเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แม้มีปากก็ไม่อาจจะโต้แย้งได้

หว่างตงกล่าวอย่างอัดอันตันใจว่า

“เฟยหลง เจ้าจงส่งมอบสมบัติ ที่คิดเห็นว่ามันเหมาะสมแล้วออกมา แต่อย่าได้ให้มัน มองดูน่าเกลียดจนเกินไปนัก”

เฟยหลงก็ทอดถอนใจออกมาเช่นกัน เขาแม้จะเป็นคนหน้าหนาเพียงใด ก็คงจะต้องนำสิ่งของ ที่ดูมีคุณค่ามีราคาออกมาบ้างสักชิ้นสองชิ้น เฟยหลงสะบัดมือปรากฏ

ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ ธาตุลม ระดับ 6

ลอยออกมาเป็นจำนวนมาก มันลอยคว้างอยู่เบื้องหน้าของทุกคน คนละ 3 ก้อน มันไม่ต่างจากเศษขยะสำหรับเฟยหลง แต่สำหรับสถานที่แห่งนี้ มันคือสมบัติล้ำค่า ขอเพียงแค่มันปรากฏขึ้นสักชิ้น ก็อาจจะก่อเกิดสงครามฆ่านองเลือดกันขึ้นได้ง่ายๆ

ส่วนสมบัติที่นอนนิ่ง อยู่ภายในแหวนมิติจำนวน 9 วง เฟยหลงเองก็ยังไม่ได้มีโอกาสสำรวจเลยสักวง เรื่องอะไร จะต้องนำมันออกมาแจกจ่าย โดยง่ายดาย

............

ทุกคนตกตะลึงตาค้าง ก่อนจะรีบฉกฉวยไปโดยรวดเร็ว ส่วนผู้บ่มเพาะที่รอดชีวิตจำนวนสามคน เฟยหลงไม่ได้นำมันออกมาแจกจ่ายแต่อย่างใด สืบเนืองจากพวกเขาทั้งสามคน ก็ได้ครอบครองสมบัติ อยู่ภายในแหวนมิติ เป็นจำนวนมากแล้วเช่นกัน และไม่เห็นมีใครออกหน้าตามทวง เหมือนกำลังทวงเขาอยู่เลยสักคน มันออกจะไร้เหตุผลเกินไปแล้ว

“พวกเจ้าพอใจกันแล้ว หรือไม่”

เฟยหลงแสร้งปั้นหน้าถามขึ้น ทุกคนวางท่าทางเข้มขรึมปั้นหน้าไม่พึงพอใจกับส่วนแบ่ง แต่แววตาแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่า ยิ่งกว่าพึงพอใจเสียอีก

“มันก็นับว่า เจ้าใจคอกว้างขวาง พอใช้ได้ ข้าจะไม่ติดใจเอาความ กับเจ้าต่อไปอีกก็แล้วกัน”

หวางตงกล่าวอ้อมแอ้มออกมา อย่างขอไปที

“เช่นนั้นต่อไปนี้ พวกเราไม่เคยติดค้างอะไรกันอีกต่อไป หากใครยังคิดจะมีปัญหากับข้าอีก ก็อย่าหาว่าข้าเฟยหลงไร้เหตุผลก็แล้วกัน”

เมื่อพวกเขาเห็นลักษณะอันดื้นด้านของเฟยหลง เริ่มแสดงออกมาได้อย่างลื่นไหล พวกเขาก็ไม่คิดจะยุ่งวุ่นวายกับเฟยหลงอีกต่อไป

หวางตงมองออกไปนอกม่านพลัง กล่าวว่า

“สิ่งที่ลอยอยู่ตรงนั้น มันคืออะไรกัน”

ผู้บ่มเพาะตัวประกอบคนหนึ่ง เริ่มทำหน้าทีอธิบาย สิ่งที่เฟยหลงและหลิวหลัวซุย สนทนากันเมื่อครู่อย่างสรุปเนื้อหาให้รวบรัด

พวกเขาก็เริ่มที่จะเข้าใจได้ในทันทีว่า สถานที่แห่งนี้ มันก็คือจุดสิ้นสุด ของอาณาเขตต้องห้ามซากปีศาจโลหิต และสมบัติที่กำลังลอยคว้างอยู่ตรงเบื้องหน้าก็คือ รางวัลชิ้นสุดท้าย ที่จะได้รับตอบแทน จากความบากบั่นของพวกเขา ที่ต้องใช้ชีวิตเลือดเนื้อของผู้บ่มเพาะไปเป็นจำนวนมาก ถึงจะได้มาครอบครอง

“ใครจะเป็นคนแรก ที่เดินออกไป”

หวางตงถามขึ้น นี้นับเป็นครั้งแรก ตลอดการเดินทาง ที่เขาคิดจะถามความเห็นของคนอื่นก่อน

“หวางตงหากเจ้าคิดว่า ข้าเฟยหลงตั้งใจจะเล่นลูกไม้ ขุดหลุมล่อให้เจ้าออกไปตายเช่นนั้นหรือ ความคิดไร้สาระจริงๆ”

เฟยหลงเดินออกไปจากม่านแสงเป็นคนแรก แล้วซอยเท้าเดินขึ้นไปบนแท่นศิลายกพื้นสูง เดินเข้าไปอยู่ตรงกลางดวงอาทิตย์อักขระ ที่กำลังเปล่งลำแสงสว่างโชติช่วง แล้วหยิบป้ายสิทธิ์ของตนเองขึ้นมา ก่อนจะชูมันขึ้นไปสัมผัสกับม่านแสงนั้น อักขระรูนโบราณมากมายวิ่งเข้ามาโอบล้อมป้ายสิทธิ์เอาไว้

เวลาผ่านไปเพียงแค่ 10 ลมหายใจ ป้ายสิทธิ์ของเฟยหลง ก็มีอักขระเทวะจารึกเอาไว้ว่า

รูปแบบอักขระเคลื่อนมิติฝืนกฎ

แล้วเฟยหลงก็นำเอาป้ายสิทธิ์มาแขวนเอาไว้หว่างเอวเช่นเดิม แล้วจึงเดินลงจากเวทียกพื้นสูง เมื่อทุกคนเห็นว่าเฟยหลงไม่ได้หลอกลวงพวกเขา จึงพากันเฮโลวิ่งออกมา กระโดดขึ้นไปบนเวที กันอย่างรวดเร็ว แล้วก็เริ่มกระทำเช่นเดียวกันกับที่เฟยหลงกระทำ ป้ายสิทธิ์ของพวกเขา ก็ปรากฏอักขระเทวะจารึกเอาไว้ว่า

รูปแบบอักขระเคลื่อนมิติฝืนกฎ

กันจนครบทุกคน แล้วเดินลงมาจากเวที เฟยหลงเห็นว่าทุกคนเดินลงมากันอย่างพร้อมหน้าแล้ว จึงก้าวถอยหลังไปสายก้าวกล่าวว่า

“ข้าคงต้องเดินทางไปตามเส้นทางของข้าแล้ว ข้าเฟยหลงหวังว่า เราจะไม่ได้พบกันอีก ในสถานการณ์ที่ย้ำแย่จนเกินไปนักในอนาคต ลาก่อน”

เฟยหลงสะบัดฝ่ามือ ดวงอาทิตย์ทรงกลมปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ มันคือแผ่นที่ของพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ เฟยหลงเพ่งสมาธิไปยังชื่อผู้บ่มเพาะคนหนึ่ง มันปรากฏขึ้นภายในทะเลแห่งจิตวิญญาณ แล้วชี้นิ้วตรงไปยังตำแหน่งหนึ่งบนแผ่นที่

“หลิวอัน”

เฟยหลงมีลางสังหรณ์ ไม่คอยจะดีนักเกี่ยวกับหลิวอัน เนื่องจากหลิวอันมีพลังบ่มเพาะอ่อนด้อยที่สุดในกลุ่ม ไม่อาจจะปล่อยให้ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายได้

แล้วร่างของเฟยหลง ก็เริ่มเลือนรางกลายเป็นกลุ่มควัน ทิ้งแววตาจับจ้องมองหลายคู่เอาไว้เบื้องหลัง อย่างไม่ใยดี

“โอรสแห่งกิเลน ทุกคนล้วน ไร้ซึ่งหัวใจ อำมหิต โหดเหี้ยมกันทั้งสิ้น”

“พวกเจ้าเดินทางมาจากทวีปอื่น ยังรู้จักความโหดเหี้ยม ของเชื้อสายราชวงค์กิเลน น้อยเกินไป”

“เหมือนเจ้าจะรู้จัก ใครสักคนนอกจากเฟยหลง ที่เดินทางเข้ามา ภายในสถานที่แห่งนี้ด้วย”

“แน่นอน เท่าที่ข้ารู้มา มีโอรสแห่งกิเลน เดินทางเข้ามายังสถานที่แห่งนี้อีก ไม่ต่ำกว่าห้าคน บ้างที่พวกเราอาจจะได้พบกับพวกเขา สักวันหนึ่ง”

“ข้าคงต้องกล่าวคำอำลาแล้วเช่นกัน ข้าต้องกลับไปร่วมกลุ่มกับ สำนักสังกัดของข้าเช่นกัน”

แล้วเรื่องราวภายในอาณาเขตต้องห้ามซากปีศาจโลหิต ก็จบลงในลักษณะนี้

…………

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น