Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 39 : ซากอักขระปีศาจโลหิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,180
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 100 ครั้ง
    11 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

39. ซากอักขระปีศาจโลหิต

 

เฟยหลงคิดว่า แม้แต่เหล่าหัวกระทิเหล่านี้ ยังยืนรอคอยเขาอย่างโจ่งแจ้งซะขนาดนี้ แล้วเหล่าลิ่วล้อเขี้ยวลากดินเหล่านั้น จะยังโง่งมฝึกฝนวิชากันอยู่อีกจริงๆ หรือ

ลางสังหรณ์ของเฟยหลง ไม่เคยผิดพลาดจริงๆ ไม่นานประตูแต่ละบาน ก็เริ่มทยอยเปิดออก ทุกคนเดินเข้ามาร่วมกลุ่ม เสมือนได้ทำการนัดหมายกันเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

เฟยหลงสะบัดแขนเสื้อ เดินเข้าไปรวมกลุ่ม กับเหล่าผู้ถือป้ายสิทธิ์ระดับขุนพล เช่นเคย

“พวกเราเดินทางกันต่อเถอะ”

แล้วหวางตง ก็สะบัดแขนเสื้อ อักขระรูนเทวะ พุ่งตรงเข้าไปชนกับประตู เกิดเป็นรูหนอน แล้วทุกคนก็เดินผ่านม่านรูหนอนนั้นเข้าไป

เบื้องหน้าไม่ได้เป็นห้องโถง รูปโดมรูปทรงกลมอีกต่อไป มันเป็นห้องศิลาที่ทอดตัวยาวออกไปไกล จนสุดลูกหูลูกตา บนพื้นศิลาปูเอาด้วยเศษซากโครงกระดูก ที่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา แล้วยังมีทรัพย์สมบัติอีกเป็นจำนวนมากมาย กระจัดกระจาย แซมอยู่ตามซอกมุมต่างๆ อย่างล้อตาล้อใจเป็นอย่างยิ่ง

เฟยหลงกวาดสายตามองหาข้อความ หรือเงื่อนไข ที่จะผ่านห้องนี้ไปให้ได้

โดยไม่ลังเล ลีรอ พวกไม่รู้สี่รู้แปด ต่างพากันเฮโลถลา รุดไปข้างหน้า กันราวกับฝูงผึ้งแตกรัง เฟยหลงที่กำลังวางท่าทางสง่างาม เป็นผู้นำกลุ่มอยู่ดีๆ ก็แทบจะถูกผลักกระเด็น ผ่านม่านพลังกั้นอาณาเขตออกไป

เหลียวเหิงหวง ชี้นิ้วตรงไปยังมุมหนึ่ง ก่อนจะอ่านข้อความออกมาว่า

“ก้าวผ่านม่านพลังออกไป ไม่อาจจะหวนกลับคืน”

บนมุมสูงขึ้นไปเหนือศีรษะแห่งหนึ่ง ต้องแหงนเงยหน้ามองขึ้นไป จึงจะมีจารึกข้อความปรากฏ และเบื้องหน้าพวกเขาจำนวนห้าก้าว ก็ปรากฏม่านพลังบางๆ กั้นแบ่งอาณาเขตเอาไว้

เฟยหลงจ้องมองเหล่าผู้บ่มเพาะ ที่ยังไม่ทันได้อ่านข้อความตักเตือน ก็พากันทะเล่อทะล่าเหยียบเข้าไปในลานกว้าง กันเสียแล้ว นับว่าคนตายเพราะสมบัติ นกตายเพราะอาหาร จริงๆ

...........

พวกเขาวิ่งปรี่กันเข้าไปคว้าสมบัติ แล้วโยนเข้าแหวนมิติอย่างรวดเร็วว่องไว บางคนถึงกับชักกระบี่ออกมาฟาดฟันใส่กันอย่างชุลมุน แลกเปลี่ยนฝีมือสัประยุทธ์ ประหัตประหาร โรมรันพันตู กันอย่างสับสนวุ่นวาย

เงาร่างอันเลือนรางสายหนึ่ง ซึ่งกำลังเร้นกายดุจภูตพราย เริ่มที่จะขุดพื้นศิลางอกเงยขึ้นมา เฟยหลงพยายามสำรวจรายละเอียดของเจ้าปีศาจตนนี้ น้ำเสียงสายหนึ่ง ได้ปลุกเฟยหลง ตื่นขึ้นจากภวังค์เสียก่อน

“ซากอักขระปีศาจโลหิต”

สถานที่ต้องห้ามนี้ ถูกระบุเอาไว้ภายในแผ่นที่ว่า อาณาเขตต้องห้าม ซากปีศาจโลหิตคำอุทานอันตื่นตระหนกนี้จึงไม่ได้สร้างความรู้สึกแปลกประหลาดให้กับเฟยหลงมากนัก

“จากบันทึกโบราณได้ระบุเอาไว้ว่า ผู้จารึกอักขระวิญญาณ ระดับสูง ได้สร้างหุ่นเชิดปีศาจขึ้นมา โดยได้ใช้อักขระเทวะ และอักขระมืด ปลูกสร้างเป็นเส้นชีพจร และยังผสานจิตวิญญาณของหุ่นเชิด ด้วยผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ จนมันกลายเป็นปีศาจนักรบอันแข็งแกร่ง คอยเฝ้าพิทักษ์วิหารโบราณต่างๆ ไปชั่วกัปชั่วกัลป์”

เฟยหลงจ้องมองซุนเค่อหยุน ด้วยความประหลาดใจ สายตานาง ทอแววความดีอกดีใจ ขณะเอ่ยวาจา เหมือนเพิ่งจะได้พบคนรักที่จากกันไปนาน นางไม่ได้เหลือบแล หรือให้ความสนใจ กับทรัพย์สมบัติ ที่กระจัดกระจาย เกลื่อนกราดอยู่เต็มพื้นเลยสักชิ้น แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนาง กับเป็นซากอักขระปีศาจโลหิต เสียมากกว่า รสนิยมของนางคงจะไม่ วิปริตวิปลาส หลงรักซากศพอายุหลายหมื่นปีเหล่านี้ เข้าจริงๆ หรอกนะ

ซากอักขระปีศาจโลหิตตนหนึ่ง เริ่มคืบคลานออกมาจากใต้พื้นศิลา มันอยู่ไม่ห่างไกลจากม่านพลังมากนัก ทำให้เฟยหลงสามารถจะระบุรายละเอียด ของมันได้อย่างชัดเจน

ซากอักขระปีศาจโลหิต โครงร่างจะแปลกพิสดาร ออร่าจิตสังหารอันมืดมิดจะรั่วไหลออกมา จากภายในร่างอย่างไม่ขาดสาย ท่าทางจะดุดันชั่วร้าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยามลงมือสังหารจะอำมหิต มิคิดจะออมมือเกรงอกเกรงใจ ใบหน้าจะเขียวคล้ำซีดอิดโรย สองแก้มซูบตอบ เบ้าตาลึก สวมชุดนักรบ เป็นเกาะศิลาประดับอัญมณีสีดำ แบกดาบโค้งสีโลหิตเล่มยักษ์เอาไว้กลางหลัง

มันเงื้อมือหยิบดาบออกมาถือ ขนานกันกับลำตัว ปลายดาบชี้ลงพื้น ออร่าจิตสังหารรั่วไหลออกมาจากปลายดาบ ระบาดลงพื้น แล้วจึงแผ่กระจายเกิดเป็นริ้วคลื่น ปกคลุมอาณาเขตก่าวหนึ่งร้อยก้าว

สรุปว่ายามนี้ ซากอักขระปีศาจโลหิต ปรากฏออกมาแล้ว 3 ตน ทั้งสามตน ล้วนหันหลังให้กับม่านพลัง สายตาอันกลวงโบ๋ไร้ความรู้สึก ของพวกมัน ต่างจับจ้องเขม็ง ตรงไปยังกลุ่มผู้บ่มเพาะทั้ง 14 คน ทุกคนเริ่มเกิดความปั่นป่วนขึ้น ล้วนอกสั่นขวัญแขวน พวกเขาต่างไม่มีกะจิตกะใจ จะแย่งชิงทรัพย์สมบัติกันอีกต่อไป

“แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม แล้วล้อมกักมันเอาไว้”

ผู้บ่มเพาะคนหนึ่ง เรียกสติจากความแตกตื่นลนลาน ตะเบ็งเสียงออกคำสั่งขึ้น คนที่อยู่ใกล้กัน เริ่มเคลื่อนตัวเข้ามารวมกลุ่มกัน ซึ่งแบ่งได้ตามสูตรง่ายๆ ดังนี้ 5-5-4

เฟยหลงส่ายหน้า หวางตง-ซุนเค่อหยุน-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-เหลียวเหิงหวง-หลิวหลัวซุย ที่ยังติดค้างอยู่ภายในม่านพลัง ก็ไม่ได้ประเมินสถานการณ์ ดีไปกว่าเฟยหลงนัก

ล้อมกัก ล้อมกักบ้า ล้อมกักบอ อะไรกัน พวกแกมองเห็นมันเป็น มดตัวหนึ่ง ช้างตัวหนึ่ง เต่าตัวหนึ่ง หรือเป็นเช่น จระเข้อสูรแก่นวารี ที่มีขนาดร่างกายใหญ่โต เคลื่อนไหวได้อย่างเชื่องช้า เช่นนั้นหรือ

สามารถดูได้จากเงื่อนไข ของการก้าวผ่านประตูนี้เข้ามา บุคคลนั้นจะต้องมีความสำเร็จ ในวิชาเกี่ยวกับธาตุลม อยู่ในระดับหนึ่ง และน่าจะต้องเข้าใจถึงกฎแห่งธรรมชาติ ธาตุลม สักเล็กน้อยด้วยเช่นกัน ถึงจะพอต่อสู้กับมันได้บ้าง

.................

อสุรกายสามตน กวัดแกว่งดาบในมือพลางโผเข้าหา ดุจภูตพราย โดยไม่สนใจว่า ผู้บ่มเพาะจะแบ่งแยกกลุ่มออกเป็นสักกี่กลุ่ม มีพลังบ่มเพาะกันสูงส่งเพียงใด มีวิชากระบี่เลิศล้ำ กันไปจนถึงระดับใดแล้ว เครื่องจักรสังหารทั้งสามตน ต่างฟาดฟัน จ้วงแทง อย่างไม่ลืมหูลืมตา ผู้บ่มเพาะยังไม่ได้มีโอกาส ได้เงื้อกระบี่ออกต้านรับด้วยซ้ำ

ร่างกายของผู้บ่มเพาะคนแล้วคนเล่า ต่างเริ่มล้มระทวยลงกับพื้น ตับไตใส่พุงเป็นเมือก ลื่นไหลทะลักออกมากองเกลื่อนพื้นผู้บ่มเพาะคนหนึ่งถูกดาบปักใส่คอหอยจนมิดด้าม แล้วถูกกระชากดึงออกมาโดยแรง แล้วจึงเคลื่อนร่างวูบวาบไปยังผู้บ่มเพาะอีกคนอย่างต่อเนื่อง ฟันใส่ต้นคอ จนศีรษะกลิ่งหลุ่นๆ ดวงตาเบิกโพลง ทอประกายสภาวะถึงความสิ้นหวังออกมา

ผู้บ่มเพาะหลายคน ถูกฟันแขนขาขาด พยายามจะคืบคลานหลบหนี อย่างกระเสือกกระสน นับว่าเป็นความพยายามที่อิหลักอิเหลื่อ เป็นอย่างยิ่ง

เวลาเพียงแค่ 10 ลมหายใจ ก็มีผู้บ่มเพาะหลงเหลืออยู่เพียงแค่ 5 คน เท่านั้น สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ซากอักขระปีศาจโลหิต อีกจำนวนสองตน เริ่มจ่มหายเข้าไปภายในพื้นศิลา เหลือเอาไว้เพียงอสุรกาย ที่กำลังยืนประจันหน้า ผู้บ่มเพาะอยู่เพียงแค่ตนเดียวเท่านั้น

ผู้บ่มเพาะทั้งห้ากวาดสายตา มองเพื่อนที่ไม่ได้สนิท แต่ก็ยังเป็นสมาชิกร่วมรบชั่วเวลาหนึ่ง นอนตายร่ายกายแยกเป็นชิ้นๆ กันเป็นเบือ ขวัญหนีกระเจิดกระเจิง ไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว กันอีกต่อไป แม้ยามนี้ จะปรากฏเพียงแค่อสูรกายหนึ่งตน ยืนประจันหน้าพวกเขาอยู่

เวลานี้ ทุกคนก็หมดกะจิตกะใจ จะต่อสู้ต่อไปอีกแล้ว ถึงแม้จะดื้อด้านต่อสู้กันต่อไป ก็ไม่มีวันจะสู้กับมันได้แม้สักกระผีกริ้น

เหตุการณ์นี้ มันช่างน่าสะพรึงกลัวสะท้านโลกันตร์เกินไปแล้ว

.............

สายตาสิ้นหวังของคนทั้งห้า ทอดมองมายังหลังม่านพลัง ผู้บ่มเพาะคนหนึ่ง เอ่ยวาจาอ้อนวอนอย่างสิ้นหวังว่า

“คุณชายหวางตง แม่นางซุนเค่อหยุน โปรดเมตตา ช่วยเหลือพวกเราด้วยเทิด”

ผู้บ่มเพาะคนแรกเอ่ยอ้อนวอนขึ้น และคนที่สอง ที่สาม ก็เอ่ยวาจาขอร้องขึ้นมาด้วยเช่นกัน แต่หวางตง และซุนเค่อหยุน กับไม่ได้ให้สนใจ น้ำเสียงอ้อนวอนอย่างสิ้นหวังนั้นแม้แต่น้อย

ส่วนเฟยหลงเองก็ไม่ได้ สนิทสนมกับพวกเขา จึงไม่ได้สนใจคำร้องอ้อนวอนนั้นเช่นกัน

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ในยามนี้ เฟยหลงสามารถจะใด้ข้อสรุปว่า

อสุรกาย 1 ตน ต่อ ผู้บ่มเพาะจำนวน 5 คน มันคือเงื่อนไข ของการที่จะผ่านห้องนี้ไปให้ได้ หากมีใครคนหนึ่ง ทะเล่อทะล่า ออกหน้าไปเพิ่มไปเป็นคนที่ 6 อสุรกายตนที่ 2 ก็น่าจะรีบปีนขึ้นมาจากภายในหลุม แล้วเริ่มลงมือเข่นฆ่าอีกครั้ง

แม้แต่เฟยหลงยังคิดได้ แล้วคนอื่นๆ ก็น่าจะคิดได้เช่นกัน

..........

ผู้บ่มเพาะอยู่นอกม่านพลัง 5 คน และมีคนหลบอยู่หลังม่านพลัง 7 คน ถ้าหากคนที่อยู่นอกม่านพลัง ตายกันหมด คนอยู่หลังม่านพลังชุดแรกจำนวน 5 คน จะต้องออกไปเผชิญหน้ากับอสุรกาย ก็จะต้องทิ้งเศษผู้บ่มเพาะเอาไว้ หลังม่านพลังอีก 2 คน และหากสองคนนี้ เกิดบังเอิญฝีมืออ่อนด้อย ตามหลังออกไปเป็นชุดที่สอง สุดท้ายก็ต้องถูกฆ่าตายอยู่ดี

สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องผลักดันตนเองให้กลายเป็นหนึ่งในห้าคน ในชุดแรก ให้จงได้ มิฉะนั้นอัตราส่วนที่จะเสียชีวิตจากอสุรกายย่อมจะมีสูงมาก

............

เหตุการณ์นี้ จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อ คนใดคนหนึ่งนอกม่านพลังถูกสังหารไป ตนเองจึงรีบออกไปเติ่มให้มันครบจำนวนห้าคนเช่นเดิม แล้วลงมือสังหารเจ้าอสุรกายตนนั้นทิ้งในทันที

ระยะห่างจากอสุรกายกับม่านพลัง จากการคำนวณมันอยู่ใน ระยะ 10 ก้าว พอดี

เมื่อยามที่เฟยหลง ยังไม่เคยฝึกฝนวิชาเคลื่อนไหวร่างกาย เขาจะต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองอึดใจ กว่าจะจู่โจมไปถึงเป้าหมายได้ แต่ยามนี้ มันย่อมแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง

เฟยหลงโคจรเคล็ดวิชาบ่มเพาะ และวิชากระบี่กระบวนท่า ที่แข็งแกร่งที่สุด แล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชาคัมภีร์วายุกลางเมฆา ระดับผู้เชี่ยวชาญ ผสานรวมเข้ากับพลังกฎแห่งธรรมชาติธาตุลม ระดับ 4 พลังมหาศาลทะลักพรั่งพรูเข้าสู่ร่าง อย่างบ้าคลั่ง

ร่างกายเริ่มปลดปล่อยจิตสังหารหลั่งไหล เข้าไปภายในกระบี่โลหิตแก่นอสูร เฟยหลงพร้อมที่จะพุ่งทะยานออกไปโจมตีเป้าหมายได้ในทันที

เสียงร้องอ้อนวอน ขอความเมตตา จากกลุ่มคนทั้งห้า ยังคงไม่หยุดลง มีแต่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใคร ให้ความสนใจอยู่เช่นเดิม

เฟยหลงเอง ก็เริ่มจะรำคาญรูหูเต็มแก่แล้วเช่นกัน

สิ่งที่เขาให้ความสำคัญในยามนี้ก็คือ เขาจะต้องรอดจากอันตรายและออกจากห้องโถงนี้ไปให้ได้

ซากอักขระปีศาจโลหิต ยังคงยืนหันหลังให้กับม่านพลังอยู่เช่นเดิม นี้จึงเป็นเพียงโอกาสเดียว ที่จะต้องรีบฉกฉวยเอาไว้

เฟยหลงคิดว่า หากเขาสังหารเจ้าอสุรกายตนนี้ได้แล้ว แผนการขั้นต่อไปก็แค่ลงมือสังหาร ผู้บ่มเพาะเพิ่มอีกหนึ่งคน ก็จะเข้าตามเงื่อนไขห้าคนเช่นเดิม

รวดเร็วกว่าความคิด ร่างกายของเฟยหลงหายวับ จากหลังม่านพลังไปทันที

วายุกลางเมฆา ร่างเงาหมื่นภูตพราย

ร่างของเฟยหลงห้อตะบึง ถาโถมออกไป ร่างกายของเฟยหลงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสายลม ไร้ร่างไร้ตัวตนอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่หนึ่งความคิด ก็พุ่งเฉียดร่างของเจ้าอสุรกายไปไกลถึงห้าก้าว วาดกระบี่ออกไปเส้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว

สะบั้นจิตสวรรค์

มันเป็นกระบี่กระบวนท่าที่ 3 ระดับตำนาน ของวิชากระบี่จักรพรรดิกิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ศีรษะของอสุรกายตนหนึ่งถูกบั่นหลุดออกจากลำคอทันที ร่างกายอันไร้หัวอ่อนระทวย แตก และแยก ออกเป็นส่วนๆ กองอยู่เกลื่อนพื้นโดยพลัน

เฟยหลงคิดจะหันไปทำตามแผนการ เขาจะต้องสังหารผู้บ่มเพาะเพิ่มอีกหนึ่งคน งานนี้จึงจะเสร็จสมบูรณ์ แต่พอหันไปจ้องมองกลุ่มของผู้บ่มเพาะ มันก็ปรากฏซากศพจำนวนสองซาก นอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจ อยู่ก่อนเสียแล้ว

สตรีที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างๆ เฟยหลงถึงกับตกตระลึงพรึงเพริดเสียวสันหลังวูบวาบ นับว่านางเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างรวดเร็วไม่แตกต่างจากเขาเลยทีเดียว นางก็คือ หลิวหลัวซุย นางมารอสรพิษ ที่จะสลัดอย่างไร ก็ไม่อาจจะสลัดหลุดได้ นางลงมือได้อย่างงดงามหมดจดเช่นเคย

“ข้าช่วยเจ้า แก้ปัญหา ครั้งหนึ่ง เจ้าจะต้องตอบแทนรางวัล ให้กับข้าบ้าง จริงไหม”

เฟยหลงไม่ได้สนใจ วาจาล้อลวงบุรุษของนาง เดินตรงไปยังกองเศษซากของเจ้าอสุรกาย แล้วเตะไปที่หนึ่ง ปรากฏผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ธาตุลม ระดับ 6 หนึ่งก้อนกลิ่งหลุนๆ ออกมา เฟยหลงเบ้ปาก เขามีเก็บสะสมเอาไว้ภายในแหวนมิติเกือบจะ 300 ก้อน

เฟยหลงหยิบมันขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ แล้วโยนให้กับหลิวหลัวซุย กล่าวว่า

“เป็นรางวัล ที่เจ้าช่วยเหลือข้า แก้ปัญหายุ่งยากในครั้งนี้”

นางอ้าปากตาค้าง ไม่คิดว่าเฟยหลง จะใจดี รู้จักความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถึงเพียงนี้ด้วย นางเพียงเอ่ยวาจาเล่นๆ ไม่ได้คาดหวังสิ่งใด ไม่คิว่า จะได้รับสมบัติล้ำค่ามาครอบครองจริงๆ ยามนี้นางรู้สึกภาคภูมิใจ ในเสน่ห์ความงดงามของตน อย่างไม่อาจจะเก็บงำเอาไว้ได้อีกต่อไป รำพึงรำพันขึ้นในใจ แม้แต่ก้อนหินรากไม้ ก็ยังต้องสยบต่อความงดงามของข้า

เฟยหลงเตะ เขี่ยๆ อยู่สองสามรอบ จึงเกิดลำแสงสองสายพุ่งออกมา จากกองซากอสุรกายนั้น

อักรขะเทวะ ระดับ 6 และ อักรขะมืด ระดับ 6

เฟยหลงสะบัดมือเก็บมันเอาไว้ ภายในหยกดูดวิญญาณก้อนหนึ่ง แล้วโยนเข้าไปเก็บเอาไว้ภายในแหวนมิติ เมื่อเห็นว่า ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีกแล้ว จึงเดินไปสำรวจทั่วทั้งลานกว้าง เก็บแหวนมิติของผู้บ่มเพาะ ที่ถูกเจ้าอสุรกายฆ่าตายเอาไว้ทั้งหมด

หลิวหลัวซุย คิดจะเอ่ยปากร้องขอส่วนแบ่ง มีหรือเฟยหลงจะให้นางได้สมหวัง เขากล่าวว่า

“หากเจ้าต้องการ ก็ใช้ความสามารถออกค้นหาเอาเอง”

นางอ้าปากตาค้าง ทำไมเสน่ห์ของนาง มันจึงได้มีอายุสั้นนัก นางหน้ามุ่ย เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

เฟยหลงสะบัดมือ แล้วกวาดสายตามองตรงไปยัง ภายในม่านพลัง ในยามนี้ หวางตง-ซุนเค่อหยุน-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-เหลียวเหิงหวง พวกเขาต่างก็กำลังจ้องมองเฟยหลง อย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเช่นกัน

“เฟยหลงเจ้าได้กวาดทรัพย์สมบัติ ออกไปจนเกลี้ยงลานแล้ว หรือไม่คิดจะหลงเหลือเอาไว้ให้พวกเราบาง”

เหลียวเหิงหวง ตะเบ็งเสียงออกมา ใบหน้าไม่มีความสดชื่อหลงเหลืออยู่อีก

ทันใดนั้น กลางลานกว้างก็ปรากฏม่านรูหนอนขึ้น ดูดผู้บ่มเพาะที่รอดชีวิตจำนวนสามคนเข้าไป แล้วเริ่มดูดหลิวหลัวซุย สุดท้ายก็ดูดเฟยหลงเข้าไป

แล้วลานกว้าง กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทุกคนต่างลงความเห็นว่า เฟยหลงได้ถูกส่งตัวไปยัง สถานที่แห่งอื่นแล้ว และเจ้าเฟยหลง มันก็คงจะวางแผน กราดทรัพท์สมบัติในสถานที่แห่งนั้น จนเกลี้ยงอีกเช่นเคย

หวางตง-ซุนเค่อหยุน-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-เหลียวเหิงหวง

ก้าวเดินผ่านม่านพลังออกมา ด้วยอารมณ์อันคุกรุ่น ทันใดนั้น ใต้พื้นศิลาก็คืบคลานออกมาด้วย อสุรกายอีกตนหนึ่ง

................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 100 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น

  1. #27 อัมพร (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 15:38

    สนุกมาก ขอบคุณค่ะ

    #27
    0