Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 38 : คัมภีร์วายุกลางเมฆา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,195
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 105 ครั้ง
    10 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

38. คัมภีร์วายุกลางเมฆา

เฟยหลง-หวางตง-ซุนเค่อหยุน ยังมีฐานะเป็นผู้นำกลุ่มเช่นเดิม ส่วนสมาชิกอีก 14 คน ต่างได้ครอบครองป้ายสิทธิ์ระดับนักรบ ตามที่ได้คาดหวังกันเอาไว้

เฟยหลงคิดว่า แม้ยังไม่ได้สัมผัสกับเศษสมบัติสักชิ้น ก็มีคนตายไปแล้ว 6 คน หากมีสมบัติมากองอยู่ตรงหน้าจริงๆ ไม่ใช่ว่า จะต้องเกิดสงครามนองเลือด กันเลยหรือ

แล้วถ้าหาก เดินผ่านประตูบานนี้ไป แล้วเกิดไปพบประตูอีกบาน ที่ตั้งเงื่อนไขว่า ให้เฉพาะผู้ถือป้ายสิทธิ์ระดับขุนพล ผ่านไปได้เท่านั้นเล่า ไม่ใช่ว่าจะต้องเกิดการฆ่าแกงกันอีกรอบหรือ

สิ่งที่เขาคิดได้ มีหรือ พวกเขี้ยวลากดินเหล่านี้ จะคิดกันไม่ได้

………

“พวกเราเข้ากันไปเถอะ”

หวางตง สะบัดมืออักขระเทวะรูนโบราณ พุ่งเข้าชนกับบานประตู ลำแสงสีทองสว่างวูบ กลายเป็นรูหนอน หมุนวนเหมือนกับก้นหอย หวางตง ซุนเค่อหยุน เฟยหลง เดินเข้าไปตามลำดับ แล้วสมาชิกคนอื่นๆ ก็เดินตามกันเข้าไป

จากห้องโถงห้องแรก ก็เข้ามาพบกับห้องโถงลักษณะเหมือนๆ กัน ผู้ก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ คงไม่ใช่นักออกแบบที่มีพรสวรรค์มากนัก

ตรงจุดกึ่งกลางของห้องโถง ยังคงปรากฏประตูหนึ่งบาน อยู่เช่นเดิม แต่ข้อความกลับเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมันมีข้อความระบุเอาไว้ว่า

“ผู้ที่จะก้าวผ่านประตูบานนี้ ไปได้ จะต้องเป็นผู้ที่เคยฝึกฝนเคล็ดวิชาเกี่ยวกันธาตุลม มาก่อนแล้วเท่านั้น หากใครยังไม่เคยได้ฝึกฝน ก็สามารถเริ่มทำการฝึกฝนกันก่อนได้ ซึ่งได้จำกัดเวลาเอาไว้ 1 เดือน หากใครยังไม่สามารถก้าวผ่านประตูบานนี้ไปได้ ก็จะถูกขับไล่ออกจากสถานที่แห่งนี้ ในทันที”

คัมภีร์วายุกลางเมฆา

ยังมุมหนึ่งของห้องโถง ปรากฏเคล็ดวิชาจารึกเอาไว้ ซึ่งยังปรากฏม่านพลังครอบเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง มีรัศมีโดยรอบประมาณสิบก้าว มีผู้บ่มเพาะคนหนึ่ง ต้องการจะเดินผ่านม่านพลังนั้นเข้าไป แต่ไม่สามารถจะกระทำได้ ด้วยความโมโหและไม่พอใจ จึงชักกระบี่ออกมาฟาดฟันเข้าใส่ม่านพลังนั้น

ผลลัพธ์ก็คือ พลังกระบี่ที่จู่โจมอย่างหนักหน่วงมากเพียงใด ก็จะยิ่งย้อนทวนจู่โจมกลับคืนมา มากกว่าเป็นสองเท่า ผู้บ่มเพาะคนนั้น ถึงกับร่างปลิวกระเด้งกระดอน ม้วนตลบสลบเหมือดไป

“สมบัติวิเศษ จะยังสามารถฉกฉวยออกมาได้อย่างง่ายๆ ได้ยังไง พวกเศษขยะไร้ความคิด”

เหลียวเหิงหวง เยาะเย้ยขึ้น

สมาชิกที่ยืนอยู่นอกม่านแสง หันมาจ้องมองเหลียวเหิงหวง รอคำอธิบายที่มีเหตุผล

“ป้ายสิทธิ์ของพวกเจ้า อาจจะมีระดับต่ำเกินไป”

ทุกคนหันกลับไปมอง เฟยหลง-หวางตง-ซุนเค่อหยุน ซึ่งยืนมองสถานการณ์อยู่ ไม่ไกลนัก หลางตงยกมุมปากขึ้นกล่าวว่า

“พวกเจ้าหลีกทาง ข้าจะทดลองเดินผ่านม่านพลังนั้นดูสักครั้ง”

ใครยังจะกล้ายืนขวางทางอยู่อีก พากันถอยหลังกรูด แยกออกเป็นสองฝั่ง กลายเป็นถนนเส้นตรงสายหนึ่ง หวางตงวางท่าทางอย่างเขื่องโข สะบัดแขนเสื้อพึ่บพั่บครั้งหนึ่ง ก้าวผ่านม่านแสงอย่างมั่นใจ

1 ก้าว 2 ก้าว...5 ก้าว ยิ่งก้าวไปใกล้กันกับแผ่นจารึกมากเพียงใด ก็ยิ่งก้าวขา แต่ละก้าว ได้ยากเย็นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เสมือนว่าม่านพลังนี้ มีแรงดึงดูดหนักพอๆ กับยกภูเขาทั้งลูก เหลียวเหิงหวง คาดเดาถูกต้องเกี่ยวกับ ผู้ครอบครองป้ายสิทธิ์ระดับขุนพล ถึงจะสามารถก้าวผ่านม่านพลังนี้ไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะกระทำสำเร็จ

“มันกำลังเกิด อะไรขึ้นกันแน่”

ถิงอู้จิ้ว ถามขึ้น แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถง แล้วไปหยุดอยู่ที่ร่างของซุนเค่อหยุน ในจำนวนคนในห้องโถงนี้ บุคคลที่มีความรอบรู้อย่างกว้างขวาง มากที่สุด ก็น่าจะเป็นนาง

“มันเป็นการทดสอบเมล็ดพันธ์ธาตุลม”

“แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากหวางตง เดินไปไม่ถึง แผ่นจารึกคัมภีร์นั้น”

คราวนี้เป็น เฉิงหวู่ กล่าวถามขึ้น ซุนเค่อหยุน หันกลับมามองด้วย แววตาแวววาว กล่าวว่า

“เจ้าควรน่าจะถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากไม่มีใครสามารถจะทำลายม่านพลังนี้ได้เสียมากกว่า เพราะเมื่อไม่มีใครสามารถจะทำลายมันได้ ทุกคนในสถานที่แห่งนี้ ก็จะไม่มีใคร สามารถจะฝึกฝนวิชานี้ ได้เลยสักคน”

เฉิงหวู่รู้สึกกระอักกระอ่วน ยิ้มเหยๆ อย่างรู้สึกอับอาย ซุนเค่อหยุน ปกติก็ไม่ใช่คนน่าคบอยู่แล้ว การตอบคำถามของคนอื่นถึงสองคำถาม จึงนับว่าเป็นขีดจำกัดของนางแล้วจริงๆ เฟยหลงหันไปให้ความสนใจหวางตงอีกครั้ง ก้าวที่ 6 เหมือนว่าจะเป็นขีดจำกัดของเขาแล้วเช่นกัน

รวดเร็วเท่ากันกับความคิด หวางตงโดนดีดกระเด้งกระดอนออกมา จากนอกม่านพลังทันที นี้นับว่าเป็นอาการน่าอับอายครั้งเป็นแรก ของลูกรักแห่งสรวงสวรรค์ ที่หมดสภาพของบุรุษผู้งามสง่า ทั้งสะบักสะบอม ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเจิงได้ขนาดนี้

เฟยหลงร้องเฮอะ ออกมาคำหนึ่ง รู้สึกสะใจ ในความโชคร้ายของคนอื่น เขาก็คิดเอาไว้แล้วว่า คนที่ชอบเดินนำอยู่หน้าขบวน ใช้ว่าจะส่งผลดีเสมอไป ครั้งนี้อาจจะบาดเจ็บเพียงเล็กๆ น้อยๆ ครั้งหน้าก็อาจจะ พิกลพิการ ไปเลยก็ได้ สมน้ำหน้ามันแล้ว อยากจะเปิดตัวแรงดีนัก

เฟยหลงหลิ่วตาหันไปมองยังซุนเค่อหยุน ตัวเต็งหมายเลขสอง ถ้านางต้องถูกดีดกระเด็นออกมา จนมีสภาพไม่ได้แตกต่างไปจากกหวางตงบ้าง ยังคงจะวางท่าท่างอันเงียบสงบ ประดุจดอกบัวผุดขึ้นกลางผิวน้ำ ได้อีกหรือไม่ เทพธิดาที่เสมือนเพิ่งจะถูกขืนใจมา คงมีสภาพไม่ได้น่าดูนัก

เฟยหลงนึกกระหยิ่งยิ้มย่อง ในความโชคร้ายของคนอื่น ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

“เจ้าออกไปก่อน”

ซุนเค่อหยุน ออกคำสั่ง เฟยหลงถึงกับหยุดชะงัก ความคิดไปครู่หนึ่งอุทานว่า อะไรนะ แล้วประท้วงต่อว่า

“ข้าเป็นสุภาพบุรุษ ย่อมต้องเสียสละให้กับสุภาพสตรี ออกหน้าก่อน”

“เฟยหลง นิสัยดื้อด้านของเจ้า สามารถกลับดำเป็นขาวได้จริงๆ”

ซุนเค่อหยุนกล่าวอย่างหมั่นไส้ ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็สอดแทรกเข้ามาร่วมด้วยอีกคน

“เฟยหลงเจ้าคงไม่คิดจะให้ สตรีอ่อนแออย่างพวกเรา ออกหน้าก่อนจริงๆ หรอกนะ หากโอรสแห่งกิเลน เช่นเจ้า จำต้องพึงพาความสามารถของสตรี เพื่อที่จะรอรับสมบัติสักชิ้น มันออกจะน่าอับอาย หากเรื่องราวนี้ ถูกเล่าลือกันออกไป คงจะต้องได้อับอายกัน ไปทั่วทั้งทวีปเป็นแน่”

ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ เหลียวเหิงหวง-ซุนเค่อหยุน สตรีสองนางนี้ ถึงได้มาจับมือ อยู่ร่วมกันได้ อย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยถึงเพียงนี้

และสถานที่แห่งนี้ ยังจะมีสตรีอันอ่อนแออยู่อีกจริงๆ หรือ พวกนางล้วนแล้วแต่เป็นอสรพิษ เก็บงำประกาย เขี้ยวลากดินกันทั้งนั้น และโอรสแห่งกิเลนอะไร ชื่อเสียอะไร คนอื่นแม้จะให้ความสนใจ แต่ข้าเฟยหลง ไม่เคยจะให้ความสนใจ แม้แต่น้อย

แต่เมื่อมีสายตาหลายคู่จับจ้องมองมา เหมือนกำลังกล่าวหาว่าเขาเป็นพ่อเล้า กำลังบีบบังคับให้สตรีสองนาง ออกไปรับแขกยังไง ยังงั้น เห้ยพวกแก่ เข้าใจอะไรกันผิดไปหรือไม่ เฟยหลงคร่ำครวญอยู่ในใจ

หวางตงล้มลุกคลุกคลานกลับมา ยามนี้สภาพของเขาเริ่มจะดีขึ้นเล็กน้อย จ้องมองเฟยหลงอย่างแอบฝากความหวังเอาไว้ แล้วเดินหลบไปนั่งอยู่มุมหนึ่ง กินเม็ดยาฟื้นฟูเข้าไป แล้วนั่งขัดสมาธิโคจรเคล็ดวิชา

………….

เฟยหลงแม้จะมีนิสัยดื้อด้าน กล่าววาจาเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ตัวโง่งม ที่เห็นสมบัติกองอยู่ตรงเบื้องหน้าแล้วจะไม่ให้ความสนใจ

ต้องย่อมรับกับตัวเองว่า เขาไปเคยได้ฝึกวิชาการเคลื่อนไหวร่างกายมาก่อนเลย แม้มีโอกาสหลายครั้ง ที่เขาคิดจะซื้อหามาฝึกฝน แต่ติดปัญหาเกี่ยวกับเมล็ดพันธ์ธาตุลม ที่ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ แต่ยามนั้น กับยามนี้ ย่อมไม่เหมือนกันอีกต่อไป

เฟยหลงก้าวผ่านม่านพลังไปด้วยความหนักแน่น แล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชาอักขระเก้ามังกรประตูปริศนา แรงดึงดูดเพิ่งจะถูกกระตุ้นขึ้น ก็ถูกลบเลือนหายไป เฟยหลงเดินซอยเท้าเข้าไป เหมือนกำลังเดินชมสวนดอกไม้หลังบ้าน ทุกคนต่างอ้าปากตาค้างไปตามๆ กัน

เมื่อเดินไปได้เป็นจำนวน 10 ก้าว ม่านพลังก็เกิดร้อยราว แล้วแตกสลายหายไปในทันที ภายหลังจากม่านพลังจางหายไปไม่นาน เหนือชั้นบรรยากาศ สูงขึ้นไปก็เกิดหลุมรูหนอนสีดำ

ผนึกสีเงินขนาดเท่ากันกับไข่ไก่ เปล่งประกายแวววาวเหมือนกับเพชร มันลอยคว้างร่วงหล่นลงมา หยุดนิ่งอยู่ตรงเบื้องหน้าของเฟยหลง ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น

“ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ ธาตุลม”

อนึ่งขออธิบายให้เข้าใจกันย่อๆ ว่า ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ ก็คือความรู้แจ้งของเหล่าบรรพชน ในยุคสมัยโบราณ เมื่อถึงคราวจะต้องสิ้นสุดอายุขัย ก็จะทำการควบรวมสรรพความรู้ทั้งมวล เกี่ยวกับธาตุต่างๆ กลั่นออกมา จนกลายเป็น ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 9 ระดับ

หากผู้บ่มเพาะได้ทำการดูดกลืน ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์เข้าไป ก็จะทำให้ เข้าใจถึงความหมายของกฎแห่งธรรมชาติ ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผู้ที่เข้าใจกฎแห่งธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ทอง ก็จะมีโอกาส บรรลุระดับพลังบ่มเพาะขั้นภิภพแห่งฟ้า ได้อย่างรวดเร็ว ตามด้วยเช่นกัน

………….

เฟยหลงไม่คิดสนใจสายตาฉายแววแห่งความโลภ สะบัดฝ่ามือเก็บผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ ธาตุลม เอาไว้ภายในแหวนมิติ แล้วก้าวต่อไปอีกหนึ่งก้าว ยื่นมือสัมผัสกับแผ่นจารึก รีบดูดกลืนเคล็ดวิชาเข้าสู่ทะเลแห่งจิตวิญญาณทันที

ประสบการณ์หลายครั้งหลายครา ทำให้เฟยหลงบังเกิดความรู้แจ้ง เกี่ยวกับการดูดกลืนวิชาเป็นอย่างยิ่ง ใช้เวลาเพียงแค่ 10 ลมหายใจ ก็สามารถจะดูดกลืนเคล็ดวิชาคัมภีร์วายุกลางเมฆา ได้สำเร็จ

แล้วหันหลังเดินกลับมา กล่าวว่า

“พวกเจ้ามีเวลาเพียงแค่ 30 ลมหายใจ ม่านพลังจะย้อนทวนกลับมาอีกครั้ง และข้าก็ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาพอที่จะทำลายม่านพลังให้อีกครั้ง”

ผู้บ่มเพาะที่สายตาซุกซ่อนความโลภ พากันวิ่งกรูเข้าไป ปรี่เข้าหาแผ่นจารึกคัมภีร์ในทันที ไม่เว้นแม้แต่ เหล่าลูกรักแห่งสวรรค์ หวางตง-ซุนเค่อหยุน-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-เหลียวเหิงหวง-หลิวหลัวซุย ก็อยู่ในหมู่คนเหล่านั้นด้วย

.............

30 ลมหายใจต่อมา ม่านพลังก็ย้อนทวนกลับมาเหมือนเดิม พวกเขาแม้จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อย แต่แววตากับทอประกายแห่งความสุขสมหวังกันออกมาทุกคน

มีเวลาเหลืออยู่อีกเพียงแค่ 1 เดือน เพื่อที่จะฝึกฝนวิชานี้ ให้สำเร็จ

ผนังด้านข้างของโดม จะถูกแบ่งซอยเป็นที่อาศัย อย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งมีจำนวนหลายร้อยห้อง เฟยหลงสุ่มเลือกประตูบานหนึ่งแล้วเปิดเข้าไป เมื่อมีคนก้าวผ่านเข้าไปด้านใน ประตูบานนั้น ก็เลือนหายไป กลายเป็นผนังเรียบๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น

เมื่อทุกคนเห็นเฟยหลง หลบหน้าเข้าไปในห้องแล้ว คนอื่นๆ ก็ต่างเลือกประตูบานที่ใกล้ที่สุด และก้าวไปในห้องนั้นเช่นกัน

………….

เมื่อเฟยหลงเข้ามาในห้องแล้ว ก็สะบัดฝ่ามือ ปรากฏประตูอักขระรูนโบราณสีดำ ขึ้นมา ก่อนจะสะบัดมืออีกครั้งปรากฏอักขระรูนเทวะ พุ่งเข้าไปบนประตู ลำแสงสว่างวาบ ดูดเฟยหลงเข้าไปในทันที

เฟยหลงมุ่งตรงไปยังบ่อจิตวิญญาณอักขระทบทวี แล้วโยนหินผนึกระดับสูง 1 ก้อน เข้ายังม่านพลัง แล้วค่อยหยิบ“ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ ธาตุลม” ออกมาแล้วโยนมันเข้าไปในบ่อ มีข้อความแจ้งออกมาว่า

“ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ ธาตุลม ระดับ 6 เริ่มทำการคัดลอก”

แล้วเฟยหลงก็ถ่ายเทพลังจิตวิญญาณเข้าไปภายในบ่อ ไม่นานต่อมา ก็มีข้อความแจ้งว่า

“การคัดลอกสำเร็จ สามารถคัดลอกออกมาได้ 10 ชิ้น”

เฟยหลงคิดว่า ก็คัดลอกในครั้งแรก นับว่าเป็นที่น่าพอใจ เขาต้องติดอยู่ภายในดินแดนกระบี่นี้ จำนวน 30 วัน ก็น่าจะคัดลอกได้ อย่างต่ำ ก็ราวๆ 300 ชิ้น

แล้วจากนั้น เฟยหลงก็เริ่มดูดกลืนผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ ธาตุลม อย่างตะกละตะกลาม อย่างไม่คิดเห็นถึงคุณค่าของมันแม้แต่น้อย พร้อมทั้งฝึกฝนคัมภีร์วายุกลางเมฆา อย่างเอาเป็นเอาตาย

เพราะเขารับรู้เป็นอย่างดีว่า หวางตง-ซุนเค่อหยุน และอีกหลายๆ คน ต่างก็ต้องเคยฝึกฝนวิชาเกี่ยวกับธาตุลงกันมาบ้างแล้ว พวกเขาจะก้าวผ่านประตูไปในทันที ก็ย่อมกระทำได้ ติดที่เฟยหลง ครอบครองป้ายสิทธิ์ระดับขุนพล ไม่มากก็น้อยพวกเขาก็ยังหวังจะพึงพา ความสามารถของเขาอยู่เช่นกัน

เวลา 30 วันผ่านไป รวดเร็วเหมือนโกหก ด้วยความช่วยเหลือของ ผนึกความรู้แจ้งสวรรค์ ธาตุลม ระดับ 6 เฟยหลงจึงฝึกฝนคัมภีร์วายุกลางเมฆา ได้สำเร็จถึงระดับผู้เชียวชาญ และจากเมล็ดพันธ์ธาตุลม ยามนี้ก็ได้พัฒนา ยกระดับกลายเป็น แก่นธาตุลม และยังรู้แจ้ง กฎแห่งธรรมชาติ ธาตุลม ระดับ 4 แล้วด้วย

แล้ววันเวลาภายในดินแดนกระบี่นิรนาม ก็จบสิ้นลง

เฟยหลงก้าวเดินออกมาจากภายในห้องฝึกฝนวิชา เพียงแค่ 1 วัน หลังจากก้าวเดินเข้าไปเท่านั้น และเมื่อเปิดประตูออกมาจากห้อง ก็ต้องพบเข้ากันกับ พวกเขี้ยวลากดิน ยืนรอคอยอยู่ก่อนแล้ว

“ข้าคิดว่า เจ้าจะแสร้ง อยู่ภายในห้องนั้น จนครบทั้ง 30 วัน จริงๆ เสียอีก”

หวางตง ยกมุมปากขึ้น อย่างรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกง เฟยหลงยักไหล่ ไม่สนใจความคิดมากเล่ห์ของใคร เฟยหลงกวาดสายตา มองสำรวจ แล้วส่ายหน้าอย่างอับจนหนทาง

หวางตง-ซุนเค่อหยุน-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-เหลียวเหิงหวง หลิวหลัวซุย ล้วนแล้วแต่เป็นพวกหัวกระทิทั้งสิ้น

.............

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 105 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น

  1. #24 lonely2014 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 23:12

    กำลังมันส์เลย
    #24
    0
  2. #23 dear27042540 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 20:17
    สนุกมากๆๆๆ อยากอ่านอีดจัง
    #23
    1
    • #23-1 dear27042540(จากตอนที่ 38)
      10 พฤษภาคม 2563 / 20:18
      *อีกจัง
      #23-1