Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 36 : สาวกหลัก พรรคมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,235
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 99 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

36. สาวกหลัก พรรคมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์

 

สุดท้ายเวลาก็ผ่านไปอีก 30 นาที รูปแบบอักขระรูนโบราณสำเร็จรูป ม่านพลังที่ขวางอยู่ประตูทางเข้า ก็ถูกลดระดับลง เหลือเพียงระดับ 2 เท่านั้น

ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่ ทรุดลงกับพื้น นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงตำแหน่ง หน้าม่านพลังนั้น กลืนกินเม็ดยาฟื้นฟูพลังบ่มเพาะและจิตวิญญาณ โคจรเคล็ดวิชาทันที

หวางตง เดินรุดหน้าออกไปสะบัดแขนเสื้อ พลังอำนาจแห่งอักขระรูนเทวะ ก็ถั่งโถมพุ่งเข้าชนกับม่านพลัง เกิดเป็นเสียงดังกัมปนาท ม่านพลังเกิดรอยร้าว แล้วแตกสลายลงในเวลาต่อมา

เส้นทางเดินเบื้องหน้าก็ปรากฏขึ้น มันเป็นปากอุโมงค์สีดำ ทอดตัวยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา ผู้บ่มเพาะทั่วทั้งอาณาบริเวณ ถึงกับเต็มไปด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ ต้องการจะพุ่งเข้าไปยังปากอุโมงค์นั้น เป็นคนแรก

“หากใครต้องการ จะผ่านเข้าไป จะต้องจ่ายค่าผ่านทางมาเสียก่อน”

เฟยหลง และทุกๆ คน ย่อมพอคาดการณ์เอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วว่า ของฟรีนั้นไม่มีอยู่ในโลก แห่งความเป็นจริง

“พวกเรา 5 คน ต่างเหน็ดเหนื่อย ทั้งพลังบ่มเพาะ และพลังจิตวิญญาณ แต่พวกเจ้ายืนมองอยู่เฉยๆ คิดจะจับเสือมือเปล่า พวกเจ้าคิดว่า มันยุติธรรมแล้วหรือไม่”

สมาชิกคนหนึ่งตะเบ็งเสียงขึ้น

“เจ้าจงอย่าได้กล่าววาจา พิลี้พิไลให้มันมากนัก จงพูดเงื่อนไขของเจ้าออกมาเลย หากมันไม่เหลือบ่ากว่าแรง พวกเราย่อมยินดีจะตกลงตามเงื่อนไข”

หวางตงกวาดสายตา มองทุกคน ก่อนจะกล่าวว่า

“พวกเจ้าต้องมอบพลังปราณเทวะ ออกมาครึ่งหนึ่ง ของปราณเทวะ ที่พวกเจ้าได้ครอบครองเอาไว้”

ทุกคนต่างตะลึงพรึงเพริด คิดจะปฏิเสธเงื่อนไขอันไร้ยางอายเช่นนี้ แต่ถึงมีปากก็ยากจะโต้แย้ง

มีผู้บ่มเพาะคนหนึ่ง เดินออกมาเป็นคนแรก กล่าวว่า

“ข้าตกลง ยอมจ่ายพลังปราณเทวะครึ่งหนึ่ง สมบัติที่จะได้ครอบครอง ย่อมต้องคุ้มค่า กว่าพลังปราณเทวะ ที่ต้องจ่ายออกไปแน่ๆ”

แล้วผู้บ่มเพาะคนนั้น ก็วาดฝ่ามือ พลังปราณเทวะก็ไหลเข้าไป ภายในป้ายสิทธิ์ของหวางตง แล้วผู้บ่มเพาะคนที่สอง ก็ก้าวเดินออกมา วาดฝ่ามือแล้วพลังปราณเทวะก็ไหลเข้าไป ภายในป้ายสิทธิ์ของซุนเค่อหยุน

เฟยหลงลุกขึ้น ตามด้วย ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่ พวกเขาต่างก็ได้รับ ด้วยเช่นกัน โดยหมุนเวียนเช่นนี้ จนครบหมดทุกคน

ป้ายสิทธิ์ของเฟยหลง ยามปกติจะอยู่ที่ ระดับนักรบระดับปลาย ยามนี้พุ่งทะยานสู่ระดับขุนพล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งในจำนวนทั้ง 20 คน ยามนี้ มีเพียง เฟยหลง หวางตง และซุนเค่อหยุน ที่ป้ายสิทธิ์อยู่ในระดับขุนพล

.............

เช่นนั้น การเดินเข้าไปยังปากอุโมงค์ จึงต้องคำนึงถึงระดับของป้ายสิทธิ์เป็นหลัก ใครมีระดับต่ำก็ต้องเดินปิดท้ายขบวน ซึ่งสองคนสุดท้ายนั้นก็ได้แก่ เหลียวเหิงหวง หลิวหลัวซุย พวกเขาถูกเฟยหลงรีดไถ่ จะแทบจะกัดก้อนเกลือกิน ยามนี้ยังต้องจ่ายค่าผ่านประตูอีก

ปราณเทวะที่เพิ่งจะสะสมมาได้ ในช่วงเดินทางไม่กี่วัน ก็เริ่มร่อยหรอ ทั้งสองคนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน จ้องมองเฟยหลงยังกับจะกินเลือดกินเนื้อ

เฟยหลง หวางตง และซุนเค่อหยุน เดินนำขบวนอยู่ด้านหน้า

เฟยหลงคิดว่า การเดินนำขบวน ย่อมไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป หากโชคร้ายพบกับค่ายกล ถูกลูกธนูอาบยาพิษพุ่งเข้าใส่ หรือถูกอสูรดุร้ายพุ่งเข้าโจมตี อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว หน่วยกล้าตายที่เดินนำขบวน ย่อมต้องประสบอันตรายก่อนเป็นคนแรก

หากเลือกได้เฟยหลง ต้องการจะไปเดินแทนตำแหน่งของ เหลียวเหิงหวง หลิวหลัวซุย เสียมากกว่า

ด้วยนิสัยขี้ระแวง และระมัดระวังตัว จนเกินเหตุของเฟยหลง จึงมีความคิดเช่นนี้ แต่ผู้บ่มเพาะหลายๆ คน กับมีความคิดแตกต่างออกไป พวกเขาอยากสังหารเฟยหลง แล้วเข้าไปแทนที่ตำแหน่งนั้นใจจะขาด เพราะหากค้นพบสมบัติย่อมจะได้เป็นคน ชกฉวยก่อนเป็นคนแรกๆ แม้จะเสี่ยงอันตรายอยู่บ้างเล็กน้อย มันก็คุ้มค่า

เฟยหลงคิดว่า เขาจะอยู่ตำแหน่งใด ด้านหน้าหรือด้านหลัง สุดท้าย เขาก็ยังเป็นคนแรกๆ ทีมีสิทธิ์เลือกสมบัติก่อนเป็นคนแรก จำนวน 5 ชิ้นอยู่ดี

แต่เฟยหลงลืมคิดไปว่า “อย่าเอาความคิดของคนพาล ไปตัดสินความคิดของวิญญูชน” ผู้บ่มเพาะในสถานที่แห่งนี้ ยังจะมีใคร สนใจเงื่อนไขบ้าๆ อันเลื่อนลอย

ที่เอ่ยวาจาขึ้น อย่างไม่มีต้นมีปลาย คิดไปเอง เออออไปเอง ของหวางตง กันอยู่อีก สถานที่แห่งนี้ ล้วนตัดสินกันด้วย กำปั้นของใคร ใหญ่กว่าต่างหาก คนอ่อนแอ ก็ถูกธรรมชาติคัดทิ้งทั้งสิ้น

เช่นนั้นตำแหน่งของเฟยหลง จึงนับว่า เป็นที่อิจฉาริษยา ของทุกคนเป็นอย่างยิ่ง

..............

อุโมงค์แห่งนี้ นับว่ามืดมิดเป็นอย่างมาก ทุกคนต่างเตรียมตัว กันมาเป็นอย่างดี เมื่อต้องมาพบกับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาล้วงเอา ศิลาเพลิงปฐพี และสวรรค์ออกมา แล้วกลั่นมันจนกลายเป็นลูกไฟกลมๆ จึงมองเห็นรายละเอียดของอุโมงค์แห่งนี้ได้มากยิ่งขึ้น

ผนังถ้ำมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ ซึ่งศิลาที่นำมาก่อสร้างอุโมงค์ เป็นหยกดูดวิญญาณสีดำทั้งหมด และยังมีอัขระรูนโบราณจารึกเอาไว้ เฟยหลงไม่ได้คิดจะศึกษามันโดยละเอียด เพราะมันไม่ใช่ เวล่ำเวลาที่จะต้องมาศึกษาเรียนรู้อะไรในยามนี้ ทุกคนต่างพากันเร่งรุดเดินทาง อย่างกระเหี้ยนกระหือรือ เหมือนกำลังถูกสะกดจิต

.........

สุดท้ายพวกเขาก็เดินมาถึงห้องโถงแห่งหนึ่ง มันมีลักษณะเป็นโคมทรงกลม มีไข่มุกราตรีประดับเอาไว้โดยรอบ ส่องแสงสว่าง ให้กับอาณาบริเวณรอบบริเวณแห่งนี้ ไม่ต่างจากตอนกลางวันแต่ประการใด

ตรงจุดศูนย์กลาง ของโดมประหลาดแห่งนี้ มีประตูสีดำบานหนึ่ง จัดสร้างเอาไว้ และมีข้อความระบุเอาไว้ว่า

“ผู้บ่มเพาะ ที่มีป้ายสิทธิ์ระดับนักรบเท่านั้น จึงจะผ่านเข้าประตูบานนี้ได้”

ผู้บ่มเพาะจำนวน 23 คน มี 3 คน มีป้ายสิทธิ์ระดับขุนพล มี 7 คน มีระดับนักรบ มี 13 คน มีป้ายสิทธิ์ระดับมนุษย์ นั้นหมายความว่า มีเพียงแค่ 10 คน เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ ผ่านเข้าไปภายในประตูนี้ได้ ในทันที

เฟยหลงเพิ่งจะเข้าใจ การได้ถือป้ายสิทธิ์ที่มีระดับสูงๆ มันกับมีโอกาส ที่ดีกว่าคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก

และคนทั้ง 13 คน ที่ไม่มีสิทธิ์ ย่อมไม่คิดให้คนจำนวน 10 ผ่านประตูนี้เข้าไป ได้โดยง่ายดายแน่ๆ

รวดเร็วเท่ากับความความคิด ผู้บ่มเพาะผู้มีพรสวรรค์เลิศล้ำ พริ้วกายเข้าไปปิดเส้นทางเข้าสู่ประตูสีดำนั้นเอาไว้ทันที พวกที่ตอบสนองเชื่องช้า ก็เริ่มจะเข้าใจถึงสถานการณ์ของตนเองมากขึ้น ต่างพากัน เคลื่อนที่ไปปิดทางเข้าเอาไว้ด้วยเช่นกัน

หวางตงก้าวออกมาอย่างไม่พอใจ เป็นคนแรก ขมวดคิ้วกล่าวตะเบ็งเสียงว่า

“พวกเจ้าคิดจะทำอะไร”

เฟยหลงส่ายหน้า แล้วมองหวางตง อย่างกับคนปัญญาอ่อน รู้ทั้งรู้ก็ยังแกล้งถาม จากการประเมินของเฟยหลง ผู้บ่มเพาะทุกคน ล้วนแล้วแต่เป็นอัจฉริยะของสำนักหนึ่งๆ แม้พลังจิตวิญญาณ จะพัฒนากันอย่างเชื่องช้าไปบ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไร้ซึ่งฝีมือ

ในทางกลับกัน พวกเขายังจะแข็งแกร่งกว่า ผู้จารึกอักขระวิญญาณ เสียอีก พวกเขาต่างมุ่งเน้นเป็นในเส้นทางบู๊เป็นหลัก ส่วนผู้จารึกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้น และใช้เวลาส่วนใหญ่ ไปในด้านการฝึกจารึกอักขระเทวะ วิชาการต่อสู้จึงอ่อนด้อยอยู่บ้าง

แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น เช่น หวางตง และซุนเค่อหยุน เฟยหลงคิดว่า ทั้งสองคน ไม่ใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน แต่ประการใด การคิดที่จะกักขังพวกเขาเอาไว้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย

..............

“พวกข้าต้องการ ให้พวกเจ้าแบ่งปันพลังปราณเทวะ ให้กับพวกเรา พอที่จะก้าวผ่านประตูนี้ไปได้ ข้าสัญญาว่าจะหามาคืนให้กับพวกเจ้า ในอนาคต”

สมาชิกคนหนึ่งแต่งตั้งตัวเอง เป็นหัวหน้ากลุ่ม ยื่นเงื่อนไขไร้ยางอายออกมา และมีผู้บ่มเพาะอีกหลายคน ยืนใบหน้าเคร่งเครียด สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และสมาชิกคนนี้ ก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือ เหลียวเหิงหวง และหลิวหลัวซุย

เฟยหลงคิดว่า ทั้งสองคนนี้ คงจะถูกเคี่ยวกรำ จนใกล้จะกลายเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ

หวางตง กล่าวอย่างไร้ความรับผิดชอบว่า

“พวกเจ้ามีกันทั้งหมดตั้ง 13 คน ทำไม ถึงไม่คิดต่อสู้แย่งชิงกันเอาเอง เสียเลยล่ะ ข้าคิดว่าพลังปราณเทวะเมื่อรวมๆ กันแล้ว ก็น่าจะได้ป้ายสิทธิ์ระดับนักรบ เพิ่มมาอีก สักคนสองคน”

นี้นับเป็นการจุดไฟกองเล็กๆ ให้ลุกโชติช่วงขึ้น หรืออาจจะเป็นคำกล่าวประชดประชัน ที่ยุแย่ให้เกิดแตกแยก ที่เผ็ดร้อนที่สุด และนำมาซึ่งความไม่พอใจ ให้กับผู้บ่มเพาะทั้ง 13 คน มากยิ่งขึ้น

เฟยหลงคิดว่า หวางตง มีความสามารถในด้านนี้ เป็นพิเศษจริงๆ หรือบางที่คงต้องการเขี่ยใครบางคน ออกไป โดยเฉพาะ คนๆ นั้นก็น่าจะเป็นเฟยหลงเอง ผู้ที่มีสิทธิ์จะเลือกสมบัติเป็นคนแรกถึง 5 ชิ้น ซึ่งเข้าตำราที่กล่าวว่า ชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว ยืมมือคนอื่น มาเล่นงานเขาทางอ้อม

“พวกเรา มีความได้เปรียบเรื่องจำนวนคน ที่มากกว่า เจ้าคิดจะปะทะ กับพวกเราตรงๆ ข้าคิดว่าเจ้า รองคิดไตร่ตรอง ดูอีกสักครั้งจะดีกว่า”

เฟยหลงคิดว่า เหลียวเหิงหวง เป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยม ยากที่จะเข้าใจคนหนึ่ง โดยเฉพาะได้จับคู่กันกับ หลิวหลัวซุย นางนับว่าเป็น นางอสรพิษ ที่ล้ำลึกที่สุด คาดเดาจิตใจได้ยากที่สุด ซึ่งเฟยหลงไม่ต้องการที่จะอยู่ใกล้ๆ

เช่นนั้น จึงคิดจะตัดเยื่อใย และอยู่ห่างๆ กับนางจะดีกว่า

แต่ไม่คาดคิดเลยว่า สุดท้ายบุคคลทั้งสอง จะวางแผนการก่อกบฏ ได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

................

หวางตง รับรู้ว่า เรื่องราวครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ซึ่งไม่อาจจะตกลง เจรจากันได้ด้วยวาจา จึงทำได้เพียงทอดถอนหายใจ แล้วพลิ้วกายไปหยุดนิ่งๆ อยู่มุมหนึ่ง แล้ววาดฝ่ามือเป็นวงแสงสีแดง ออกห่างจากตนเอง 10 ก้าว ก่อนจะกล่าวว่า

“หากใครกล้า ก้าวผ่านเส้นแบ่งเขต รอบตัวข้าในระยะ 10 ก้าว ข้าจะสังหารมันทิ้งทันที”

คำกล่าวที่หยิ่งยโส และโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ คนกล่าวย่อมจะต้อง มีวิชาฝีมือติดตัวอันไร้เทียนทาน จึงจะกล่าววาจาอันเขื่องโขเช่นนี้ออกมาได้ อย่างง่ายดาย

ซุนเค่อหยุน เมื่อเห็นหวางตงแสดงออกอย่างเหี้ยมหาญ นางเองก็ไม่คิดน้อยหน้า พลิ้วกายไปยังพื้นที่วางๆ แห่งหนึ่ง วาดฝ่ามือปรากฏเส้นวงกลมสีแดงด้วยเช่นกัน กล่าวว่า

“หากใครกล้า ก้าวเข้ามาภายในเส้นระยะ 10 ก้าว ก็อย่าหาว่าข้า โหดเหี้ยม”

เฟยหลงหน้ามุ่ย เมื่อมองเห็นการแสดงออก ของทั้งสองคน พวกเขากล้าทอดทิ้งข้า ให้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เช่นนี้ได้อย่างไรกัน เฟยหลงคิดจะพลิ้วกายไป ค้นหาพื้นที่วางๆ เช่นกัน แต่มีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

“เจ้าหนู ไม่จำเป็น จะต้องแสดงละครตลก ให้พวกข้าได้ดูก็ได้ มันจะทำให้ต้องเสียเวล่ำเวลา เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติ เช่นเดียวกันกับ หวางตงและซุนเค่อหยุน แม้สักกระผีกริ้น

จะให้ดี เจ้าจงส่งมอบพลังปราณเทวะออกมา แล้วข้าจะเมตตาปล่อยเจ้าออกไป อย่างมีชีวิต และยังมีโอกาส ได้สะสมปราณเทวะ เพิ่มอีกในอนาคต ไม่เช่นนั้น ข้าจะทำลายป้ายสิทธิ์ของเจ้า และฆ่าเจ้าทิ้งซะ”

เฟยหลงไม่รู้ทำไม ผู้บ่มเพาะคนนี้ ถึงจะพุ่งเป้ามาที่เขา เป็นคนแรก ในขณะที่มีคนอีกตั้ง 8 คน ขนาบขางอยู่ซ้ายขาว แต่เมื่อไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ก็คงจะต้องมาสัประยุทธ์ ให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง

ขอขั้นเวลา มาบรรยายลักษณะของตัวประกอบคนนี้ กันสักนิด องคาพยพ โดยคราวๆ จะเป็นดังนี้

รูปร่างสูง หัวเล็ก เบ้าตาลึก แก้มตอบ มือซ้ายถือ ดาบยาวประมาณ 4 เชียะ ส่องประกายแวววาว ใบหน้าขาวซีด แต่แววตากับทอประกายเหี้ยมโหด ระดับบ่มเพาะอยู่ในขั้นรู้แจ้งสวรรค์ ระดับ 8 ปลายสุด นับว่าอยู่ใน มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ของสมาชิกส่วนใหญ่ในสถานที่แห่งนี้

“เจ้าคงไม่ยอมยกให้ง่ายๆ สินะ เช่นนั้น ก็อย่าหาว่าข้าโหดเหี้ยม ละกัน”

ผู้บ่มเพาะนิรนามคนนี้ โคจรเคล็ดวิชามารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ขั้นพื้นฐาน กระบี่ที่ถืออยู่ในมือ ก็เริ่มก่อเกิดกลุ่มควันสีดำ ซึ่งเป็นปราณแก่นโลหิตมารฟ้า สายหนึ่งวิ่งวนอยู่รอบกระบี่

เฟยหลงเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องคาดเดาสิ่งใดให้ต้องยุ่งยาก ผู้บ่มเพาะคนนี้ ก็คือฝึกฝนวิชาของพรรคมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นมันก็นับเป็นสาวกพรรคมารคนหนึ่ง

“เจ้ากับกล้า ใช้วิชาของพรรคมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ในสถานที่แห่งนี้จริงๆ หรือเจ้าไม่กลัวว่า จะมีใครมาฆ่าเจ้า แล้วดูดกลืนแก่นโลหิตมารฟ้า ของเจ้าไป”

เฟยหลงแสร้งถามขึ้น

ชายคนนั้น กับไม่สะทกสะท้านแต่ประการใด ยังสู่อุตส่าห์ มีใจมาตอบคำถามของเฟยหลง เสียอีก

“ยิ่งดีนะสิ ข้าจะได้ฆ่ามัน แล้วดูดกลืนแก่นโลหิตมารฟ้าเพิ่มขึ้นอีก หรือเจ้าก็นับว่า เป็นสาวกคนหนึ่งด้วยเช่นกัน”

เฟยหลงยกมุมปากขึ้น กล่าวว่า

“ไม่รู้ว่าข้า นับว่าเป็นสาวกคนหนึ่งด้วยไหม เพราะข้ายังไม่เคยหยดโลหิต ทำสัญญาศักดิ์สิทธิ์ กับแท่นจารึกผนึกดินแดน เลยสักครั้ง”

เนื่องจากแท่นจารึกผนึกดินแดน ถูกเฟยหลงทำลายทิ้งไปเสียก่อน จึงไม่ได้มีโอกาสได้หยดโลหิตลงไป ฐานข้อมูลของเฟยหลง จึงไม่ได้มีปรากฏ ให้ได้สืบค้น อยู่ในพรรคมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์

ชายคนนั้น เมื่อได้ยินเช่นนี้ ก็รู้สึกเหยียดหยาม เข้าใจผิดว่าเฟยหลง เป็นเพียงสาวกระดับต่ำ เป็นเพียงมดงานทั่วๆ ไป

“ก็แค่สาวกระดับต่ำ ที่ถูกพรรคมารทอดทิ้ง ให้ทำหน้าที่สะสมแก่นโลหิตมารฟ้า แล้วจึงค่อยสังหารทิ้ง ที่หลังก็เท่านั้น”

เฟยหลงกล่าวว่า

“แม้จะเป็นเช่นนั้น มดงานเช่นข้า ก็ขยันขันแข็งเป็นอย่างยิ่ง เจ้าก็นับเป็นสาวกคนหนึ่ง ภายในพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณแห่งนี้ ที่จะทำให้ข้าได้เก็บสะสม แก่นโลหิตมารฟ้า ได้มากขึ้น อีกสักนิด”

...........

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 99 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น