Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 35 : อาณาเขตต้องห้าม ซากปีศาจโลหิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,211
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

35. อาณาเขตต้องห้าม ซากปีศาจโลหิต

ในจำนวน 5 คน เฟยหลงมีอายุน้อยที่สุด ผู้บ่มเพาะอีก 4 คน มีอายุประมาณ 17-18 ปี ระดับบ่มเพาะอยู่ที่ขั้นรู้แจ้งสวรรค์ระดับ 8-9 หรืออาจจะถึง ระดับกึ่งขั้นภิภพแห่งฟ้า เลยทีเดียว

“เจ้าหนู ข้าต้องการผู้จารึกอักขระวิญญาณ ที่มีเมล็ดอักขระเทวะหลัก เป็นสีเขียว ระดับสูง 5 ดาวเท่านั้น”

เฟยหลงสะบัดมือวาดฝ่ามืออักขระรูนโบราณปรากฏขึ้น มันเป็นสีเขียวเข้ม คนที่เพิ่งกล่าววาจาถึงกับตื่นตะลึง อีกสามคน ก็หันมามองเฟยหลงยังกับกำลังจ้องมองสัตว์ประหลาด แล้วก็มองตรงไปยังป้ายสิทธิ์ที่แขวนอยู่หว่างเอว เสียงอึงอลดังขึ้น

“ป้ายสิทธิ์ของมันเป็น ระดับนักรบขั้นปลาย”

“เด็กคนนี้ เก็บซ่อนระดับพลังบ่มเพาะ เอาไว้แน่ๆ”

“มันคงจะใช้หยกสมบัติช่วยชีวิต ระเบิดสัตว์อสูรดุร้าย จนได้พลังปราณเทวะ พวกนี้มา เสียมากกว่า”

“เช่นนั้น ตระกูลของมันก็คงจะร่ำรวยมากๆ มันเกิดมา ก็คงเพื่อเผาผลาญสมบัติของตระกูลเล่น โดยแท้”

“แต่พลังจิตวิญญาณของมันก็ นับว่าสูงส่งที่เดียว นับว่าสมบัติที่เผาผลาญไป ไม่เสียเปล่าเลยจริงๆ”

ฯลฯ

เมื่อเฟยหลงแสดงความสามารถ ของเมล็ดอักขระเทวะหลัก ให้เป็นที่ประจักษ์แล้ว ก็ลองพิจารณาบุรุษตรงหน้าดูอย่างละเอียด

“เจ้ามีความสามารถโดดเด่นทีเดียว เจ้าเข้าร่วมกลุ่ม กับพวกเราได้ ข้าชื่อหวางตง ส่วนผู้บ่มเพาะคนอื่นๆ จงแจ้งชื่อเสียง เรียงนามออกมาที่ละคน”

“ข้าชื่อเฟยหลง”

“ข้าชื่อ ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-ซุนเค่อหยุน”

ทั้งสามคนแนะนำตัวเรียงตามลำดับ ในจำนวน 5 คน มีสตรี รวมอยู่ด้วย 1 คน

เฟยหลงเพิ่งจะเคยเห็นสตรี เป็นผู้จารึกอักขระวิญญาณ ที่อายุยังเยาว์เช่นนี้ เป็นครั้งแรก จึงพิจารณานางโดยละเอียดเป็นคนแรก

ซุนเค่อหยุน รูปร่างเพรียวได้สัดส่วน ท่าทางสุขุม ใบหน้าเนียนเคร่งขรึม ดวงตาเรียวไม่สนใจความเดือดร้อนในโลกล้า โดดรวมแล้วนางไม่ใช่คน ที่ควรจะไปสนิทสนม ด้วยสักเท่าไหร่ นางสวมชุดนักบู๊สีเข้ม มือบอบบาง ถือกระบี่มรกต มีความยาวประมาณ 3 เชียะ

สำหรับ ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่-หวางตง

พวกเขามีบุคลิกคล้ายๆ กัน มีรูปร่างสันทัด ท่าทางน่าเกรงขาม ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตาคมล้ำลึก เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น จมูกคมเป็นสัน พวกเขาสวมชุดนักบู๊ รัดรูปสีเข้ม มือซ้ายถือดาบยาวประมาณ 4 เชียะ

................

“ค่ายกลแรกของอาณาเขตต้องห้าม ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงจะเคยสัมผัสกับ รูปแบบอักขระรูนโบราณสำเร็จรูป กันมาบ้างแล้ว ข้าคิดว่า มันต้องเป็นรูปแบบค่ายกลอักขระรูนโบราณระดับ 10 แต่กาลเวลา ทำให้มันเสื่อมพลังลง ลดเหลือเพียงระดับ 7 เท่านั้น

เพียงพวกเรา สามารถลดระดับของมัน ให้เหลือเพียงแค่ระดับ 2 ได้ ก็จะสามารถจู่โจมทำลายปราการลงได้”

เป็นหวางตง ที่อธิบายรายละเอียดโดยคราวๆ ให้ฟัง

“มีใครคิด จะทดลองเพื่อลดระดับ ของมันเป็นคนแรกบ้าง”

หวางตงถามขึ้น เฟยหลงกวาดสายตามองทุกคน ไม่มีใครกล้าจะอาสาออกไปเป็นคนแรก

อนึ่งขออธิบาย เหตุการณ์นี้ กันสักนิด เมื่อย้อนกลับไปเมื่อคราวที่เฟยหลง ได้ทดสอบเพื่อเพิ่มระดับ รูปแบบจำลองของท่านผู้อาวุโสจู้หมิงหยู และเขาได้เปลี่ยนรูปแบบจำลองให้กลายเป็น รูปแบบอักขระรูนโบราณสำเร็จรูป และเพิ่มระดับมันจนกลายเป็นระดับ 6

ครั้งนั้น แทบจะทำให้เฟยหลง เกือบต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ มันกับแตกต่างออกมา จากการเพิ่ม เปลี่ยนเป็นการลดระดับ นั้นหมายความว่า คนที่ขึ้นไปเป็นคนแรก ย่อมจะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตราย ถึงแก่ชีวิตมากกว่าคนอื่นๆ

“คนที่กล้าขึ้นไปแก้ไข อักขระเป็นคนแรก สามารถจะเลือกสมบัติ ภายในอาณาเขตต้องห้าม เพิ่มได้เป็นสองชิ้น ก่อนคนอื่นๆ เงื่อนไขนี้ พวกเจ้า คงพอจะยอมรับกันได้กระมัง”

หวางตงกล่าววาจาออกมา อย่างน่าไม่อายเป็นที่สุด แม้แต่ตนเอง ก็ยังไม่กล้าที่จะออกหน้าเป็นคนแรก แต่กับยั่วยุให้คนอื่นๆ เสนอหน้าออกไป เซ่นสังเวยพลังอำนาจ ของค่ายกลอักขระก่อนเป็นคนแรก

ซุนเค่อหยุน-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่ หันซ้ายหันขวามองหน้ากับเลิ่กลั่ก ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่ ส่ายหน้าปฏิเสธ ซุนเค่อหยุน ยังรักษาท่าทีอันเงียบสงบเอาไว้ แล้วนางก็เหลือบหางตา มองมาเฟยหลง และส่ายหน้าอย่างตัดใจ

คงคิดว่า น้ำหน้าอย่างเฟยหลง คงไม่มีปัญญาพอที่จะ ลดระดับจากระดับ 3 ลงมาจนถึงระดับ 2 ได้เสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องเอ่ยถึงจากระดับ 7 ลดลงมาระดับ 6

สุดท้ายผู้จารึกอักขระวิญญาณ ทั้ง 5 คน ก็ต่างพากันส่ายหน้าปฏิเสธ กันไปทั้งหมด หวางตง กล่าวว่า

“เช่นนั้นพวกเราคงต้องรอ ให้มีผู้จารึกอักขระวิญญาณ ที่มีฝีมือเดินทางผ่านมา หรือตัดใจล้มเลิก ต่างแยกย้ายรุดหน้าเดินทางกันต่อไป”

หวางตงกล่าววาจาออกมาอย่างสิ้นหวัง

เฟยหลงคิดว่า หากปล่อยเวลายืดยาวออกไป ฝันย่อมยุ่งเหยิง เมื่อผู้บ่มเพาะหลั่งไหลกันเข้ามาเพิ่มอีก ส่วนแบ่งของเขาก็จะต้องลดน้อยลงไปอีก

“ข้าต้องการเลือกสมบัติที่ดีที่สุด จำนวน 5 ชิ้น เป็นคนแรก ถึงจะยอมเสี่ยงชีวิต ขึ้นไปลดระดับค่ายกลอักขระรูนเทวะโบราณแห่งนี้ เป็นคนแรก”

เฟยหลงเอ่ยต่อลองอย่างดื้อด้าน พวกเขาจะตกลงก็ช่าง ไม่ตกลงก็ช่าง หากไม่ได้ตามที่ร้องขอ เขาเองก็คิดจะตัดใจ ผละจากไปเช่นกัน การลงแรงที่เสียเปรียบเช่นนี้ เขาไม่คิดจะทำ

หวางตงยกมุมปากขึ้น เหยียบหยามกลายๆ แต่กลับกล่าวออกมาว่า

“ข้ายอมรับ เงื่อนไขที่เจ้าเรียกร้องออกมา”

เฟยหลงกวาดตามองคนอื่นๆ เหมือนพวกเขา จะมีความคิดเช่นเดียวกัน คนตายยังจะต้องการ เอาสมบัติไปทำสิ่งใดกัน หรือจะนำติดตัวเอาไว้ไปใช้ในนรก

“พวกเรา ก็ยอมรับเงื่อนไข ที่เจ้าร้องขอ”

ซุนเค่อหยุน-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่ เอ่ยวาจาออกมาพร้อมๆ กัน

เฟยหลง เดินซอยเท้าตรงไปยังม่านพลังสีทอง ที่เกิดเป็นริ้วคลื่นอันไร้จุดจบ แต่จริงๆ แล้ว มันก็คืออักขระเทวะที่เรียงต่อกัน อย่างไร้ที่สิ้นสุด กำลังวิ่งชนกันเปะปะไร้ซึ่งรูปแบบ

……………

เฟยหลงวาดฝ่ามือออกไป เมล็ดอักขระเทวะหลัก เริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เฟยหลงยื่นมือทั้งสองข้าง ออกไปเบื้องหน้า ไขว่สลับกันไปมา เหมือนกำลังร่ายเวทมนต์ อยู่ก็มิปาน

มือทั้งสองข้าง กำลังลบอักขระรูนเทวะออกไปที่ละตัวๆ นับที่ได้ทำกงานลบออกไปแล้วเป็นจำนวน 20 ตัว แต่รูปแบบยังไม่เกิดการระเบิดขึ้น แต่ประการใด

รูปแบบค่ายกลระดับ 7 เริ่มไล่ระดับลดลงที่ละนิดๆ

การวาดฝ่ามือยังคงไม่หยุดลง แขนขาเริ่มสั่นเทิ้ม นับว่าใช้พลังจิตวิญญาณ ออกไปเป็นจำนวนมากจริงๆ ฝ่ามือที่วาดออกไปยิ่งนาน ก็ยิ่งเชื่องช้าลง และหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างกับการกำลังยกภูเขาลูกเล็กๆ ลูกหนึ่ง อยู่เลยที่เดียว

……….

เวลาผ่านไป 30 นาที ค่ายกลอักขระรูนเทวะ ระดับ 7 ก็ลดลงเหลือระดับ 6 จนได้ เฟยหลงไม่กล้าที่จะทรุดตัวลงนั่งแม้แข้งขาจะอ่อนแรงลงเต็มที แล้วก็ตาม เขาเค้นเสียงกล่าวว่า

“ข้าอดทนต่อไป ได้อีกไม่นาน จะต้องมีใคร เข้ามาแทนที่ตำแหน่งข้า เพื่อลดระดับรูปแบบ ต่อจากข้าโดยเร็ว มิเช่นนั้น มันจะเริ่มย้อนทวน กลับคืนไปเหมือนเดิมอีกครั้ง”

หวางตงเดินเข้าไปแทนที่ตำแหน่งของเฟยหลง อย่างรู้หน้าที เขาพิจารณาเฟยหลง อย่างตะลึงพึงเพริด ก่อนจะกล่าวว่า

“เจ้าไปพักผ่อนก่อน ไม่แน่เจ้าอาจจะได้ขึ้นมาอีกรอบ ก็ได้”

เฟยหลงอันหลังเดินกลับ และนั่งลงขัดสมาธิ หยิบเม็ดยาฟื้นฟูพลังบ่มเพาะ และฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณออกมากลืนกินลงไป แล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชาอักขระเก้ามังกรประตูปริศนา

เพียงใช้เวลาสิบลมหายใจ พลังบ่มเพาะ และจิตวิญญาณก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง

“วิชาบ่มเพาะของเจ้า มันช่างยอมเยี่ยมจริงๆ”

ซุนเค่อหยุน เอ่ยขึ้น นางจ้องมองเฟยหลงตั้งแต่ เดินกลับมา และรู้สึกสนใจเฟยหลงอยู่ไม่น้อย อายุเพียง 11 ปี ก็มีความสำเร็จอันโดดเด่นถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะความรอบรู้เกี่ยวกับการจารึกอักขระรูนโบราณ นับว่ามีน้อยกว่าขนหงส์เขากิเลน เสียอีก

“เพียงเป็นวิชาบ่มเพาะ หาได้ทั่วๆ ไป เท่านั้น”

นับว่าเฟยหลงกล่าววาจา อันไร้ความรับผิดชอบจริงๆ แต่ซุนเค่อหยุนกับไม่ได้ให้ความสนใจ นางกล่าวว่า

“วิชาบ่มเพาะพื้นๆ เช่นนี้ คงหาได้จากศิษย์ของสำนักเซียนเทวะบรรพกาล เท่านั้น กระมัง”

เฟยหลงไม่รู้จักว่าไอ้สำนักเซียนเทวะบรรกาล คืออะไร และมันอยู่ที่ไหน แต่ซุนเค่อหยุน กับลงความเห็นเป็นมั่นเหมาะแล้วว่า เขาจะต้องเป็นศิษย์ของสำนักเซียนเทวะบรรพกาล อย่างแน่นอน

หากมีผู้บ่มเพาะคนอื่นๆ คิดเช่นเดียวกันกับนาง มันก็นับว่า เป็นผลดีกับเขาไม่น้อย เพราะคงไม่มีใครกล้าจะมาหาเรื่องกับเขา ซึ่งเป็นศิษย์อันโดดเด่นของสำนักใหญ่ๆ สักแห่ง

“เจ้าอยากจะคาดเดาอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเจ้า ข้าจะยอมรับ หรือปฏิเสธ ก็ไม่มีใครสามารถจะมาพิสูจน์ได้ เจ้าว่าจริงไหม”

“ข้าเพียงรู้สึกสงสัยว่า ศิษย์ของสำนักเซียนเทวะบรรพกาล มีความสนใจสิ่งใด เกี่ยวกับพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ แห่งนี้ อยู่กันแน่”

เฟยหลงยักไหล่ ไม่มีคำตอบให้นาง เพราะเขาเอง ก็นับว่ามืดแปดด้านด้วยเช่นกัน นับว่าตกกระไดพลอยโจนแล้วจริงๆ นับว่าสตรีนางนี้ มีจินตนาการอันล้ำเลิศ เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาไปแล้วจริงๆ

.............

เวลาผ่านไปอีก 1 ชั่วโมง

หวางตง ร่างกายราวกับมนุษย์ยางยืดไร้กระดูก เคลื่อนไหวได้เชื่องช้าเป็นอย่างมาก แขนขาสั่นเทิ้ม เฟยหลงคิดว่า น่าจะถึงขีดจำกัด ที่ร่างกายจะสามารถรับได้ไหวอีกแล้ว การลบอักขระเทวะตัวสุดท้ายก็สิ้นสุดลง รูปแบบลดระดับลงจากระดับ 6 เป็นระดับ 5

“ข้าไม่ได้มีพลัง หลงเหลืออยู่อีกแล้ว”

หวางตงเอี้ยวตัวกลับมามอง ซุนเค่อหยุน-ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่

เฟยหลงทอดตามองไปที่ซุนเค่อหยุน นางยังคงรักษาความสงบนิ่ง แต่นางชะงักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเดินออกไป แทนตำแหน่งของหวางตง

“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะแสร้งทำตัวอ่อนแอ ได้สมจริงขนาดนี้”

ซุนเค่อหยุนประชดประชันหวางตง นับว่าเป็นการหักหน้า ฝ่ายตรงข้ามตรงๆ เลยที่เดียว หวางตงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่คิดจะแก้ตัว ให้สิ้นเปลืองน้ำลาย เดินกลับมานั่งลงขัดสมาธิ กินยาฟื้นฟูพลังบ่มเพาะ และพลังจิตวิญญาณ

เฟยหลงคิดว่าบุรุษคนนี้ แสร้งกดข่มพลังบ่มเพาะของตนเองให้อยู่ในระดับต่ำ ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดการสูญเสียพลังบ่มเพาะ และพลังจิตวิญญาณ ไปอย่างมากมายขนาดนี้ จะโทษใครก็ไม่ได้ ทุกคนย่อมมีเหตุผลของตนเอง

เฟยหลงหันไปให้ความสนใจซุนเค่อหยุน ที่กำลังพยายามลดรูปแบบค่ายกลอักขระ ส่วนสายตาอีกข้างกับกวาดมองไปยัง เหลียวเหิงหวง และหลิวหลัวซุย

ทั้งสองคนยืนอยู่เงียบๆ มุมหนึ่ง ของลานกว้าง เฟยหลงลุกขึ้นและเดินเข้าไปหา

“ข้าไม่คิดว่า ม่านพลังหน้าประตูทางเข้า จะมีค่ายกลรูปแบบอักขระ ที่ทรงพลังขนาดนี้ เจ้าได้เคยคิดเอาไว้ หรือไม่ว่า ข้าอาจจะทำลายค่ายกลนี้ไม่ได้ เพียงลำพังคนเดียว”

นางเม้มปาก อย่างอับจนคำอธิบาย ที่มีเหตุผล ให้กับเฟยหลง เป็นเหลียวเหิงหวง กล่าวแทนว่า

“อักขระรูนโบราณ รูปแบบค่ายกล มันย่อมซ่อมแซมตัวเองได้ ครั้งนั้นมัน อาจจะอ่อนแอกว่านี้มาก จึงมีคนผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ แต่ในครั้งนี้ มันกลับย้อนทวนกลับมาแข็งแกร่งเช่นเดิม เจ้าย่อมไม่อาจจะ กล่าวโทษพวกเราได้”

นับว่าคำกล่าวไร้ยางอายของเหลียวเหิงหวง ก็พอจะรับฟังได้ แต่สำหรับเฟยหลง มันยังไม่เพียงพอ กล่าวว่า

“ข้าคิดว่า มันยังมีทางเข้าแห่งอื่น ซ่อนเอาไว้อยู่อีก”

เฟยหลงยังคงคาดคั้น เป็นหลิวหลัวซุย จนปัญญาจึง กล่าวว่า

“มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว แม้มันจะมีทางเข้าแห่งอื่น มันก็ไม่ได้รับประกัน ถึงความปลอดภัย เท่ากันกับทางเข้าที่กำลังจะถูกเปิดขึ้น และทรัพยากร ที่จะได้รับก็ย่อมมีมากมายกว่า ข้ายอมรับว่ามันมีทางเข้า อีกแห่งอยู่จริงๆ แต่พื้นที่ค้นหาทรัพยากร กับมีขนาดจำกัด มันคับแคบอยู่บ้าง

ข้าสนใจทางเข้า ที่กำลังจะถูกเปิดขึ้น นี้เสียมากกว่า มันยังใหม่ และยังไม่เคยมีใคร เข้าไปสำรวจมาก่อน มันย่อมจะต้องมีทรัพยากร ให้ได้แย่งชิง อย่างไร้ขีดจำกัด

ซึ่งย่อมมากกว่าทางเข้า ที่มีผู้บ่มเพาะผ่านเข้าไปสำรวจเหยียบย่ำ แล้วหลายครั้งหลายคราแล้ว”

นางนับว่ามีวาทศิลป์ อันมีเหตุผล พอจะรับฟังได้ มากกว่าเหตุผลข้างๆ คูๆ ของเหลียวเหิงหวง ที่ไร้ความรับผิดชอบเป็นอย่างยิ่ง

“เมื่อทางเข้าถูกเปิดขึ้น ข้อตกลงความรวมมือระหย่างพวกเรา ก็ย่อมจะสิ้นสุดลง เมื่อเข้าไปภายใน พวกเราต่างแยกเดินตัวใครตัวมัน”

เฟยหลงเอ่ยวาจาตัดเยื่อใยในทันที แล้วถอยหลังผละจากไป ทิ้งสายตาแวววาวจับจ้องมอง เอาไว้ยังเบื้องหลัง

………..

30 นาทีผ่านไป ซุนเค่อหยุน ก็ลดระดับรูปแบบจนลดลงเหลือเพียงระดับ 4 ได้สำเร็จ

แล้วเอี้ยวตัว กลับมามอง ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่ พวกเขาทั้งสองคน เดินออกไปแทนตำแหน่งของนาง ซุนเค่อหยุนเดินกลับมานั่งขัดสมาธิ กลืนกินเม็ดยาฟื้นฟูพลังบ่มเพาะ และจิตวิญญาณ นางไม่ได้มีท่าทางเหน็ดเหนื่อย เช่นหวางตง เพียงใช้เวลาไม่นาน นางก็สามารถฟื้นฟูพลังบ่มเพาะ กับมาเหมือนเดิม

เฟยหลงคิดว่า วิชาบ่มเพาะของนาง ยอมไม่ได้ธรรมดาเลยเช่นกัน

ถิงอู้จิ้ว-เฉิงหวู่ กำลังผสานกำลังกัน อย่างเข้าขา เหมือนเคยกระทำกันเช่นนี้ นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เฟยหลงคิดว่าทั้งสองคน น่าจะเคยรู้จักกันมาก่อน ไม่ใช่เพิ่งจะมาพบกันโดยบังเอิญ ภายในพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ แห่งนี้

พวกเขานับว่าถูกส่งมา ในสถานที่อันใกล้เคียงกัน อย่างไม่น่าเชื่อ

......................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น