Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 34 : พลังปราณเทวะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,179
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 90 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

34. พลังปราณเทวะ

วันที่ 13 ของการเดินทาง

การเดินทางของเฟยหลง นับว่าคล่องตัว ทิ้งห่างจากกลุ่มของเหลียวเหิงหวง 10 กิโลเมตร ต่อวัน จากการคำนวณ เขาน่าที่จะทิ้งห่างกลุ่มนั้น มาได้แล้วประมาณ 50 กิโลเมตร หากยังเป็นเช่นนี้ ต่อไปเรื่อยๆ เขาก็จะไม่มีทาง จะได้พบเจอกับกลุ่มนั้น โดยบังเอิญอีกต่อไป

เฟยหลงนั่งพักผ่อนปลดปล่อยความเมื่อยล้า อยู่บนชะง่อนหินก้อนหนึ่ง มองดูดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะพลบค่ำ ลมภูเขากระโชกเป็นริ้วคลื่น มาหอบแล้วหอบเล่า ทำให้กิ่งไม้เสียดสีเป็นบทเพลง บางส่ายไหว ตามสายลมเสียงดังหวีดหวิว เขาคลายความระมัดระวัง ปลดปล่อยอารมณ์สุนทรียะ วางท่าชื่นชมทิวทัศน์

13 วันผ่านมา นับว่าสถานที่แห่งนี้ น่าจ้องมองมากที่สุด เขารำพึงรำพัน แล้วดื่มดำไปกับธรรมชาติรอบข้าง

แต่ทันใดนั้น ป้ายสิทธิ์ ก็บังเกิด เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น

เงาร่างหนึ่ง พลันพลิ้วกายลงมา นั่งอยู่ข้างๆ พวกเขานั่งประจันหน้ากันอยู่ตรงชะง่อนผา ชายหนุ่มคนนั้นฉีกยิ้มอย่างเป็นมิตร

เฟยหลงยังคงรักษาสีหน้าสงบเอาไว้ ชายหนุ่มคนนั้น กล่าวขึ้นว่า

“เราบังเอิญ ได้พบกันอีกแล้ว”

ชายที่กล่าววาจาก็คือเหลียวเหิงหวง เฟยหลงขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“ผู้ดีไม่มา ผู้มาไม่ดี ข้าคิดว่าเจ้า คงไม่ได้บังเอิญมาพบกับข้าเข้าจริงๆ หรอกกระมัง ดูได้จากป้ายสิทธิ์ของเจ้า ยามนี้ มันได้ถูกยกระดับ เป็นระดับนักรบ ระดับกลางแล้ว สมาชิกร่วมกลุ่มของเจ้า คงไม่มีใคร ได้ออกเดินทาง มาจากบึงโครงกระดูกไร้สิ้นสุด ได้เลยสักคนสินะ”

“เพียงแค่เจ้ายอมมอบพลังปราณเทวะออกมา แล้วข้าจะให้โอกาสเจ้า ได้เดินทางออกจาก พื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ ได้อย่างปลอดภัย”

วาจาราบเรียบน่าฟัง ไม่ส่อแววถึงการข่มขู่ระราน เฟยหลงรับรู้ว่า มันเป็นเพียงแค่เปลือกนอก ไม่มีใครจะแสดงด้านที่เลวร้าย ให้คนอื่นได้เห็นกันง่ายๆ และปั้นแต่ง การเสแสร้งเช่นนี้ ก็ยังสามารถทำให้หลายๆ คน หลงเชื่อ ติดตามเขาได้เป็นจำนวนมาก

เหลียวเหิงหวง เป็นคนรูปร่างสันทัด บุคลิกธรรดามาสามัญ รอยยิ้มน่าคบหา ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตาประกายเปี่ยมด้วยบารมีอันน่าเกรงขาม มุมปากหยักขึ้น นับว่าลักษณะเป็นคนหยิ่งยโส ทั่วทั้งใบหน้า ปั้นแต่งด้วยรอยยิ้มน่าเชื่อถือ เข้ากับตำราที่กล่าวว่า หนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม ส่วนมือซ้ายถือดาบยาวประมาณ 4 เชียะ

“เจ้าคิดว่าดวงอาทิตย์ ยามนี้เป็นอย่างไร”

เฟยหลงหันกลับมา จ้องมองตรงไปยังเส้นขอบฟ้า ถามคำถาม ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ เลยสักนิด เหลียวเหิงหวงกับคิดจะเล่นเกมยี่สิบคำถาม ด้วยจริงๆ

“มันนับว่า น่ามองเลยที่เดียว นับว่าเจ้าโชคดี กว่าอีกหลายๆ คน ที่ได้มีโอกาส ได้เห็นพระอาทิตย์ยามเย็นแสนงดงาม เช่นนี้ เป็นครั้งสุดท้าย”

เฟยหลงแสร้งปั้นยิ้ม ก่อนจะกล่าวว่า

“เจ้ารู้หรือไม่ ปกติแล้วข้า ไม่ใช่คนที่จะพูดจามากเช่นนี้ แต่ข้าจะลงมือสังหาร ใครก็ตาม ที่กล้าล่วงล้ำเข้ามาภายใน อาณาเขตความเป็นส่วนตัวของข้า โดยไม่ได้รับอนุญาต ในทันที”

“ทำไม ครั้งนี้ เจ้าจึงมีข้อยกเว้นกันล่ะ”

“อาจจะเป็นเพราะเจ้า เป็นเพียงมนุษย์เพียงคนเดียว ที่ข้าได้พบเจอเป็นคนแรก และยังสามารถสื่อสารกันพอจะรู้เรื่อง เนื่องจากตลอดระยะเวลา 13 วัน ข้าพูดคุย กับจระเข้ไม่ค่อยจะเข้าใจ สถานที่แห่งนี้มันช่าง ทำให้ข้า รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวเดียวดาย มันช่างเคี่ยวกรำผู้คนจนเกินไปจริงๆ เจ้าว่าไหม”

เหลียวเหิงหวงกระชับดาบในมือแน่นขึ้น ไม่หือไม่อือ เฟยหลงจึงกล่าวว่าต่อว่า

“พระอาทิตย์ยามนี้ ช่างไม่น่ามองอีกต่อไปแล้ว ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายแล้วกัน เจ้าจงเดินจากไปเงียบๆ หรือจะกลายเป็นซากศพ อยู่เฝ้าชะง่อนหน้าผาอันสวยงามแห่งนี้ เจ้าจงเป็นคนเลือกเอาเอง”

เฟยหลงกล่าววาจาขู่คำราม อย่างเย็นยะเยือก ลมภูเขากระโชกมาหอบหนึ่ง ชุดนักบู๊ที่สวมอยู่ถึงกับโบกสะบัดไปมาตามสายลม

ทั้งสองคนลุกขึ้นยืน ประจันหน้ากัน เฟยหลงไม่ได้เรียกกระบี่ออกมา หยั่งเท้ายืนอย่างมั่นคงอยู่บนชะง่อนหิน

มือซ้ายไพล่หลัง มองดวงตะวัน ที่ลอยอยู่ยังจุดสิ้นสุดของเส้นขอบฟ้า

“แสดงว่าเจ้า ต้องการที่จะต่อสู้ จริงๆ เช่นนั้นข้าจะสร้างหลุมฝังศพให้เจ้าอย่างสมเกียรติ ถ้าต้องโทษเป็นเจ้าบีบบังคับ ข้าให้ต้องลงมือ เช่นนั้น ไม่อาจจะกล่าวว่าข้าอำมหิตเกินไป”

เหลียวเหิงหวงกระชับดาบ กำลังจะพุ่งเข้ามาเป็นเส้นตรง คิดลงมืออย่างโหดเหี้ยมทันที เฟยหลงส่ายหน้ากล่าวว่า

“ความจริง วิชาดาบของเจ้า ก็พอจะใช้การได้ แต่หลายวันมานี้ ข้าใช้กระบี่เข่นฆ่าจนเกิดจิตสังหารมากเกินไป จนรู้สึกเริ่มเบื่อหน่าย จึงไม่คิดจะใช้มันอีกในระยะเวลาสั้นๆ นี้ และข้าก็รู้สึกว่า ข้าไม่ควรจะเสียเวลากับเจ้านานนัก เช่นนั้นเจ้าก็จงตายๆ ไปซะ”

เฟยหลงโคจรเคล็ดวิชาอักขระจิตวิญญาณสวรรค์พื้นฐาน อาวุธจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเข็มสีดำ พุ่งจู่โจมออกไป เป้าหมายก็คือ ทะเลแห่งจิตวิญญาณ ของฝ่ายตรงข้าม

อนึ่ง การต่อสู้ โดยใช้อาวุธด้านจิตวิญญาณ ฝ่ายตรงข้าม จำเป็นจะต้องใช้อาวุธด้านจิตวิญญาณ เข้ารับมือด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้น แม้จะมีวิชากระบี่อันเลิศล้ำสักปานใด ก็ไม่สามารถรวดเร็วกว่าความคิดหนึ่งความคิดไปได้

เช่นนั้นจึงสามารถจะกล่าวได้ว่า ไม่มีใครจะสามารถ จะต่อต้าน หรือรับมือ กับวิชาต่อต้านสวรรค์ชนิดนี้ ได้เลยสักนิด

เข็มจิตวิญญาณพุ่งทะลุ ผ่านม่านพลัง จนเกือบจะถึงตัวเหลียวเหิงหวง อยู่รอมร่อแล้ว เพียงเสียวอึดใจเดียว ฝ่ายตรงข้ามก็น่าจะสิ้นใจตาย ไปแล้วแน่ๆ

สายลมหอบพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง วาดเป็นเส้นโค้งอย่างพิศดาร ปรากฏว่ามีกระจกวิเศษบานหนึ่ง ได้ถูกปาออกมาจากมุมๆ หนึ่ง เข้าขวางอยู่ตรงเบื้องหน้า ของเหลียวเหิงหวง

เข็มจิตวิญญาณพุ่งถั่งโถมชนเข้ากันกับกระจกบานนั้นอย่างรุนแง มันเกิดรอยปริร้าว ไม่นานก็แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลอยคว้างอยู่เต็มท้องฟ้า ไม่นานก็ตกกระจัดกระจายปานห่าฝนเกลื่อนพื้นโดยพลัน

ร่างที่แอบเร้นกาย อยู่อย่างลึกลับดุจภูตพราย สะบัดฝ่ามือก่อเกิดเป็นรยางค์ เศษผ้าสีขาว ดุจดังมันมีจิตวิญญาณ พุ่งตรงมาม้วนตลบร่างกายของเหลียวเหิงหวง จนกลายเป็นก้อนกลมๆ เช่นรังไหม แล้วจะถูกกระชากถอยกรูดหลบหนี ออกห่างจากรัศมี ของเข็มจิตวิญญาณ ที่ถูกบั่นทอนพลังจนอ่อนลงแล้วครึ่งหนึ่ง

เฟยหลงเห็นเช่นนั้น จึงคิดจะใช้เข็มจิตวิญญาณระลอกที่สอง แต่น้ำเสียงอันลึกลับ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ กล่าวอ้อนวอนขึ้นมาเสียก่อน

“คุณชาย โปรดผ่อนปรนด้วย”

เฟยหลงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า

“ข้าเคยให้โอกาสมันไปแล้ว ข้าไม่คิดจะผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น เช่นนั้นพวกเจ้าคู่รักทั้งสอง ก็จงนอนทอดร่างกลายเป็นผี อยู่เฝ้าชะง่อนหน้าผา อันงดงามแห่งนี้ ไปพร้อมกันเสียเถอะ”

แต่ทันใดนั้น ยามคับขันไม่ลนลาน นางพริ้วกายถอยกรูดห่างออกไปอีกหลายเท่าตัว ก่อนจะตะโกนสวนออกมาว่า

“คุณชาย พวกเรายินยอมจะส่งมอบพลังปรานเทวะ ให้กับคุณชาย แต่หากท่านคิดจะ ลงมือสังหารพวกเราจริงๆ พวกเราจำเป็นที่จะต้องทำลายป้ายสิทธิ์ แล้วหลบหนีออกจากดินแดนแห่งนี้ คุณชายย่อมรู้จักหนักเบา สามารถคำนวณเองได้ว่า เส้นทางใด จะส่งผลประโยชน์ ให้กับท่านได้มากกว่า”

นางนับว่ามีวาทศิลป์ดี โน้มน้าวจิตใจผู้คน ได้พอสมควร เฟยหลงชั่งน้ำหนัก หากต่อสู้แลกชีวิต คนตายก็ตายกันไป แล้วที่ลงแรงกำลังไป ก็นับว่าเสียเปล่า

“พวกเจ้า จงส่งมอบพลังปราณเทวะออกมา แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”

เฟยหลงออกคำสั่ง

เหลียวเหิงหวง มุดออกมาจากก้อนรังไหม หน้าตาขาวซีด ด้วยตื่นตระหนกยังไม่จางหาย ร่างกายยังคงสั่นเทิ้ม ให้ได้มองเห็น หากไม่ได้รับความช่วยเหลือ อย่างทันท่วงที เขาคงได้ไปเยี่ยมเยือนดินแดนแห่ง นรกโลกันต์ไปแล้ว

“ขอบคุณ แม่นางหลิวหลัวซุย ที่ช่วยชีวิต”

นางไม่ได้สนใจ คำกล่าวตามมารยาทของอีกฝ่าย กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า

“เป็นเจ้า กินหัวใจหมี ดีเสือดาว เกิดใจกล้าบ้าบิ่น มีความคิดที่จะทดสอบพลังฝีมือของผู้อื่น สุดท้ายเกือบที่จะทิ้งชีวิตเอาไว้ เจ้าช่างโง่งมจริงๆ”

แล้วน้ำเสียงโอดครวญของนางก็ดังขึ้น ก่อนจะถลึงตามองมายังเหลียวเหิงหวง เมื่อจำต้องหยิบเอาป้ายสิทธิ์ออกมาแล้วจึง กล่าวว่า

“ต่อไปนี้ เจ้าต้องค้นหาพลังปราณเทวะ กลับคืนมาชดเชยให้กับข้า”

นางออกคำสั่งกับเหลียวเหิงหวง ผู้กำลังจ่มจอมอยู่กับความสิ้นหวัง

นางวาดฝ่ามือปราณเทวะภายในป้ายสิทธิ์ ก็ไหลออกมา แล้วจึงไหลอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ป้ายสิทธิ์ของเฟย แล้วเหลียวเหิงหวง ก็กระทำ เช่นเดียวกันกับนาง

สุดท้าย ป้ายหยกของเฟยหลง ก็ถูกยกระดับขึ้นเป็น นักรบ ระดับปลาย

“พวกเจ้าไปได้แล้ว ข้าไม่ต้องการจะเห็นหน้า ของพวกเจ้าอีก”

เฟยหลงหันหลังคิดผละจากไป น้ำเสียงใสๆ ปั้นแต่งขึ้น ของสตรีคนเดิมเอ่ยวาจา ไล่หลังมาว่า

“เจ้าสนใจ จะไปค้นหาผนึกจิตวิญญาณ หรือไม่ ดูจากพลังจิตวิญญาณของเจ้า การที่จะทะลวงขั้น ให้ได้โดยเร็ว เหลือก็เพียงแค่ ขั้นตอนสุดท้าย คือการดูดกลืนผนึกจิตวิญญาณ เพื่อสร้างเมล็ดพลังจิตวิญญาณ ให้สมบูรณ์เท่านั้น ข้ากล่าววาจาถูกต้องหรือไม่”

เฟยหลงชะงักฝีเท้าลง หันกลับมาให้ความสนใจกับคำพูดของนางจริงๆ

นางรับรู้ว่า เขาเริ่มมีความสนใจ แสดงว่าหลุมพลางที่นางขุดล้อเอาไว้ ได้ผลเกินคาด จึงแสร้งปั้นรอยยิ้ม กล่าวว่า

“ข้ารู้จักสถานที่แห่งหนึ่ง มันอยู่ภายใต้อาณาเขตต้องห้าม ไม่มีใครกล้าจะเข้าไปสำรวจ แต่สำนักของข้า ใช้ความพยายาม และทรัพยกรไปเป็นจำนวนมาก สุดท้ายก็ได้รับผลประโยชน์กลับมาบ้าง เล็กๆ น้อยๆ เจ้ามีพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเช่นนั้น เมล็ดอักขระเทวะหลัก ของเจ้า ก็ย่อมที่จะแข็งแกร่งตามไปด้วยเช่นกัน และนั้น ก็ย่อมหมายความว่า เจ้าเป็นผู้จารึกอักขระวิญญาณ ที่มีพรสวรรค์อันโดดเด่นคนหนึ่ง

หากเจ้ายอมตกลง ร่วมมือกับข้าชั่วคราว พวกเราจะแบ่งปันผลประโยชน์กัน อย่างยุติธรรม เจ้ามีความคิดเห็นเป็นยังไง”

“ข้าจะช่วยเจ้าทำลายปราการ ทางเข้าออกเท่านั้น ส่วนผลประโยชน์ภายใน ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถ ของใครของมัน หากเจ้ารับข้อเสนอนี้ได้ ข้าก็ยินดีจะร่วมมือด้วย แต่หากยอมรับมันไม่ได้ ก็ทางใครทางมัน ข้าไม่มีความคิดจะเข้าไปวุ่นวาย ภายในอาณาเขตต้องห้ามนั้น สักเท่าไหร่”

นางปั้นแต่งรอยยิ้ม ดุจอสรพิษกล่าวว่า

“เช่นนั้น เป็นอันตกลง พวกเราร่วมมือกัน”

เฟยหลงเริ่มสำรวจสตรีนางนี้ อย่างละเอียด นางนิ่วหน้ากล่าวว่า

“เจ้าไม่ควรจะมองกุลสตรี อย่างเสียมารยาทเช่นนี้”

เฟยหลงยักไหล่ อย่างไม่ใส่ใจ นางตัดพ้อว่า

“ช่างมันเถอะ เจ้านับว่ายังพอมีมารยาท มากกว่าบุรุษอันหยาบก้าน อีกหลายๆ คน”

เฟยหลงไม่คิดจะฟังวาจา ไร้สาระของนางมากจนเกินไป นางเห็นเช่นนั้น จึงกล่าวว่า

“ในเมื่อพวกเราร่วมมือกันแล้ว ดังนั้นเพื่อความสะดวกในการสื่อสาร เจ้าจงเรียกข้าว่าหลิวหลัวซุย ก็แล้วกัน”

ยังกับว่านางมีชื่อให้เรียกหลายชื่อยังงั้นแหละ เฟยหลงจ้องมองสตรีนางนี้ อย่างพิจารณา

หลิวหลัวซุย นางเป็นเจ้าของ รูปร่างอ้อนแอ้น ท่าทางสุภาพอ่อนโยน เฟยหลงคิดว่ามันเป็นเพียงการปั้นแต่งแสร้งทำ ในสถานที่อันตรายเช่นนี้ ย่อมไม่หลงเหลือที่ ให้ใครได้แสดงความอ่อนโยน เพระสุดท้าย ก็จะถูกธรรมชาติคัดทิ้งไป นางมีใบหน้าเนียนสวย ดวงตาแวววาวดุจอสรพิษ มุมปากปั้นแต่งรอยยิ้มอันล้อลวงบุรุษ นางสวมชุดสีแดงแซมสีขาวพลิ้วไหว มืออันบอบบางถือกระบี่ ยาวประมาณ 3 เชียะ

“สถานที่แห่งนั้น ห่างไกลแค่ไหน”

เฟยหลงถามขั้น นางกล่าวว่า

“จากจุดที่พวกเราอยู่ในยามนี้ เพียงต้องเร่งรุดเดินทางอีก อย่างน้อย 5 วัน”

เฟยหลงจ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้าอีกครั้ง มันได้กลายเป็นยามโพล้เพล้ไปเสียแล้ว และทั้งเหลียวเหิงหวง หลิวหลัวซุย ต่างก็จ่มจ่อม อยู่กับบรรยากาศ ที่กำลังจะสิ้นสุดลงด้วยเช่นกัน

“ในรัศมี 100 ก้าว คืออาณาเขตของข้า หากพวกเจ้าคิดล่วงล้ำเข้ามา โดยไม่ได้รับอนุญาต อย่าหาว่าข้าเฟยหลงโหดเหี้ยม”

แล้วเฟยหลงก็พลิ้วตัวไปอยู่มุมๆ หนึ่ง วันนี้ มีคนแปลกหน้าคอยจับจ้องมอง เฟยหลงจึงไม่คิดจะเรียกเตาหลอมกิเลนโลหิตสวรรค์ออกมา เขาจึงก่อสร้างกระโจม ภายในกระโจมมีชุดเตียงนอนหนาๆ ทำด้วยขนนก อย่างครบครัน

เมื่อม่านราตีกาล ก็คลี่คลุมไปทั่ว กองไฟกองหนึ่งจึงได้ถูกจุดขึ้น ลมภูเขากระโชกมาหอบหนึ่ง พัดเปลวไฟในกองฟืนให้ส่ายไหว ทำให้เฟยหลงคิดคำนึงถึง กลุ่มของเชียงจาง และหลิวอัน ผู้ซึ่งอ่อนแอที่สุด พวกเขาจะยังสามารถอยู่รอด รอจนเขา ตามไปช่วยเหลือ ได้ทันหรือไม่

สุดท้ายค่ำคืนของวันที่ 13 ก็สิ้นสุดลงในลักษณะนี้

เฟยหลงนอนหลับสนิท และตื่นเช้า อย่างที่เคยกระทำมาตลอด

...............

บันทึกการเดินทาง วันที่ 18 ของเฟยหลง

เฟยหลง เหลียวเหิงหวง หลิวหลัวซุย เร่งรุดเดินทางออกมาจากบึงโครงกระดูกไร้สิ้นสุด อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ ก็พยายามพากันหลีกเลี่ยง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องลงมือสังหาร

5 วันต่อมา กลุ่มของพวกเขา ก็ออกมาจากบึงโครงกระดูกไร้สิ้นสุด ได้สำเร็จ

“เร่งรุดไปอีกไม่ไกล ก็จะเข้าสู่อาณาเขตต้องห้ามแล้ว”

หลิวหลัวซุย ชี้นิ้วบ่งบอกตำแหน่ง เฟยหลงสะบัดมือ ปรากฏหยกระบุตำแหน่ง ที่เหยินตงเฟยได้มอบเอาไว้ให้ มันมีข้อความสามารถอ่านได้ความว่า

“อาณาเขตต้องห้าม ซากปีศาจโลหิต”

ภายในแผนที่ จะปรากฏอาณาเขตต้องห้ามเช่นนี้ อยู่เป็นจำนวนมากมาย แต่นี้นับว่าเป็นอาณาเขตแรก ที่เฟยหลงจะได้เข้าสำรวจ และเป็นผู้บุกเบิกเป็นคนแรก แม้แต่ชื่ออาณาเขตนี้ กับขู่ขวัญผู้คนให้รู้สึกหวาดกลัวจริงๆ

“หยกระบุตำแหน่งของเจ้า ระบุรายละเอียด ได้มากกว่าของข้าเสียอีก ข้าชักจะเริ่มสงสัยเสียแล้วว่า เจ้าเป็นใครกันแน่”

เฟยหลงยักไหล่ ไม่ได้ให้ความสนใจข้อสงสัยของนาง กล่าวว่า

“เจ้าควรจะ เริ่มคิดได้แล้วว่า หากข้าต้องลงแรงกำลังไปเป็นจำนวนมาก แม้แต่ผนึกจิตวิญญาณระดับต่ำสักก้อน ก็ไม่มีติดไม้ติดมือกลับมา ข้ากับเจ้า ล้วนไม่อาจจะพูดคุย กันอย่างสนิทสนมเช่นนี้ต่อไปอีก”

เฟยหลงไม่คิดอยากจะข่มขู่นาง แต่หากไม่แสดงพลังอำนาจให้ได้เห็นกันบ้าง ก็จะกลายเป็นตะเกียงที่ขาดน้ำมันไปเสีย ในยามประมาท อาจจะถูกนางวางแผนตลบหลัง

“เจ้าวางใจได้ แม้แต่ผนึกจิตวิญญาณระดับล้ำลึก ก็อาจจะปรากฏขึ้น อยู่ที่เจ้า จะมีความสามารถนำมันออกมาได้หรือไม่ต่างหาก”

“เช่นนั้นพวกเราก็เร่งรุด เดินทางกันต่อเถอะ”

เฟยหลงพลิ้วกายตรงไปยังต่ำแหน่งที่ระบุไว้ในแผ่นหยก

...........

ณ ทางเข้า อาณาเขตต้องห้ามซากปีศาจโลหิต

สิ่งที่ได้พบ กับผิดหูผิดตาเป็นอย่างมาก ยามนี้ มีผู้บ่มเพาะไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน เฟยหลงคาดการณ์เอาไว้แล้วว่า คงจะไม่ได้มีเรื่องราว ง่ายๆ ดีๆ ให้ได้หยิบฉวย กันอย่างสบายมือ ผู้บ่มเพาะเหล่านี้ ก็น่าจะมาด้วย จุดประสงค์เดียวกัน

เฟยหลงหันไปมองหลิวหลัวซุย นางตอบกลับอย่างหน้าไม่อายว่า

“ข้าไม่ได้เป็นคนนัดพวกเขามา เสียหน่อย”

“ข้าคิดว่าสถานที่แห่งนี้ ควรจะเป็นความลับ เฉพาะกับสำนักของเจ้า”

เฟยหลยเอ่ยขึ้น อย่างไม่พอใจ

“นั้นมันก็ตั้งหลายปีมาแล้ว เจ้าคิดว่า ยังมีคนคิด จะเก็บสถานที่แห่งนี้เป็นความลับอยู่อีกจริงๆ”

เฟยหลงส่ายหน้าอย่างอับจนคำพูด แล้วคนมากมายขนาดนี้ หากต้องเข้าไปพร้อมๆ กัน ยังจะมีใครได้สมบัติติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง

ระหว่างคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ก็มีน้ำเสียงทรงอำนาจตะเบ็งออกมา เสียก่อน

“ในที่นี่มีใคร เป็นผู้จารึกอักขระวิญญาณ อยู่อีกบ้าง หากคิดเข้าร่วมกับพวกเรา ช่วยพวกเราทำลายปราการรูปแบบทางเข้าได้สำเร็จ หากค้นพบสมบัติ ผู้จารึกอักขระวิญญาณจะได้รับสิทธิ์ เลือกสมบัติ อันมีค่าก่อนเป็นแรก พวกเจ้าคิดเห็นเป็นยังไง”

ผู้บ่มเพาะต่างพากันหันหน้า ไปมองกันซ้ายขวาเลิ่กลั่ก เฟยหลงก้าวเดินออกไป และมีอีกสองคน ก็ก้าวออกมาด้วยเช่นกัน

สุดท้ายก็มีผู้จารึกอัขระวิญญาณ อยู่จำนวน 5 คน ในจำนวนยี่สิบกว่าคน

…………

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 90 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น

  1. #18 TeeddY (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 06:58
    สนุกคับ
    #18
    0