Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 33 : พื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    7 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

33. พื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ

พื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ

มีขนาดใหญ่กว่าอาณาจักรฟ้าคราม 1 เท่า แบ่งออกเป็น 9 เขต ซึ่งเขต 1-2-3 เป็นอาณาเขตรอบนอก เขต 4-5-6 เป็นอาณาเขตชั้นกลาง เขต 7-8-9 เป็นอาณาเขตชั้นใน ระยะเวลาการเปิดของดินแดนแห่งนี้ คือ 3 ปี แต่โลกผ่านนอก จะผ่านไปเพียงแค่ 1 ปี เท่านั้น

ตั้งแต่ อาณาเขตที่ 4 เป็นต้นไป จะมีปราการ ซึ่งเป็นกำแพงอักขระรูนโบราณ ขว้างกันเอาไว้ เงื่อนไขที่จะสามารถก้าวผ่าน เส้นแบ่งอาณาเขต ก็คือ จะต้องยกระดับป้ายสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 9 ระดับ อันได้แก่

มนุษย์-นักรบ-ขุนพล-แม่ทัพ-กษัตริย์-นักพรต-นักบุญ-นักปราชญ์-จักรพรรดิ

วิธีการยกระดับ ป้ายสิทธิ์ก็คือ แบ่งเป็น 2 วิธี วิธีแรกคือ สังหารสัตว์อสูร วิธีที่สองคือ แย่งชิงป้ายสิทธิ์จากผู้บ่มเพาะคนอื่น แล้วดูดกลืนพลังปราณเทวะ ยิ่งสะสมได้มากเท่าไหร่ ป้ายสิทธิ์ก็จะถูกยกระดับ ได้รวดเร็วมากขึ้น เป็นเงาตามตัวเท่านั้น

.................

ป่าดงดิบโบราณอันป่าชัฏ มันช่างอับชื้น และยังมีเสียงร้องระงม อึงอล จากสัตว์เล็กๆ นานาชนิด ที่อาศัยอยู่รอบๆ บึงน้ำเฉอะแฉะ เฟยหลงรู้สึกว่า ตนเองโชคร้ายเป็นอย่างมาก ที่ถูกส่งตัวมายังสถานที่ อันอึมครึมน่าขนลุกเช่นนี้

หยกแผ่นที่ที่พกติดตัว มันได้ระบุตำแหน่ง ซึ่งบ่งบอกว่า เขาถูกส่งตัวมายัง อาณาเขตที่ 1 ซึ่งเป็นบึงโครงกระดูกไร้สิ้นสุด สัตว์ที่อาศัยอยู่ และอันตรายที่สุดรอบๆ บริเวณนี้ ก็คือ จระเข้อสูรแก่นวารี ซึ่งเป็นสัตว์อสูรธาตุน้ำ ระดับบ่มเพาะจะอยู่ที่ขั้นรู้แจ้งสวรรค์ ระดับ 1 ถึง 3

จากคำอธิบายของแผ่นหยก ได้กล่าวเอาไว้ว่า ผู้บ่มเพาะที่หลงเข้ามา ภายในบึงโครงกระดูกไร้สิ้นสุด จะมีโอกาสรอดชีวิต เพียง 3 ส่วน เท่านั้น เนื่องจาก จระเข้อสูรแก่นวารี มีอยู่เป็นจำนวนมหาศาล

เฟยหลงยกมุมปากขึ้น รำพึงรำพันว่า

“ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี แมวตาบอดเจอหนูตาย โชคดีเดินเหยียบขี้สุนัข แท้ๆ”

ยามนี้ เฟยหลงยังคงต้องการ แก่นโลหิตระดับสูง แก่นพลังระดับสูง วัตถุดิบสองชนิด ที่สำคัญในการหลอมเม็ดยาสวรรค์ ซึ่งดินแดนภายนอก มันราคาแพงแสนแพง หากคิดจะหาซื้อมาหลอมยาสัก 100 หรือ 1000 เม็ด ก็ยังพอจะหาได้ แต่หากคิดจะหลอมเป็น 10000 หรือหลายล้านเม็ด นับว่ามันเกินกำลังของเขาจริงๆ

เพื่อที่จะฝึกฝน วิชาบ่มเพาะอักขระประตูมังกรพื้นฐาน สร้างเปิดทำลายประตูที่ 2 ให้สำเร็จโดยเร็ว เม็ดยาสวรรค์จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ครั้งนี้เขาจำเป็นที่จะต้องใช้เม็ดยาสวรรค์ จำนวนมากกว่าหลายแสนเม็ด

ถึงแม้เขา จะสามารถมีบ่อจิตวิญญาณอักขระทบทวี คอยช่วยคัดลอกอีกแรงหนึ่ง แต่ก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งยังสิ้นเปลืองหินผนึกพลังระดับสูง และพลังจิตวิญญาณ อีกเป็นจำนวนมาก นับว่าไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ

จระเข้อสูรแก่นวารี จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้

นอกจากนี้ ป้ายสิทธิ์ของเขา ก็ยังเป็นเพียงแค่ ป้ายสิทธิ์ระดับมนุษย์ระดับต่ำเท่านั้น การที่จะยกระดับมัน ก็จำเป็นที่จะต้องสังหารสิ่งที่มีชีวิต ทุกชนิดที่ขวางหน้า ภายในพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ แห่งนี้ เพราะสัตว์ทุกชนิดต่างก็มี ปราณเทวะเก็บสะสมเอาไว้เป็นจำนวนมาก

...................

เฟยหลงเดินรุดหน้าเรื่อยเปื่อยไปได้สักระยะ ก็สังเกตว่า ภายในบึงน้ำเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง

บึงน้ำเริ่มเกิดเป็นริ้วคลื่น บางช่วงถึงกับกลายเป็นวังน้ำวน เป็นวงกลมๆ ทับซ้อนกัน ส่วนหางที่อยู่ใต้น้ำ ป่ายไปมาเหมือนกับใบพัดเรือ เกิดเป็นริ้วคลื่นขยายไล่ต่อๆ กันเป็นทอดๆ

เฟยหลงไม่ได้ รู้สึกตื่นเต้นลนลานอะไร มือขวาเรียก กระบี่โลหิตแก่นอสูร ระดับสวรรค์ ออกมาถือไว้ในมือ กระบี่เล่มนี้ได้ เป็นของรางวัลที่ได้รับมาจาก ท่านเทพกลั่นอักขระเทวะรูนโบราณ จู้หมิงหยู

แม้ตอนที่ได้รับมันมาจะเป็นเพียงกระบี่มีตำหนิ ระดับของมัน ถูกลดระดับอยู่เพียงแค่ขั้นนภา แต่เนื่องด้วย เฟยหลงใช้เวลาอยู่ภายในดินแดนกระบี่นิรนามเป็นเวลายาวนาน จึงสามารถแก้ไข ให้มันกลับมา อยู่ในระดับสวรรค์ ได้เป็นผลสำเร็จ

เรื่องนี้ ท่านผู้อาวุโสจู้หมิงหยู ยังไม่ได้รับรู้แต่อย่างใด

...........

ในความคิดของเฟยหลง จระเข้เป็นสัตว์ที่มีลักษณะขี้ขลาดตาขาว มันหลบซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำ คอยเฝ้ารอเหยื่อให้เดินเข้าเข้าไปใกล้ๆ กับริมน้ำ แล้วมันถึงจะพุ่งตัว ออกมาจู่โจม แล้วลากเหยื่อลงไป กัดกินอยู่ใต้น้ำ

แต่กับไม่ใช่ จระเข้ ที่เกิด และอาศัยอยู่ ภายในพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณแห่งนี้

ภายหลังจากมันป่ายหางไปมาสับสน สร้างริ้วคลื่นอยู่สักพัก ส่วนหัวอันใหญ่โต ส่วนขาหน้าทั้งสองข้าง เริ่มโผล่พ้น ผิวน้ำขึ้นมา อยู่เหนือน้ำ และส่วนอื่นๆ ก็เริ่มปรากฏเด่นชัดมากขึ้น

ส่วนลำตัว ขาหลังทั้งสอง และส่วนหาง ที่กำลังป่ายดินโคลนกระเด็นเปรอะเปื้อนไปหมด เริ่มส่งกลิ่นเหม็น แทบจะอวกแตกออกมา

เนื่องจากมันเป็นสัตว์อสูรดึกดำบรรพ จึงไม่ได้มีขนาดธรรมดาๆ เจ้าอสูรตัวนี้ มันมีลำตัวยาวราวๆ 50 เมตร ความสูงเป็นครึ่งหนึ่งของร่างกายของมัน ร่างกายของมันมีขนาดสมส่วน และน่าเกรงขาม เป็นอย่างยิ่ง

...........

เฟยหลงรู้สึกว่า มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด แม้มันจะกลืนกินเขาลงท้องไปได้จริงๆ มันก็คงจะไม่ได้รู้สึกอิ่มอร่อย อะไรมากมายนัก ทั้งเลือดเนื้อ รวมทั้งกระดูกทุกชิ้นภายในร่างของเขา อาจจะเป็นเพียงเศษชิ้สเนื้อ ที่เข้าไปติดค้างอยู่ที่ซอกฟันของมันเท่านั้น

ซึ่งอาจจะไม่ได้ ตกไปถึงกระเพาะของมันด้วยซ้ำ แม้จะเป็นเช่นนั้น มันยังคงจะมาวางก้ามเขื่องโข ปีนขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ มันกำลังทำไปเพื่ออะไรกัน

แต่ไหนๆ ไอ้สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มันก็อุตส่าห์ออกมาแล้ว เจ้ากับข้า ก็มาลองสู้กันดูสักตั้ง เฟยหลงเคลื่อนไหวในแนวเส้นตรง เข้าประชิดตัว หมายจะฆ่ามันให้ตายในทันที

เป้าหมายอยู่ที่กำหนดเอาไว้ก็คือ จุดกึ่งกลางบนศีรษะมัน

เฟยหลงดีดตัว พริ้วลอยคว้างอยู่กลางอากาศ มือขวาเปลี่ยนจาก ท่าจับกระบี่เตรียมจะฟาดฟัน เปลี่ยนเป็นท่าจวงแทงตรงๆ แทน

จระเข้อสูรแก่นวารี เร่งรุดวิ่งเต็มเหยียด อ้าปากแหงนเงย พุ่งจู่โจม ลอยคว้างเป็นเส้นตรง อยู่กลางอากาศเช่นกัน ขากรรไกรอันแข็งแกร่ง เตรียมจะบดขยี้กระบี่ และร่างเฟยหลงไปพร้อมๆ กัน

เฟยหลงเห็นท่าไม่ดี เป้าหมายที่ระบุเอาไว้ล่วงหน้า ไม่อาจจะดำเนินการต่อไป หากเขา และจระเข้ ประจันหน้ากันตรงๆ ฝ่ายที่เสียเปรียบย่อมเป็นเขา เพราะแทนที่ จะกระโดดไปอยู่เหนือศีรษะมัน อาจจะกลับกลายเป็นพุ่งเข้าไปอยู่ในอุ้งปากของมันแทน

ยามคับขันไม่ลนลาน สะกิดปรายเท้าเล็กน้อย หยิบยืมพลังตีลังกา พุ่งสูงขึ้นไปอีกหนึ่งช่วงตัว และพยายามไต่ระดับ เป็นสองช่วงตัว แล้วจึงโผลงมา ราวกับดาวตก มือทั้งสองข้างกำกระบี่เอาไว้อย่างมั่นคง ซึ่งอยู่ในลักษณะท่วงท่าการจวงแทงตรงๆ

………..

จระเข้อสูรแก่นวารี เมื่อพลาดจากการจู่โจมในครั้งแรก มันเองก็คิดจะเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แต่อุปสรรคด้านขนาดลำตัวที่ใหญ่โตเกินไป มันเร่งเอี้ยวตัวกลับอย่างฉับพลัน ส่วนหางอันเขื่องโข ป่ายฟาดเปะปะเป็นรูปครึ่งวงกลม กวาดต้นไม้ใบหญ้าขนาดใหญ่เล็กรอบรัศมีล้มระเนระนาด หักโคนล้มครืน กระจัดกระจาย ลงเกลื่อนพื้น

เฟยหลงไม่คิดหยุดชะงัก อาศัยช่วงเวลาที่เหลื่อมกันนี้ ให้เกิดประโยชน์ โคจรเคล็ดวิชกระบี่จักรพรรดิกิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์ กระบวนท่าที่ 2 สะบั้นวิญญาณอสูร

ใช้พลังบ่มเพาะเพียงห้าส่วนเท่านั้น แม้แต่จระเข้อสูรแก่นวารี ระดับขั้นรู้แจ้งสวรรค์ ระดับ 3 ก็ไม่อาจจะสามารถทดรับกระบี่นี้ได้แม้แต่น้อย

ร่างกายถั่งโถมลงมาอย่างเต็มกำลัง กระบี่โลหิตแก่นอสูรหนักอึงดุจขุนเขา มันเปล่งลำแสงอันคมกริบ จวงแทงเข้าตรงหว่างกลางศีรษะ ลำแสงทะลุผ่านเลยไป เป็นเส้นตรงทะลุลงพื้นดิน ไล่ลามไปถึงอวัยวะทุกส่วนภายในร่างกายของมัน ทุกชิ้นส่วนล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น

สุดท้ายจระเข้อสูรแก่นวารี ก็สิ้นฤทธิ์เดช นอนแน่นิ่งแผ่หลา ไม่ขยับเขยื้อน ลงในลักษณะนี้

พลังปราณเทวะ ไหลเข้ามาภายในป้ายสิทธิ์อย่างรวดเร็ว เฟยหลงเริ่งจวงแทงลงกลางหน้าผาก ขุดเอาแก่นโลหิตระดับนภา –แก่นพลังระดับนภา-แก่นธาตุวารีระดับนภา ออกมาได้จำนวน 3 ก้อน อย่างรู้สึกดีใจ มุมปากปรากฏรอยกระหยิ่มยิ้มย่อง

.........

ส่วนร่างกายอันใหญ่โตของมัน เฟยหลงก็ไม่คิดจะทิ้งขวาง เพราะทุกส่วนของมัน ล้วนแต่มีประโยชน์ เป็นส่วนผสม อันสำคัญสำหรับการหลอมเม็ดยา หลากหลายชนิด

เฟยหลงสะบัดมือ เรียกเตาหลอมกิเลนโลหิตสวรรค์ ก็ออกมา มันรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง มันพุ่งเข้าไปดูดกลืนกิน ซากของจระเข้อสูรแก่นวารี อย่างตระกะตระกราม เส้นชีพจรรอบๆ เตาหลอม เริ่มมองเห็นได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เตาหลอมกลืนกินเข้าไป จะเก็บสะสมอยู่ภายใต้ เส้นชีพจรเหล่านี้ แม้ยามนี้ จะปรากฏเป็นเพียงเส้นเล็กๆ เส้นเดียวเท่านั้น ก็ตาม

ยามเมื่อ เฟยหลงต้องการ เลือดเนื้อของจระเข้อสูรแก่นวารี เพื่อนำมาหลอมเม็ดยา ก็สามารถจะเรียกใช้สารคัดหลั่ง ที่ไหลเวียนอยู่ภายใต้เส้นชีพจร เหล่านี้ ออกมาทดแทนได้เช่นกัน นับว่าเข้าตำรา น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ทั้งสองฝ่ายล้วนแต่ได้รับผลประโยชน์ ด้วยกันทั้งสิ้น

..................

วันแรกของการเดินทาง เฟยหลงสังหาร จระเข้อสูรแก่นวารี ไป 5 ตัว ได้รับ พลังปราณเทวะ แก่นโลหิต แก่นพลัง แก่นธาตุวารี และสมุนไพร ระดับนภา และระดับพิภพ ระหว่างการเดินทาง มาอีกพอสมควร

แล้ววันแรกก็สิ้นสุดลงในลักษณะนี้

ยามเย็น ก็เข้ามาเยี่ยมเยือน ลำแสงอัสดงทอแสงสุดท้าย ก็จางหายไป ม่านรัตติกาลก็เข้าปกคลุม ทั่วทุกพื้นที่ เฟยหลงช่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ภายใต้สถานที่อันแปลกประหลาดนี้จริงๆ ดวงจันทร์ ดวงดาว ล้วนไม่อาจจะมองเห็น หรืออยู่เป็นเพื่อนยามเหงาได้

เพราะถูกต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ กิ่งก้าน ใบไม้ ก่อสร้างเป็นหลังคาบดบังเอาไว้ แม้แต่คลื่นลม ลำแสงเล็กๆ ที่อยู่เหนือขึ้นไปก็ไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาได้

สถานที่แห่งนี้ มันช่างอับชื้น และอันตรายจากสัตว์มีพิษนานาชนิดจริงๆ เฟยหลงจึงเรียกเตาหลอมกิเลนโลหิตสวรรค์ ออกมาอีกครั้ง แล้วเดินเข้าไปหลับนอน ภายในมิติของเตาหลอมแทน มันนับว่าอบอุ่น และปลอดภัยอย่างที่สุด

...............

ยามเช้าของวันที่ 2 ลำแสงอรุโณทัย เริ่มส่องรอดผ่านกิ่งไม้เล็กๆ เข้ามาได้บ้าง เฟยหลงออกมาจากมิติเตาหลอม แล้วจึงเก็บเตาหลอมเข้าไปในแหวนมิติตามเดิม

แล้วจึงเริ่มต้นทำงาน กิจวัตรประจำวัน อย่างขะมักเขม้นอีกครั้ง ยามเช้าก่อนจะทานอาหาร นับว่าเป็นการออกกำลังกาย เขาสามารถจะสังหารจระเข้อสูรแก่นวารี ไปได้ 3 ตัว เตาหลอมกิเลนโลหิตสวรรค์ รู้สึกพึงพอใจ กับอาหารมื่อเช้าในครั้งนี้เช่นกัน

เฟยหลงพกเสบียงเก็บเอาไว้ เป็นจำนวนมาก ทั้งขนมนมเนย สุราอาหารเลิศรส เนื้อสัตว์ตากแห้ง จากดินแดนภายนอก จึงไม่ได้เดือนร้อน ที่จะต้องไปแย่งชิงเศษเนื้อจระเข้ มาย่างกินประทังชีวิต จากเจ้าเตาหลอมกิเลนโลหิตสวรรค์ แต่ประการใด

แล้ววันที่ 2 ก็สิ้นสุดลง หมุนเวียนกิจวัตรเช่นนี้ อยู่ติดๆ กันถึง 7 วัน เขาได้สังหารจระเข้ไปแล้ว 200 ตัว ป้ายสิทธิ์ได้ยกระดับจาก ขั้นมนุษย์ เป็นขั้นนักรบระดับต่ำ

บึงโครงกระดูกไร้สิ้นสุด นับว่าเคี่ยวกรำผู้คนจริงๆ จนปานนี้ เฟยหลงก็ยังไม่พบเห็นผู้บ่มเพาะเลย แม้แต่คนเดียว จากการเคี่ยวกรำตลอดระยะเวลา 7 วัน สิ่งที่เฟยหลงได้รับมาตรงๆ เลยก็คือ

วิชากระบี่กระบี่จักรพรรดิกิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์ 9 กระบวนท่า อันได้แก่

1.สะบั้นโลหิตกิเลนฟ้า 2. สะบั้นวิญญาณอสูร 3. สะบั้นจิตสวรรค์ 4.สะบั้นเพลิงทรราช 5. สะบั้นแก่นราชันย์ 6.สะบั้นธาตุกิเลนเทวะ 7.สะบั้นหยางสุดขั้ว 8. สะบั้นห่วงมิติ 9.สะบั้นเพลิงกิเลนเก้าชั้นฟ้า กระบวนท่าที่ 1-2-3 อยู่ในระดับตำนาน ส่วนตั้งแต่กระบวนท่าที่ 4 ขึ้นไปอยู่เพียงระดับเชี่ยวชาญ เท่านั้น

อนึ่งขออธิบายเกี่ยวกัน วิชาเพลงกระบี่กันสักนิด แม้วิชากระบี่ อาจจะกล่าวว่า ฝึกฝนสำเร็จ ก็เป็นเพียงการฝึกสำเร็จเพียงระดับพื้นฐาน หรือระดับสูง เท่านั้น ซึ่งหากต้องการจะแสดงพลัง หรืออำนาจ สยบผู้คนจริงๆ ก็ต้องมั่นฝึกฝน ให้ไปจนถึงระดับสูงสุด ซึ่งสามารถไล่ระดับ การฝึกฝนไปเรื่อยๆ ได้ดังนี้

พื้นฐาน สูง ล้ำลึก เชี่ยวชาญ ตำนาน เจตจำนงกระบี่ แก่นกระบี่สวรรค์

...............

เช้าวันที่ 8 ยามรุ่งอรุณ

วันนี้เฟยหลง ก็ยังเร่งรุดเดินหน้าต่อไป สังหารจระเข้ไปตลอดทาง จนถึงเวลาช่วงเวลาเที่ยง เส้นทางเบื้องหน้า ห่างออกไปประมาณ 500 เมตร มีเสียงดังเซ็งแซ่ อึงอล อึ่งมี่ สารพัดสารเพ สรุปการคือมีการต่อสู้กันเกิดขึ้น

เฟยหลงไม่คิดทะเล่อทะล่า เหยียบย่างเข้าไป เขาเร้นกาย ลัดเลาะผ่านหัวเลี้ยวหนึ่ง มองเห้นชัยภูมิแห่งนี้ ซึ่งเป็นก้อนหินรูปร่างตะปุ่มตะป่ำ งอกเงยซ้อนๆ กัน สามารถใช้เป็นสถานที่ แอบซ่อนมองลงไปยังด้านล่างได้

จระเข้อสูรแก่นวารี ตัวเขื่องถูกล้อมกักเอาไว้ โดยรุ่นเยาว์จำนวน 10 คน ซึ่งกำลังทำให้มันหลงทิศหลงทาง รูปแบบค่ายกลนี้ เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ นับว่าพวกเขาเข้าขากันเป็นอย่างดี พวกเขาหลอกล้อ ป่ายซ้าย ป่ายขวา ใช้กระบี่ฟาดฟันบาง จวงแทงบาง แล้วพากันถอยกรูด หลบหนี

คนที่เป็นมือสังหาร ก็เริ่มโผถั่งโถม ลงมาจากต้นไม้สูง พร้อมกระบี่อันทรงพลัง เปล่งลำแสงแห่งเจตจำนง พุ่งทะลุผ่านหว่างกลางศีรษะ จระเข้โชคร้าย นอนฟุบลงแน่นิ่งไป พลังปราณเทวะไหลเข้าไปยังป้ายสิทธิ์ ของบุคคลที่เป็นผู้ลงมือสังหาร รุ่นเยาว์คนนั้น ขุดเอา แก่นโลหิตระดับนภา แก่นพลังระดับนภา แก่นธาตุวารีระดับนภา ออกมาแล้วเก็บเข้าไปในแหวนมิติ

แล้วปาดเหงื่อคนหน้าผากกล่าวว่า

“ใครต้องการซากของมัน ก็เชิญเก็บเอาไปได้ ข้าเหลียวเหิงหวง ไม่ต้องการ”

มีสตรีนางหนึ่ง เดินออกมาแล้วสะบัดฝ่ามือ ซากจระเข้ก็ถูกดูดเข้าไป เก็บเอาไว้ภายในแหวนมิติ ก่อนจะกล่าวว่า

“สัตว์เดรัจฉานตัวต่อไป ก็ถึงลำดับของข้า ที่จะเป็นผู้ลงมือสังหาร”

เฟยหลงเริ่มแน่ใจ ในแนวคิดของพวกเขา คนจำนวนสิบคน หมุนเวียนกันเป็นผู้สังหาร คนที่เพิ่งจะสังหารไปเมื่อครู่

ในที่นี้ ก็คือบุรุษหนุ่มนามว่า เหลียวเหิงหวง ก็จะไปทำหน้าที่ หลอกล้อจระเข้แทน ปล่อยให้หมายเลข ถัดไปเป็นผู้สังหาร หมุนเวียนกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อย และยังประหยัด พลังบ่มเพาะได้อีกด้วย

ป้ายสิทธิ์ของเฟยหลง เกิดลำแสงกระพริบวูบวาบขึ้น และป้ายสิทธิ์อื่นๆ ก็เริ่มเกิดลำแสงกระพริบขึ้นด้วยเช่นกัน พวกเขาหันซ้ายหันขวากันเลิ่กลั่ก

เฟยหลงรับรู้ว่า ตนเองกำลังจะถูกพบตัวเข้าให้แล้ว

ป้ายสิทธิ์ มันมีลักษณะพิเศษเฉพาะอย่างหนึ่งก็คือ มันจะแจ้งเตือน หากมีใครเข้ามาภายในรัศมี ในที่นี้ก็คือประมาณ 500 เมตร ซึ่งป้ายสิทธิ์นี้ จะไม่สามารถเก็บ เอาไว้ภายในแหวนมิติได้ เพราะพื้นที่ประหลาดแห่งนี้ ได้สร้างกฏนี้เอาไว้ จึงจำเป็นที่จะต้องแขวนมันเอาไว้หว่างเอวเท่านั้น หรืออาจจะเก็บเอวไว้ในถุงผ้า

นับเป็นกฎที่เสี่ยม ให้ผู้บ่มเพาะได้ต่อสู้แย่งชิง กันอย่างจงใจ

“เจ้าไม่จำเป็นต้องแอบซ่อนตัว จงเผยตัวออกมาเถอะ”

เฟยหลงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว บุคคลแปลกหน้าทั้งสิบคนนี้เลย หากต่อสู้เป็นตาย เขาคิดว่าสามารถสังหารให้สิบคนได้อย่างง่ายดาย

เฟยหลงจึงเดินออกจากหลังที่ซ่อน อย่างไม่ได้วิตกอะไร กลุ่มคนแปลงหน้า ครึ่งหนึ่งมองวิเคราะห์หน้าตาของเขา อีกครึ่งหนึ่งกำลังจ้องมองเขม็ง ไปที่ป้ายสิทธิ์ที่เข้าแขวนเอาไว้หว่างเอว บ้างคนพึมพำขึ้นว่า

“ป้ายสิทธิ์ระดับนักรบ ระดับกลาง”

“พลังบ่มเพาะระดับหล่อหลอม ระดับ 2 เท่านั้น”

“เจ้าเชื่อจริงๆ หรือว่า นั้นคือ พลังที่แท้จริง”

“เจ้าหนูนี้ แกล้งเป็นหมูหลอกกินเสือ แต่ออกจะแกล้ง กดพลังบ่มเพาะจนต่ำตรมเกินไปหรือไม่”

เฟยหลงไม่ได้สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่แว่วมาให้ได้ยิน เป็นเหลียวเหิงหวง กล่าวถามขึ้นมาก่อนว่า

“สหายเจ้ามีนามว่าอะไร ข้ามีนามว่า เหลียวเหิงหวง”

เฟยหลงตอบกลับไปสั้นๆ ว่า

“ข้ามีนามว่าเฟยหลง”

ในที่นี่คงไม่มีใคร ถามถึงสำนักต้นสังกัดกันซึ่งๆ หน้า เพราะคงไม่มีใคร คิดจดจำ ให้รกหัวสมอง

“เจ้าสนใจจะเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเราหรือไม่ การที่จะออกไปจากบึงโครงกระดูกไร้สิ้นสุดแห่งนี้ได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวัน เจ้าจะปลอดภัยมากกว่า หากร่วมมือกันเป็นกลุ่ม แล้วเร่งรุดเดินทาง ให้เร็วที่สุด”

เฟยหลงคิดว่า ถ้าเขาเดินทางเพียงลำพังคนเดียว น่าจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ได้เร็วกว่าเสียอีก แต่ไม่คิดจะโต้แย้งออกไปตรงๆ

“ข้าชอบเดินทาง เพียงลำพังมากกว่า”

เฟยหลงปฏิเสธ และไม่จำเป็นต้องบอกเหตุผล แล้วจึงกวาดสายตามองบุคคลทั้งสิบ ว่ามีกิริยาตอบสนอง เป็นเช่นไร

มีรุ่นเยาว์คนหนึ่ง กล่าวด้วยสีหน้ากระด้างเย็นชาว่า

“เหมือนว่าเจ้าจะมั่นใจ ในพลังฝีมือของตนเองเป็นอย่างมาก เจ้าจึงไม่ยอมลดตัวลงมา เข้าร่วมกลุ่ม กับพวกเรา”

เฟยหลงยักไหล่ อย่างไม่คิดจะสิ้นเปลืองน้ำลาย กล่าวว่า

“หากเจ้าคิดว่า ตนเองไม่มีความสามารถตั้งแต่แรก เจ้ายังจะดั้นด้น เข้ามายังสถานที่อันตราย เช่นนี้ไปทำไมกัน และเพื่อที่จะรักษาตัวให้รอด เจ้าถึงกับต้องร้องขอ ความร่วมมือ จากคนแปลกหน้า ที่เจ้าไม่รู้จัก

ข้าขอแนะนำให้เจ้า จงทำลายป้ายสิทธิ์นั้นทิ้งซะ แล้วออกไปจาก พื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณแห่งนี้ ทันที ไม่แน่ ชีวิตของเจ้า อาจจะยังพอรักษาเอาไว้ได้

หรืออีกทางเลือกหนึ่ง เจ้าอาจจะถูก ผู้หวังดีประสงค์ร้าย แอบย่องเข้ามายามเจ้าหลับ แอบทำลายป้ายสิทธิ์ของเจ้า และสังหารเจ้าทิ้งไปซะ พร้อมๆ กัน ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว”

รุ่นเยาว์คนนั้น ถูกเฟยหลง กล่าวประชดประชัน ถึงกับเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน รู้สึกไม่พึงพอใจ

เฟยหลงไม่ได้เก็บ นำมาใส่ใจ เขาหันหลังกลับ คิดจะผละจากไป ก่อนจะไป เขาไม่ลืมที่จะ ก้มศีรษะให้กับเหลียวเหิงหวง ก่อนจะยกมุมปากขึ้น

เฟยหลงคิดว่า รุ่นเยาว์คนนี้ “ไม่ใช่ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน” เป็นคนที่มีแผนการในใจ ความคิดจิตใจซับซ้อน มีเล่ห์เหลี่ยม มีชั้นเชิง คนประเภทนี้ ควรที่จะอยู่ห่างๆ เข้าไว้

……………

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น