Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 31 : รุ่นเยาว์สำนักระดับ 5 ดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,306
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 103 ครั้ง
    1 พ.ค. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

31. รุ่นเยาว์สำนักระดับ 5 ดาว

เฟยหลงมองเชียงจางและสมาชิกทุกคน ฝึกฝนคัดลอกหินผนึกระดับสูง มาถึงครึ่งปี สุดท้าย เชียงจาง เผิงไฮ้ หลี่จื่อ คัดลอกได้ 3 ก้อน หลู่ซือ เย่ฮาน คัดลอกได้หินผนึกระดับสูง 2 ก้อน ระดับต่ำ 500 ก้อน หลิวอัน กวนหมิง คัดลอกได้หินผนึกระดับสูง 2 ก้อน

หินผนึกระดับสูงที่พวกเขา ผลิตออกมาได้ เฟยหลงให้พวกเขา เก็บมันเอาไว้เพื่อ สร้างเมล็ดพลังให้สมบูรณ์ เพื่อจะได้ทะลวงจะสู่ระดับขั้นรู้แจ้งสวรรค์

เชียงจาง เผิงไฮ้ หลี่จื่อ บ่มเพาะพลังอยู่ในระดับกึ่งรู้แจ้งสวรรค์แล้ว ขอเพียงดูดซับผนึกระดับสูง เข้าไปอีกไม่กี่วันก็จะทะลวงขั้นได้สำเร็จ ส่วน หลู่ซือ เย่ฮาน บ่มเพาะพลังอยู่ในระดับหล่อหลอม 9 ขั้นปลายสุด ส่วน หลิวอัน กวนหมิง บ่มเพาะพลังอยู่ในระดับหล่อหลอม 9

ส่วนด้านพลังจิตวิญญาณของพวกเขา หลังจากฝึกฝนคัดลอกมาเป็นเวลานาน จิตวิญญาณของพวกเขาก็พุ่งทะยานถึงระดับ กึ่งวิญญาณรู้แจ้ง ขาดแต่เพียงการ สร้างเมล็ดจิตวิญญาณให้สมบูรณ์ พวกเข้าก็จะก้าวไปขึ้นขั้นวิญญาณรู้แจ้ง

เฟยหลงกล่าวว่า

“เหลือเวลาอีกเพียง 3 วัน พื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ ก็จะเปิดขึ้นแล้ว ข้ายังมีป้ายสิทธิ์เหลืออยู่อีกเกือบ 100 ป้าย ครั้งต่อไป ข้าคงไม่อาจจะมากับพวกเจ้าได้ ข้าจะให้เชียงจาง เป็นคนถือประตูอักขระรูนโบราณ แล้วพวกเจ้าก็อย่าได้คิดเหลวไหล

หมั่นฝึกฝน วิชากระบี่มารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ให้ชำนาญ ภายในพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ เต็มไปด้วยสาวกพรรคมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจจะประมาทพวกเข้าได้”

ทุกคนต่างเชื่อฟัง คำกล่าวของเฟยหลง ต่างเคี่ยวกรำตนเอง อย่างสุดชีวิตจิตใจ เพาะการเข้าไปยังพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ ห่างคิดแย่งชิงทรัพยากรอันมีค่า พวกเข้าจะต้องเข้าไปยัง อาณาเขตที่ลึกที่สุด นั้นก็คืออาณาเขตของสำนักระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว

ส่วนพื้นที่รอบนอก ก็จะเป็นอาณาเขตของสำนัก ระดับ 3 ดาว และผู้บ่มเพาะนิรนามไร้สังกัด เช่นกลุ่มของเฟยหลง ซึ่งสามารถแย่งชิงได้แต่ทรัพยากรอันไร้ค่าเท่านั้น และมันก็ไม่ใช่เป้าหมาย ที่เฟยหลงคิดเอาไว้ สิ่งที่เข้าต้องการก็คือ ผนึกจิตวิญญาณระดับสูง และสมบัติที่มีค่ามากที่สุด และมันก็ปรากฏ เฉพาะอาณาเขตที่อยู่ลึกที่สุด ของพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณ

...................

เหลือเวลาอีก 2 วัน

เฟยหลงใช้ เวลาช่วงเช้าจนถึงเที่ยง ทำการแลกเปลี่ยนป้ายสิทธิ์ กับหินผนึกระดับสูง และมันหมดอย่างรวดเร็ว และกำลังคิดจะไปหลอมยาฟื้นฟูจิตวิญญาณขั้นล้ำลึก ระดับสวรรค์ เตรียมเอาไว้ ให้กับพวกเชียงจางเสียหน่อย แต่ประตูหน้าร้าน กับถูกบุกรุก กลุ่มผู้บ่มเพาะต่างถือวิสาสะ เปิดเข้ามาเอง

เฟยหลงหันไป ทอดสายตามอง กล่าวว่า

“ร้านเราปิดปรับปรุงร้านชั่วคราว หากพวกท่าน ต้องการจะหาซื้อเม็ดยา รบกวนเดินต่อไป ตามเส้นทางสายนี้ อีกไม่ไกล พวกท่านก็จะพบกับร้านยา ที่ใหญ่ที่สุด ของถนนเส้นนี้”

กลุ่มคนทั้ง 10 เหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่เฟยหลง เพิ่งจะเอ่ยแนะนำไป และไม่สนใจวาจาขับไล่ลูกค้าออกจากร้านอย่างสุภาพเช่นกัน

มีผู้บ่มเพาะคนหนึ่งกล่าวว่า

“สถานที่แห่งนี้นับว่า เงียบสงบ เหมาะสมดียิ่ง พวกเราใช้สถานที่แห่งนี้ แหละ ข้าเหนื่อยที่จะเดินหาสถานที่แห่งอื่นอีกแล้ว”

แล้วผู้ติดตามคนหนึ่ง ก็ก้าวออกมาสะบัดแขนเสื้อ โต๊ะ เก้าอี้ ชุดน้ำชา ชุดสุรา ชุดอาหารยามว่าง อีกหลากหลายชุด ก็จัดเรียงอย่างประณีต

เฟยหลงเห็นว่า กลุ่มคนแปลกหน้าทั้ง 10 คน กำลังจะเปลี่ยนแปลง ร้านยาของตนเขาให้กลายเป็น โรงเตี๊ยมชั่วคราว จึงรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจนัก

แต่เฟยหลง ก็ไม่ใช่คนที่ลนลาน หรือวู่วาม ยามนี้ เขายังมีปัญหาค้างคา กับสาวกพรรคมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ หากยังไม่รับรู้ถึงจุดประสงค์ ของกลุ่มคนแปลกหน้า ก็ไม่อาจจะลงมือ โดยไม่ประเมินสถานการณ์ได้

“ข้าโช่วหยิน เป็นตัวแทนของสำนักประตูสายธาร คิดจะร่วมมือกับพวกท่าน ต่อสู้กับมังกรวารี ในบึงอสูรหมื่นพิษ ส่วนทรัพย์สมบัติที่มังกรวารี ได้ครอบครองเอาไว้ พวกเราจะนำมันมาแบ่งปันกัน อย่างยุติธรรม พวกท่านเห็นควรว่า เป็นยังไง”

หญิงสาวอายุ ราว 16 ปี แววตาซุกซ่อนประกายแห่งพิษ กล่าวออกมาว่า

“พื้นที่ ประตูดินแดนสังหารโบราณ เปิดขึ้นครั้งที่แล้ว สำนักของข้าได้รับผนึกจิตวิญญาณ ระดับล้ำลึก มา 5 ก้อน หากครั้งนี้ สำนักสำนักหยกหมื่นพิษ ของข้าได้รับ มาในจำนวนที่เท่ากัน สำนักของเรา ก็ยินดีจะร่วมมือด้วย”

“สำนักปราณมารพิษ เราก็ มีคิดเช่นเดียวกันกับ แม่นางพิษอวี่เหลิง หากสำนักข้าได้รับ ผนึกจิตวิญญาณระดับล้ำลึก มา 5 ก้อน ข้าก็คิดที่จะร่วมมือด้วย”

แล้วกลุ่มคนสำนวน 10 คน บรรลุข้อตกลง กันอย่างรวบรัด พวกเขาไม่ได้ เอ่ยนาม เอ่ยสำนักที่สังกัด ให้ได้ยินกันครบทุกคน เฟยหลงจดจำได้เพียง หน้าตา เครื่องแต่งกาย และระดับพลังการฝึกฝน

จากการ พิจารณาอย่างรวบรัด รุ่นเยาว์อันโดดเด่น เป็นชายหนุ่ม จำนวน 7 คน เป็นสตรี จำนวน 3 คน ระดับบ่มเพาะอยู่ที่ขั้นรู้แจ้งสวรรค์ ระดับ 4-5 ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นศิษย์ที่มีระดับ โดดเด่นที่สุด เพียงถูกใช้มา ให้เป็นตัวแทน หน้าที่เจรจาทำข้อตกลงเท่านั้น

“สำนักแปรเปลี่ยนตะวัน ของข้า จะร่วมมือกับพวกเจ้า ต่อสู้กับมังกรวารี แต่ภายในส่วนลึก ของซากโบราณ สำนักเรา จะออกค้นหาโชควาสนาเพียงลำพัง”

มาถึงในจุดนี้ เฟยหลงก็พอจะคาดเดา ได้ถึงเจ็ดส่วนแล้วว่า กลุ่มผู้บ่มเพาะรุ่นเยาว์เหล่านี้ มาจากสำนักระดับ 5 ดาว ซึ่งสำนักแปรเปลี่ยนตะวัน เฟยหลงรู้จักอยู่คนหนึ่ง นั้นก็คือ โจวหยุน บุรุษผู้ลึกลับ ชอบสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า เขาคิดว่า ครั้งนี้หากโชคดี ก็อาจจะได้พบกันกับโจวหยุน และม่านหลิว อีกครั้ง

กลุ่มรุ่นเยาว์ ยังคงใช้เวลาละเลียดจิบน้ำชา และสุรากันอย่างออกรส ต่างพูดคุยเกี่ยวกับ สมุนไพรวิญญาณ สัตว์อสูรดุร้าย อาณาเขตปกป้องพื้นที่ การทำลายปราการป้องกันทรัพย์สมบัติ ต่างๆ การตามหาอักขระเทวะ ยังซากปรักหักพังต่างๆ จวบจนเวลาล่วงเลยไป 4 ชั่วโมง น้ำชา สุรา เริ่มพร่อง บางคนเริ่มเมามาย บางคนเริ่มพูดจาไม่รู้เรื่อง หรือจะเป็นเพียงแค่การเสแสร้งปั้นแต่งกิริยาขึ้น

จนสุดท้าย เรื่องราวที่ได้ทำการปรึกษา ก็ไม่ได้มีเรื่องใด ให้ต้องพูดคุยกันอีกต่อไป

.............

“ข้าเฉียนปิงเฟย คงต้องนำเรื่องไปแจ้งให้สมาชิกในสำนักได้ทราบแล้ว เวลาไม่เช้าแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน”

ชายหนุ่มคนนี้ ก็คือสมาชิกของนำนักแปรเปลี่ยนตะวัน

เฟยหลงไม่ได้ให้ค่า หรือให้ความสนใจ กับสมาชิกคนนี้มากนัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่า รุ่นเยาว์ทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้ ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลยสักคน

จากนั้นก็มีรุ่นเยาว์ทยอย กันลุกขึ้น จนสุดท้ายหลงเหลือรุ่นเยาว์ อยู่เพียง 2 คน เป็นแม่นางพิษอวี่เหลิง สำนักสำนักหยกหมื่นพิษ และเป็นรุ่นเยาว์อีกคนหนึ่ง เฟยหลงไม่รู้จักชื่อ แต่จดจำสำนักที่สังกัดได้ ซึ่งสังกัดสำนักปราณมารพิษ

ชายหนุ่มยกมุมปาก แววตาเหมือนกำลังจับจ้องมองคนตาย กล่าวว่า

“แม่นางพิษอวี่เหลิง ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสำเร็จ วิชาปราณพิษหยกผสานหยินหยาง ขั้น 5 แล้ว วันนี้ช่วยแสดงให้ข้าได้เห็นเป็นขวัญตาหน่อยจะได้ไหม”

“ฮั่นหยางย่ง เจ้าอยากจะฆ่าคน ไยถึงคิดจะหยิบยืมมือคนอื่น ให้ต้องช่วยเจ้ากระทำด้วย มดปลวกเช่นนี้ ข้าไม่คิดจะลดตัวลงไป ให้กลิ่นคาวเลือด ต้องเปรอะเปื้อน สกปรกมือข้า”

การสนทนาของทั้งสองคนตก อยู่ภายใต้การจ้องมองของรุ่นเยาว์ จำนวน 8 คน แต่ไม่มีใคร ออกหน้ามาช่วยปกป้องเฟยหลงเลย สักคนเดียว คงมองดูเหตุการณ์อย่างเงียบสงบ

เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“นายท่าน โปรดเมตตามดปลวก ผู้ต่ำต้อยด้วยเทิด เรื่องที่ข้าได้เห็น ได้ยิน ในวันนี้ ข้าจะไม่พูดออกไป โดยเด็ดขาด”

เฟยหลงเสแสร้งคุกเข่า ล้มตัวลงกับพื้น เนื้อตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ การแสดงของเฟยหลง ล้วนได้รับใบรับรองจากหลายสถาบัน จึงไม่มีใครคิด สงสัยในท่าทางปั้นแต่ง เสแสร้ง ที่กำลังปรากฏอยู่ตรงเบื้องหน้าเลย

“ต้องโทษมดปลวก เช่นเจ้า ที่เจ้าโชคร้าย”

ความจริงการจะสังหารใคร ย่อมต้องมีคำอธิบาย ที่ยืดยาวมากกว่านี้ อาทิเช่น สวรรค์ลิขิตให้เจ้าต้องตาย เจ้าควรจะต้องโทษสวรรค์ที่ไม่เมตตาเจ้า เจ้ามันดวงซวยเอง ที่มาเปิดร้านขายยา เอาไว้ตรงนี้พอดี ไม่เช่นนั้น วันนี้เจ้าคงไม่ต้องตาย บลาๆ

แต่เนื่องจากเฟยหลง ในสายตาลูกรักแห่งสวรรค์ พวกเขาไม่คิดเอ่ยวาจา ให้ต้องสิ้นเปลืองน้ำลายสักหยด ก็คิดจะลงมือฆ่าทิ้งทันที

ฮั่นหยางย่ง เดินมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าเฟยหลง แล้วยกมุมปากแสยะยิ้ม ไม่คิดเอ่ยวาจาใดๆ แต่เป็นเฟยหลงที่กล่าววาจา อย่างหวาดกลัวแทน

“นายท่านโปรดเมตตา ผู้ต่ำต้อยด้วย”

น้ำเสียงยิ่งพูดยิ่งเร็ว และติดๆ ขัดๆ อย่างหวาดกลัวความตาย แล้วจึงเริ่มใช้มือประคอง กึ่งถอยหนี กึ่งคลานถอยหลังอย่างยากลำบาก ปากก็พร่ำ ร้องขอความเมตตา แต่เหมือนรุ่นเยาว์ ที่กำลังจ้องมองดูเหตุการณ์ ไม่มีใครให้ความสนใจใดๆ เลยสักคน

เห็นท่าทางที่หวาดกลัว เป็นเพียงละครตลกฉากหนึ่งเท่านั้น เสียงร้องคร่ำครวญของเฟยหลง เป็นสิ่งที่น่ารำคาญรูหูของพวกเขา เสียมากกว่า

มีแววตาบางคน กอปรอยากจะลงมือฆ่าเฟยหลงเสียเอง จะได้รวดเร็ว และรวบรัดยิ่งขึ้น จะได้ลดการรำคาญรูหูออกไป

“ฮั่นหยางย่ง มดปลวกเล็กๆ เพียงตัวเดียว เจ้าจะหยอกล้อเล่น ไปถึงไหน”

แม่นางพิษอวี่เหลิง เอ่ยประทวงขึ้น

“แม่นางพิษอวี่เหลิง ข้าเปิดโอกาสให้เจ้าเป็นคนลงมือ แต่เจ้ากับวางท่าสูงส่ง หรือยามนี้ คิดจะเปลี่ยนใจแล้ว”

นางค้อนฮั่นหยางย่ง สะบัดแขนเสื้อ ขยี้ส้นเท้า เดินซอยเท้าหนักๆ ไปร่วมกลุ่มกับรุ่นเยาว์ หน้าประตูทางออก

เฟยหลงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย จากการแสดง คิดจะตัดใจฆ่ารุ่นเยาว์ทิ้งทั้งหมด ในคราวเดียว แต่กลัวว่า จะชักนำสมาชิก คนอื่นๆ ที่ซุกซ่อนตัว อยู่ด้านนอก ไปตามพรรคพวกมาเพิ่มอีก อาจจะกลายเป็น ภาระให้กับกลุ่มของเชียงจาง ต้องรับมือศัตรูเพิ่มมากขึ้น

เฟยหลงหยุดร้องขอความเมตตา จ้องมองฮั่นหยางย่ง อย่างสิ้นหวัง ด้วยแววตาอันว่างเปล่า

“ข้าคิดว่า จะได้เห็นเจ้า มีความพยายามมากกว่านี้เสียอีก บางที ข้าอาจจะ เมตตาปล่อยเจ้าไปก็ได้ แต่เมื่อเจ้าเลิกที่จะดิ้นรน แล้วนั่งรอรับความตาย ข้าเอง ก็เริ่มจะหมดสนุก เช่นนั้น เจ้าก็จงตายไปซะ”

ฮั่นหยางย่ง โคจรปราณพิษระบาดใส่เส้นชีพจรของเฟยหลงทันที ร่างกายอันหนาวสั่นล้มฟาดลง บิดงอไม่ต่างจากหนอนที่ได้รับบาดเจ็บ สายตาสิ้นหวังกวาดมองรุ่นเยาว์ ที่กำลังยืนชมฉากการตาย ของมดปลวก อยู่หน้าประตูทางออก

เฟยหลงขอเพียงแค่หวังว่าจะมีใครสักคน เอ่ยออกหน้าร้องขอชีวิตให้กับเขาสักคำ แล้วเรื่องนี้เขาจะทำเป็นลืมๆ มันไป

เฟยหลงรู้สึกสิ้นหวัง กับความคิดนี้ แล้วจากความสิ้นหวัง ก็กับกลายเป็นการบ่มเพาะ จิตสังหาร ความคับแค้น

“ข้าขอสัญญา แม้ข้าจะกลายเป็นผี ก็จะต้องให้พวกเจ้า ได้ชดใช้ การกระทำในครั้งนี้”

แล้วเฟยหลงก็สิ้นใจตาย อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย

ฮั่นหยางย่ง ทำความสะอาดฝ่ามือ เหมือนไม่ค่อยพอใจนัก ที่เพิ่งฆ่ามดปลวกไปตัวหนึ่ง

“พวกเจ้ายังจะมองอะไร ข้าฮั่นหยางย่งต้องแสดงบทร้าย เพราะไม่มีใคร กล้าที่จะลงมือ จึงพลักภาระมาให้กับข้า”

ฮั่นหยางย่งสับเท้าหนักๆ เดินออกประตูร้านยาไป

แม่นางพิษอวี่เหลิง เดินติดตามไป แล้วรุ่นเยาว์ ที่เหลือก็สะบัดแขนเสื้อ เดินติดตามไป

..................

เฟยหลงที่กำลังนอนจมกองเลือด แม้จะกลายเป็นผี ก็เป็นผี ที่นอนตายตาไม่หลับ เมื่อกลุ่มรุ่นเยาว์อันโดดเด่นเดินหายลับกับไปหมดแล้ว ร่างที่ถูกปราณพิษแผ่ระบาดใส่ ก็ลุกขึ้นยืน เหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“ปราณพิษ หรือเป็นเพียงแค่มดกัดกันแน่ หากข้าเฟยหลง ยังจะต้องมาตายเพาะปราณพิษ ข้าคงจะต้องตาย จนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว”

สิ่งที่เฟยหลงกล่าว ย่อมเป็นความจริง เส้นชีพจรกิเลนพิษมหาวิบัติ นับว่ากลืนกินปราณพิษเป็นอาหารยามว่างเสียด้วยซ้ำ การแผ่ระบาดปราณพิษ ของฮั่นหยางย่ง จึงนับว่าเป็นการ “ควงขวานต่อหน้าหลู่ปัน” โดยแม้

“ข้าหวังเพียงแค่ว่า ปราณพิษที่ระบาด เป็นของขวัญคืนให้กับเจ้าไป จะไม่ออกฤทธิ์รวดเร็ว จนเกินไป”

ระหว่างที่ฮั่นหยางย่ง แผ่ปราณพิษใส่เฟยหลง ตัวของเฟยหลงเอง ก็ได้แอบแผ่ปราณพิษ เข้าไปภายในเส้นชีพจรของฮั่นหยางย่งด้วยเช่นกัน แต่เฟยหลงไม่อาจจะคาดเดาได้ว่า เมล็ดพันธ์แห่งพิษ อันน้อยนิด มันจะเริ่มระบาดกัดกินเส้นชีพจรได้รวดเร็วเพียงใด

เฟยหลงหวังเพียงว่า กลุ่มของเชียงจาง จะออกมาจากดินแดนกระบี่นิรนามได้ทันเวลา

และจากสถานที่แห่งนี้ไป ลบล่องรอยทุกอย่างทิ้งไปให้หมด

...............

กล่าวถึงกลุ่มของรุ่นเยาว์ ที่เพิ่งจากไป ยามนี้ พวกเขาต่างแยกต่างกันไป คนละทิศคนละทาง ฮั่นหยางย่ง มีผู้ติดตามเป็นแขนซ้ายขวา จำนวน 2 คน ส่วน แม่นางพิษอวี่เหลิง เองก็มีผู้ติดตาม อยู่สองคนเช่นกัน

“ทำไมครั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิ์ถึงได้มากมายเช่นนี้ โรงเตี๊ยม ที่พักริมทาง ต่างนั่งกันเต็มไปด้วยผู้บ่มเพาะพลังจากสำนักต่างๆ มากมาย”

ฮั่นหยางย่ง เปรยขึ้น แม่นางพิษอวี่เหลิง ไม่ได้ต่อบทพูด แต่กล่าวว่า

“พูดข้อเสนอของเจ้าออกมา ดูว่าข้า จะร่วมมือกับเจ้า หรือไม่”

“พญางูพิษกำเนิดหยินหยาง ข้าคิดว่าเจ้าก็น่าจะสนใจ เช่นเดียวกันกับข้า ซึ่งพวกเราต่างก็ต้องการ แก่นโลหิตของมันมาเพื่อฝึกฝนปราณพิษ ข้าคนเดียว ยังรู้จักประเมินความสามารถของตนเอง แต่หากพวกเราร่วมมือกัน ไม่แน่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

“หรือว่าศิษย์ร่วมสำนัก ไม่มีใครคิดร่วมมือกับเจ้า เช่นนั้น ทำไมข้าต้องไว้ใจเจ้าด้วย”

“เจ้ากล่าวผิดแล้ว ข้าต่างหากที่เป็นคน ไม่คิดจะร่วมมือกับพวกเขา แต่ข้าเหมือนว่าถูกชะตา กับเจ้าเป็นพิเศษ จึงคิดจะสานความสัมพันธ์ บางที่ในอนาคตพวกเราอาจจะลองศึกษานิสัยใจคอกัน และกลายเป็นคู่บ่มเพาะ กันบางก็ได้”

หากยามนี้ ยังไม่มีใครเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงอีก ก็นับว่า บ้าเต็มที นี้นับว่าเป็นศิลปะพื้นฐานในการตามจีบอิสตรี แต่มีอัตราส่วนจะประสบความสำเร็จ เพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น

“ฮั่นหยางย่ง เจ้านับว่าเป็นรุ่นเยาว์อันโดดเด่น รูปร่างหน้าตาของเจ้า ก็นับว่าไม่พ่ายแพ้ใครๆ เอาอย่างนี้ ก็แล้วกัน ข้ากับเจ้ามาร่วมมือกันต่อสู้กับพญางูพิษกำเนิดหยินหยาง หากการร่วมมือกันครั้งนี้ราบรื่น ข้ายินดีที่จะลองคิดทบทวนการเป็นคู่บ่มเพาะกับเจ้า”

“แน่นอนว่าข้าฮั่นหยางย่ง ไม่เคยผิดคำพูดกับอิสตรีมาก่อน การร่วมมือกันครั้งนี้ ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่า ข้ามีความจริงใจมากน้อยเพียงใด”

สุดท้ายหนุ่มสาว ก็เดินเคียงคู่ กันมาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง สายน้ำใสเย็นกระจ่าง ไหลเอื่อยเฉื่อย มองเห็นฝูงปลาแหวกว่ายเคียงคู่กัน ปานสวรรค์เสกสร้างขึ้น เพื่อคนทั้งคู่โดยเฉพาะ

สะพานข้ามแม่น้ำ ฝั่งตรงข้าม ศิษย์สตรีสองนางยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง แสงสายัณห์เข้าปกคลุมยอดเขา สวรรค์ปั้นแต่งสร้างบรรยากาศ ให้ทั้งสองได้สนิทสนมกัน เนื้อชิดเนื้อ แถมสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ ทอดสะพานให้กับทั้งสองเอาไว้อย่างลงตัว

“ข้ากับเจ้า คงต้องแยกทางกันตรงนี้แล้ว”

แม่นางพิษอวี่เหลิง ปั้นรอยยิ้มอุธัจเอียงอาย แล้วซอยเท้าเดินข้ามสะพานไป

ฮั่นหยางย่ง ตะเบ็งเสียงตามหลังไปว่า

“ข้าฮั่นหยางย่ง เป็นคนรักเดียวใจเดียว หากข้าผิดจากคำพูด ขอให้ฟ้าดิน และสวรรค์ลงโทษ”

“คุณชายฮั่นหยางย่ง ท่านไม่อาจจะกล่าววาจาล้อเล่น กับสวรรค์ได้”

“จะเป็นไรไป แม้ข้าจะล้อเล่นมากยิ่งกว่านี้ ในเมื่อข้า ไม่คิดผิดจะคำพูด ฟ้าดิน หรือจะยังทำอะไรข้าได้”

“เช่นนั้นข้า ก็ยินดีใจรับน้ำใจจากท่าน”

แล้วนางก็เดินไป จนสุดปรายสะพาน หันกลับคืนมา พร้อมโปรยรอยยิ้มสั่งอำลาเป็นครั้งสุดท้าย

“ขอคุณชาย เดินทางปลอดภัย พบกันครั้งหน้า ข้ายินดี จะเป็นคู่บ่มเพาะกับท่าน”

“ข้าคุณชาย เพียงได้ยินคำนี้ ก็นับว่า นอนตายตาหลับแล้ว”

แม่นางพิษอวี่เหลิง ยกแขนเสื้อขึ้น แสร้งอุธัจเอียงอาย อีกครั้ง กล่าวว่า

“คุณชายยังไม่รีบจากไปอีก แล้วยังจะข้า กล้าจากไปได้อย่างวางใจ ได้อย่างไร”

แต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับมา และเริ่มเห็นร่างกาย ฮั่นหยางย่ง ล้มฟาดลงกับพื้น ดิ้นรนบิดงอเหมือนหนอนที่บาดเจ็บ ม้าม ปอด ไต ตับ หัวใจ ชีพจรอวัยวะตัน 5 ต่างพากันระเบิดออกมา จากภายในร่างกาย นอนตายอย่างตาไม่หลับจริงๆ

เสียงกรีดร้องของแม่นางพิษอวี่เหลิง สะท้อนก้องไปทั่วคุ้งน้ำ ฝูงปลาหวาดกลัวแหวกว่าย หลบหนีจ้าละหวั่น

ที่นางกรีดร้อง ไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่กำลังรู้สึกหวาดกลัว ต่ออำนาจของสวรรค์อยู่ต่างหาก ที่ได้ตัดสินลงโทษฮั่นหยางย่ง อย่างรวดเร็วจนเกินไป

นางยังยืนตัวแข็ง ไม่กล้าจะขยับเนื้อตัว กลัวว่าสวรรค์จะเลอะเลือน จดบัญชีนาง ให้ต้องติดตามไปอยู่เคียงข้างกับฮั่นหยางย่ง ด้วย

นางจ้องมองลำแสงสุดท้ายของวัน ยังเส้นสุดขอบฟ้า อย่างโง่งม

..............

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 103 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น

  1. #19 lonely2014 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 07:50
    55555 ช่างเป็นเวลาที่เหมาะเจาะโดยแท้
    #19
    0