Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 28 : เมล็ดอักขระเทวะหลัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,590
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 122 ครั้ง
    26 เม.ย. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

28. เมล็ดอักขระเทวะหลัก

แม้จะมีเหตุการณ์ไม่ได้คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างทาง แต่เป้าหมายที่ได้วางเอาไว้ กลับไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ สมาชิกทุกคน ต่างสมัครเข้าทดสอบได้ตามความตั้งใจ เมื่อส่งหลิวอัน เข้าสู่สนามทดสอบแล้ว

เฟยหลงก็ขอตัว ออกมา เดินดูร้านค้ารอบๆ สมาคมนักปรุงยาอักขระสวรรค์

ผู้บ่มเพาะมากมายมหาศาล ต่างเดินขวักไขว่ ชนไหล่กันไปมา ศิษย์สำนักดาบภูผา พรรคใต้หล้า พรรคเหนือตะวัน ซึ่งเป็นสำนักระดับ 3 ดาว ต่างได้รับอนุญาต ให้เปิดร้านค้าขายได้อย่างอิสระ ขอเพียงแค่ จ่ายค่าเช่าพื้นที่ให้ตรงเวลาเท่านั้น

เช่นนั้น ร้านค้าทุกร้าน ย่อมมีศิษย์ทำหน้าที่อยู่ประจำร้าน เป็นทั้งพนักงานขายบ้าง เป็นทั้งนักหลอมยา เช่นกลุ่มของหลิวฉิง ยามนี้ พวกเขาทุกคน ต่างเป็นอาจารย์ฝึกสอนปรุงยาระดับสูง 5 ดาว ภารกิจหลักๆ ก็ย่อมจะหนีไม่พ้น การเป็นคนงานฝ่ายผลิตเม็ดยาให้กับสำนัก

ดังนั้นศิษย์อันโดดเด่น ของแต่ละสำนัก จึงเห็นสมาคมนักปรุงยาอักขระสวรรค์ เป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง แทบจะกินนอนอยู่ในสถานที่แห่งนี้เลยทีเดียว

วันนี้ เฟยหลงบังเอิญเดินผ่านมายังร้านค้าของสำนักดาบภูผา คนที่ได้พบ จึงหนีกันไม่พ้น คนที่เคยต่อสู้กันเมื่อครั้งที่แล้ว

“เฟยหลง เจ้าหลบหน้าไปสองเดือนกว่า วันนี้ เกิดอะไรขึ้น ทำให้เจ้ามาถึงที่นี่ได้”

หลิวฉิงไม่ได้มองเฟยหลง อย่างดูถูกอีกต่อไป และประเมินเฟยหลง ให้อยู่ในระดับเดียวกัน คำกล่าวนี้ จึงไม่ได้จงใจจะระรานใคร เฟยหลงเอง ก็ไม่คิดจะมากเรื่องมากราว กับหลิวฉิง กล่าวว่า

“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ข้าเพียงเก็บตัวฝึกฝนวิชา วันนี้เบื่อๆ เลยออกมาเดินเล่น หรือเจ้าคิดจะมีปัญหาอะไรกับข้า”

“ข้ารู้ตัวดีว่าเวลานี้ ไม่อาจจะมีเรื่องกับเจ้าได้ โดยเฉพาะยามนี้ เจ้ายังสวมแหวนของท่านผู้อาวุโส หลิงเป่าเทียนติดนิ้วอยู่ แต่เจ้าก็อย่าเพิ่งดีใจไป ตราบใดที่รุ่นเยาว์ต้องการท่าประลองกันกับเจ้าอย่างยุติธรรม ท่านผู้อาวุโสหลิงเป่าเทียน ย่อมไม่ออกหน้า มาปกป้องเจ้าแน่ๆ”

แล้วหลิวฉิงก็ยกมุมปากขึ้น อย่างมีเลศนัย กล่าวว่า

“ข้าขอชื่นชมเจ้าที่สามารถทดสอบหลอมยา ได้คะแนนเต็มทุกรายการ เจ้าทำให้สำนักระดับ 5 ดาว สนใจเจ้าไม่น้อย หากเจ้าสนใจจะเข้าเป็นศิษย์ของ สำนักแปรเปลี่ยนตะวัน พวกเขาจะต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์หลักแน่ๆ ภายหลังจากพื้นที่ประตูดินแดนสังหารโบราณสิ้นสุดลง หากเจ้าสนใจ สามารถร่วมเดินทางไปกับข้าได้”

เฟยหลงมองไม่ออก ว่าคำกล่าวนี้ มีความจริงใจอยู่กี่ส่วน มากน้อยเพียงใด หรือคนผู้นี้ คิดจะลดตัวลง และสร้างมิตรภาพกับเขาจริงๆ

“ข้ายังไม่รีบ บ้างที่ข้าอาจจะเดินทางไปพร้อมกันกับเจ้าก็ได้”

เฟยหลงไม่ได้ปฏิเสธทันที หลิวฉิงเอง ก็ไม่ใช่คนช่างพูด การพูดคุยกับเฟยหลงครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยคที่ยาวที่สุด ที่ที่เคยเอ่ยออกมา

“ข้ารู้มาว่า นอกจากการปรุงยาแล้ว เจ้ายังมีความสามารถเกี่ยวกับ การจารึกอักขระรูนโบราณด้วย เจ้าสนใจจะไปร่วมชมความสนุกสนานกับข้า หรือไม่”

เฟยหลงมองบุรุษตรงหน้า อย่างสนใจเล็กน้อย ยามนี้ เฟยหลง ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกระทำ นอกจากเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย จึงตอบตกลงไป

“ข้าไม่ได้ มีธุระอะไรสำคัญ แต่หากเรื่องของเจ้า ไม่น่าสนใจพอ ข้าคงไม่คิดจะอยู่นาน”

หลิงฉิงกล่าวว่า

“อย่างน้อยเจ้าจะได้รับรู้ว่า ใครบ้าง ที่เจ้า ได้กระทำให้ต้องเสียหน้า ไปบ้าง”

แล้วหลิงฉิง ก็เดินนำหน้าไป จุดหมายปลายทาง ยังอยู่ภายในสมาคมนักปรุงยาอักขระสวรรค์ แต่ถูกกั้นพื้นที่ ทางเข้าออกเอาไว้ ซึ่งมีป้ายเขียนติดเอาไว้ อย่างเด่นชัดว่า

“พื้นที่หวงห้าม ผู้ไม่ได้รับอนุญาตห้ามเข้า”

หลิวฉิงสะบัดแขนเสื้อ อักขระรูนโบราณ พุ่งตรงไปยังม่านพลัง ช่องว่างของประตูได้ถูกเปิดขึ้น เฟยหลงก้าวตามเข้าไป แล้วลำแสงสว่างเจิดจ้า ก็นำพาทั้งสองคนหายวับไป

................

สามารถจะบอกได้ว่า สถานที่แห่งนี้ คือโดมแก้วขนาดใหญ่ รอบข้างยืน และนั่งเอาไว้ด้วย ผู้บ่มเพาะจำนวนมากมาย บางคนสวมเสื้อผ้า ที่ระบุตำแหน่งเป็นนักหลอมยา แต่อีกมุมหนึ่ง เสื้อผ้ากับผิดแปลกไป แทนที่จะมีเตาหลอมปักติดเอาไว้บนปกเสื้อ แต่บุคคลกลุ่มนี้ กับปักอักขระเป็นอักษรรูนโบราณติดเอาไว้บนปกเสื้อแทน

“พวกเขาคือ ผู้จารึกอักขระวิญญาณ”

หลิวฉิงเอ่ยขึ้น เฟยหลงก็พอคาดเดาได้ นักปรุงยา และผู้จารึกอักขระ สามารถเป็นได้ ทั้งคนๆ เดียวกัน หรือบางคน เป็นนักปรุงยา แต่ไม่ได้เป็นผู้จารึกก็มี บางคนเป็นผู้จารึกอักขระ แต่ไม่ได้ มีความสามารถในการปรุงยาก็มี และทั้งสองอาชีพนี้ นับว่ามีความต้องการเป็นอย่างมาก ของดินแดนแห่งนี้

ในขณะกระบวนการหลอมยา บางครั้งจำเป็นต้อง ให้ผู้จารึกช่วยเหลือ ในขั้นตอนสุดท้าย ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าไม่ได้เป็นการช่วยเหลือกันฟรีๆ

เมื่อมาถึงสถานที่แห่งนี้ เฟยหลงจึงได้กวาดสายตา สำรวจโดยรอบอย่างละเอียด โดมแก้วนี้ มีขนาดใหญ่สามารถจุผู้คนได้ ไม่ต่ำกว่า 5000 คน แต่ในขณะนี้ มีอยู่ราวๆ 1000 คนเท่านั้น ผู้บ่มเพาะที่เฟยหลงคุ้นเคย ก็จะเป็นสมาชิกกลุ่มของหลิวฉิงทั้งสิ้น

และที่เห็นผ่านๆ ก็จะเป็นศิษย์ผู้สืบทอด ที่ได้ 10 อันดับแรก ของการทดสอบหลอมยาแย่งชิงสิทธิ์ ได้แก่

หม่าอี-พรรคใต้หล้า

เฟินหลัวซุย-พรรคเหนือตะวัน

จินเฟย-สำนักดาบภูผา

แล้วที่จดจำชื่อ ไม่ได้อีก เป็นจำนวนมาก

“ข้าจะพาเจ้าไปรู้จัก กับพวกเขา”

หลิวฉิงเดินนำหน้า ต่อไป

ศิษย์ผู้สืบทอดแต่ละสำนัก จะถูกให้นั่ง อยู่ยังตำแหน่งอันโดดเด่น เนื่องด้วยสถานที่นี้ เป็นโดมแก้วทรงกลม เช่นนั้น พวกเขาจึงจะเป็นต้องนั่งเผชิญหน้ากัน จ้องมองพื้นที่ยกสูงทรงกลม ที่อยู่เบื้องหน้า และไม่มีได้รับอนุญาต ให้ยกโต๊ะเก้าอี้ขึ้นไป นั่งอยู่ตรงกลางของพื้นที่ยกสูง แม้จะอนุญาต ก็คงไม่มีใครกล้าสร้าง จุดเด่นให้กับตนเองมากเกินไป

เช่นนั้น สำนักทุกสำนัก ต่างได้ตำแหน่งอันโดดเด่น ด้วยกันทั้งสิ้น โต๊ะเก้าอี้ของ หม่าอี-เฟินหลัวซุย-จินเฟย ถูกจัดเอาไว้ชิดติดกัน หลิวฉิงเดินเข้าไปคารวะกล่าวว่า

“ขออภัยที่ข้ามาสาย”

จินเฟยโบกแขนเสื้อ ไม่คิดถือสาคำกล่าวมากพิธี

“ศิษย์พี่ นี้เฟยหลง อันดับหนึ่ง ทุกรายการ ของการทดสอบปรุงยา”

หลิวฉิงหลิ่วตา กับมามองเฟยหลง

ศิษย์ผู้สืบทอดอันโดดเด่น เอี้ยวตัวมามองเฟยหลงพร้อมกัน เฟยหลงรู้สึกกระอักกระอ่วน ค้อมตัวคารวะกล่าวว่า

“ข้ายินดี ที่ได้รับเกียรติ ให้ได้รู้จักศิษย์พี่ทุกท่าน”

การที่เฟยหลงกล่าวเช่นนี้ ยอมมีสาเหตุ เมื่อแต่งกายอยู่ในชุดของอาจารย์ฝึกสอนปรุงยา ทุกคนย่อมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมนักปรุงยาอักขระสวรรค์ ซึ่งมีกฎระเบียบระบุเอาไว้ ให้เรียกขาน ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง เมื่อพบเจอหน้ากัน แม้จะไม่ได้อยู่ร่วมสำนักเดียวกันก็ตาม

“เจ้าอายุยังน้อย แต่กับสามารถหลอมยา จนเอาชนะพวกเราได้ ข้าเฟินหลัวซุย คงต้องเป็นฝ่ายที่ได้รับเกียรติ ที่ได้รู้จักเจ้าเสียมากกว่า”

เฟยหลงสำรวจหญิงสาวอายุ 14 -15 ซึ่งวงหน้างดงามเป็นอย่างยิ่ง หากเปรียบเทียบกับม่านหลิว นับว่าสูสีกัน แม้นางจะกล่าว ด้วยน้ำเสียงไม่จริงจัง แต่ก็ไม่อาจจะหยั่งความคิดจริงๆ ของนางได้

“ข้าแค่โชคดีเท่านั้น หากหลอมยาอีกครั้ง ไม่แน่ว่า ข้าคงต้องแพ้พวกท่าน”

“เจ้ากับรู้จัก ระมัดระวังตัว ไม่หยิ่งยโส หลิวฉิง ต่อไปเจ้าจะต้องเรียนรู้ จากเฟยหลงเอาไว้ให้มากๆ เมื่อเข้าร่วมสำนักแปรเปลี่ยนตะวันแล้ว จะได้ไม่พบเจอกันอันตราย”

จินเฟยกล่าวขึ้น ด้วยน้ำเสียงเข้มงวด เฟยหลงมองจินเฟยแล้วคิดว่า คนๆ นี้ สามารถหยิ่งผยอง กับทุกๆ ได้จริงๆ

“จินเฟย เจ้าก็อย่าเข้มงวด กับหลิวฉิงมากนัก แม้จะหยิ่งยโสไปบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรไป”

คนกล่าวก็คือ หม่าอี ผู้มีรูปร่างหนาบึกบึน ผิวสีเข้ม แผ่ความหยิ่งยโส จนไม่อาจจะยโส ได้อีกต่อไป

“หม่าอี เรื่องภายในสำนักข้า เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย”

หม่าอีเชิดปากขึ้น ไม่สนใจจินเฟยแม้แต่น้อย กล่าวว่า

“เจ้าว่าอักขระเทวะนั้น น่าสนใจหรือไม่”

..................

นี้นับเป็นคำกล่าว ช่วยชีวิตของเฟยหลงเอาไว้

เพียงคำถามลอยๆ ไม่กี่คำ ทุกคนก็พุ่งความสนใจไปยังอักขระ ที่ลอยกระพริบเสมือนไร้น้ำหนัก อยู่กลางชั้นอากาศ เฟยหลงเองก็มองตรงไปด้วยเช่นกัน แล้วสำรวจพิจาณามันอย่างละเอียด

“อักขระเทวะ ระดับสอง ความบริสุทธิ์ ระดับ 3 ดาว (ต้องกลั่นพิษออกก่อนสองส่วน ถึงจะผสานได้)”

“ราคาแพงไป แล้วยังต้องเสียเวลากลั่นอีก”

เฟินหลัวซุยเอ่ยขึ้น

“ข้าต้องการจะซื้อ”

ชายหนุ่มผู้อยู่ในชุดของผู้จารึกอักขระเอ่ยขึ้น และวาดมืออย่างต่อเนื่องจ่ายคะแนนอักขระสวรรค์รู้แจ้งออกไปทันที อักขระรูนเทวะลอยไปหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้า ชายหนุ่มวาดฝ่ามือ รูปแบบจารึกอักขระสำเร็จรูป ก่อร่างขึ้นโอมล้อมอักขระเทวะนั้นเอาไว้ เวลาผ่านไปสิบนาที

อักขระเทวะ ระดับ 2 ความบริสุทธิ์ ระดับ 3 ดาว เมื่อกลั่นพิษที่ผสมอยู่ออกไป 2 ส่วน ก็กลายเป็นความบริสุทธิ์ 5 ดาว

ชายหนุ่มวาดฝ่ามืออีกครั้ง อักขระเทวะก็พุ่งเข้าสู่ทะเลแห่งจิตวิญญาณ ผสานเข้าจะเมล็ดอักขระเทวะหลัก ที่กำลังเปิดรอรับอยู่ก่อนแล้ว

ไม่นานชายหนุ่มก็ผสานอักขระนั้น ให้กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของเมล็ดอักขระเทวะหลัก และไม่จำเป็นต้องสงสัยเมล็ดอักขระเทวะหลักนั้น ย่อมต้องแข็งแกร่งขึ้น กว่าเดิมเป็นเท่าตัว

...............

อนึ่งขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ดังนี้ เมล็ดอักขระเทวะหลัก เกิดขึ้นมาได้ยังไง แน่นอนว่า มันย่อมเกิดขึ้นจากวิชาบ่มเพาะ เช่นของเฟยหลง ก็คือวิชาอักขระเก้ามังกรประตูปริศนา

เมล็ดอักขระเทวะหลัก คุณสมบัติเริ่มแรก คือภาชนะแห่งความว่างเปล่า ไม่มีพลังที่จะจารึกใดๆ แต่หากทำการกลืนกินอักขระเทวะ ไปเรื่อยๆ เมล็ดอักขระเทวะหลัก ก็จะไม่ใช่ภาชนะแห่งความว่างเปล่าต่อไปอีก มันเริ่มมีพลังแห่งการจารึกขึ้นมาเรื่อยๆ

สามารถจารึกเม็ดยา จารึกอุปกรณ์วิญญาณ แม้แต่ใช้จารึกยันต์เทวะ ให้กลายเป็นอาวุธ ในการต่อสู้ได้เช่นกัน แต่ระดับก็ต้องขึ้นอยู่กับ ความแข็งแกร่งของเมล็ดอักขระเทวะหลักด้วย หากอ่อนด้วย สิ่งที่จารึกออกมาย่อมไร้ค่า ไม่ต่างจากขยะ

หากผู้จารึกมีเมล็ดอักขระเทวะหลัก อันแข็งแกร่ง ก็ไม่ได้แตกต่างจากเทพเซียนมากนัก ย่อมได้รับการกราบไหว้บูชา อยู่เหนือกว่าผู้บ่มเพาะคนอื่นๆ เช่นชายหนุ่ม ผู้ซึ่งแสดงฝีมือ ให้ได้เป็นที่ประจักษ์ แก่สายตาของทุกคนในเวลานี้

...................

“กัวเต๋าเฉวียง ศิษย์หลัก ของสำนักวิญญาณอสูร ซึ่งเป็นสำนักระดับ 4 ดาว เป็นอาจารย์ฝึกสอนปรุงยาระดับสูง 5 ดาว ทั้งยังเป็นอาจารย์ฝึกสอนกลั่นอักขระระดับสูง 5 ดาว ด้วย แต่การทดสอบแข่งขันแย่งชิงป้ายสิทธิ์ ของสำนักระดับ 4 ดาว กัวเต๋าเฉวียง อยู่รั้งท้าย 20 อันดับแรก เท่านั้น”

หลิวฉิงเอ่ยอธิบายขึ้น

เฟยหลงคิดว่า แล้วคนที่ได้อันดับ 1 ไม่ใช่ว่า ความสามารถ ถึงระดับขึ้นเทพเซียนเลยหรือ

……………

“เอาล่ะ พวกเจ้าคงรอคอยกันมานานแล้ว ข้าชายชรา มีรูปแบบอักขระรูนโบราณสำเร็จรูป อยู่ชุดหนึ่ง หากใครสามารถแก้ไข มันได้อย่างถูกต้อง ข้าจะมอบอักขระเทวะระดับ 5 ความบริสุทธิ์ 5 ดาว ให้หนึ่งชิ้น แต่ถ้าแก้ไขได้เพียงเล็กน้อย ข้าก็จะไม่เอาเปรียบ ก็ยังจะมอบรางวัล ให้อยู่บ้างเล็กน้อย”

แล้วชายชราก็โยนหยกก้อนหนึ่ง ขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ ปรากฏเป็นแผนที่ดวงดาว อันสลับซับซ้อน ตำแหน่งทุกตำแหน่ง ต่างมีอักขระเทวะกระพริบ อยู่ดุจแสงหิ่งห้อย มันคือรูปแบบการจารึกสำเร็จรูป ที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง หากนำไปจารึกเม็ดยา จะต้องเพิ่มคุณสมบัติ ของเม็ดยาได้ 2 ถึง 3 เท่า

หากจารึกกับอาวุธ อาทิเช่น ดาบ กระบี่ ก็จะทำให้อาวุธเหล่านั้น ยกระดับขึ้นถึง 2 ขั้น ได้ทันที

..............

รูปแบบจำลองสำเร็จรูป เป็นรูปแบบที่ยังไม่ได้ผสานกับอักขระเทวะจริงๆ เป็นเพียงแค่การการอนุมานล่วงหน้าว่า มันน่าจะต้องเกิดขึ้น เมื่อการอนุมานใกล้เคียงกับความต้องการ ถึงจะค่อยนำอักขระเทวะจริงๆ ออกมาจัดวางไปตามตำแหน่งเหล่านั้น

ไม่เช่นนั้น การอนุมานทุกๆ ครั้ง ย่อมจะต้องสิ้นเปลืองพลังของเมล็ดอักขระเทวะหลัก ไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะจะต้องลองผิดลองถูก นับร้อยๆ พันๆ ครั้ง เช่นเดียวกันกับ รูปแบบจำลองสำเร็จรูป ที่ลอยอยู่กลางชั้นบรรยากาศในยามนี้

.............

“รูปแบบจำลองสำเร็จรูปนี้ เป็นเพียงรูปแบบสำเร็จรอบระดับ 2 เท่านั้น หากใครสามารถเพิ่มระดับให้กับมันได้ เป็นระดับ 4 ถือว่าพวกเจ้า ผ่านตามเงื่อนไขที่ข้าต้องการ ข้าจะมอบอักขระเทวะระดับ 5 ให้ในทันที”

ชายชราคนนี้ น่าจะเป็นผู้อาวุโสระดับสูงของ สมาคมจารึกอักขระวิญญาณ สังเกตได้จากชุดที่สวมอยู่ ซึ่งบ่งบอกว่ามีตำแหน่งได้ว่าเป็นถึง เทพกลั่นอักขระเทวะรูนโบราณ

“ใครต้องการจะเป็นคนแรก”

ชายชราเอ่ยถามขึ้น

กัวเต๋าเฉวียง-หม่าอี-เฟินหลัวซุย-จินเฟย-หลิวฉิง เงยหน้ามองรูปแบบจำลอง แล้วเริ่มการอนุมานความจะเป็นไปได้ อย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง

สุดท้ายก็ปรากฏผู้จารึกอักขระกล้าเดินออกไป อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ชายหนุ่มคนนั้นก็ทำการวาดฝ่ามือ ใช้พลังจิตวิญญาณออกไปอย่างต่อเนือง ทำการจัดเรียง อักขระเทวะ ไปยังตำแหน่ง นั้นนี้ อยู่ 20 กว่าตำแหน่ง

เฟยหลงส่ายหน้า แล้วก้าวเดินถอยหลัง

เสียงระเบิดตูมตามดังสนั่นหวั่นไหว ผู้จารึกบ้าระห่ำคนนั้น นอนแน่นิ่งสลบเหมือดไป

อำนาจของพลังสะท้อน ก็ยังกวาดฝูงคนที่ยืนชมอยู่ใกล้ๆ กระเด็นจนหงายหลังไปตามๆ กันนับร้อยๆ คน

แม้ว่าจะเป็นเพียงรูปแบบจำลองสำเร็จรูป แต่ก็อย่าได้คิด ดูถูกพลังอำนาจของมัน การเคลื่อนย้ายตำแหน่งอักขระมั่วๆ 20 กว่าตัว ก็เหมือนกับการพยายามเติมดินระเบิด เข้าไปทีละเล็กทีละน้อย ให้มีพลังทำลายล้างของมันมากขึ้น เป็นเงาตามตัว

หากชายผู้บ้าระห่ำคนนั้น คิดจะเคลื่อนย้ายตำแหน่ง เพียงแค่ 1 หรือ 2 อักขระ ย่อมจะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

เมื่อได้เห็นคนแรก ไม่ต่างจากคนใกล้ฆ่าตาย คนอื่นๆ ที่คิดจะลองแก้ไข รูปแบบจำลองสำเร็จรูป ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นเวที ไปอีก

“หม่าอี เจ้าก็นับว่า มีความสามารถเกี่ยวกับรูปแบบอักขระรูนสำเร็จรูป คนหนึ่ง เจ้าน่าจะลองขึ้นไป แก้ไขลองดูสักหน่อย”

จินเฟย ยั่วยุ หวังจะได้ให้หม่าอีขายหน้า แต่คนที่มีศีลเสมอกัน ย่อมยั่วยุกันไม่ขึ้น หม่าอีหันมามองกล่าวว่า

“รอดูกัวเต๋าเฉวียง แสดงฝีมือก่อนเถอะ พวกเราต้องรู้จักศึกษาจากความผิดพลาดของคนอื่น คนที่ขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย ย่อมจะต้องได้เปรียบกว่าคนแรกๆ อยู่หลายเท่า หากเจ้าอยากจะโชว์ความโง่เขลา ก็ขึ้นไปก่อนได้เลย”

“ยังมีใครอีกไหม ข้าชายชรา ไม่ได้มีเวลาทั้งวัน”

ชายชราตะโกนเร่งรัดขึ้น แล้วกัวเต๋าเฉวียง ก็เดินขึ้นเวทีไปจริงๆ

เขายืนนิ่งดุจรูปปั้น เผชิญหน้ากับรูปแบบสำเร็จรูป อย่างนักรบผู้กล้า กัวเต๋าเฉวียงวาดฝ่ามือ ทำการเคลื่อนย้ายอักขระเทวะเพียงแค่ 5 ตำแหน่ง แล้วก้าวถอยหลังออกมาสามก้าว รูปแบบจำลองสำเร็จรูป หลอมรวมตัวเป็นก้อนกลมๆ แล้วเปล่งลำแสงสีเขียวอ่อนออกมา นั้นหมายความว่า รูปแบบจำลองสำเร็จรูป ได้เพิ่มระดับขึ้นเป็น ระดับ 3

ซึ่งนับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ไม่เลวร้ายอะไร

“เจ้าทำได้ดีมาก ข้าจะมอบอักขระเทวะระดับ 2 ให้เป็นรางวัล”

แล้วชายชราก็สะบัดมือ อักขระเทวะก็พุ่งเข้าไประหว่างกลางหน้าผาก เข้าไปผสานกับเมล็ดอักขระเทวะหลักทันที แล้วชายชราก็สะบัดแขนเสื้อ รูปแบบจำลองสำเร็จรูป ก็กลับมาอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นอีกครั้ง

“ยังมีใคร คิดจะทดลองแก้ไข มันอีกหรือไม่” ชายชราเอ่ยถามขึ้น

“หม่าอี เจ้าจะยังยืนรออะไรอยู่อีก หรือเจ้าจะรอให้เจ้ากัวเต๋าเฉวียง ขึ้นไปแสดงฝีมืออีกรอบ”

จินเฟยยังไม่ ละความพยายามจะยั่วยุ หม่าอีหน้าตาเคร่งเครียด สะบัดแขนเสื้อ เดินขึ้นเวทีไปจริงๆ

“รูปแบบที่ได้ผลลัพธ์แล้ว ไม่อาจจะทำซ้ำเหมือนเดิมได้”

ชายชราเอ่ยขึ้น หม่าอีผงกศีรษะรับทราบ แล้วเดินตรงไปเผชิญหน้ารูปแบบจำลองสำเร็จรูป วาดฝ่ามือออกเคลื่อนย้ายตำแหน่งของอักขระไปได้ถึง 6 ตำแหน่ง รูปแบบอักขระเริ่มหลอมรวมเป็นก้อนกลมๆ อีกครั้ง แล้วเปล่งลำแสงสีเขียนเข้มขึ้น เล็กน้อย

หมายความว่า รูปแบบจำลองเพิ่มระดับขึ้นได้ถึง ระดับ 3 ขั้นกลาง

ชายชรากล่าวว่าไม่เลว แล้วมอบอักขระเทวะระดับ 2 ให้เป็นรางวัลอีกครั้ง หม่าอีก้าวเดินลงมาจากเวที ด้วยท่าทางหยิ่งยโส พร้อมมองจินเฟย อย่างประกาศถึงชัยชนะ

“ข้าบอกแล้วว่า ต้องศึกษาจากความผิดพลาดของผู้อื่น ข้าหวังว่าเจ้า เจ้าจะได้รับ ความรู้แจ้งจากสิ่งที่เข้าเพิ่งจะกระทำไปบ้าง ไม่มากก็น้อย”

แล้วหม่าอี ก็เดินมาหยุดนิ่งประจำตำแหน่งของตัวเอง

จินเฟยใบหน้าเคร่งเครียด แต่ก็ก้าวเดินขึ้นเวทีไป และยืนเผชิญหน้ากับรูปแบบจำลองอย่างทรนง จินเฟยเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้ถึง 7 ตำแหน่ง แล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ

รูปแบบจำลองเพิ่มระดับขึ้นได้ถึง ระดับ 3 ขั้นปลาย

ชายชรากล่าวว่าไม่เลวเลย แล้วมอบอักขระเทวะ ระดับ 2 ให้เป็นรางวัลเช่นเดิม

แรงกดดัน ทั้งหมดย่อมตก กับคนถัดไปนั่นก็คือ เฟินหลัวซุย นางกำลังลังเลที่จะต้องขึ้นไปดีหรือไม่

หากพลาดพลั้ง กลับลงมาด้วยขายหน้า นางคงได้กลายเป็นหัวข้อให้คนได้พูดคุยถึงไปอีกนาน ดังนั้นจึงไม่คิดจะกระทำการโดยวู่วามได้

เฟยหลงสังเกตให้สีหน้าของนาง รู้สึกเห็นใจอยู่ไม่น้อย จึงถ่ายทอดน้ำเสียงที่ได้ยินกันเฉพาะสองคน บอกตำแหน่งที่ 8 ให้นางได้รับรู้ ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ของนางเอง

เฟินหลัวซุยหันมามองเฟยหลง อย่างต้องการความมั่นใจ เห็นว่าเฟยหลง ไม่ได้คิดล้อเล่นกับนาง จึงก้าวเดินขึ้นไปบนเวที สะบัดฝ่ามือแล้วจัดเรียงตำแหน่งที่ 8 ได้อย่างถูกต้อง

รูปแบบจำลองเพิ่มระดับขึ้นจาก ระดับ 3 ขั้นปลาย เป็นระดับ 4 ในทันที

...............

เสียงฮือฮ่า อึงอล เซ็งแซ่ ไม่ทั่วทั้งโดมทันที ชายชราไม่ได้กล่าวชมเฟินหลัวซุย เหมือนที่กระทำต่อ กัวเต๋าเฉวียง-หม่าอี-และจินเฟย แต่ก็ไม่ได้คิดจะผิดสัญญา ที่ได้ตั้งเงื่อนไขเอาไว้ ชายชราสะบัดฝ่ามือ อักขระเทวะระดับ 5 พุ่งเข้าไปผสานยังกลางหน้าผาก เมล็ดอักขระเทวะหลัก ดูดกลืนอย่างหิวกระหาย

เฟินหลัวซุยถ่ายทอดเสียง มาเข้าสู่ทะเลแห่งการรับรู้ของเฟยหลง นางกล่าวว่า

“ข้าจะต้องตอบแทนเจ้า อย่างแน่นอนในอนาคต”

แล้วนางก็ไปหยุดยืนอยู่ประจำตำแหน่งเดิม ฝูงคนจ้องมองนางอย่างชื่นชม แม้แต่หม่าอี และจินเฟย ก็กล่าววาจายกย่องนางไม่ขาดปาก

............

เรื่องนี้สมควรที่จะต้องจบลง ได้แล้ว เพราะชายชราได้ ตามเงื่อนไขตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว แต่ชายชรากับจ้องเขม็งมายังเฟยหลง กล่าวว่า

“เจ้าหนูตรงนั้น เจ้าไม่คิดจะขึ้นมา ทดลองดูบ้าง สักครั้งหรือ”

หรือชายชราคนนี้ จะสามารถได้ยินเสียง การถ่ายทอดข้อความลับ ของคนอื่นได้จริงๆ

.................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 122 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น