Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 21 : ทดสอบ อาจารย์ฝึกสอนปรุงยา (4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,793
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 133 ครั้ง
    19 เม.ย. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

21. ทดสอบ อาจารย์ฝึกสอนปรุงยา (4)

วกกลับมายังชั้นสอง ห้องเก็บก้อนศิลานิรนาม อีกครั้ง

เวลาที่ชายชราได้กำหนดไว้ ก็หมดลง ประสบการณ์ในการดูดกลืนวิชาของเฟยหลง นับว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง ครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จอีกเช่นเคย ส่วนหลิวฉิงจะประสบความสำเร็จ ด้วยหรือไม่นั้น เฟยหลงกับก็ไม่ได้ให้ความสนใจ อยากสาปแช่งให้มันดูดกลืนไม่สำเร็จด้วยซ้ำ

แต่เมื่อเวลาหมด หมดเวลา เหนือศีรษะขึ้นไป ก็ปรากฏวงแหวนอัขระรูนโบราณสีดำขึ้น ดูดพวกเขาหายเข้าไปในรูหนอนนั้น

ปรากฏตัวอีกครั้ง คือด้านหน้าประตูทางเข้า น้ำเสียงเรียบๆ กล่าวขึ้น

“ข้าจะให้เวลาพวกเจ้า เตรียมตัวอีก 10 นาที เมื่อพร้อมกันแล้ว ก็เริ่มการทดสอบด่านที่ 3 ทันที”

แล้วชายชราก็เดินหายไป เฟยหลงหยิบยาฟื้นฟูออกมากลืนลงท้องไป และโคจรเคล็ดวิชาอักขระเก้ามังกรประตูปริศนา เพียงชั่วหนึ่งลมหายใจ ระดับบ่มเพาะของเฟยหลง ก็กลับมาเหมือนเดิม แต่น่าเสียดายเม็ดยาฟื้นฟูของเขาไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว

ต่อไปคงต้องใช้เงินทองซื้อหามา ไม่อาจจะเที่ยววิ่งฆ่าใคร เพื่อแย่งชิงมาได้อีกแล้ว

หลิวฉิงจ้องมองเฟยหลง อย่างตื่นตะลึงพรึงเพริด ไม่คิดว่าเด็กน้อยนี้ จะดูดกลืนเม็ดยาในครั้งเดียวเป็นกำมือ แต่กับไม่ส่งผลใดๆ ต่อร่างกายเลย แถมพลังบ่มเพาะ ยังกลับคืนมาเหมือนเดิมอีกครั้ง ในเวลาอันรวดเร็ว เด็กนี้เป็นปีศาจหรือยังไงกัน

หลิวฉิงได้แต่ เก็บงำข้อสงสัยไว้ในใจ ไม่กล้าปริปากเอ่ยถาม สีหน้าจึงกลับมาสุขุมเยือกเย็นอีกครั้ง แล้วซอยเท้าเดินตรงไปยังสนามทดสอบ

สมาชิกที่ยังหลงเหลืออยู่ ในด่านทดสองที่ 3 นี้ มีเพียง 20 คน กลุ่มของหลิวฉิง ยังอยู่กันพร้อมหน้า การเป็นศิษย์หลักของสำนักระดับ 3 ดาว ย่อมไม่มีใครเกิดมาธรรมดา

“เจ้าดู สีหน้าซีดๆ มีสิ่งใด เกิดขึ้นหรือไม่”

หยังซี ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ถางหยุนกล่าวถามขึ้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“เจ้าคงจัดการ เจ้าเด็กน้อยนั้น ไปแล้วใช่ไหม อัจฉริยะเช่นเจ้า ย่อมจะไม่ถูก ผู้อาวุโสลงโทษอย่างแน่นอน”

ตงหยาง -ซ่งเหว่ย -โช่วหยิน-หยางปิง ต่างมีสีหน้าเห็นด้วย แต่กลับไม่ได้เอ่ยวาจา

ส่วน บู่กุย-ปิงเฟย-เทียนเฉิน มักชอบเป็นผู้สังเกตการณ์ เพราะคำพูด คำถามใดๆ ล้วนแล้วแต่ ไม่ได้รับความสนใจ ดีไม่ดี ยังถูกกระทบกระเทียบ ให้ต้องเจ็บใจเล่นอีกด้วย

หลิวฉิงกัดฟัน ระงับอารมณ์เยือกเย็น ให้อยู่ในระดับปกติ ก่อนจะกล่าวว่า

“พวกเจ้าอย่าได้ ประมาท เด็กน้อยนั้นอีก”

แล้วเดินไปยังพื้นที่ว่างแห่งหนึ่ง นั่งลงขัดสมาธิโคจรเคล็ดวิชาเพื่อฟื้นฟูพลังบ่มเพาะ ไม่นานเงาร่างของเฟยหลงก็ปรากฏขึ้น สภาพร่างกายเป็นปกติ แม้แต่รอยแมวข่วนก็ไม่ปรากฏ ไม่ได้มีสภาพดู ย่ำแย่เช่นหลิวฉิง เลยสักนิด

“พวกท่านยังคงจะตั้งโต๊ะพนัน กันอีกหรือไม่”

เฟยหลงไม่ได้สนใจ กับสถานการณ์อันตึงเครียดที่เพิ่งเกิดขึ้น กล่าวถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ต่างจากสหายที่สนิท คบหากันมานาน

ทุกคนล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย แม้หลิวฉิงไม่เอ่ยปาก ตักเตือนล่วงหน้า พวกเขาย่อมคิดเองได้

“เด็กน้อยนี้ ช่างหยิ่งยโส โอหังนัก ยังตีหน้าซื่อ เข้ามาล้อเล่นกับพวกข้าได้อีก”

……………..

“เจ้าหนู ข้ายอมรับว่าเจ้ามีความสามารถอยู่บ้าง แต่อย่าคิดได้ใจไป แม้ศาสตร์แห่งการปรุงยาของเจ้า จะโดดเด่น แต่ศาสตร์แห่งการบ่มเพาะพลังฝีมือ เจ้าก็ไม่อาจจะเทียบกับพวกเราได้ เมื่อเดินเล่นอยู่บนท้องถนน ก็จงให้ระมัดระวังตัวเอาไว้ให้ดี”

ซ่งเหว่ย กล่าวข่มขู่ขึ้น

“พี่ชายท่านนี้ ข้าไม่รู้ว่า ทำผิดสิ่งใด จึงทำให้ท่านมองข้าในแง่ลบ ได้ถึงเพียงนี้ ท่านสามารถอธิบาย ถึงสาเหตุให้ข้าฟัง ก่อนได้หรือไม่”

เห็นไม่มีใคร กล้าออกหน้า มาตอกย้ำความเพลี่ยงพล้ำ ความล้มเหลวของตนเอง ให้ธารกำนัล เก็บเอาไปหัวเราะเยาะ ลับหลังแน่ๆ

เฟยหลงจึงกล่าวต่อว่า

“การพนัน ย่อมมีทั้งคนที่ได้เงิน และคนที่เสียเงิน เมื่อพวกท่าน เสียเงินทองเพียงเล็กน้อย ย่อมเจ็บใจโกรธแค้นข้า เป็นธรรมดา แต่พวกเราต่างเป็นนักปรุงยา เงินทองไม่ต่างจากเศษขยะ ก็อย่าได้คิดให้มากนัก มันจะกัดกินจิตใจ มีผลต่อการบ่มเพาะวิชา เงินที่เสียไปไม่นานก็หาได้ใหม่”

นี้แม้จะเป็นคำพูดที่มีเหตุผล แต่ก็เป็นการยอกย้ำบาดแผลด้วยเช่นกัน คำพูดนี้ ไม่พูดออกมาเลย ยังจะดีเสียกว่า

“เออ เหมือนว่าจะได้เวลาทดสอบด่านที่ 3 แล้ว เมื่อพวกท่านไม่ได้คิดจะตั้งโต๊ะพนันกันอีกแล้ว ข้าก็คงต้องขอตัวไปเตรียมตัวก่อน”

แล้วเฟยหลงก็เดินหนีไปดื้อๆ ปล่อยให้กลุ่มคนด้านหลัง ได้ฝึกฝนเคี่ยวกรำ อารมณ์คลั่งแค้นของตนเองต่อไป

เฟยหลงหวังว่า มันจะไม่ถึงกับ ส่งผลกระทบ ต่อการทดสอบด่านที่ 3 นี้ไปด้วย

.............

สนามทอสอบด่านที่ 3 ก็ยังคงเป็นสนามแห่งเดิม

แต่ครั้งนี้จัดเตรียมโต๊ะ เอาไว้ 20 ตัว เรียงเป็นวงกลม มีหมายเลขกำกับเอาไว้แต่ละโต๊ะ เฟยหลงก้าวตรงไปยังหมายเลขของตัวเอง

น้ำเสียงชราภาพ แต่ทรงพลังอำนาจกล่าวขึ้น

“บนโต๊ะคือ ศิลาเพลิงปฐพีและสวรรค์ระดับสูง 10 ก้อน กติกาไม่มีสิ่งใดซับซ้อน หากกลั่นได้ 5 ก้อนข้าจะให้พวกเจ้าผ่าน หากกลั่นได้มากกว่า 5 ก้อน ข้าจะมอบคะแนนอักขระสวรรค์รู้แจ้ง 500 คะแนน หากกลั่นได้ 10 ก้อน ข้าจะมอบแหวนอักขระสวรรค์รู้แจ้ง ที่ข้าไม่ได้ใช้แล้ว ให้ 1 วง และมอบคะแนนอักขระสวรรค์รู้แจ้งให้อีก 1000 คะแนน

แต่หากพวกเจ้ากลั่นได้น้อยกว่า 5 ก้อน พวกเจ้าต้องจ่าย คะแนนอักขระสวรรค์รู้แจ้ง เป็นจำนวน 1000 คะแนน พวกเจ้าคงจะรับรู้ถึงคุณค่าของก้อนหิน แต่ละก้อน กันเป็นอย่างดี แม้มีเงินทอง ก็หาซื้อไม่ได้

โดยเฉพาะศิลาเพลิงปฐพีและสวรรค์ระดับสูง ก็ไม่สามารถจะห้าซื้อได้ตามท้องตลาดเท่าไป

หากพวกเจ้า ไม่มีความสามารถ ที่จะผ่านบททดสอบด่านที่ 3 นี้ได้ ก็จงสละสิทธิ์ไปซะเดี๋ยวนี้ ครั้งต่อไป ข้าจะให้ พวกเจ้า ไม่จำเป็นต้องทดสอบสองด่านแรก เป็นกรณีพิเศษ”

มีหลายคน ที่ได้ยินคำกล่าวของชายชรา แล้วเกิดความลังเล การสูญเสียเงินทอง นับว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่การสูญเสียคะแนนอักขระสวรรค์รู้แจ้ง ไม่จำเป็นต้องถึง 1000 คะแนน แม้จะ 5 คะแนน 10 คะแนน ก็มีค่ากับเหล่านักปรุงยา อย่างมากมายมหาศาลแล้ว

และสุดท้ายก็มี 5 คน เดินยอมลงจากเวที จึงเหลือเพียงแค่ผู้เข้าทดสอบอยู่เพียง 15 คน

“เริ่มการทดสอบด่านที่ 3 ได้”

ชายชราเอ่ยขึ้น

............

การกลั่นศิลาเพลิงปฐพี และสวรรค์ระดับสูง นอกจากจะต้องมีพลังจิตวิญญาณ ที่สูงส่งแล้ว ก็จำเป็นต้องมีธาตุไฟในร่างกายด้วย ยิ่งหากใครสามารถจะเพาะสร้างเมล็ดธาตุไฟได้ ยิ่งสามารถกลั่นศิลาเพลิงปฐพี และสวรรค์ระดับสูงได้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น และเม็ดยาที่ได้ทำการหลอม ก็จะยิ่งบริสุทธิ์ตามไปด้วย

สำหรับเฟยหลง เมื่อคราที่ถล่มภูเขาค้างคาววิญญาณ เขาได้แก่นธาตุระดับสูงต่างๆ มามากมาย หลังจากนั้น เมื่อมีเวลาว่าง เขาก็จะดูดกลืนพวกมันอยู่เป็นประจำ

การทดสอบด่านที่ 3 นี้ จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

เวลาผ่านไป 5 นาที หลิวฉิงสามารถกลั่นศิลาก้อนแรกได้สำเร็จ และเป็นคนแรก

เวลาผ่านไป 10 นาที หยังซี หยังซี -ตงหยาง –ซ่งเหว่ย กลั่นก้อนแรกได้สำเร็จ

เวลาผ่านไป 15 นาที โช่วหยิน-หยางปิง-บู่กุย-ปิงเฟย-เทียนเฉิน ก็กลั่นก้อนแรกได้สำเร็จ

เวลาผ่านไป 20 นาที ตัวประกอบอีก 4 คน และเฟยหลง ก็กลั่นก้อนแรกได้สำเร็จ

เริ่ม ก้อนที่ 2

จึงสามารถคำนวณ เวลาโดยเฉลี่ย ของแต่ละคนได้ หลิวฉิง สามารถกลั่นได้ 5 นาที ต่อ 1 ก้อน แต่นั้นกับไม่แน่ ว่า ก้อนต่อไป ยังจะรักษาเวลานี้ ได้อยู่เช่นเดิม

ส่วนเฟยหลง นี้นับเป็นการกลั่นศิลาเพลิงปฐพี และสวรรค์ระดับสูง จริงๆ เป็นครั้งแรก

ความรู้ และประสบการณ์ การกลั่น การหลอมยา ล้วนได้รับมาจาก การดูดกลืนข้อมูล ของหยกดูดวิญญาณ ที่เจ้าพีระมิดปริศนามอบให้

ข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้ ต่างถูกอัดแน่นอยู่ในหัวสมอง มันถึงกับทำให้หนัก และมึนหัว ในบ้างเวลา มันคงต้องการให้เขา ได้การปลดปล่อยสิ่งที่อัดแน่นนั้น ออกมาบ้าง ไม่เช่นนั้นอีกไม่นาน หัวสมองของเขาคงจะระเบิดออกมาก็เป็นได้

…………

หากเปรียบเทียบ หลิวฉิงเป็นนักวิ่งมาราธอน คนออกตัวแรก สุดท้ายก็จะแผ่วปลาย การออกตัววิ่งอย่างสม่ำเสมอ นำหน้าเพื่อนอย่างไม่ติดฝุ่น ก็จะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

กลุ่มคนที่วิ่งตาม ในระยะเกาะกลุ่มกันอย่างสม่ำเสมอ ย่อมเป็นสมาชิกของกลุ่มหลิวฉิง ทั้งสิ้น ส่วน

เฟยหลง และกลุ่มตัวประกอบ ยังคงวิ่งขาลาก อยู่ท้ายสุดของขบวนเช่นเดิม

..............

เริ่ม ก้อนที่ 3

หลิวฉิงใช้เวลาเพิ่มขึ้น เป็น 10 นาที

เวลาไป 15 นาที หยังซี หยังซี -ตงหยาง –ซ่งเหว่ย

เวลาไป 20 นาที โช่วหยิน-หยางปิง-บู่กุย-ปิงเฟย-เทียน

เวลาไป 25 นาที สำหรับตัวประกอบอีก 4 คน

ทุกกลุ่มเริ่มใช้เวลานานขึ้น

แต่สำหรับเฟยหลง ก้อนแรกใช้เวลาไป 20 นาที ก้อนสองก็ยัง 20 นาที ก้อนสามใช้เวลาไป 15 นาที นับว่าเส้นกราฟ ของเฟยหลง แปลกกว่าของคนอื่นๆ เวลากลั่นจะลดลงเรื่อยๆ

ดังนั้น ก้อนที่ 4 และ 5 หลิวฉิง ที่วิ่งนำขบวนมาโดยตลอด สำหรับการกลั่นได้หนึ่งก้อนใช้เวลาเพิ่มขึ้นเป็น 15 นาที

ในเมื่อหลิวฉิง ยังใช้เวลาเพิ่มขึ้น เหล่าสมาชิก ที่เกาะกลุ่มวิ่งตามหลัง ก็ใช้เวลาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

เริ่ม ก้อนที่ 6

ตัวประกอบทั้ง 4 คน ทนรับแรงกดดันไม่ไหว จึงยอมแพ้ไป แต่นับว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป

หลิวฉิงใช้เวลาเพิ่มเป็น 20 นาที

ส่วนกลุ่มที่วิ่งไล่ตาม

หยังซี หยังซี -ตงหยาง –ซ่งเหว่ย ใช้เวลาเพิ่มเป็น 30 นาที จึงกลั่นได้สำเร็จ

โช่วหยิน-หยางปิง-บู่กุย-ปิงเฟย-เทียนเฉิน ใช้เวลาเพิ่มเป็น 40 นาที จึงกลั่นได้สำเร็จ

ส่วนเฟยหลง ใช้เวลาไปสำหรับก้อนที่ 6 เพียงแค่ 10 นาที ก็กลั่นได้ประสบความสำเร็จ

...........

เริ่ม ก้อนที่ 7

กลุ่มของ โช่วหยิน-หยางปิง-บู่กุย-ปิงเฟย-เทียนเฉิน ยอมรับความพ่ายแพ้ ถอนตัวไป

หลิวฉิงเวลาเพิ่มเป็น 30 นาที

หยังซี หยังซี -ตงหยาง –ซ่งเหว่ย ใช้เวลาเพิ่มเป็น50 นาที จึงกลั่นได้สำเร็จ

สำหรับเฟยหลง ใช้เวลาเพียง 5 นาที ก็กลั่นได้สำเร็จ

เริ่ม ก้อนที่ 8

กลุ่มของ หยังซี หยังซี -ตงหยาง –ซ่งเหว่ย ยอมรับความพ่ายแพ้ ถอนตัวไป

สำหรับเฟยหลง ตั้งแต่ก้อนที่ 7-8-9-10 ใช้เวลาก้อนละ 5 นาที ก็กลั่นได้สำเร็จ

จึงเดินลงจากสนามทดสอบ อย่างผู้ชนะ ซึ่งออกตัววิ่งอยู่ท้ายขบวน แต่ถึงเส้นชัยก่อนเป็นคนแรก ดังนั้นจึงสายตานับร้อยจับจ้องมอง ด้วยความอิจฉาตาร้อน

เช่นนั้นจึงมายืนโดดเด่นอยู่ริมสนาม ให้คนรอบข้างอิจฉาเล่น และยืนมองหลิวฉิง ยึดครองสนามทดสอบ อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เพียงลำพัง ท่ามกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง

ใบหน้าหลิวฉิง ไม่สามารถรักษาความสุขุมเยือกเย็นได้อีกต่อไป เม็ดเหงื่อไหลซึมเป็นทาง หากไม่ได้คิดว่ากำลังยืนอยู่บนสนามทดสอบ คงจะต้องบอกว่า หลิวฉิงเพิ่งจะไปกระโดดสระน้ำเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมด

เหงื่อไหลเจิ่งนองเต็มพื้นสนามทดสอบ นับว่าชายคนนี้ มีจิตใจแห่งนักสู้อยู่บ้าง พลังเหลืออยู่น้อยนิดเพียงใด ก็รีดเค้นออกมาใช้จนหมด หากไม่ล้มลง ก็คงจะไม่คิดยอมแพ้

สุดท้ายหลิวฉิง ก็ประสบความสำเร็จ

เริ่ม ก้อนที่ 9

หลิวฉิงยืนกำก้อนศิลาก้อนนี้อยู่กลางสนาม ยังไม่คิดที่จะเริ่มกลั่น แต่สุดท้ายก็วางมัน ลงกลับคืนไป เดินลงจากเวทีด้วยสภาพแขนขาสั่นพับๆ โซซัดโซเซแทบจะล้มลง

เมื่อเดินผ่านตรงหน้าเฟยลง

หลิวฉิงหยุดนิ่งเล็กน้อย แล้วเดินผ่านไป ไม่เอ่ยวาจาใดแม้แต่คำเดียว

สุดท้ายด่านทดสอบที่ 3 ก็สิ้นสุดลง ผู้เข้าทดสอบจำนวน 15 คน ไม่โดนคัดออกแม้แต่คนเดียว ยกเว้นคนที่สละสิทธิ์ที่จะเข้าทดสอบ5 คน

..................

แต่การทดสอบทั้งสามด่าน ก็ยังเป็นเพียงแค่ จุดเริ่มต้นเท่านั้น

การปรุงยา ออกมาให้ได้สักเม็ด ต่างหาก ถึงจะนับว่า เป็นผู้มีพรสวรรค์ เป็นลูกรักแห่งสวรรค์ที่แท้จริง

ชายชรากล่าวเสียงเรียบๆ ออกมาอีกครั้ง

“ด่านทดสอบที่ 4 จะเริ่มในอีก 2 ชั่วโมง ส่วนพวกเจ้า ที่ทดสอบผ่านจงเปิด แหวนอักขระสวรรค์รู้แจ้ง รับรางวัลจากข้าคนละ 500 คะแนน”

หลิวฉิง -ถางหยุน -หยังซี -ตงหยาง -ซ่งเหว่ย -โช่วหยิน-หยางปิง-บู่กุย-ปิงเฟย-เทียนเฉิน สะบัดแขนเสื้อเบาๆ แหวนที่สวมอยู่ บนนิ้วก็เรืองแสงขึ้น ชายชราเอง ก็สะบัดฝามือแหวนทับทิม วงโตก็เรืองแสงขึ้น คะแนนจำนวน 500 คะแนน ถูกถ่ายโอน ไปยังแหวนของบุคคลทั้ง 10 คน ทันที

แล้วชายชรา ก็หันมาจ้องมองเฟยหลง ผู้ไม่ได้เคยมีแหวนอันทันสมัย เช่นคนอื่นๆ มาก่อน นับว่าเป็นเด็กบ้านนอกเพิ่งเข้ากรุงเทพฯ โดยแท้ ได้แต่จ้องมองเหล่าลูกหลาน ผู้ลากมากดี ตระกูลใหญ่โต อวดร่ำอวดรวยต่อหน้าต่อตา ในใจรู้สึกเศร้าสร้อยเล็กน้อย

ชายชราถอดแหวนวงหนึ่ง ออกมาจากนิ้ว แล้วโยนให้เฟยหลง กล่าวว่า

“เจ้าเป็นเพียงคนเดียว ที่กลั่นศิลาเพลิงปฐพีและสวรรค์ระดับสูง ได้ทั้งหมด 10 ก้อน แหวนวงนี้ ข้าไม่ได้ใช้แล้ว จึงยกให้เจ้าเป็นรางวัล พร้อมคะแนนอักขระสวรรค์รู้แจ้ง 1000 คะแนน หวังว่าในด่านสุดท้าย เจ้าจะสามารถทำให้ข้าได้แปลกใจอีกครั้ง”

แล้วชายชรานั้นก็หันหลังเดินจากไป

หลิวฉิงจ้องมองแหวน ที่เฟยหลงถือเอาไว้ ด้วยแววตาอิจฉาตาร้อน เศษสมบัติอย่างแหวนที่ชายชราไม่ใช้แล้ว ยังมีค่า มากกว่าแหวนที่ตนเอง สวมอยู่เป็นร้อยเท่า เด็กน้อยนี้ ทำบุญทำกรรมมาด้วยอะไร ถึงได้โชคดีถึงขนาดนี้

แต่เรื่องคุณค่าของแหวน เฟยหลงไม่ได้รับรู้เลยสักนิด รู้แต่เพียงว่า มันเป็นสินค้ามือสอง ที่คนอื่นไม่คิดใช่แล้ว จะโยนทิ้งก็เสียดาย แต่สงสารเขาที่เกิดมายากจน จึงมอบให้ด้วยความเวทนา

..................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 133 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น

  1. #11 dakkulla42 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 19:06
    รอๆๆนะไรซ์
    #11
    0