Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 12 : เข้าสู่พื้นที่อาณาเขตส่วนกลาง (4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,896
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 124 ครั้ง
    10 เม.ย. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

12. เข้าสู่พื้นที่อาณาเขตส่วนกลาง (4)

นี้นับเป็นคืนแรก ที่กลุ่มของเชียงจาง ได้ตั้งกระโจม อย่างอิสระเสรี จ้องมองดูดวงเดือนนวลผ่อง ดวงดาวพราวพร่างระยิบระยับจับตา

ในกลุ่ม คงจะมีเพียงหลิวอัน ที่สามารถเอ่ยโคลงกลอน ชื่นชมราตรี ในยามค่ำคืนเช่นนี้ได้ ผิดกับ

เชียงจาง เผิงไฮ้ หลี่จื่อ สามแก่นนำหลัก ผู้กำลังจะจนปัญญากับเชลยศึก ซึ่งกำลังร้องครวญคราง โอดโอยด้วยพิษจากบาดแผล เพลงกระบี่ของเฟยหลง ไม่ได้มีเพียงแค่พลังปราณแท้ ยังซ่อนเร้นไว้ด้วย พลังปราณพิษจากเส้นชีพจรกิเลนพิษมหาวิบัติ เข้าไปอีกด้วย

เฟยหลงไม่ได้นึกถึงเหตุผลข้อนี้ เมื่อยามลงมือ แน่นอนนี้ นับเป็นครั้งแรก ที่เขาทะลุมิติมา แล้วได้สังหารกลุ่มคนชั่วช้า ไปในคราวเดียวกันสามคน แล้วใครจะยังมากังวลว่า จะต้องปลดปล่อยปราณอะไรออกไปบ้าง อยู่ได้อีก

สุดท้ายเชลยศึก จึงไร้ประโยชน์ได้สิ้นเชิง ไม่สามารถเค้นเอาข้อมูลใดๆ ออกมาได้ ดังนั้นจะยังเก็บไว้ทำอะไรอีก มิสู่ฆ่าให้ตายๆ ไปซะ มีคำกล่าวว่า ตายหาได้เจ็บปวดไม่ ที่เจ็บปวดคือตอนรอความตาย การฆ่าให้ตาย ก็นับเป็นความเมตตาอย่างหนึ่ง

เย่ฮานกล่าวว่า

“ฆ่ามันให้ตายเร็วๆ เถอะ ข้าทนดูต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”

หลู่ซือ กล่าวสนับสนุนขึ้น

“ถือว่าช่วยให้มันได้ตาย อย่างรวดรัด ไม่ต้องทนทรมาน”

แน่นอนว่าหลิวอันย่อมไม่ ต้องการออกความเห็น เพราะเขาไม่ใช่นักฆ่าแต่กำเนิด ไม่ได้มีเลือดเนื้ออันร้อนระอุ เช่นศิษย์พี่คนอื่นๆ

เฟยหลงคิดว่า คงต้องค่อยๆ ให้หลิวอัน สั่งสมประสบการณ์ ให้มากกว่านี้ ไม่เช่นนั้น ในอนาคตหลิวอันคงไม่สามารถใช้ชีวิตได้ ในโลกอันโหดร้ายเช่นนี้

“ศิษย์พี่ ฆ่ามันไปเถอะ ไร้ประโยชน์ที่จะเก็บมันเอาไว้ ให้เป็นภาระ”

เฟยหลงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกระด้าง

เชียงจางเมื่อได้ยิน ก็ยังมือไม้สั่น เพราะนี้ ก็นับเป็นครั้งแรก ที่เขาจะได้ลงมือสังหารใครสักคน

“ให้ข้าทำเอง”

เผิงไฮ้ ไม่ได้มือไม้อ่อนเช่นเชียงจาง

เชียงจางกัดฟัน เค้นคำพูดออกมาดังๆ ว่า

“หากวันนี้ หากไม่ได้ศิษย์น้องเฟยหลง ข้าและพวกเจ้า จะต้องถูกพวกมันลงมือสังหารไปแล้ว ข้าเชียงจาง จะลงมือฆ่ามันด้วยตัวข้าเอง”

มือข้างหนึ่งกุมกระบี่เอาไว้มั่น ฟาดฟันลงตรงๆ ดับเสียงร้องโอดครวญนั้นในทันที

“นำศพของมัน ไปโยนทิ้งไกลๆ”

เชียงจางออกคำสั่ง

หลู่ซือ เย่ฮาน ปฏิบัติตามคำสั่ง โดยไม่คิดโอ้เอ้ ชักช้า

...................

ค่ำคืนนี้ เฟยหลงแยกตัวออกมา เขารู้ว่าเชียงจาง และสมาชิก มีเรื่องสงสัย เกี่ยวกันตัวเขา และไม่กล้าจะชักถามตรงๆ สาเหตุนั้น รวบรัดยิ่ง

ในมือของเฟยหลง ถือเอาไว้ด้วย แก่นธาตุทองระดับต่ำจำนวน 5 ก้อน หากเปรียบเทียนกับแก่นธาตุทองระดับสูง ก็มีค่าเท่ากับ 1 ก้อนเท่านั้น

เฟยหลงต้องการ จะดูดกลืนแก่นธาตุทอง เพราะมันนับเป็นทุนรอน ที่จะสามารถใช้ต่อสู้ ในคราต่อไป

วิชากระบี่มารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เปล่งอานุภาพเพียงครึ่งเดียว เมื่อภายในร่างกายมีเพียงธาตุไม้ แต่หากได้ดูดกลืนแก่นธาตุทองทั้ง 5 ก้อนนี้ ก็น่าจะสามารถใช้ เพลงกระบี่มารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างน้อย 1 ครั้ง ที่อานุภาพจะเพิ่มจากปกติเป็น 8 ใน 10 ส่วน

อีก 2 ส่วน ที่ขาดหาย ก็สามารถจะพออธิบายได้ว่า เขายังไม่ได้ฝึกฝนวิชาบ่มเพาะวิชามารฟ้าศักดิ์สิทธิ์

……………..

หากนำแก่นธาตุทอง เหล่านี้ไม่ปรุงเป็นเม็ดยา คงจะได้รับประโยชน์มากกว่าการดูดกลืนมันโดยตรงๆ แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ มันไม่ได้ให้ทางเลือกมากนัก

ขอวกกลับมายัง การตัดสินใจดูดกลืนแก่นธาตุโดยตรง อีกสักนิด หากเป็นเชียงจาง กระทำการเช่นเดียวกัน มันจะทำพวกเขาร่างระเบิดในทันที แม้แต่ผู้บ่มเพาะระดับขั้นหล่อหลอม ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน

ยังคงเป็นเหตุผลเดิมๆ เส้นชีพจรกิเลนพิษมหาวิบัติ กับวิชาอักขระเก้ามังกรประตูปริศนา มันไม่ใช่สิ่งที่จะมีได้ยังดินแดนระดับต่ำแห่งนี้

................

เฟยหลงใช้เวลาตลอดทั้งคืน เพื่อดูดกลืนแก่นธาตุทอง และยังมีเวลาเหลืออยู่เล็กน้อย ก็ฝึกฝนวิชาเพลงกระบี่รากวิญญาณพฤกษา จนสำเร็จ

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เพลงกระบี่นี้ก็นับว่าไม่ได้มีประโยชน์มากนัก หากต้องต่อสู้เป็นตายกันจริงๆ แต่กับมีประโยชน์ในการสวบบทบาท แกล้งเป็นหมูหลอกกินเสือ ได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น

และที่สำคัญเส้นชีพจรคู่ที่ 2 วันนี้เฟยหลง ก็บรรลุขั้นถึงระดับก่อกำเนิดระดับ 5 แล้ว และยัง สร้างเปิดทำลาย ประตูพฤกษาวงกตเพลิง ประตูที่ 9 ได้เรียบร้อยแล้ว

แต่รางวัลที่ได้รับ กับเป็นแผนที่เล็กๆ แผ่นหนึ่ง ภาพในแผนที่นี้ชี้ตรงไปยัง ยังจุดศูนย์กลายของ แคว้นสวี่ นับว่าอยู่ห่างไกลจากหุบเขาค้างคาวนี้ พอสมควร

...................

เฟยหลงลืมตาตื่นขึ้น ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยแสงอรุโณทัย ซึ่งดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง ฝูงนกน้อย โบยบินออกมาหากินอาหาร แต่เช้า

ภาพสวยๆ งามๆ ของวันนี้ ทำให้ เฟยหลงได้ใช้ช่วงเวลาหนึ่ง ปลดปล่อย อารมณ์ความรู้สึก ที่ได้เก็บกักเอาไว้ออกมา เขาอ้าปากกลืนน้ำค้างยามเช้า เข้าไปคำหนึ่ง แล้วสูดบรรยากาศรอบข้าง เข้าไปจนเต็มท้อง นับเป็นอาหารยามเช้าที่รสชาติดีทีเดียว

เชียงจาง และทุกคน ในกลุ่มจ้องมองเฟยหลง สายตาไม่อาจจะกระพริบ เป็นหลิวอัน เปิดฉากขึ้นเป็นคนแรกอีกครั้ง

“ศิษย์น้อง ต่อไปนี้ เจ้าจะต้องปกป้องข้าให้ดี เข้าใจหรือไม่ หลายวันมานี้ ข้าดูแลปกป้องเจ้ามาโดยตลอด”

เย่ฮาน สวนกลับทันที

“หลิวอันแกมัน หน้าด้านเกินทนจริงๆ”

หลิวอันไม่ถือสาเย่ฮาน เห็นคำพูดนั้น เป็นเช่นคำขื่นชมเสียมากกว่า

“ศิษย์พี่หลิวอันกล่าวอะไรเช่นนั้น ต่อไปนี้ ข้าเฟยหลงยังต้องการ ให้ศิษย์พี่ปกป้องเช่นเดิม และอาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ”

หลิวอัน แววตาฉายความสงสัย เฟยหลงกล่าวต่อ

“ศิษย์พี่ และทุกคนยังคง ต้องปฏิบัติกับข้าเช่นเดิม ยิ่งพวกเราทำตัวอ่อนแอ มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์กับพวกเรามากขึ้นเท่านั้น อาทิเช่น พวกเราสามารถดักปล้นชิง จากพวกโจรชั่ว อย่างเช่นเมื่อวานนี้ ได้อีกเป็นจำนวนมาก”

หลิวอันตบต้นขาฉาดหนึ่ง กล่าวสนับสนุนขึ้นในทันที

“ถูกต้อง ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องเหนื่อย ไปคุ้ยเขี่ยกองกระดูกผุๆ พวกนั้นอีก พวกมันกล้าปล้นชิงพวกเราก่อน ทำไมพวกเรา จะคิดปล้นชิงพวกมันกลับบ้าง ไม่ได้”

หลิวอันกับเฟยหลง พูดจากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

เชียงจาง และคนในกลุ่ม ได้แต่เบิ่งตาโพลง เฟยหลงกำลังชักนำหลิวอันเข้าสู่ด้านมืด

................

วันนี้ก็ไม่เช้าแล้ว พวกเขาเริ่มออกเดินทางกันต่อเถอะ เนื่องจากมีแหวนมิติอยู่เป็นจำนวนมาก การเดินสำรวจเมื่อเห็นอะไรน่าสนใจ พวกเขาก็จะเก็บมันเอาไว้ ขอให้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินทองได้สักเล็กน้อย เด็กที่เติบโตมาอย่างยากจนข้นแค้น ย่อมไม่ต้องการจะกลับมายากจนเช่นวันเก่าๆ อีก

วันนี้ หลิวอัน สวมแหวนมิติเอาไว้บนนิ้วจนครบ 10 นิ้ว พร้อมตะโกนเสียงดังตลอดทางว่า

“เข้าหลิวอัน ค้นพบแหวนมิติระดับสูง อีกวงหนึ่งแล้ว ข้าหลิวอันร่ำรวยแล้ว ไปตลอดทาง”

เย่ฮานได้แต่ส่ายหน้า แผนการใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล้อ โจรร้ายให้เข้ามาปล้นชิง นับว่าน่าสงสัยเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่น่าแปลกยิ่งกว่า คือตลอดเส้นทางมากับยังคงเงียบกริบ

“แผนการ “หากไม่ใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อ แล้วจะจับหมาป่าได้อย่างไร” เหมือนจะไม่ค่อยจะได้ผล”

หลิวอันตะโกนจนคอแห้ง ก่อนจะกล่าวว่า

“หรือว่าพวกคนชั่วนั้น มันตายไปกันหมดแล้ว หรือจะออกเดินทาง ไปจนถึงเส้นแบ่งอาณาเขต ส่วนชั้นในหมดแล้ว”

เฟยหลง กล่าวว่า

“นั้นก็อาจจะมีส่วนเป็นไปได้ วันนี้ข้า ไม่ได้แผ่จิตสังหารออกมา แต่อย่างใด ความจริงก็น่าจะมีฝูงค้างคาววิญญาณ ออกมาโจมตีพวกเราบ้าง สักฝูงสองฝูง แต่เหมือนว่าพวกมัน จะไปร่วมตัวกันอยู่ ยังสถานที่อื่นกันหมด”

เชียงจาง ถามว่า

“หยางสู่ หลี่เทียน อวี่ซิน ม่านหลิว หลิวเหวิน พวกมันมาต้องมีจุดประสงค์บ้างอย่าง ข้าอยากรู้ว่าพวกมัน ขึ้นมาทำไมกัน บนภูเขาค้างคาวแห่งนี้กันแน่”

เฟยหลงอ่ำอึ่งเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า

“ข้าได้แต่คาดเดา หลิวเหวินบอกว่ามันต้องการ ไข่เบญจธาตุ เช่นนั้น ก็เป็นไปได้ว่า ทุกคนที่ขึ้นมายังสถานที่แห่งนี้ก็คงต้องการ เช่นเดียวกัน”

เผิงไฮ้ถามว่า

“เจ้าคิดว่า ไข่เบญจธาตุ เอาไว้ทำอะไร”

เฟยหลงกล่าวว่า

“ม่านหลิว กับหลิวเหวิน เป็นศิษย์อันโดดเด่นของสำนักๆ หนึ่ง ตระกูลก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไร เกิดมานับว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ยังจะต้องขึ้นมาบนภูเขาค้างคาว ทำไมอะไร หากไม่ใช่สิ่งที่พวกเขา หาไม่ได้จากโลกภายนอก จริงหรือไม่”

หลี่จื่อ กล่าวเสริมว่า

“เป็นเช่นเฟยหลง กล่าวมาจริงๆ แก่นธาตุทอง หรือแม้แต่คัมภีร์บ่มเพาะวิชามารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ โลกภายนอกสามารถค้นหาได้ เพียงแค่มีคะแนนความดี นำไปแลกเปลี่ยน ด้วยสถานะเช่นพวกเขา ไม่จำเป็น จะต้องมีคะแนนความดีใดๆ เลย ตระกูลก็พร้อมจะประเคนให้ โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอ แต่พวกเขา กับเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ เพื่ออะไร”

“หรือ ไข่เบญจธาตุ มันมีความลับ อะไรซ่อนอยู่”

เชียงจางถามขึ้น

เฟยหลงกล่าวว่า

“น่าจะเกี่ยวข้องกับ วิชาบ่มเพาะอักขระผันแปรห้าธาตุ อยู่บ้าง”

“จริงด้วย ศิษย์พี่หู่หลงเคยกล่าวว่า บุคคลลึกลับจากดินแดนอื่น ใช้ภูเขาค้างคาวฝึกฝนวิชาบ่มเพาะอักขระผันแปรห้าธาตุ เป็นไปได้ว่า ไข่เบญจธาตุ ก็อาจจะซ่อนความลับ ของวิชานี้เอาไว้ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า ไข่เบญจธาตุก็คือวิชาบ่มเพาะอักขระผันแปรห้าธาตุ มันจึงทำให้ทุกคน ถึงกับให้ความสำคัญ กับมันมาก ถึงขนาดนี้”

หลู่ชื่อวิเคราะห์รายละเอียดอย่างมีเหตุผล

“ศิษย์น้องเฟยหลง มีคิดว่าอย่างไร”

เชียงจางถามขึ้น

“ศิษย์พี่หู่หลง กล่าวถึงสิ่งของ 6 อย่าง แต่ไม่ได้ร่วม ไข่เบญจธาตุ เข้าไปในนั้นด้วย ได้แก่ แก่นธาตุทอง วิชามารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ วิชากระบี่มารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ กายวิญญาณมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์เส้นชีพจรมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และสุดท้ายเป็นวิชาบ่มเพาะอักขระผันแปรห้าธาตุ

ไข่เบญจธาตุ จะต้องมีอะไรเชื่อมต่อกับสิ่งของทั้ง 6 อย่างนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

“เฟยหลง เจ้ามันฉลาด และมีพรสวรรค์ระดับกษัตริย์จริงๆ หากพวกเรา มาลองจับกลุ่ม ข้อมูลทั้ง 6 อย่างนี้ แล้วค้นหาก็อาจได้รับคำตอบ อาทิเช่น

พรรคมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ต้องทำอะไรเป็นสิ่งสิ่งแรก ถึงจะสามารถบ่มเพาะวิชามารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ไปถึงระดับสูงสุดได้”

หลี่จื่อตั้งคำถามขึ้น

เผิงไฮ้ กล่าวว่า

“ข้าว่า จะต้องมีเส้นชีพจรมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเป็นอย่างแรก”

“ถูกต้อง”

หลี่จื่อตอบคำถาม และกล่าวต่อ

“การบ่มเพาะวิชาอักขระผันแปรห้าธาตุ ก็ย่อมเป็นวิชาบ่มเพาะร่างกายให้แข็งแกร่ง และพัฒนากลายเป็นกายวิญญาณมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ในทางกลับกัน

การจะบ่มเพาะเส้นชีพจรมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ จำเป็นจะต้องเพาะสร้างเส้นชีพจร ในร่างกายเสียก่อน และสิ่งนั้นก็ คือไข่เบญจธาตุ

ทุกอย่างก็จะลงตัวพอดี”

“หลี่จื่อ ข้าหลิวอัน ย่อมรับว่าเจ้าเดาได้ อย่างมีเหตุผล แต่พวกเจ้าลืมสิ่งหนึ่งไป”

หลี่จื่อทำหน้าตาสงสัย หลิวอันแย้มยิ้ม แฝงการล้อเล่น กล่าวว่า

“เพียงสมุนไพรระดับสูง ต้นเดียว หลิวเหวิน ยังเข้ามาแย้งจากมือพวกเรา ไปอย่างหน้าด้านๆ มันเป็นคุณชายที่ร่ำรวยมาก มันจะทำแบบนั้นไปทำไม และยังเจ้าหลี่เทียน มันเกือบจะยิงลูกธนูสังหารเผิงไฮ้ ก็เพราะสมุนไพรระดับสูงเพียงต้นเดียวเช่นกัน มันทำอย่างนั้น เพื่อจุดประสงค์อะไร”

เฟยหลง กล่าวว่า

“กลุ่ม ทุกกลุ่ม ย่อมเก็บซ่อนตัวตน หักเล่ห์ชิงเหลี่ยมกันมาตลอดทาง เมื่อพวกเราเจอกลุ่มหลิวเหวินครั้งแรก มันระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก ในเวลาต่อมา ไม่นานพฤติกรรมของมัน ก็เปลี่ยนไป มันทำอะไรเหมือนคนไม่มีความคิด พวกเจ้าคิดว่ามันไม่ดูแปลกไปสักหน่อยหรือ

ทั้งยังเจ้าหลี่เทียน จงใจยิงลูกธนูใส่เผิงไฮ้ และเวลาต่อมา ก็ยังไปยิงลูกธนูใส่สมาชิกคนสำคัญของหลิวเหวินบาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่งคน เจ้าว่า ยังมีคนแบบนี้ หลงเหลืออยู่บนโลกนี้จริงๆ หรือ”

“เจ้ากำลังหมายความว่า พวกเรากำลังถูกหยั่งเชิงอยู่ และกำลังถูกทดสอบความสามารถ จากคำสั่งของใครบ้างคน”

เชียงจางกล่าวขึ้น

นับว่า คนเราไม่อาจตัดสินกันด้วยหน้าตา น้ำทะเลไม่อาจตวงวัด ตรงกับสุภาษิตนี้จริง เฟยหลงกล่าวต่อว่า

“คนที่ สามารถทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้ ย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มคณะเดินทางของ หยางสู่ คนกลุ่มนั้น ล้วนแล้วแต่กระทำตัวลึกลับ หากจะบอกว่า เป็นคนในสังกัดของหยางสู่ ไม่สู่บอกว่าหยางสู่ เป็นเพียงทาส ค่อยรับใช้ กลุ่มบุคคลทั้ง 10 คน นั้นถึงจะถูกต้องมากกว่า”

เฟยหลงตอบคำถาม

“ตลอดการเดินทาง มีแต่กลุ่มของ ม่านหลิว กับกลุ่มของพวกเราเท่านั้น ที่ยังคงปลอดภัย สมาชิกไม่มีใครเสียชีวิตเลยสักคน แถมเสื้อผ้า หน้าผม ยังเป็นระเบียบเรียบร้อย หน้าตายังสดชื่นแจ่มใส”

หากมองในมุมกลับกัน หยางสู่ ไม่มีทางเชื่อแน่ว่า พวกเราเป็นเพียงแค่กลุ่มเด็กน้อย อันไร้พิษสง และต้องมีความคิด อย่างมั่นเหมาะว่า พวกเราจะต้องได้รับการคุ้มครอง จากยอดฝีมือ หรือใครบางคน อยู่อย่างเงียบๆ

........................

“ฮาๆ ช่างเป็นกลุ่มเด็ก ที่ฉลาด มีความสามารถเสียจริงๆ สามารถวิเคราะห์ เรื่องราวได้ถึง 7 ส่วน อีก 3 ส่วน ที่เหลือ มันก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร อีกต่อไป ไหนพวกเจ้าลองวิเคราะห์กันต่อซิ”

บุรุษคนนี้ เป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่ม หยางสู่ ทำหน้าที่เป็นสายข่าว ล้วนไปมาไร้ล่องรอย อายุหากมองอย่างผิวเผิน ก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับหยางสู่ แต่น้ำเสียงกับยังฟังดูอ่อนเยาว์กว่ามาก ใบหน้าย่อมถูกปกปิดเอาไว้ด้วยหน้ากากสีดำ มองเห็นแต่ดวงตากลมโต

รูปร่างสันทัด สวนชุดนักบู๊สีดำ พกพากระบี่สีดำเล่มหนึ่งระหว่างเอว แม้จะมองดูเป็นคนปล่อยตัว แต่เฟยหลงคิดว่า บุรุษคนนี้ น่าหวาดกลัวยิ่งกว่า หยางสู่ เสียอีก แม้ระดับพลังจะเป็นแค่ หล่อหลอม ระดับ 1 แต่นั้นก็ไม่ได้รับรองว่าจะเป็นระดับบ่มเพาะที่แท้จริง

แม้แต่เฟยหลงเอง ยังสามารถแสดงพลัง เพียงแค่ระดับก่อกำเนิดระดับ 5 ได้ แล้วทำไม คนอื่น จะกระทำเฉกเช่นเดียวกันไม่ได้

“ไหนใครอยากจะวิเคราะห์ เรื่องราวที่เหลืออีก 3 ส่วนเป็น คนแรก”

บุรุษท่าทางขี้เล่นคนนั้น ถามขึ้น เฟยหลงกล่าวว่า

“บุคคลที่หยางสู่ ยอมลดตัวลงค่อยรับใช้ อย่างน้อยจะต้องเป็นคุณชาย ตระกูลใหญ่สักตระกูล ของแคว้นสวี่”

“เจ้าหนูเจ้าไม่ธรรมดาเลย ม่านหลิว-สำนักเรือนศิลาฟ้า เป็นศิษย์สำนักระดับ 4 ดาว และหลิวเหวิน-สำนักดาบภูผา มาจากสำนักระดับ 3 ดาว

ส่วนข้า โจวหยุน มาจาก สำนักแปรเปลี่ยนตะวัน เป็นสำนักระดับ 5 ดาว”

“นี้นับเป็นเรื่องราว 8 ส่วนเท่านั้น อีก 2 ส่วน ที่เหลือ พวกเจ้าลองคาดเดาต่ออีก”

โจรหยุนกล่าวขึ้น

“หากข้าไม่ต้องการคาดเดา เรื่องราวต่อแล้วเล่า”

โจวหยุนเค้นหัวร่อดังหึๆ อย่างหล่อนๆ

“ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทิ้งซะ”

“เรื่องราว 2 ส่วน ที่เหลือ น่าจะเกี่ยวข้องกับ ไข่เบญจธาตุ”

เฟยหลงวิเคราะห์ต่อ โจวหยุนดีดนิ้วดังแป๊ะ กล่าวว่า

“ไม่เลว กล่าวต่อไป”

“ทำไมสำนักระดับ 5 ดาว ของแคว้นสวี่ จะต้องดั้นด้นมาไกลขนาดนี้ เพียงเพราะไข่บ้าๆ ใบหนึ่ง ข้าพอจะวิเคราะห์ได้ว่า จะต้องมีสถานที่ไม่กี่แห่ง ที่จะปรากฏไข่ชนิดนี้ ขึ้นมาได้ ซึ่งสถานที่แห่งนั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์จารึกอักขระวิญญาณ

เมื่อ 100 ปีก่อน พรรคมารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ อาศัยอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุ นั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับอักขระจารึกบ้างอย่าง”

โจวหยุน กล่าวว่า

“เจ้าสามารถผ่านไปได้ 9 ส่วน หากเจ้าวิเคราะห์ได้ อีก 1 ส่วน ข้าโจวหยุนจะปล่อยพวกเจ้าไป”

“เข้าไม่ใช่ เทพเซียนถึงจะคาดเดาได้ว่า ปรมาจารย์จารึกอักขระวิญญาณ ได้สร้างค่ายกลอะไรเอาไว้ ตรงจุดสูงสุด ของภูเขาค้างคาว หากข้าไม่ได้เห็นกับตา ข้าก็ไม่สามารถคาดเดาสิ่งใดได้”

โจวหยุนหัวร่อหล่อนๆ ออกมาอีกครั้ง

“เจ้าเข้าใจ ใช้เงื่อนไข เพื่อยืดเวลาออกไป ได้ เช่นนั้น ข้าจะรอพวกเจ้าอยู่บน ยอดเขาค้างคาว ไปให้ถึงยอดเขาภายใน 2 วัน ไม่เช่นนั้น ข้าจะกลับลงมา ฆ่าพวกเจ้าทิ้งซะ”

แล้วเงาร่างของโจวหยุน ก็หายวาบไป เหมือนดวงวิญญาณ อันไร้ตัวตน

…………………..

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 124 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

47 ความคิดเห็น