Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

ตอนที่ 10 : เข้าสู่พื้นที่อาณาเขตส่วนกลาง (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,911
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 124 ครั้ง
    10 เม.ย. 63

Emperor of nine gate Dragon จักรพรรดิเก้าประตูมังกร

 

10. เข้าสู่พื้นที่อาณาเขตส่วนกลาง (2)

                เชียงจางได้รับเงินค่าจ้างเป็นสองเท่า ก่อนจะออกเดินทาง ยกเว้นแต่แก่นธาตุทอง 5 ก้อน แก่นธาตุทองในอาณาเขตส่วนกลางส่วนใหญ่ จะเป็นแก่นธาตุทองระดับต่ำ หากเปรียบเทียบกันกับแก่นธาตุทอง ภายในอาณาเขตส่วนใน ก็จะเท่ากับ 1 ต่อ 5 เท่านั้น

และหายากยังกับ งมเข็มในมหาสมุทร และเรื่องนี้ เชียงจางและกลุ่มย่อมไม่รู้ หรือรู้อยู่แล้ว มันก็ไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไร กับกลุ่มของเชียงจางด้วยเช่นกัน 

เพราะพวกเขา ก็ไม่คิดว่าหยางสู่ จะส่งมอบแก่นธาตุทอง ให้อยู่แล้ว คำสัญญาที่ให้ไว้ กับคนใกล้จะตาย ก็คงไม่จำเป็น จะต้องเก็บมัน เอามาใส่ใจ 

เชียงจางจดจ่อ อยู่เพียงแค่ การจะหาทางหลบหนี้ ออกจากสถานการณ์ ที่ยุ่งยากลำบากนี้ อย่างไรเท่านั้น

                ผิดกับเฟยหลง จุดประสงค์ของเขา ก็คืออาณาเขตชั้นใน แต่ตอนนี้ คงต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ชั่วคราวเสียก่อน เขาต้องแก้ไขสถานการณ์ที่ยุ่งยากวุ่นวาย พากลุ่มของเขาไปยังสถานที่ปลอดภัย แล้วค่อยหวนกลับมาใหม่ เพราะคนที่ขโมยของๆ เข้าไป รายชื่อเป็นตาย ที่เขาจดบันทึกมันเอาไว้ ยังไม่ได้รับการชำระเลยสักคน

                “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่”

น้ำเสียงไว้อารมณ์ถ้าขึ้น

เฟยหลงทอดสายตามองไป กล่าวว่า 

“แล้วเจ้าคิดว่า ข้ากำลังคิดอะไร”

เฟยหลงสวนกับไป ด้วยคำถาม อันไร้อารมณ์เช่นกัน 

“ ม่านหลิว ยกมุมปาก กล่าวว่า 

“เจ้ากำลังคิดวางแผนชั่ว บางอย่าง” 

นางเลี่ยงคำว่า ฆ่าคน เพื่อไม่ให้ใคร รู้สึกสนใจ 

เฟยหลงกล่าวว่า 

“ข้าว่าเจ้าเอง ก็มีความคิดไม่ได้แตกต่างจากข้า ดูได้จากกลุ่มอื่นๆ สมาชิกล้มหายตายจากกันไป เป็นจำนวนมาก แต่กลุ่มของเจ้ายังอยู่กันครบ”

ม่านหลิวกล่าวว่า 

“กลุ่มเจ้า ก็อยู่กันครบ เช่นกัน” 

เฟยหลงหัวร่อ กล่าวว่า 

“เจ้าบอกว่า เจ้ามีสายโลหิตกิเลนบางเบา ข้าคิดว่าวิชาหลัก ที่เจ้าฝึกฝนคงจะเป็นวิชากิเลนฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และพลังบ่มเพาะของเจ้า น่าจะอยู่ที่ระดับหล่อหลอมระดับ 1 ขั้นปราย ไม่ใช่ปราณก่อกำเนิดระดับ 9 ขั้นปราย อย่างที่แสดงออกมา ข้ากล่าวถูกต้อง หรือไม่”

                ม่านหลิวไม่สามารถรักษาสีหน้า อันสงบนิ่งเอาไว้ได้อีก นางกล่าวว่า 

“เจ้ากับสัมผัส ระดับบ่มเพาะของข้าได้ และยังสามารถระบุ วิชาบ่มเพาะหลักของข้าได้อีก เจ้าเป็นใครกันแน่”

                เฟยหลงไม่ได้ตอบคำถามนาง กล่าวว่า 

“ด้วยความสามารถของเจ้า ผู้อาวุโสในสำนัก คงจะจัดสรรทรัพยากรให้อย่างเหลือเฟือ การมาหาแก่นธาตุทองย่อมไม่สลักสำคัญอะไร

เจ้ามาที่นี้ ย่อมต้องมี สิ่งที่สำคัญ มากยิ่งกว่าแก่นธาตุทองอย่างแน่นอน หากให้ข้าเดา สิ่งนั้น น่าจะเกี่ยวข้องกับวิชาบ่มเพาะอักขระผันแปรห้าธาตุ หรือไม่ก็ จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับ วิชาวิชามารฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ข้ากล่าวถูกต้อง หรือไม่”

                ครั้งนี้ ม่านหลิวก็ไม่คิดจะตอบคำถาม ของเฟยหลงเช่นกัน เฟยหลงกล่าวต่อว่า 

“พวกเราต่างบังเอิญมาพบกัน ใยจะต้องทำตัวให้สนิทสนม ตั้งคำถาม ที่อีกฝ่าย ก็ไม่คิดอยากจะตอบด้วยเล่า เจ้าว่าจริงหรือไม่”

แล้วเฟยหลงก็เดินซอยฝีเท้าถี่ๆ เข้าไปร่วมกลุ่มกับเชียงจาง หลิวอันถามว่า 

“นางพูดอะไรกับเจ้า”

เฟยหลงส่ายหน้า “ไม่มีอะไร” 

                ม่านหลิวเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แล้วเดินกระแทกส้นเท้า ขึ้นไปนำกลุ่มเช่นเดิม หลิวเหวินถามขึ้น 

“เจ้าพูดอะไร กับเจ้าขยะไร้ค่านั้น” 

นางกล่าวว่า “เจ้าเป็นอะไรกับข้า ทำไมข้า ต้องตอบคำถามเจ้าด้วย” 

แล้วก็เดินขึ้นหน้าต่อไป หลิวเหวินบ่นงึมงำว่า 

“ยัยนี้ คงจะดมกลิ่นขี้ค้างคาว มากจนเกินไป ทำไมถึงจะต้องมาอารมณ์เสีย ใส่ข้าด้วย” 

แล้วจึงกลวดสายตามองตรงไปยัง เฟยหลงอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ เพราะคิดว่าเฟยหลง มีส่วนทำให้ตัวเขาถูกม่านหลิวแขวะ

                “พวกเรา กำลังจะเข้าสู่ อาณาเขตอันตราย เตรียมตัวให้พร้อมด้วย” 

ระหว่างเดินทางวันนี้ เฟยหลงไม่คิดที่จะเปิดเผยจิตสังหาร เขาเพียงเปิดเผยเคล็ดวิชาบ่มเพาะรอง คือวิชาพฤกษาวงกตเพลิง และยังกดข่มสายโลหิตกิเลนเอาไว้ ฝูงค้างคาวในระยะ 500 เมตร จึงไม่ได้หวาดกลัว เหมือนเช่นเมื่อวานนี้

                เชียงจางออกคำสั่ง

“หากมีอันตรายร้ายแรง จงติดตามอยู่ใกล้ๆ ข้าเชียงจาง หลี่จื่อ เผิงไฮ้ เอาไว้” 

พวกเขาจะถือโอกาส ในตอนที่เกิดการต่อสู้ชุลมุนหลบหนี นี้คือแผ่นการชั้นเลวที่คิดเอาไว้ล่วงหน้า

                .................

                แม้แผนการ จะวางเอาไว้เลวร้ายขนาดไหน ก็คงไม่คาดคิดว่า จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแน่ๆ

                “ศิษย์พี่ หัวหน้าคณะหยางสู่ มันเร่งความเร็วไปไกลแล้ว” 

หลิวอันรายงาน 

“หลี่เทียน  อวี่ซิน ก็คงคิด จะปล่อยพวกเราทิ้ง ให้เป็นอาหารค้างคาวเช่นกัน มันเร่งตีฝ่าหนี ไปไกลแล้ว”

เย่ฮานรายงานขึ้น 

เชียงจาง หลี่จื่อ เผิงไฮ้ กำลังโรมรันพันตู กับฝูงค้างคาวนับสิบตัว เฟยหลงตะโกนว่า 

“ศิษย์พี่ ไม่จำเป็นต้องต่อสู้แล้ว หนีกันก่อนเถอะ” 

                ทุกคน ต่างเคยลงความเห็นเกี่ยวกับเฟยหลง 

หลิวอันคิดว่าเฟยหลงเป็นดวงดาวนำโชค  ต่อมาก็ละบาดไปยังเชียงจางและกลุ่ม เวลาจึงไม่มีใครมีความคิดเห็นต่าง ในยามขับขัน จึงเชื่อฟังคำพูดของเฟยหลง

“ศิษย์พี่ตามข้ามา” 

แล้วกลุ่มของเชียงจาง ก็ตีฝ่าออกห่างจากฝูงค้างคาว ทิ้งกลุ่มของม่านหลิว และหลิวเหวิน ต้านทัพฝูงค้างคาวเพียงลำพัง

                “ไอ้พวกไร้ค่า เจอกันครั้งหน้า ข้าจะสังหารพวกเจ้าทิ้งซะ” 

หลิวเหวินตะเบ็งเสียงข่มขู่ขึ้น

เชียงจางกล่าวว่า 

“หากเจ้า รอดชีวิตไปได้ ค่อยมากล่าวคำพูดนี้ ก็ยังไม่สาย เจ้ามองดูรอบๆ เสียก่อน ยังมีใครสักคน เหลืออยู่อีกไหม หรือยังมีใครตั้งใจต่อสู้บ้าง แม้แต่หัวหน้าคณะก็ยังทิ้งพวกเรา แต่เจ้ากับเอาความผิดมาโยนให้เป็นความรับผิดชอบของพวกข้า แน่จริงเจ้า ทำไมไม่ไปขู่ฆ่า เจ้าหลี่เทียนบ้างล่ะ มันก็ตั้งใจทิ้งพวกเรา เอาไว้ต้านทัพฝูงค้างคาว เป็นเบี้ยที่สละทิ้งได้เช่นกัน”

                ไม่รอคำตอบใดๆ จากหลิวเหวิน เชียงจาง และพวก ก็วิ่งไล่ติดตาม เงาหลังของเฟยหลงไปติดๆ 

สุดท้ายก็แยกออกจากฝูงค้างคาวมาได้ โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมาย เพียงแค่สูญเสียพลังปราณไปเป็นจำนวนมากเท่านั้น

.................

                “พวกเราจะทำยังไง กันต่อไปดี” 

หลิวอันหอบแฮกๆ ถามขึ้น 

“พวกเราหลงป่าแล้ว” 

เชียงจางพึมพำขึ้น กวาดสายตาสำรวจรอบๆ 

“แล้วฝูงค้างคาว จะตามพวกเรามีอีกไหม”

หลิวอันถามด้วยความสงสัยต่อ แต่ไม่มีใครคิดตอบคำถาม ยกเว้นเฟยหลง

                “พวกมัน จะไม่ตามพวกเรามา” 

เผิงไฮ้ ถามว่า 

“เจ้ามั่นใจได้อย่างไร”

หลี่จื่อ กล่าวว่า 

“ข้าก็สงสัยตั้งแต่ เขตชั้นนอกแล้วว่า ว่ามีอะไรผิดปกติ ทำไมฝูงค้างคาว ไม่เคยจู่โจมพวกเราตรงๆ เลยสักครั้ง ศิษย์น้องเฟยหลง เจ้ามีความลับอะไร สามารถบอกกล่าว กับพวกเราตรงๆ ได้หรือไม่” 

เฟยหลงหยักไหล่ ไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญอะไร กล่าวว่า 

“วิชาบ่มเพาะหลักของข้า ทำให้ฝูงค้างคาวไม่กล้าเข้าใกล้” 

หลิวอันกล่าวว่า 

“วิเศษไปเลย ศิษย์น้องเฟยหลง เจ้าเป็นดวงดาวนำโชค ของพวกเราจริงๆ ด้วย” 

หลิวอัน ไม่ใช่คนมีความคิดซับซ้อนเช่น เชียงจาง เผิงไฮ้ และหลี่จื่อ ดังนั้นสิ่งใดดีไม่ดี จะพูดออกมาตรงๆ ไม่คิดซักไซ้ ถึงต้นสายปลายเหตุแต่อย่างใด

แม้กลุ่มของเชียงจาง จะเกิดความสงสัย กับประวัติความเป็นมา ของเฟยหลง แต่ก็ไม่มีใครสักคน คิดจะซักถามต่อ

                “ต่อไปนี้ คงต้องให้ศิษย์น้องเฟยหลง เป็นคนนำทางแล้ว” 

เชียงจางกล่าวขึ้น เฟยหลงผงกหน้ารับ

“พวกเรา จะไม่ออกไปจากภูเขาค้างคาวแห่งนี้ จนกว่าจะได้ในสิ่งที่พวกเราต้องการ แล้วเท่านั้น” 

หลิวอันกล่าวว่า 

                “ถูกต้อง ฝูงค้างคาว มันทำอะไรพวกเราไม่ได้ สมุนไพรระดับนภา ก็ไม่ต่างอะไรจาก สิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าของพวกเราแล้ว

สถานที่แห่งนี้ ก็ไม่ต่างจากสวนหลังบ้าน พวกเราพี่น้องจะร่ำรวยกันแล้ว” 

สิ่งที่หลิวอันคิด จะแตกต่างจากเฟยหลง อยู่เล็กน้อย 

เฟยหลงมีความต้องการจะสังหารค้างคาว แล้วแย้งชิงแก่นโลหิต แก่นพลัง และแก่นธาตุทั้ง 5 ธาตุ เพราะสามสิ่งนี้ มีส่วนชี้เป็นชี้ตาย ต่อภัยพิบัติของเส้นชีพจรกิเลนพิษมหาวิบัติ

เขาจำเป็นต้องรีบเก็บสะสมทรัพยากรเอาไว้เป็นจำนวนมากๆ ไม่อาจจะชะล่าใจ จนกลายเป็นดินพอกหางหมูได้ เพราะศัตรูสำคัญของเขาไม่ใช่ ใคร หรืออะไร 

เฟยหลงไม่ได้หวาดกลัว ที่จะต่อสู้ กับผู้บ่มเพาะพลัง หรือสัตว์อสูรดุร้าย เพราะเขามั่นใจว่า หากต่อสู้ไม่ได้แต่อย่างยังสามารถหลบหนีได้

แต่ศัตรู ที่เขาไม่อาจจะเอาชนะได้ หรือหลบหนีได้ ก็คือ เวลา 

ภัยพิบัติจากเส้นชีพจรกิเลนพิษมหาวิบัติ เส้นแรก กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ทุกเวลานาที 

การฝึกฝนการปรุงยา ทั้งยังจะต้องปรุงเม็ดยาสวรรค์ เพิ่มขึ้นอีก เป็นจำนวนมาก 

                และตอนนี้ เขายังมีพี่น้องร่วมโลก ให้เป็นภาระ อีกหลายคน และทุกคน ต่างก็ยังต้องการทรัพยากรเป็นจำนวนมาก

                เวลา วารี นั้นไม่คอยท่า นั้นคือคำกล่าวที่เป็นความจริง

                “เช่นนั้น วันนี้พวกเรา ก็ออกค้นหาสมุนไพรกันเถอะ” เฟยหลงกล่าวขึ้น

...............

                เชียงจาง หลี่จื่อ เผิงไฮ้ หลู่ซือ เย่ฮาน หลิวอัน แววตาทุกคนเรืองโรจน์กลับมามีความหวังอีกครั้ง

พวกเขาไม่คิดสนใจแล้วว่า กำลังหลงป่าอยู่ หรืออยู่ตรงจุดใด ของภูเขาค้างคาว จะชั้น นอก กลาง หรือใน พวกเขาก็ไม่ได้ ให้ความสำคัญกับมันอีกต่อไป ต่างเดินเก็บสมุนไพร และหัวเราะกันไปอย่างสนุกสนาน

เป็นหลิวอัน เช่นเดิมที่ตะโกนขึ้น

“ศิษย์พี่ นี้มันสมุนไพรระดับนภาจริงๆ ใช่หรือไม่ เกิดมาข้าก็เพิ่งจะเคยได้สัมผัสมันเป็นครั้งแรก ข้าความรู้น้อยไม่สามารถแยกแยะได้” 

เฟยหลงกล่าวว่า 

“ต้นม่านราตรีระดับนภา หากนำไปหลอมจะได้เม็ดยาม่านราตรี เพิ่มระดับพรสวรรค์ จากระดับมนุษย์ ไปเป็นระดับนักรบได้ในเวลา อันรวดเร็ว” 

หลิวอันเบิกตากว้าง 

“มันสามารถ จะเพิ่มระดับพรสวรรค์ ของผู้บ่มเพาะพลังได้จริงๆ หรือ ข้าหลิวอันค้นพบสมบัติอันล้ำค่าแล้ว ข้าจะต้องค้นหามันให้ได้มากๆ ข้าจะเพิ่มระดับพรสวรรค์ จนบรรลุถึงระดับขั้นแม่ทัพ สุดท้ายข้าก็จะสามารถไล่ติดตามศิษย์พี่หู่หลงได้ทัน”

เมื่อกล่าวถึงศิษย์พี่หู่หลง ทำให้ทุกคนต่างพากันเงียบเสียงลง บางคนถึงกับ แสดงสีหน้าเศร้าๆ ปรากฏขึ้น อาจจะเป็นเพราะ การไล่ตามศิษย์พี่หู่หลง เกือบจะทำให้พวกเขา ต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ ยังสถานที่ แห่งนี้ก็เป็นได้

                “หลิวอัน ทำไมเจ้า ถึงหวังเพียงแค่ พรสวรรค์ระดับแม่ทัพเล่า หากเป็นข้า หลู่ซือ กับเย่ฮาน จะเพิ่มระดับพรสวรรค์ไปให้ถึง ระดับกษัตริย์เลย เมื่อพบกันกับศิษย์พี่หู่หลงอีก ข้าจะต้องทำให้ศิษย์พี่ จะต้องอิจฉาพวกเรา จนแทบตายเลย” 

หลิวอันพยักหน้า และหัวเราะขึ้น

“จริงของเจ้า ข้าหลิวอัน จะมีพรสวรรค์ระดับกษัตริย์ ข้าจะทำให้ศิษย์พี่หู่หลง เมื่อเจอกับข้าอีกครั้ง ยังจะต้องเกิดความอิจฉาข้า”

                แล้ว หลิวอัน  หลู่ซือ เย่ฮาน ก็แยกย้ายกัน เก็บต้นสมุนไพร ต้นม่านราตรีระดับนภา อย่างเอาเป็นเอาตาย 

                เชียงจาง หลี่จื่อ เผิงไฮ้ จ้องมองเฟยหลง อย่างไม่เคยรู้จัก กับคนๆ นี้ มาก่อนเลย 

“ศิษย์พี่ ท่านก้าวเท้าถอยออกมา สักเล็กน้อย” 

เฟยหลงชี้ลงไปยังใกล้ๆ ปลายเท้าของเชียงจาง 

“ต้นหม่อนสายฟ้าระดับนภา ท่านกำลังจะเหยียบมัน เข้าให้แล้ว” 

เชียงจางก้มมองลงไป อย่างไม่รู้จักสมุนไพรต้นนี้ มาก่อน จึงได้ถามขึ้น 

“ต้นหม่อนสายฟ้า มีสรรพคุณใช้ทำอะไร”

                เฟยหลงกล่าวว่า

“ต้นหม่อนสายฟ้า เมื่อนำไปหลอมเม็ดยา จะทำให้ได้เม็ดยาทะลวงขั้น เรียกว่า เม็ดยาผนึกสายฟ้า”

                “เป็นความจริงหรือ ศิษย์น้องเฟยหลง” 

เฟยหลงยิ้มๆ และพยักหน้า เป็นคำตอบ 

เชียงจาง หลี่จื่อ เผิงไฮ้ ตื่นเต้นกันเป็นอันมาก เพราะพวกเขา ติดอยู่ระดับเจ็ดขั้นปลาย มานานมากแล้ว เผิงไฮ้ กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า 

“ข้าจะทะ-หล่ม แม่มัน หากใครคิดแย้งชิงกับข้า” 

หลี่จื่อไม่รอฟังเสียง คำสบถไร้สาระ ด่าพ่อล้อแม่ของเผิงไฮ้ ตรงปรี่เข้าไปแย้งชิงทันที เชียงจางกล่าวว่า 

“เจ้าพวกไร้ยางอาย รอข้าด้วย” 

ไม่รอช้าทั้งสามคน ต่างพากันถอนต้นสมุนไพรเหล่านั้น อย่างเมามัน ไม่ว่าจะต้นเล็กต้นใหญ่ แทบไม่มีเหลือซาก

………

                และวันแรก ของการเข้าสู่เขตส่วนกลาง ก็ล่วงเลยเข้ามาสู่ช่วงพลบค่ำ 

เฟยหลงนึกถึงสูตรการปรุงยา ของเม็ดยาสวรรค์ ซึ่งประกอบไปด้วย 

แก่นโลหิตระดับสูง แก่นพลังระดับสูง สมุนไพรระดับนภา อีก 5 ชนิด ได้แก่ ต้นยามรุ่งอรุณ ต้นนักบุญไร้ใจ ต้นศิลาเพลิง ต้นหมอกมังกร ต้นโพธิญาณ

                “ศิษย์น้อง เจ้ากำลังเก็บสมุนไพรอะไรอยู่” 

เชียงจางถามขึ้น 

“สมุนไพรต้นนี้ เรียกว่า ต้นโพธิญาณ เป็นสมุนไพรระดับนภา หากนำไม่หลอมเป็นยา จะทำให้ผู้บ่มเพราะระดับหล่อหลอม 

เมื่อได้รับบาดเจ็บสาหัส จะสามารถฟื้นฟูพลังปราณแท้ กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว เม็ดยาชนิดนั้นมีชื่อว่าเม็ดยาโพธิญาณ 

แต่เมื่อนำมาใช้กับ ขั้นปราณก่อกำเนิด มันยังส่งผล ทำให้ฝึกฝนวิชาการต่อสู้ ได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน”

                เชียงจางไม่คิดสงสัย ในคำกล่าวของเฟยหลงอีกต่อไป 

“เช่นนั้นข้า จะช่วยเจ้าเก็บสมุนไพรพวกนี้”

เมื่อทุกคน ได้เห็นเชียงจาง อาสาช่วยเฟยหลง พวกเขาจึงต่างตรงปรี่ เข้ามาช่วยด้วยเช่นกัน

                การเก็บสมุนไพร อย่างไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้ และแล้วพวกเขาก็เก็บสมุนไพรจนไม่เหลือสักต้นเดียว

                ...............

                เดินลัดเลาะ ท่องเทียวมาได้สักระยะหนึ่ง

สุดท้ายพวกเขา ก็ได้ยินเสียง การต่อสู้โรมรันพันตูดังขึ้น หลิวอันกล่าวว่า 

“ไม่ต้องเห็นกับตา ข้าหลิวอัน ก็พอจะคาดเดาได้ว่า จะต้องเป็นกลุ่มของหลิวเหวิน ได้สารเลวเห็นแก่ตัวนั้น แน่ๆ”

นับว่าหลิวอัน มีความสามารถพิเศษใสการคาดเดา เป็นกลุ่มของหลิวเหวินจริงๆ 

จากจุดเริ่มต้น สมาชิกในกลุ่มมีด้วย 11 คน หนึ่งคน บาดเจ็บสาหัส ด้วยฝีมือการยิงธนูของหลี่เทียน ไม่กี่วันต่อมา ก็ถูกค้างคาววิญญาณสังหารไปอีก 3 คน

ปัจจุบัน ภาพเหตุการณ์ตรงเบื้องหน้า กลุ่มของหลิวเหวินหลงเหลืออยู่เพียงแค่ 5 คน หากคาดเดาอย่างเลวร้ายที่สุด ก็คงถูกฝูงค้างคาว รับประทานไปเป็นอาหารยามเย็น ไปจนหมดแล้ว

ดังนั้น หากใคร สามารถบวกลบ ตัวเลขง่ายๆ ได้ ก็พอจะสรุปได้ไม่ยากว่า กลุ่มของหลิวเหวิน ได้รับบาดเจ็บ 1 ตายไปแล้ว 5 คน และกำลังใกล้จะตายอีก 5 คน

หลิวอันเหงื่อแตกพลั่ก เมื่อมองเห็นภาพเหตุการณ์นองเลือด ตรงเบื้องหน้า กล่าวน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“ค้างคาวตัวนั้น มันกำลังกินแขน ตัวนั้นก็กำลังกินขา และตัวนั้น ก็กำลังกินศีรษะ ข้าทนดูต่อไปไม่ไหว อีกแล้ว”

หลิวอันเป็นเพียงเด็กอายุ 10 ปี เท่านั้น หากเป็นโลก ที่เฟยหลงจากมา หลิวอันก็เป็นเพียงแค่เด็กมัธยมต้น เท่านั้น และวันๆ ก็คงจะมั่วสุม อยู่แต่ในร้านเกม กดปุ่มฆ่าบอสในเกม เล่นไปวันๆ

หลิวอันเกิดมา ไม่ได้เป็นนักฆ่าโดยกำเนิด ความฝันในอนาคต เพียงต้องการจะเป็นนักปรุงยาที่ร่ำรวยที่สุดเท่านั้น

เฟยหลงไม่ได้ให้ความสนใจกับท่าทาง จะอวกแตกของหลิวอันอีก สายตากวาดมองภาพเหตุการณ์ต่อสู้ ตรงเบื้องหน้า อย่างพิจารณาต่อไป

.............

ฝูงค้างคาววิญญาณ เป็นเพียงระดับ 7 เท่านั้น มีด้วยกันจำนวน 5 ตัว จับคู่ต่อสู้ได้ตามจำนวนกันพอดี แต่ทั้ง 5 คน ของกลุ่มหลิวเหวิน อยู่ในระดับ 9 จึงได้เปรียบ อยู่พอสมควร

กลุ่มของหลิวเหวิน ต่างสูญเสียปราณปฐพีและสวรรค์ ไปเป็นจำนวนมากแล้ว

การจับคู่ต่อสู้ กันในครั้งนี้ จึงนับว่า ฝีมือสูสีกินกันไม่ขาด

เจ้าหลิวเหวินนับว่า มีฝีมือพอสมควร เพลงกระบี่ที่หลิวเหวินใช้ นับว่ามีพลังแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

“ดาบภูผาสะบั้นฟ้า” 

ลำแสงสำนึกแห่งกระบี่เส้นหนึ่ง ผ่าแยกร่างค้างคาว ออกเป็นสองส่วน กระบวนท่านี้ นับว่าสูญเสียพลังปราณเป็นจำนวนมาก หลิวเหวินหอบแฮกๆ เอาฝ่ามือปาดเช็ดเลือดที่ไหลซึมออกมาจากมุมปาก 

หลิวเหวินกวาดสายตามองไปรอบข้าง สมาชิกที่เหลือทั้ง 4 คน ก็ต่างใช้กระบวนท่าเดียวกัน ผ่าแยกร่างค้างคาวออกแยกเป็นสองส่วนเช่นกัน

“ศิษย์พี่ เปิดประตูเถอะ ถอนตัวออกจากภารกิจนี้ พวกเราไม่มีพลังพอที่จะต่อสู้ต่อไปได้อีกแล้ว” 

สมาชิกคนหนึ่งกล่าวขึ้น

“หรือเจ้าไม่อยากจะเป็นศิษย์หลัก หากภารกิจครั้งนี้ล้มเหลว อนาคตพวกเราจบสิ้นแน่ ข้าจะไม่ยอมติดอยู่ที่สำนักระดับ 3 ดาว ไปตลอดชีวิตแน่ แม้ข้าจะต้องตาย ข้าก็จะต้องเอาไข่เบญจธาตุกลับไปให้ได้”

“แต่พวกเราตายไปเพิ่มอีกสอง คนแล้ว”

หลิวเหวินกล่าวว่า 

“ข้าจ่ายเงินซื้อพวกมันมา จะเป็นจะตาย ก็ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของข้า”

สมาชิกคนนั้น เงียบเสียงลง ไม่กล้าท้าทาย อารมณ์อันคุกลุ่นผิดมนุษย์ของหลิวเหวินอีก

“เจ้าวางใน ข้ายังมีหยกดูดวิญญาณ ระดับห้าดาว อยู่อีกหลายก้อน สามารถระเบิดฝูงค้างคาวได้อีก เป็นกองทัพ ตระกูลข้าร่ำรวยติดหนึ่งใน 20 อันดับแรก ของแคว้นสวี่ อาวุธรักษาชีวิต มีให้ข้าได้ใช้อย่างไม่มีวันหมด การเปิดประตูแล้วหลบหนีไปตอนนี้ ข้ายังจะมีหน้า กลับไปยังตระกูลได้อีกหรือ

เจ้าเติบโตข้ามากับข้า ตั้งแต่ยังเล็ก เจ้าและลู่ชื่อ เปรียบเสมือนแขนซ้ายขาวของข้า เจ้าวางใจได้ ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตาย อยู่บนภูเขาค้างคาวบ้าๆ นี้แน่ๆ”

.....................

“หยกดูดวิญญาณ ระดับห้า ที่สามารถระเบิดได้ มันคืออะไรกัน ศิษย์พี่” 

หลู่ซือ อาการกระอักกระอ่วน แต่ไม่ได้เลวร้ายเช่นหลิวอัน ตั้งคำถามขึ้น 

เชียงจางอ่ำๆ อึ่งๆ นับว่าพวกเขามีประสบการณ์ใกล้เคียงกับหลู่ซือ จึงไม่อาจจะตอบคำถามได้

“หยกดูดวิญญาณ แบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ เมื่อพวกเราทดสอบศิษย์นักปรุงยาศึกหัด หยกชนิดนั้น สามารถจดบันทึก บรรจุข้อมูลต่างๆ ลงไป และสามารถ ปรับปรุงแก้ไขข้อมูลได้ ตามต้องการ แต่

หยกประเภทที่สอง เรียกว่าหยกดูดวิญญาณเช่นกัน แต่เป็นสายการต่อสู้ สามารถบันทึก วิชาสายต่อสู้ต่างๆ ลงไป ทั้งยิ่งบรรจุเคล็ดวิชาจิตวิญญาณเอาไว้ ได้เช่นกัน หยกดูดวิญญาณยิ่งมีระดับสูง วิชาที่บรรจุเอาไว้ก็จะทรงพลังตามไปด้วย

ส่วนหยกของเจ้าหลิวเหวิน มันเป็นหยกดูดวิญญาณระดับ 5 แสดงว่า วิชาที่ใช้บรรจุอยู่ เป็นวิชาระดับสูง ห้าดาว ซึ่งมีพลังโจมตีในจุดสูงสุดของระดับหล่อหลอม

ตระกูลของหลิวเหวิน นับว่า ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง เป็นอย่างมาก” 

เฟยหลงอธิบายให้ทุกคนได้ฟัง

......................

“แล้วการเปิดประตูแล้ว หลบหนี้ไป มันคืออะไรกัน” 

คราวนี้เป็น เย่ฮาน ถามขึ้น เฟยหลงกล่าวต่อว่า

“มันก็คือ สมบัติช่วยชีวิต อีกชนิดหนึ่ง ผู้ที่จะสามารถสร้าง ประตูประเภทนี้ได้ นับว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก พลังบ่มเพาะจะต้องอยู่ในขั้นรู้แจ้งสวรรค์ และพลังบ่มเพาะสายจิตวิญญาณ อยู่ในระดับวิญญาณรู้แจ้ง เป็นอย่างต่ำ

เราเรียกผู้สร้างประเภทนี้ว่า “ปรมาจารย์จารึกอักขระวิญญาณ” และ

เรียกผู้สร้างหยกดูดวิญญาณว่า “ปรมาจารย์กลั่นหยกวิญญาณ”

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย เมื่อมีเวลา ข้าจะอธิบายให้พวกเจ้าได้ฟัง เฟยหลงตัดบทเอาดื้อๆ

....................

“แสดงว่า เจ้าหลิวเหวิน มันก็นับว่าเป็นพระเจ้า แข็งแกล่งที่สุด บนภูเขาค้างคาวแห่งนี้ ใช่หรือไม่” 

หลี่จื่อ ถามขึ้น

เผิงไฮ้ เก็บกดมานาน กล่าวว่า 

“ไอ้เจ้าหลิวเหวิน มันกล้าแย่งชิงสมุนไพรต้นน้ำค้างตะวัน ของพวกเราไป มันคงจะคิด เอาไว้แล้วว่า พวกเราจะไม่สามารถทำอะไรมันได้ มันมีทั้งระเบิดหยก มีทั้งสมบัติช่วยชีวิต ทั้งมันยังมีพลังบ่มเพาะ ที่เหนือกว่าพวกเรา ทำไมสวรรค์ถึงลำเอียงได้มากมายถึงขนาดนี้”

เชียงจางตบไหล่เผิงไฮ้ ปลอบใจ กล่าวว่า 

“เมื่อพวกเราพยายาม สักวัน ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่ามันแน่ๆ”

เฟยหลงกล่าวว่า 

“พวกเราติดตาม กลุ่มของหลิวเหวินไปเถอะ ข้ารู้สึกจะสนใจไข่เบญจธาตุ นั้นจริงๆ ศิษย์พี่ว่ายังไง”

เชียงจางเอง ก็มีความอยากรู้ อยากเห็น เช่นเดียวกันกับเฟยหลง และตอบตกลงทันที

หลิวอันอวกแตก จนหมดใส่หมดพุง กล่าวว่า 

“ซากศพมากมาย เหล่านั้น ควรจะทำยังไง”

นิ้วของหลิวอัน ชี้ตรงไปยังซากค้างคาว 5 ตัว ที่ถูกฆ่าทิ้งเอาไว้

“เราไม่มีแหวนมิติ มากพอที่จะบรรจุซากเศษซากมากมายขนาดนั้น ปล่อยมันทิ้งไปเถอะ” 

เชียงจางกล่าวขึ้น

“ไม่จำเป็นต้องรีบ ค้างคาววิญญาณ มันกัดกินแต่ แขน ขา เลือด เนื้อ มันไม่ได้กลืนกินสมบัติ ติดตัวเข้าไปด้วยสักหน่อย พวกเราเพียงแค่เดินติดตามกลิ่นคาวเลือดไป อาจจะได้พบแหวนมิติ หล่นทิ้งเอาไว้ สักวงสองวงก็ได้”

เฟยหลงกล่าวขึ้น

หลิวอันกล่าวว่า 

“เฟยหลงเจ้า ฉลาดยิ่ง ข้าต้องการแหวนมิติสักวงมานานแล้ว พวกเราออกไปค้นหาสมบัติกันเถอะ”

ทุกคนพากันหัวเราะครืนใหญ่ หลิวอันนับว่าเป็นสีสันของกลุ่มโดยแท้ ยามกลัวก็กลัวจนอวกแตกอวกแตน แต่ยามเห็นสมบัติ กับทำตาโตเท่ากับไข่หาน ลืมความหวาดกลัวไปเป็นปลิดทิ้ง

..............................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 124 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น