ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 66 : กลฝ่าวงล้อม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 441
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    7 ธ.ค. 61

ยามบ่าย เวลาแดดร่มลมตก ที่เรือนหลังใหญ่ซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน นางข้าหลวงวัยรุ่นสาวกลุ่มหนึ่ง กำลังนั่งปักผ้าม่านเพื่อใช้ในตำหนักของฝ่ายใน

“เมื่อวาน ข้าตามคุณท้าวพิกุลออกไปซื้อของที่นอกวัง เดินเสียจนขาแข็ง กว่าจักได้ของครบ” นางข้าหลวงผู้หนึ่งกล่าวขึ้น

ข้าหลวงอีกนางเงยหน้าจากผ้าปัก “ข้าเห็นกลับมากันเสียจวนเย็น ดูท่าคุณท้าวท่านคงพาไปหลายตลาดนัก จนแม่ยี่สุ่นถึงกับออกปากบ่น ด้วยข้าไปกับแม่ก็หลายครา มิเคยเห็นว่าดังนี้”

“ซื้อเพียงเครื่องหอมมิกี่อย่างเท่านั้น แต่ที่เดินกันเป็นนาน ก็ด้วยหาร้านที่ขาย”

“เอ๊ะ เพียงเลยคลองหน้าวังไปก็มีอยู่หลายร้าน เหตุใดต้องไปที่อื่น”

“ย่านนั้น หากร้านมิปิด ก็หามีของไม่ จนต้องไปถึงย่านบ้านแขกใกล้ท่าเรือนั่นแล” ยี่สุ่นกล่าว “แม่เพ็งมิได้ออกนอกจากวังเสียเป็นเดือน รู้ฤาไม่ ยามนี้ในพระนครร้างผู้คนนัก ร้านรวงปิดหายไปหลายที่”

“ผู้ชายถูกเกณฑ์ไปรบทั้งศึกขอมศึกยวน ทั้งในแลนอกพระนครดังนี้ หากบ้านเรือนเงียบไปบ้างก็คงมิแปลก”นางข้าหลวงผู้ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุด ให้ความเห็น

“มิใช่แต่เพียงเงียบดอก พี่สร้อยทอง ที่ข้าเห็น บางแห่งเกือบจักร้างเอาทีเดียว บางตลาดนี่หนา แทบมิปรากฏผู้คน แลในลำน้ำลำคลอง เรือแพที่ขึ้นล่องก็หายไปมากนัก”

“ชายฉกรรจ์ถูกเกณฑ์ไปแทบสิ้น เหลือเพียงเด็กแลคนเฒ่า จักมีใครออกไปหาข้าวของมาขาย อีกประการ ทุกบ้านล้วนมีคนไปรบ ผู้ที่รอข้างหลัง ก็ห่วงกังวลนัก ไหนเลยมีแก่ใจไปไหนมาไหน”

“พี่สร้อยทองพูดเสียละเอียดลึกซึ้งเชียวหนา”

“พ่อแลน้องชายข้าไปด้วยทัพพระอินทราชาเพื่อรบศึกยวนที่สองแคว มีหรือ จักมิรู้หัวใจครอบครัวของผู้ที่ไปรบ”สร้อยทองกล่าวเสียงเรียบๆ

“ที่แท้ก็เช่นนี้เอง” อีกฝ่ายเข้าใจ “พอยินพี่ว่า ดังนี้ ข้าเองก็เริ่มเป็นห่วงพ่อที่ไปกับทัพของท่านออกญามหาเสนาเพื่อรบศึกขอม จนป่านฉะนี้ ยังมิได้ข่าวคราวบ้างเลย”

นางข้าหลวงที่ชื่อ เพ็ง ถอนใจเบาๆก่อนพูดว่า “ที่จริง พวกเราหลายคนก็ล้วนมีญาติพี่น้องไปรบทั้งนั้น ตัวข้าเองก็มีพี่ชายร่วมทัพเดียวกับพ่อแลพี่น้องของพี่สร้อย มิรู้ว่า เพลานี้เป็นเยี่ยงใดบ้าง”

“สงครามก็เช่นนี้แล ชายไปรบ  หญิงเฝ้ารอ ห่วงกังวลไปสารพัด” สร้อยทองพูดก่อนหันมาทางข้าหลวงที่อายุน้อยสุดในกลุ่ม “แม่ดอกแก้วล่ะ ในบ้านมีใครต้องไปศึกบ้าง”

“พ่อข้าขึ้นสังกัดพระบรมราชา ครานี้ จึงได้อยู่รักษาการณ์ในพระนคร” สาวน้อยตอบ

“นอกจากบิดาแล้ว ออเจ้ายังมีผู้ใดที่ไปราชการสงคราม อีกฤาไม่” 

“ผู้ใดหรือพี่” ดอกแก้วแสร้งทำไม่รู้ เพราะเริ่มเดาได้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงใคร

 “ก็หมื่นเดชนารายณ์ หนึ่งในสี่หัวหน้ากองทะลวงฟันราชองครักษ์อย่างไรเล่า”

“แล้วหมื่นเดชเกี่ยวอันใดกับข้า”

“ทำเป็นไขสือ” ยี่สุ่นยิ้มล้อ “ข้าเห็นเขารู้จักกับออเจ้า เคยพูดคุยกันหลายครา จักว่ามิเกี่ยวกันเลยก็กระไรอยู่หนา”

“นั่นสิ” เพ็งเข้าสมทบ “ข้าเคยเห็นหมื่นเดชคุยกับออเจ้า สายตาหวานเชื่อมเชียว เห็นทีคงมิใช่คนรู้จักธรรมดากระมัง”

“พวกพี่คอยจับสังเกตข้าหรือนี่”

“เพียงเห็นโดยบังเอิญดอก” ยี่สุ่นยิ้มพราย “ว่าแต่ เหตุใด ยามพูดชื่อหมื่นเดช แก้มเจ้าถึงแดงระเรื่อเช่นนั้นเล่า”

“ใช่แล้ว แดงเหมือนผลตำลึงสุกมิผิด”เพ็งกระเซ้า

“นี่พวกพี่รุมข้าหรือ”

เพ็งหัวเราะเบาๆ “ปกติ เห็นออเจ้าเก่งกล้ามิเคยยอมผู้ใด จนรู้ทั่วตำหนัก เมื่อมีโอกาสดังนี้ ให้ปล่อยผ่าน ก็น่าเสียดาย”

“พี่สร้อยดูสิ พี่สองคนเขารังแกข้า” ดอกแก้วหันไปฟ้องผู้ที่มีอาวุโสมากสุด

“ออเจ้าทั้งสองเลิกกระเซ้าน้องได้แล้ว เร่งมือเข้าเถิด ประเดี๋ยวเสร็จมิทัน คุณท้าวพิกุลได้สั่งให้ไปล้างครัวไฟกันหมดนี่แน่” สร้อยทองพูด ก่อนหันมามองสาวน้อย “แต่ได้เห็นเจ้าอายม้วน พูดมิออก ก็น่าเอ็นดู เหมือนกันหนา ไว้คราหน้า ข้าคงต้องเอาเรื่องนี้มากระเซ้าบ้างแล้ว” 

อีกฝ่ายทำหน้าผิดหวัง “พุทโธ่ นึกว่าจักช่วยกัน นี่พี่สร้อยก็เป็นไปกับเขาด้วยหรือ”

เมื่อได้ยินดังนั้น สร้อยทองและนางข้าหลวงอีกสองคนก็หัวเราะพร้อมกัน ส่วนคนถูกรุมนั้น สุดท้ายก็อดขำตามไปด้วยไม่ได้

ทว่าแม้ภายนอกจะหัวเราะหัวใคร่ แต่ลึกๆในใจแล้ว สิ่งที่เหล่าข้าหลวงรุ่นพี่คุยกัน ก็ทำให้ดอกแก้วอดเป็นห่วงคนที่ไปรบอยู่แดนไกลไม่ได้....ที่จนบัดนี้ ยังมิได้มีข่าวคราวอันใดกลับมาแม้เพียงน้อย

*****************

  ในห้องโถงชั้นในของพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท พระบรมราชา ทรงประทับนั่งบนตั่งไม้ปูลาดด้วยพรมเนื้อหนา โดยมีเพียงเสนาบดีจตุสดมภ์ทั้งสี่ ที่เข้าเฝ้าอยู่

พระราชโอรสองค์ใหญ่แห่งเหนือหัวอโยธยาทอดพระเนตรเสนาบดีทั้งสี่ก่อนตรัสด้วยสุรเสียงเคร่งเครียดว่า “พระอินทราชาให้ม้าเร็วมาแจ้งว่า เพลานี้ สมเด็จพ่ออยู่หัวทรงถูกข้าศึกล้อมอยู่ที่สองแคว ยังมิอาจแก้ไขได้”

เสนาบดีจตุสดมภ์ทั้งสี่ต่างตกใจเมื่อได้ยินรับสั่ง จากนั้น ออกญาโกษาธิบดี เสนาบดีกรมคลัง ซึ่งเป็นผู้มีอาวุโสที่สุดในจตุสดมภ์ ก็กราบทูลขึ้นว่า “เมื่อการณ์คับขันดังนี้แล้ว พระองค์จักทรงโปรดฯให้ทำเช่นใด พระพุทธเจ้าข้า”

“ข้าจักนำทัพขึ้นไปช่วย” พระบรมราชาตรัสก่อนรับสั่งถามอีกฝ่าย “เพลานี้ เราจักเกณฑ์รี้พลได้เท่าใด”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ยามนี้ รี้พลอันพอถืออาวุธเข้ารบได้ เหลืออยู่มิเกินหกพัน ด้วยว่า ไพร่พลถูกเกณฑ์ไปทำศึกหลายคราติดกัน จึงเหลืออยู่เพียงน้อย”

“เหลือเท่าใด ก็เกณฑ์มาเท่านั้น เร่งจัดทัพให้พร้อม อีกสองวัน ข้าจักขึ้นไปสมทบกับพระอินทราชาเพื่อหาหนทางช่วยแก้ไขพ่ออยู่หัวจากวงล้อม”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญานครบาล ผู้ว่าการกรมเวียง กราบทูลขึ้น “หากเกณฑ์ทัพอีก ในเพลานี้ พระนครจักมิเหลือไพร่พลพอปกป้องดูแล อาจเป็นช่องให้มีผู้คิดร้ายก่อเหตุวุ่นวายได้”

“นั่นก็จริงอยู่ แต่จักให้ข้านิ่งเฉยในยามนี้ หาได้ไม่” พระบรมราชาตรัส “เช่นนั้น ข้าจักไปพร้อมด้วยทหารล้อมวังสามร้อย ส่วนพวกท่านจงอยู่เฝ้าพระนคร แลให้ส่งม้าเร็วไปแจ้งออกญามหาเสนาที่ยโสธรปุระให้ส่งพลมาช่วยรักษากรุง”

“แต่พ่ออยู่หัวทรงมีพระบัญชาให้ฝ่าพระบาทอยู่รั้งพระนคร หากเสด็จขึ้นเหนือ ในเพลานี้ จักทรงมีความผิดฐานขัดรับสั่งได้นะ พระพุทธเจ้าข้า” ออกญาพระคลังทูลเตือน

“แม้เป็นการขัดรับสั่ง ข้าก็ยอม ด้วยหากให้ข้านิ่งเฉย เมื่อเห็นพ่ออยู่หัวมีภัยฉะนี้ ทั้งในฐานะลูกแลฐานะข้าแผ่นดิน ข้ามิอาจทำได้” พระบรมราชาตรัสด้วยสุรเสียงเด็ดขาดจนไม่มีผู้ใดทัดทานได้อีก

*********************

หลังอาทิตย์ตกดิน ความมืดเข้าปกคลุมท้องฟ้าเหนือเมืองสองแคว คบไฟสว่างปักเป็นระยะตลอดแนวกำแพงเมือง จนเมื่ออาทิตย์ลับฟ้าได้ครึ่งชั่วยาม  ประตูเมืองด้านเหนือก็เปิดออกพร้อมปรากฏความเคลื่อนไหวของคนจำนวนนับพัน ซึ่งแม้จะบริเวณนั้นจะปราศจากแสงจากคบไฟ แต่ความมืด ก็ไม่อาจอำพรางความเคลื่อนไหวเหล่านั้น จากสายตาของเหล่าเสือหมอบแมวเซาที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์

"ข้าแต่มหาราช เพลานี้ ทัพใต้รวมอยู่หน้าประตูเวียงด้านเหนือ ฝูงเขาล้วนดับคบไต้หมายใช้ความมืดอำพราง" หมื่นม้าแก้วกราบทูลพญาติโลกราช

"พญาใต้คงหมายตีฝ่าจากเวียงคืนนี้" จอมคนตรัสก่อนรับสั่งว่า "สูจงให้คนกำชับเหล่าขุนหาญให้ระวังค่ายมั่นทุกด้าน อย่าให้ทัพใต้หักออกได้"

"ข้าเจ้ารับบัญชา"

"บุญเรือง"พญาติโลกราชตรัสเรียกพระโอรส"สูไปแต่งทัพห้าพันเตรียมไว้คอยท่า หากทัพใต้ฝ่าออกทางใด ให้ยกไปรับศึกทางนั้น"

"ข้าเจ้ารับบัญชา" ท้าวศรีบุญเรืองพนมมือขึ้นถวายบังคมรับ จากนั้นจึงทูลถามว่า

"เจ้าพ่อคิดว่า พญาใต้จักฝ่าออกทางใด"

"พญาบรมไตรโลกรู้กลศึกมากนัก ยากจักคาดเดา" จอมคนตรัสช้าๆ" แต่ทัพเราลัอมเวียงแน่นหนา มิว่าตีฝ่าออกทางใด ก็คงมิอาจทำไดโดยง่ายดอก"สุรเสียงพญาติโลกราชเต็มไปด้วยความมั่นพระทัย

จวนที่ยงคืน ไพร่พลอโยธยาออกรวมพลอยู่นอกกำแพงเมืองสองแควทางเหนือ ห่างจากค่ายเชียงใหม่ยี่สิบเส้น เสียงกลองรบดังก้อง ทว่าทั้งกองทัพยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม คบไฟสว่างไสว

บนเชิงเทินค่ายทหารล้านนา พญาติโลกราชที่เพิ่งเสด็จมาถึงพร้อมกับพระโอรส ได้เสด็จขึ้นไปประทับยืนทอดพระเนตรกองทัพข้าศึก ก่อนตรัสกับหมื่นเด็กชาย ผู้เป็นแม่ทัพรักษาค่ายด้านนี้ว่า

"ทัพใต้อยู่นี่นานเท่าใดแล้ว"

"มาอยู่แต่เมื่อเดือนพ้นยอดไม้แล้ว มหาราชเจ้า"อีกฝ่ายกราบทูล

"ข้าแต่เจ้าพ่อ" ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลขึ้น "พญาใต้คงหมายลวงเราว่า จักหักออกทางนี้ จึงยอทัพมาตั้งอยู่นี่ กลฉะนี้ ตื้นเขินนัก มิผิดละอ่อนน้อยเพิ่งหัดเดิน"

"ตื้นเขิน ดังสูปากแท้นั่นแล"จอมคนลูบพระหนุอย่างครุ่นคิด"ดูแล้ว มิสมเป็นพญาใต้ อันเราเคยต่อรบมา"

ในยามนั้นเอง เสียงโห่ร้องก็ดังแว่วมา

"นั่นเสียงโห่ร้องของทัพผู้ใด"พญาติโลกราชตรัสอย่างแปลกพระทัย

"เสียงดังมาแต่ค่ายพญาเถียนนี่ เจ้าพ่อ"ท้าวศรีบุญเรืองทูลบอก

พระพักตร์จอมคนเครียดขึ้น ก่อนตรัสสั่งพระโอรส

สูจงเร่งส่งคนไปดูที่นั่น อย่าได้ช้า"

อีกฝ่ายรับพระบัญชา ทว่ายังไม่ทันที่คนของเจ้าอุปราชจะลงจากเชิงเทิน ก็มีทหารผู้หนึ่งควบม้ามาหยุดที่บันไดเชิงเทิน เหล่าราชองครักษ์จึงเข้าขวางไว้

"ข้าเป็นม้าเร็วมาแต่ค่ายพญาเถียน"ทหารผู้นั้นแจ้งแก่ราชองครักษ์

ท้าวศรีบุญเรืองได้ยินดังนั้นจึงเสด็จลงไป และเพียงครู่เดียวก็เสด็จกลับขึ้นมาหาพระบิดา

"ทัพใต้ตีค่ายพญาเถียนใช่หรือไม่" พญาติโลกราชตรัสก่อนพระโอรสจะได้กราบทูล

"ใช่ เจ้าพ่อ"ท้าวศรีบุญเรืองตอบ "ข้าเจ้าจักเร่งนำทัพไปค่ายพญาเถียน เข้าตีทัพใต้แลกุมตัวพญาบรมไตรโลกมาให้เจ้าพ่อ"

จอมคนทรงนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนตรัสว่า "สูมิต้องไปค่ายพญาเถียนแล้ว"

"ด้วยเหตุใดฤา"

"สูแลหมื่นเด็กชายจงคุมคนรบแปดพัน เข้าทุบเวียงสองแคว ส่งไปแจ้งหมื่นด้งให้ยกทัพไปช่วย"

"ข้าเจ้าแจ้งใจแล้ว"ท้าวศรีบุญเรืองมีพระพักตร์ระรื่น"เจ้าพ่อหมายตัดทางถอยทัพใต้ ให้พวกมันเป็นเสือติดจั่น หนีก็มิได้ ถอยก็สิ้นทาง"

"สมแล้วที่สูเป็นลูกพ่อ"เหนือหัวล้านนาตรัสชม"จงเร่งไปเถิด พ่อจักรอดูเจ้าปราบทัพใต้พ่ายยับ"

"ข้าเจ้าจักทำการให้สุดกำลัง"เจ้าอุปราชนครพิงค์รับพระบัญชา

*****************

ที่หน้าค่ายพญายุทธิษเฐียร หลังเข้าตีกองทหารที่ตั้งมั่นอยู่นอกค่ายจนแตกพ่ายล่าถอยเข้าไปแล้ว กองทัพอโยธยาขยายแนวตลอดกำแพงค่าย โล่หนังควายและทุบทูซึ่งเป็นแผงขนาดใหญ่ตั้งเรียงต่อกัน พลธนูนับพันกำบังตนหลังแนวโล่ และระดมยิงธนูกับธนูเพลิงเข้าใส่ทหารหัวเมืองเหนือของพญายุทธิษเฐียร ราวห่าฝน ขณะที่ทหารบนเชิงเทินก็คอยดับไฟและพยายามยิงธนูหน้าไม้โต้ตอบลงไป

"พวกอโยธยายิงธนูมาหนาแน่นนัก จนไพร่พลเราแทบโงหัวออกไปมิได้ พระเจ้าข้า" ขุนศรีรักษากราบทูล “แต่ก็น่าแปลกนัก ที่พวกมันมิได้ส่งพลเข้าจู่โจมปีนปล้นเชิงเทิน”

"พวกมันคงรอให้ฝ่ายเราอ่อนกำลัง ก่อนเข้าหักค่าย” ผู้เป็นนายมองออกไปนอกที่กำบัง ขณะตรัสด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ จนถึงยามนี้ ข้าพระพุทธเจ้ายังมิเห็นราชธวัชประจำองค์เหนือหัวอโยธยาเลย” อีกฝ่ายออกความเห็น

“พระบรมไตรโลกนาถคงรอทัพหน้าหักเข้าค่ายเราได้ก่อน จึงค่อยหนุนเข้ามา” พญายุทธิษเฐียรตรัส “สูเร่งส่งทหารไปเฝ้าประตูค่ายเพิ่มอีก อย่าให้มันพังประตูเข้ามาได้"

"พระเจ้าข้า"

ครู่ต่อมา กองหนุนที่นำโดยหมื่นด้งนครก็ยกมาถึง เมื่อได้กำลังหนุน พญายุทธิษเฐียรจึงเปิดประตูค่ายส่งกองทหารออกไปสมทบกับทหารของหมื่นด้งเพื่อโจมตีข้าศึกหน้าค่าย จนเกิดเป็นการรบในระยะประชิดตัว และไม่นานกองทัพอโยธยาก็ล่าถอยออกห่างจากแนวค่าย  

ในเวลาเดียวกัน ที่ด้านเหนือของเมืองสองแคว เมื่อเห็นกองทัพล้านนายกออกจากค่าย ทัพอโยธยาที่ออกมาตั้งทัพล่ออยู่ด้านนอก ก็เร่งถอยเข้าเมือง โดยมีท้าวศรีบุญเรืองและหมื่นเด็กชายนำกองทัพติดตามจนประชิดกำแพงเมือง กองทัพล้านนาเข้าปล้นเมืองอย่างดุเดือด แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามต้านทานเอาไว้อย่างเข้มแข็ง

การรบดำเนินไปค่อนคืน กองทัพอโยธยาที่ออกมาโจมตีค่ายพญายุทธิษเฐียรก็ถอยหนีกลับเข้าเมือง ส่วนทางด้านการรบที่กำแพงเมืองสองแควทางเหนือนั้น พญาติโลกราชก็ทรงมีพระบัญชาให้ท้าวศรีบุญเรืองและหมื่นเด็กชายยกเลิกการโจมตีและถอยทัพกลับค่าย  

“เหตุใด เจ้าพ่อจึงให้ลูกแลหมื่นเด็กชายถอยทัพกลับ” ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลถามหลังเสด็จกลับเข้าค่ายแล้ว “ลูกคิดว่า หากเราเทคนเพิ่มเข้าไปอีก ก็อาจหักเอาเวียงสองแควได้ในรุ่งเช้า”

“ถึงเพิ่มคนอีกเท่าตัว ก็คงหักเอาเวียงมิได้” จอมคนตรัส “ด้วยเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ทัพใต้ที่เข้าตีค่ายพญาเถียนได้ถอยเข้าสองแควแล้ว ในเวียงจึงมีคนรบเพิ่มอีกมากนัก เกินกำลังจักหักเอาได้ในยามนี้”

“เช่นนั้น ยามนี้ พญาใต้ก็ยังถูกล้อมอยู่ในเวียงเช่นเดิมสิ เจ้าพ่อ” ท้าวศรีบุญเรืองสีพระพักตร์ดีขึ้น “เสียดายที่ครานี้ เรามิอาจกุมตัวพญาใต้มาได้”

หลังสดับคำกราบทูลของพระโอรส พญาติโลกราชทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบพระหนุช้าๆอย่างครุ่นคิดก่อนรับสั่งว่า

“จริงอยู่ ที่คืนนี้ เราตีปราบทัพใต้จนพ่ายกลับเข้าเวียงไปได้ หากแต่พ่อรู้สึกว่า การนี้มีบางสิ่งดูผิดประหลาดอยู่”

“ผิดประหลาดอันใดฤา”

“ศึกนี้ดูคล้าย พญาใต้ต้อนคนออกมารบหยั่งเชิงแล้วก็ถอยกลับ มิใช่ทุ่มกำลังหักค่ายหมายตีฝ่าออกไป”

“พญาใต้คงมิเทคนให้ออกมาตายเปล่า ข้าเจ้าคิดว่า คงด้วยทัพใต้อ่อนกำลัง เพราะถูกล้อมจนขาดเสบียง จึงต่อรบทัพเรามิไหวแลต้องล่าทัพยับเยินกลับไปฉะนี้”

“อาจเป็นดังสูว่า แต่อย่างใดก็อย่าได้ประมาท”จอมคนตรัส “สูจงไปกำชับแม่ทัพแลขุนหาญทุกผู้ ให้กวดขันระมัดระวังอย่าให้ผู้ใดออกจากเวียงไปได้”

*************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น