ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 65 : กลศึกล้อมพยัคฆ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 438
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    11 เม.ย. 61

ยามเช้าตรู่ ที่ประตูกั้นลำน้ำน่านช่วงที่ไหลผ่านระหว่างสองแควและไชยนาท ทหารสามสิบนายพร้อมอาวุธครบมือยืนยามเฝ้าทั้งสองฝั่งประตูน้ำอย่างแข็งขัน โดยฝ่ายอโยธยาได้จัดเวรยามเฝ้าประตูน้ำอย่างเข้มงวดด้วยเกรงข้าศึกจะส่งกองเรือบุกเข้าทางลำน้ำซึ่งไหลผ่านกลางเมืองแฝดแห่งนี้

แพไม้ไผ่ลำหนึ่งลอยมาจากต้นน้ำ ไอหมอกที่ลอยเหนือผิวน้ำ ทำให้มองเห็นภาพสิ่งที่อยู่บนแพได้ไม่ชัดเจน จวบจนเมื่อแพนั้นลอยมาติดขวากกั้นใต้น้ำก่อนถึงแนวประตู เหล่าไพร่พลที่เฝ้าอยู่ก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง กับศีรษะมนุษย์หลายสิบที่กองอยู่บนแพนั้น

ภายในท้องพระโรงของพระราชวังจันทน์ เมืองไชยนาทสองแคว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงมีพระพักตร์เคร่งเครียดระหว่างที่ทรงสดับคำกราบทูลของขุนรัตนเทพ

“....ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปตรวจดูด้วยตนเอง แลได้พบว่า ศีรษะเหล่านั้นล้วนเป็นเหล่าเสือหมอบแมวเซาที่ออกไปสืบข่าว พระพุทธเจ้าข้า

เจ้าบอกว่า พวกเชียงใหม่สังหารอุปนิกขิตที่เราส่งออกไป จนสิ้น กระนั้นหรือ พ่ออยู่หัวรับสั่งถาม

อีกฝ่ายมีสีหน้าไม่สู้ดีนักขณะกราบทูลตอบว่า เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงกำพระหัตถ์แน่น พระพักตร์เครียดเข้ม ขณะบรรดาแม่ทัพนายกองที่เข้าเฝ้าอยู่ในท้องพระโรงนั้นต่างพากันนิ่ง มีเพียงออกญาจักรี สมุหนายก ที่ถวายบังคมกราบทูลขึ้นว่า

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า พวกเชียงใหม่ทำดังนี้ นอกจากตัดขาดมิให้ฝ่ายเราทราบการภายนอกแล้ว คงหมายทำลายขวัญทหารเรา จึงได้ส่งศีรษะเหล่าเสือหมอบแมวเซากลับมา

เมื่อทรงสดับดังนั้น พ่ออยู่หัวก็มีรับสั่งด้วยสุรเสียงเครียดว่า “เรื่องขวัญกำลังใจ ยามนี้ ยังมิน่ากังวลเท่าเสบียงที่ร่อยหรอลงทุกวัน หากเสบียงหมดเมื่อใด ทั้งทหารแลชาวเมืองคงเกิดโกลาหลเป็นแน่”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญาศรีสุรินทร์กราบทูลขึ้น “เรื่องเสบียง ข้าพระพุทธเจ้าจักให้ทหารไปรวบรวมจากราษฎรเอามารวมกับเสบียงกองทัพ แล้วให้ปันส่วนกันกิน คงพออยู่ได้อีกหลายเพลา พระพุทธเจ้าข้า”

“การให้ทหารไปเก็บกวาดเสบียงมา อาจทำให้ราษฎรมิพอใจ หากในเมือง มีพวกพ้องพญายุทธิษเฐียรปะปนอยู่ พวกมันอาจฉวยโอกาสปลุกปั่นให้เกิดจลาจล แลการณ์อาจเลวร้ายเกินควบคุมได้”พ่ออยู่หัวทรงไม่เห็นด้วย ก่อนทรงหันมาตรัสกับนายทัพผู้หนึ่ง “พระเทพอรชุน”

“พระพุทธเจ้าข้า”

“จงเอาเสบียงของวังจันทน์รวมกับเสบียงกองทัพ แล้วจากนี้ไป ให้จ่ายเสบียงรายวัน ลดลงครึ่งหนึ่งทั้งนายไพร่ ก็เห็นจักพอกินได้นานขึ้น”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” พระเทพอรชุนกราบทูล “เสบียงของวังจันทน์ สงวนไว้สำหรับใต้ฝ่าพระบาทแลเชื้อพระวงศ์ ข้าราชสำนัก หาควรที่จักไปรวมกับเสบียงสำหรับไพร่พลไม่”

“เป็นเจ้า หรือไพร่ ก็หิวเป็นเยี่ยงกัน ยามศึก พวกไพร่มันหลั่งเลือดมากกว่าด้วยซ้ำ เหตุใด จักแบ่งข้าวของข้าให้มันมิได้”พ่ออยู่หัวตรัส “จงไปทำการดังข้าสั่ง อย่าได้ช้า”

พระเทพอรชุนพนมมือขึ้นถวายบังคมรับ “รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”

“ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้ามีความใคร่ขอพระราชานุญาตกราบทูล” ออกญาจักรีกราบทูลขึ้น

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงหันไปทางสมุหนายก “ว่ามา”

“ศึกนี้ พวกเชียงใหม่ระดมพลมากกว่าทุกครา ปิดล้อมสองแควแน่นหนา ทั้งส่งทัพไปสกัดคุมเชิงฝ่ายเราอื่นๆมิให้เคลื่อนพลมาช่วยได้ ข้าพระพุทธเจ้าพิเคราะห์ดู คิดว่า จุดมุ่งหมายในศึกนี้ของพระเจ้าเชียงใหม่ นอกจากสองแควแล้ว ก็คือ ใต้ฝ่าพระบาท พระพุทธเจ้าข้า”

“พญาติโลกราชคงหมายรอให้สองแควอ่อนกำลังจนมิอาจทำศึกได้ จากนั้นจึงยกทัพเข้าหักเอาเมืองแลกุมตัวข้าเป็นเชลย”พ่ออยู่หัวตรัสช้าๆ “ดูเหมือนครานี้ ข้าเสียที เข้ามาติดบ่วงกลพระเจ้าเชียงใหม่เสียแล้ว”

“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ในยามนี้ ที่ไพร่พลยังมีกำลังกล้าแข็ง ขอใต้ฝ่าพระบาทรวบรวมไพร่พลทั้งหมด ตีฝ่าออกจากสองแควไปยังเมืองพระบางเถิด พระเจ้าข้า”

“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นต้องด้วย ท่านสมุหนายก” ออกญาศรีสุรินทร์กราบทูล “เพลานี้ เมืองสองแควมีรี้พลสี่พัน หากรวมกับทัพอโยธยาแล้ว จักได้รี้พลราวหมื่นสองพัน หากเอาชนะข้าศึก คงมิได้ แต่เพียงตีฝ่าออกไปคงมิเกินวิสัย”

 “พวกท่านจักให้ข้าทิ้งเมืองสองแควให้พระเจ้าเชียงใหม่กระนั้นฤา” พ่ออยู่ตรัสย้อนถาม “ยามนี้ เราเสียเมืองเชลียงไปแล้ว หากเสียไชยนาทสองแควไปอีก ไหนเลยจักรักษาหัวเมืองฝ่ายเหนือเอาไว้ได้อีก แลถ้ารักษาหัวเมืองเหนือไว้มิได้ การทั้งปวงที่ทำมา ก็เท่ากับสูญเปล่า”

“แต่หากใต้ฝ่าพระบาทอยู่ในเมืองเช่นนี้ต่อไป สิ่งที่ตามมา อาจเลวร้ายเกินคาดคิด ด้วยทรงเป็นหลักชัยของอโยธยา หากแม้นตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู อโยธยาคงมิอาจทำศึกต่อไปได้อีก” ออกญาจักรีกราบทูลตามตรง

คำกราบทูลของสมุหนายก ทำให้องค์เหนือหัวทรงนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะทรงมีรับสั่งว่า “ท่านจักบอกว่า ขอเพียงข้าออกจากสองแควไปยังเมืองพระบางได้ ก็จักป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดในกาลข้างหน้าได้ใช่หรือไม่”

“เป็นดังนั้นพระพุทธเจ้าข้า” สมุหนายกกราบทูล

“ เช่นนั้น อีกสามวัน ข้าจักไปเมืองพระบาง ตามคำท่าน” พ่ออยู่หัวทรงมีรับสั่ง หลังจากทรงนิ่งไปครู่ใหญ่ “แต่ข้าจักไปกับราชองครักษ์เพียงสองร้อยโดยให้ขุนรัตนเทพเป็นผู้นำทาง ส่วนพวกท่านแลกองทัพทั้งหมดจงอยู่รักษาเมืองสองแคว รอจนกว่าข้าจักนำทัพใหญ่กลับมา”

เหล่าขุนทัพและขุนนางต่างตกใจเมื่อได้ยินรับสั่ง ขณะที่ออกญาจักรีรีบกราบทูลค้านว่า “ใต้ฝ่าพระบาทจักเอาพระชนม์ชีพไปเสี่ยงเช่นนั้น หาได้ไม่ ด้วยราชองครักษ์เพียงหยิบมือ ไหนเลยจักตีฝ่าวงล้อมข้าศึกนับหมื่นได้”

“ให้ข้าทิ้งเมืองสองแควตกเป็นของเชียงใหม่ ข้าก็ยอมมิได้เช่นกัน” สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตรัสด้วยพระเสียงเข้ม “พวกท่านมิต้องคัดค้านอันใดอีก ด้วยเพลานี้ ข้าได้คิดไว้แล้วว่า จักใช้ฝ่าวงล้อมทัพยวนได้อย่างไร”

“ใต้ฝ่าพระบาททรงคิดทำประการใดฤา พระพุทธเจ้าข้า” ออกญาศรีสุรินทร์กราบทูลถาม

พ่ออยู่หัวทรงแย้มสรวลเครียดๆ ก่อนตรัสว่า “การนี้ คงต้องขอแรงพวกท่านแลไพร่พล ช่วยส่งข้าออกจากสองแคว”

“ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวง พร้อมถวายชีวิตเป็นราชพลี พระพุทธเจ้าข้า”เหล่าขุนนางกราบทูลพร้อมกัน

*****************************

ในห้องโถงใหญ่ของจวนเจ้าเมืองพระบาง พระอินทราชาทรงประชุมกับเหล่านายทัพเพื่อวางแผนแก้กลศึกของพระเจ้าติโลกราชที่ยามนี้ ได้ปิดล้อมสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเอาไว้ในเมืองสองแคว

หลังพระเจ้าติโลกราชยกทัพใหญ่เข้าปิดล้อมสองแคว กำลังทหารที่เหลืออีกหนึ่งหมื่นแปดพันของทัพหลวงอโยธยาไม่อาจตีฝ่าแนวรบเชียงใหม่เข้าเมืองสองแควได้ ทั้งยังเสียไพร่พลไปมาก จึงถอยมาตั้งมั่นยังเมืองพระบางและได้สมทบกับกองทัพของพระอินทราชาที่ตามมา จากนั้นจึงเคลื่อนทัพบุกไปอีกครั้ง ทว่าแม้จะรวมทั้งสองทัพ ก็ยังไม่อาจเอาชนะกองทัพเชียงใหม่ที่ล้อมเมืองสองแควได้ จนต้องถอยกลับมาที่เมืองพระบางตามเดิม

ข้ามิคิดเลยว่าทัพเชียงใหม่เข้มแข็งเพียงนี้ นอกจากเรามิอาจตีค่ายพวกมันได้แล้ว  ยังถูกรุกไล่จนต้องถอยกลับมาถึงเมืองพระบางพระอินทราชาตรัสสุรเสียงเครียด

ทัพเชียงใหม่ครานี้ เป็นทัพกษัตริย์ ด้วยพระเจ้าติโลกราชทรงนำทัพเอง ขวัญกำลังใจไพร่พลจึงเข้มแข็งนัก ทั้งข้าสึกยังส่งกองโจรลอบโจมตีเรามิเว้นวัน หากมิถอยมาตั้งมั่นที่เมืองพระบาง ไพร่พลคงถูกพวกกองโจรข้าศึกฆ่าฟันอีกมากนัก พระพุทธเจ้าข้าออกญมหาเทพกราบทูล

คำกราบทูลของอีกฝ่าย ทำให้พระอินทราชาทรงนึกถึงเหตุที่เกิดกับทหารซึ่งได้รับบาดเจ็บในคืนที่ข้าศึกโจมตีด้วยแพไฟ ขณะเคลื่อนทัพเรือผ่านคุ้งน้ำแห่งหนึ่งก่อนถึงเมืองพระบาง โดยพระองค์ทรงให้ไพร่พลที่บาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่ที่หาดทรายแห่งหนึ่งไม่ไกลจากคุ้งน้ำนั้น จนเมื่อกองทัพมาถึงเมืองพระบาง พระองค์ได้ส่งคนไปสั่งให้ทหารเหล่านั้นตามมาสมทบ ทว่าคนของพระองค์กลับมารายงานว่า ทหารพวกนั้นทั้งหมดกว่าสองพันได้ถูกกองโจรข้าศึกสังหารและตัดศีรษะกองไว้จนเต็มทั้งหาดทราย

พระอินทราชาทรงถอนพระทัย ก่อนตรัสว่า ยังมีทางใดบ้างที่เราจักตีฝ่าทัพเชียงใหม่เข้าไปยังสองแควได้ ด้วยเพลานี้พ่ออยู่หัวประทับอยู่ที่นั่น หากปล่อยข้าศึกล้อมเมืองนานไป ข้าหวั่นเกรงว่า....เจ้าชายหนุ่มไม่กล้ารับสั่งต่อ

หากหมายตีทัพเชียงใหม่ให้แตกพ่าย มีแต่ต้องอาศัยกลศึกกระหนาบ ทว่าจักทำได้ ก็ต้องประสานทั้งนอกใน โดยให้ทัพเราแลทัพในเมืองออกตีค่ายข้าศึกพร้อมกัน แต่ยามนี้ หามีข่าวใดออกจากสองแควไม่ ทั้งอุปนิกขิตที่ส่งไป ก็เงียบหาย หากเป็นดังนี้แล้ว การติดต่อกับทางสองแคว เพื่อใช้กลศึกตีกระหนาบ ก็คงมิอาจทำได้แม่ทัพอาวุโสกราบทูล

พระพักตร์สมเด็จพระราชโอรสทรงเครียดเข้มด้วยทรงเป็นห่วงสมเด็จพระราชบิดา ก่อนตรัสสั่งว่า เช่นนั้น ท่านจงส่งอุปนิกขิตมือดีออกไป เพื่อหาทางประสานกับในเมืองให้จงได้  แลให้พลม้าห้าร้อยแยกเป็นสิบกอง คอยตระเวนยังเขตต่อแดน เผื่อว่าพบม้าเร็วที่เล็ดลอดออกมาจากสองแควบ้าง

รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า

***************************

   ทหารเชียงใหม่ห้าร้อยคนเดินเป็นสองแถวหน้ากระดานเข้าไปทุ่งซึ่งเต็มไปด้วยพุ่มไม้ใหญ่และพงหญ้าทึบ ทหารหน้าถือกระบอกไม้ไผ่และเคาะส่งเสียงเป็นจังหวะต่อเนื่อง ส่วนแถวหลังถือพลองไม้ไผ่ยาววาครึ่ง ฝูงนกกระทาบินขึ้นจากพงหญ้าเมื่อแถวทหารมาถึง ขณะที่กระต่ายป่าและกระจงเผ่นหนีสุดตัวด้วยความตกใจ

 ใต้ต้นมะค่าใหญ่ พญาติโลกราชประทับบนหลังม้าสีดำ โดยมีท้าวศรีบุญเรืองและพญายุธิษเฐียรที่ขี่ม้าสีน้ำตาลและสีเทา ยืนขนาบซ้ายขวา พร้อมกับทหารม้าชาวจีนฮ่อและเชียงใหม่อีกร่วมห้าสิบที่ยืนม้าถวายอารักขาอยู่ด้านหลัง

“ยามนี้ ทัพใต้ที่เวียงพระบางมีการเคลื่อนไหวอันใดบ้าง”พญาติโลกราชตรัสถามท้าวศรีบุญเรือง

“ข้าแต่เจ้าพ่อ นับแต่ล่าทัพไปหนก่อน ฝูงเขาก็ได้แต่นิ่งเฉยอยู่ มิได้เคลื่อนไหวอันใด สักนิด”

พญายุธิษเฐียรกราบทูลขึ้นว่า “ข้าแต่มหาราช ข้าเจ้าคิดว่า ราชบุตร พญาบรมไตรโลก คงระย่อฝีมือทัพเรา จึงมิได้ยกพลออกจากพระบางมาช่วยบิดาเขาอีก”

“อย่าเพิ่งประมาทเขา พญาเถียน ลูกข้า” จอมคนตรัส “พ่อเขา เจ้าเขา ถูกล้อมอยู่ฉะนี้ เจ้าราชบุตรแลเหล่าขุนหาญทัพใต้ คงร้อนใจ มิอาจนิ่งเฉยได้นานดอก”

“ข้าเจ้าพอรู้ว่า สองแควมีเสบียงไม่มาก ทั้งพญาบรมไตรโลก ยังเอาคนรบเข้าเวียงอีกร่วมหมื่น มินาน สองแควคงสิ้นเสบียงแน่แท้ แลยามใดเสบียงหมด พวกมันก็คงสิ้นหนทางต่อรบทัพเราได้”พญายุธิษเฐียรทูลบอก

“ตราบเท่าที่ ศึกยังสิ้น เราจักนอนใจอันใดมิได้ดอก”พญาติโลกราชตรัส “พญาใต้เสมือนเสือร้าย อันว่าเสือนั้น แม้ถูกล้อมจนตรอก ก็ใช่สิ้นพิษสง ด้วยชาติเสือแม้จนตรอก ก็ยังมีเขี้ยวเล็บมีกำลัง หาควรประมาทไม่”

“ยามนี้ ทัพเราล้อมพญาใต้แน่นหนา ทั้งยังสกัดขัดขวางทัพอื่นมิให้เข้ามาช่วยได้ ลูกคิดว่า แม้เสือตัวนี้เป็นเสือจ้าวป่า ก็เห็นที คงมิรอดบ่วงเราได้เที่ยงมั่น” ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลด้วยความมั่นใจ

จอมคนทรงแย้มสรวลเล็กน้อย หากมิได้ตรัสสิ่งใด ยามนั้นเอง เสียงเสือคำรามดังกระหึ่ม ตามมาด้วยเสียงโกลาหลของไพร่พล พญาติโลกราชทรงบังคับม้าควบไปยังเสียงนั้น โดยมีเจ้าชายทั้งสองและเหล่าราชองครักษ์ตามไป

     ครู่ต่อมา กองม้าก็มาถึงพุ่มไม้ใหญ่ที่มีทหารหลายร้อยถือแหลนยาวยืนล้อมอยู่ เสียงเคาะไม้ไผ่ดังระรัว ในพุ่มไม้นั้น มีเงาร่างหนึ่ง เคลื่อนไหวอยู่ ลายพาดสีดำบนพื้นสีเหลืองฟางแทบจะกลมกลืน เสียงขู่คำรามดุร้ายดังออกมาเป็นระยะ

พญาติโลกราชทรงหยิบธนูมาพาดลูกศรและเหนี่ยวธนูเล็งไปยังพุ่มไม้ ก่อนปล่อยลูกศรพุ่งเข้าไปในนั้น เสียงคำรามด้วยความโกรธระคนเจ็บปวดดังก้อง ก่อนที่เสือโคร่งตัวใหญ่จะพุ่งออกจากดงไม้พร้อมธนูเสียบที่คอจนเลือดไหลโกรก ทำเอาทหารนับร้อยที่ล้อมอยู่ ถึงกับแตกกระเจิง

    เหล่าองครักษ์ชักม้าเข้าขวางเหนือหัวกับเสือร้าย ทว่า จอมคนทรงหยิบหอกซัดพุ่งเข้าใส่เสือที่กำลังไล่ตะปบกัดเหล่าทหารจนทำให้ทหารหลายคนได้รับบาดเจ็บ หอกเสียบขาหลังเสือจนทะลุ มันคำรามด้วยความเจ็บปวดและล้มลง ทว่าแม้เจ็บหนักจนกระโจนไม่ได้ แต่เจ้าเสือก็ยังใช้ขาหน้าตะปบไปรอบๆอย่างดุร้าย ก่อนจะสิ้นฤทธิ์ หลังท้าวศรีบุญเรืองบังคับม้าเข้าไปใช้หอกแทงอกเสือจนมิดด้าม

“พวกสูคงได้เห็นแล้วฤามิใช่ ว่า เสือยามจนตรอกนี้ แม้เจ็บหนัก ก็ยังร้ายกาจเพียงใด”พญาติโลกราชตรัสช้าๆ....

****************************

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น