ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 64 : แสงเพลิงเหนือท้องน้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 386
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 เม.ย. 61

หลังยึดเมืองได้ ออกญามหาเสนาสั่งให้นำเชลยมาสอบสวน ได้ความว่า พญาคามยาตสั่งอพยพราษฎรชายหญิงออกจากเมืองไปเมื่อสิบวันก่อน ส่วนพญาคามยาตนั้น หนีออกไปก่อนหน้าทัพอโยธยาเข้าเมืองได้สองชั่วยาม

“ข้าแต่ท่านแม่ทัพ” ออกญาสีหราชเดโชเอ่ยกับออกญามหาเสนาในที่ประชุม หลังสอบความเชลยศึกแล้ว “เจ้ายาตหนีไป ไม่ถึงครึ่งวัน หากส่งกองม้าเร่งติดตาม คงสามารถกุมตัวมาได้ ข้าพเจ้าขออาสานำพลม้าห้าร้อยตามจับตัวเจ้าขุนขอมทุรยศกลับมารับโทษ”

ออกญามหาเสนาไม่เห็นด้วย “ทำดังนั้น สุ่มเสี่ยงนัก ด้วยเจ้ายาตคงเตรียมการไว้นานแล้ว หากเราส่งทหารตามไป ดีร้ายอาจต้องกลถูกซุ่มโจมตีได้”

“ท่านแม่ทัพจักปล่อยมันไปหรือ”

“เพลานี้ เจ้ายาตได้อพยพผู้คนหลบหนีไปตั้งมั่นยังจตุมุข ที่มั่นเดิม ข้าคิดเห็นว่า เราควรยกเป็นทัพใหญ่ตามปราบให้สิ้น เพื่อมิให้เป็นภัยในภายหน้า”ออกญามหาเสนากล่าว

“ข้าพเจ้าเห็นต้องด้วยท่านแม่ทัพ” ออกญาเพชรพิไชยสนับสนุน “เจ้ายาต เพลานี้ มิต่างจากเสือเจ็บ สิ้นกำลัง หากมิฉวยโอกาสนี้ตีให้ย่อยยับ แม้ฟื้นกำลังเมื่อใด คงเป็นภัยต่ออโยธยาเมื่อนั้น”

“ข้าพเจ้าเองก็เห็นด้วย”ออกญานครราชสีมาพูด “แต่เสบียงที่เราเตรียมมา เหลือน้อยนัก หากยกไปทำศึกถึงจตุมุข เห็นทีเสบียงคงมิพอทำการได้ตลอด ควรเราคิดอ่านแก้ไข”

“เรื่องนั้น ข้าคิดไว้แล้ว” ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่พูด “นครยโสธรปุระนี้ น้ำท่าบริบูรณ์ ทำนาได้ตลอดปี ในบึงใหญ่ก็อุดมด้วยปลา ในป่าอุดมด้วยฝูงเนื้อ พวกท่านจงแต่งคนออกเก็บธัญญาหาร จับปลาล่าสัตว์มาเป็นเสบียงสำหรับกองทัพ แลให้ออกญาจันทบูรณ์ คุมพลสามพันพร้อมเชลยศึกเร่งทำนาปลูกข้าวสะสมเป็นเสบียงเพื่อส่งเพิ่มในภายหลัง เพียงเท่านี้ ก็จักมีเสบียงอาหารพอทำศึกได้แล้ว”

เมื่อได้ฟังออกญามหาเสนากล่าวแล้ว บรรดาขุนนางนายทัพที่อยู่ในที่ประชุมต่างก็เห็นพ้องต้องด้วย จากนั้น ทั้งหมดก็แยกย้ายไปทำการตามบัญชาสมุหพระกลาโหม ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่

**********************

กลางแสงจันทร์ คืนข้างแรม เรือหลายร้อยลำเคลื่อนตามกันมาในลำน้ำน่านด้วยกำลังของฝีพายที่จ้วงพายอย่างพร้อมเพรียง คบเพลิงที่หัวเรือส่องสว่าง แลเห็นแต่ไกลคล้ายหมู่ดาว

หลังรวบรวมไพร่พลจากหัวเมืองฝ่ายใต้และพลอาสาได้ทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นห้าพันคน พระอินทราชาก็เคลื่อนทัพออกจากพระนคร และเมื่อทรงทราบว่า ทัพเชียงใหม่ของพญาติโลกราชได้ล้อมทัพของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไว้ที่สองแคว เจ้าชายหนุ่มก็ร้อนพระทัย จึงทรงให้พลเดินเท้าจัดเป็นทัพเรือและเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนโดยใช้ฝีพายสลับกัน ส่วนพลช้างและทัพม้าให้เร่งยกไปทางบก เพื่อช่วยสมเด็จพระบิดา

ตรงคุ้งน้ำทางเหนือ ห่างจาก กองเรืออโยธยา ร้อยเส้น นักรบสมิงดำกว่าร้อยพร้อมด้วยพลรบจีนฮ่ออีกสามร้อยจากเชียงชื่น หรือชื่อเดิม คือเมืองเชลียง กำลังซุ่มรอในเงามืดครึ้มของดงไม้ใหญ่ริมฝั่งน้ำ

หมื่นหางช้างมองคุ้งน้ำเบื้องหน้า ด้วยท่าทีนิ่งสงบดุจจระเข้ซุ่มรอเหยื่อ กระทั่งแสงคบไฟนับร้อยปรากฏขึ้นยังหัวคุ้ง เขาจึงให้สัญญาณตัดเชือกปล่อยแพบรรทุกฟางแห้งราดน้ำมัน โรยดินประสิว ให้ล่องไปตามกระแสน้ำ

แพสามสิบลำลอยตามกระแสน้ำมุ่งสู่กองเรืออโยธยาที่กำลังผ่านคุ้งน้ำเข้ามา ยามนั้นเอง พลขมังธนูชาวจีนก็ยิงธนูเพลิงใส่แพเหล่านั้น

เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกดังมาจากกองเรืออโยธยา ขณะแพติดไฟพุ่งเข้าไป คุ้งน้ำที่โค้งและค่อนข้างแคบ ทำให้กองเรืออยู่ในจุดคับขัน ไม่อาจหลบไปทางไหนได้และท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง แพไฟก็มาถึง

เสียงตะโกนโหวกเหวกของไพร่พลอโยธยาแลเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อพระเพลิงดังก้องคุ้งน้ำ ท้องฟ้ายามราตรีเหนือคุ้งน้ำแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน

หมื่นหางช้างยิ้มเหี้ยมเกรียม

***********************

พระอินทราชาทรงกำพระหัตถ์แน่นขณะทอดพระเนตรความเสียหายของกองทัพ แสงสว่างจากคบเพลิง ทำให้เห็นซากของเรือหลายลำที่ไฟยังคุกรุ่นลอยกระจัดกระจาย กลิ่นควันอบอวลอยู่ในอากาศ ขณะที่ไพร่พลจำนวนมากซึ่งได้รับบาดเจ็บจากไฟลวกส่งเสียงร้องโอดโอยดังระงม

"อ้ายยวนมันร้ายนัก ที่ใช้แพไฟเผาเรือเรา" เจ้าชายหนุ่มรับสั่งกับออกญามหาเทพ แม่ทัพอาวุโส ด้วยความเจ็บพระทัย

"แต่ก็เดชะบุญนักพระพุทธเจ้าข้า ที่ไฟเผาไปแต่เพียงกองหน้า มิได้ลุกลามถึงทัพหลวงแลเรือบรรทุกดินดำ หาไม่คงพินาศเสียหายจนมิอาจเยียวยาได้" อีกฝ่ายกราบทูล

"หากมิใช่ท่านออกญา สั่งจมเรือที่อยู่ติดกับเรือที่ถูกไฟไหม้ จนไฟมิอาจลามต่อได้แล้ว มิแน่ว่าทั้งกองเรือคงถูกเผาสิ้น” สุรเสียงของพระอินทราชาผ่อนคลายลง ก่อนรับสั่งถามว่า “แล้ว ฝ่ายเราเสียหายเท่าใด"

"เรือถูกเผาไปหกสิบ แลที่จมอีกสามสิบ ไพร่พลสูญหายเจ็ดร้อย ถูกไฟคลอกบาดเจ็บร่วมสองพัน พระพุทธเจ้าข้า"

พระพักตร์เจ้าชายหนุ่มเครียดขึ้น ก่อนทรงมีพระบัญชาว่า "ให้พวกที่บาดเจ็บอยู่รักษาตัวที่นี่ แล้วจัดไพร่พลสามร้อยตั้งค่ายดูแลคนเจ็บแลหาผู้ที่หายสูญ ส่วนไพร่พลที่เหลือให้เร่งจัดทัพเรือเพื่อเตรียมเคลื่อนพลต่อในราตรีนี้"

"ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า แม้ความเสียหายจักพอทำเนา ทว่าไพร่พลเริ่มเสียขวัญ อีกทั้งหากเคลื่อนทัพในยามดึกเยี่ยงนี้ อาจถูกซุ่มโจมตีได้อีก” ออกญามหาเทพกราบทูลทัดทาน “ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า คืนนี้เราควรหยุดพักทัพรอจนถึงรุ่งเช้า จึงค่อยเคลื่อนพลต่อจักเป็นการดีกว่า พระพุทธเจ้าข้า"

คำกราบทูลของขุนศึกอาวุโส ทำให้พระอารมณ์ที่กรุ่นด้วยโทสะของพระอินทราชาเย็นลง พระองค์ทรงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก็ทรงเห็นพ้องตามเหตุผลของอีกฝ่าย จึงมีรับสั่งให้หยุดทัพและพักรอจนกว่าจะถึงรุ่งเช้า พร้อมกับทรงให้วางเวรยามเฝ้าระแวดระวังโดยรอบบริเวณอย่างเข้มงวดตลอดคืน เพื่อมิให้ถูกข้าศึกโจมตีได้อีก

********************

"เสียดาย ที่อุบายเรามิอาจทำให้ทัพใต้พินาศฉิบหายสิ้นได้"พันเงินกล่าวกับหมื่นหางช้างขณะทั้งสองนำนักรบจำนวนหนึ่งมาซุ่มสังเกตการณ์ฝ่ายอโยธยาที่จอดเรือพักทัพอยู่ริมน้ำ

"แม่ทัพใต้มีปัญญาพอตัว ที่ให้ล่องเรือเว้นห่าง มิได้เกาะกลุ่ม ทั้งเมื่อแพไฟเข้าปะทะ ยังให้จมเรืออันติดกับเรือที่ไหม้ เพื่อมิให้ไฟลาม หาไม่แล้ว เรือทั้งกองคงถูกเผาสิ้นในคืนนี้เที่ยงมั่น"อีกฝ่ายพูด

"คืนนี้ ฝูงไทใต้ยั้งทัพอยู่นี่ สูจักให้คนรบเข้าตีปล้นพวกมันฤาไม่"

"ทัพใต้เพิ่งถูกโจมตีไปฉะนี้ พวกมันย่อมระวังตัวกว่าเดิมมากนัก หากยกเข้าตีปล้น คนรบข้างเราจักเจ็บตายเสียเปล่า"

"สูจักละพวกมันไว้หรือ พี่ฟ้าฮ่าม"

ผู้มีอาวุโสกว่ายิ้มเล็กน้อยก่อนพูดว่า "งานเราคือรั้งทัพใต้มิให้ถึงสองแคว ก่อนมหาราชล้อมเวียง แลเพียงเท่านี้ก็คงทำให้พวกมันล่าช้าไปได้แล้ว จึงหาจำเป็นต้องทำการอันเสี่ยงสูญเสียแก่ข้างเราไม่"

"ทัพใต้เพียงแต่ยั้งอยู่ชั่วครึ่งคืนเท่านั้น วันพรุ่งหากพวกมันเร่งเดินทัพให้เร็วขึ้น ก็อาจมิเนิ่นช้าดังเราหมาย ก็เป็นได้"พันเงินหรือแสนคำเอ่ยแย้ง

"หากเป็นดังนั้น ข้าก็ยังมีอุบายอันจักหน่วงรั้งพวกมันได้อีกหลายนัก สูหาต้องกังวลไปดอก แสนคำน้องข้า"หมื่นหางช้างกล่าว “แต่ยามนี้ ข้ามีการอันหนึ่งให้สูทำ”

“การอันใดฤาพี่ข้า”

“เร่งกลับไปนำค่าย แลนำพลมาหนึ่งพัน แล้วกลับมาที่นี่ในวันพรุ่ง”

“พี่ให้ข้านำคนรบมานี่ด้วยเหตุใด”

“คืนนี้ ทัพใต้มีคนเจ็บมากอยู่ ข้าคิดว่า วันพรุ่ง แม่ทัพใต้คงมิเอาพวกมันไปด้วย ให้ล่าช้า แลหากเป็นฉะนั้นแล้ว สูคิดว่า ข้าให้สูนำคนรบมาทำอันใด” น้ำเสียงคนพูดเยือกเย็น

พันเงินยิ้มอำมหิต “ข้ารู้แล้ว พี่ข้า”

**************************

เนื้อทรายหลายร้อยตัว หากินอยู่ในทุ่งหญ้าริมแม่น้ำซึ่งมีพงอ้อกอแขมขึ้นอยู่ตลอดแนวสองฝั่ง พวกมันมีหน้าตาคล้ายกวางป่าแต่มีขนาดเท่ากับแพะ เนื้อทรายตัวผู้เขางามบางตัวจับคู่เข้าขวิดกันเพื่อประลองกำลังอวดตัวเมีย ขณะพวกตัวเมียและพวกที่อายุยังน้อยเดินเล็มหญ้าไปมาโดยไม่ใส่ใจ บรรยากาศโดยรอบสงบเงียบ มีเพียง ฝูงนกยางสีขาวที่เดินหากินเคียงกับพวกเนื้อทราย

ทันใดนั้น เสียงโห่ร้องของคนจำนวนมากดังขึ้นจากใต้ลม สร้างความตื่นตระหนกให้ฝูงเนื้อ จนพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง  ทว่าเสียงร้องและกลุ่มคนปรากฏมาจากรอบทิศ ทำให้ฝูงกวางทรายส่วนใหญ่ บ่ายหน้าหนีไปพงอ้อกอแขมริมแม่น้ำ ด้วยเนื้อทรายว่ายน้ำ ดำน้ำคล่อง จึงหมายลุยผ่านพงอ้อ ลงน้ำว่ายหนีข้ามไปให้พ้นมือมนุษย์นักล่า

ทว่าเมื่อฝูงกวางทรายวิ่งมาถึงดงอ้อริมฝั่งน้ำ ก็พบตาข่ายที่ขึงซ่อนไว้ ผุดขึ้นมาเป็นแนวยาว กั้นขวางราวกำแพง เนื้อจำนวนมากที่วิ่งมาสุดกำลังยั้งไม่ทัน จึงติดตาข่าย พวกมันดิ้นขลุกขลัก เพื่อเอาชีวิตรอด ขณะชายฉกรรจ์ร่วมร้อยที่ถือหอกเคลื่อนเข้าแนวตาข่าย ใบหอกเป็นประกายวาววับ ก่อนพุ่งเข้าใส่ร่างเหยื่อ......

......ที่ค่ายเสบียงริมน้ำซึ่งประกอบด้วยกระท่อมมุงจากสิบหลังและเพิงกับราวตากเนื้ออีกหลายสิบ กวางทรายกว่าสองร้อยถูกถลกหนัง แล่เนื้อ เคล้าเกลือเพื่อผึ่งแดด ทำเนื้อตากแห้ง ขณะเนื้อที่ถูกตากไว้ก่อนจนแห้งได้ที่แล้ว ถูกนำมาร้อยเป็นพวงด้วยเส้นตอก

ออกพระพิชิตรณรงค์และออกพระคำแหงรณฤทธิ์นั่งบนแคร่คนละตัวที่ตั้งอยู่หน้ากระท่อมหลังใหญ่ พลางมองดูเหล่าไพร่พลที่กำลังทำงานกันง่วนอยู่

"ป่าแถบนี้ ฝูงเนื้อชุกชุมนัก เรามาตั้งกองเพียงเจ็ดวันก็ได้เนื้อหลายสิบหาบ หากเป็นเยี่ยงนี้ คงรวมรวบเสบียงได้ครบก่อนกำหนดเป็นแน่"พระพิชิตฯหรือเทพ กล่าว

"หากเป็นดังนั้นก็ดีนัก เราจักได้ส่งเสบียงให้ทัพหลวงได้เร็วขึ้น ข้าเกรงว่าหากล่าช้า จนหน้าฝนมาถึง จักยากลำบากแก่การลำเลียง"แสนหรือออกพระคำแหงฯพูด

"เจ้ากังวลเกินไปแล้ว อีกร่วมสองเดือนกว่าจักถึงวสันตฤดู อย่างไรเสีย การของเราก็คงเสร็จสิ้นทันก่อนฝนแรก"

"ที่นี่ดินฟ้าอากาศแตกต่างกับบ้านเรา หากเป็นได้ เราเร่งมือให้เสร็จแต่เนิ่นๆดีกว่า"

"ดูท่าน้องพี่ใคร่จบศึกนี้แต่โดยไว คงคิดถึงบ้านกระมัง" เทพพูดขณะซ่อนยิ้มในหน้า "แต่ เอ เพลานี้ ที่เรือนเจ้า ก็เหลือเพียงมารดาเท่านั้น แลสินเมืองมันก็อยู่ทั้งคน หามีกระไรน่าห่วง หรือว่าเจ้ายังมีผู้อื่นใดในเรือนให้ห่วงหาอีก โดยพี่มิรู้"ท้ายประโยคมีน้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่

"ชีวิตข้า เว้นจากแม่แลเจ้าสินเมืองแล้ว ก็หามีใครให้ห่วงหาอีกแล้ว"

"ข้าเย้าเจ้าเล่นดอก ผู้ใดก็รู้ว่า เจ้าปักใจรักเดียว หาเคยแลเหลียวหญิงใดไม่"คนเป็นพี่ว่า"พี่ว่าในอโยธยานี้ เยี่ยงเจ้าคงหามิได้อีกแล้ว"

แสนยิ้มรับบางๆโดยไม่ได้กล่าวอันใด ขุนทหารหนุ่มใหญ่ทอดสายตาไปยังทิวเขาที่อยู่ไกลออกไป ท้องฟ้าเหนือแนวเขามีเมฆมีเทาอ่อนกระจายตัวอยู่ แดดที่เริ่มอ่อนลงไปแต่เมื่อยามบ่ายและลมทุ่งที่พัดมา ทำให้อากาศเย็นสบาย

******************

เกวียนเทียมวัวคู่ สามเล่มบรรทุกข้าวเปลือกจนเต็มเคลื่อนโขยกเขยกมาตามทางเดินของฝูงช้างป่าที่ตัดผ่านป่า โดยมีทหารอโยธยายี่สิบคนทำหน้าที่ควบคุม

ขณะทั้งขบวนเคลื่อนผ่านดงมะค่าใหญ่ ธนูดอกหนึ่งก็พุ่งเข้าเสียบอกทหารที่ขับเกวียนเล่มหน้าสุด ร่วงลงมาตาย สร้างความตื่นตระหนกตกใจ ให้กับกองเกวียนเป็นอันมาก

และขณะที่เหล่าทหารอโยธยายังตื่นตระหนกอยู่นั้น ลูกธนูอีกหลายดอกก็พุ่งเข้าเสียบร่างไพร่พลจนบาดเจ็บล้มตายลงกว่าครึ่ง ก่อนที่ชายฉกรรจ์ร่วมสามสิบพร้อมดาบในมือจะกรูกันเข้ามาฆ่าฟันพวกกองเกวียนจนตายสิ้นทั้งขบวน......

..........ในกระโจมหลังใหญ่ซึ่งเป็นกองบัญชาการทัพของอโยธยา ออกญามหาเสนามีสีหน้าเคร่งเครียดหลังทราบว่ากองทหารหลายหน่วยที่ส่งไปรวบรวมเสบียงมาไว้ยังกองทัพใหญ่ถูกดักปล้น

เจ้าคามยาตคงแต่งกองโจรหมายตัดทางลำเลียงทัพเรา"สมุหพระกลาโหมกล่าวกับเหล่าแม่ทัพ"แต่นี้ไปจงให้เพิ่มไพร่พลคุ้มกันกองลำเลียงเสบียงอีกเท่าตัวแลแต่งกองม้าสามร้อยคอยลาดตระเวนป้องกันกองโจรข้าศึก"

"ท่านแม่ทัพ"ออกญาสีหราชเดโชเอ่ยขึ้น"ข้าพเจ้าขอเสนอให้เร่งยกทัพเข้าตีจตุมุขโดยเร็ว ด้วยการอันพญาขอมส่งกองโจรมาทำลายเสบียงถึงนี่ แสดงว่าพวกมันคงมีกำลังน้อย จึงหมายตัดกำลังเราก่อน เช่นนี้แล้ว หากรบกันซึ่งหน้า ทัพมันคงต้านกำลังข้างเรามิได้แน่"

"ที่ท่านกล่าวมาก็มีเหตุผลอยู่ออกญามหาเสนาพูด ทว่าเพลานี้ ทัพเรายังรวบรวมเสบียงได้มิพอ แม้เราเร่งยกพลไปจตุมุข หากต้องทำศึกยืดเยื้อ เกรงจักมีเสบียงพอทำการมิได้ตลอด"

"หากท่านแม่ทัพเกรงเสบียงมิพอ เช่นนั้นข้าพเจ้าขออาสาเป็นทัพหน้ายกไปก่อน พร้อมด้วยเสบียงที่มี เพื่อแย่งยึดชัยภูมิ ด้วยเผื่อศึกยืดเยื้อดังคำใต้เท้า ฝ่ายเราจักได้มีชัยภูมิตั้งค่ายมั่น"

"ท่านออกญาสีหราชเดโช"ออกญาจันทบุรีเอ่ยขึ้น"หากแบ่งแยกทัพออกไป ดังคำท่าน ฉวยข้าศึกทุ่มกำลังเข้ารุม จักมิเสียทีหรือ"

"แต่การรออยู่เฉย เยี่ยงนี้ ก็เท่ากับให้ข้าศึกมีเพลาสะสมกำลังเพิ่ม รังแต่ยากแก่ฝ่ายเราจักเอาชัย"

ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยกับออกญาจันทบูรณ์ออกญานครราชสีมากล่าวขึ้น ยามนี้ เราเพียงรอสะสมเสบียงอีกมิถึงกึ่งเดือนเท่านั้น อีกทั้งพวกขอมเพิ่งแตกพ่ายยับเยินไป ในเพลาเพียงเท่านี้ พวกมันคงมิอาจรวมกำลังได้มากดอก

ข้าพเจ้าออกจากกรุงศรี มาทำศึกครานี้ ก็หมายใจสนองคุณพ่ออยู่หัวให้ถึงที่สุด จักให้นิ่งเฉยปล่อยโอกาสได้ชัยโดยง่าย ผ่านไปเยี่ยงนี้ ก็ให้ละอายใจแก่เบี้ยหวัดเงินปีที่ได้รับพระราชทานนัก

ท่านกล่าววาจาดังนี้ เหมือนกระทบพวกข้าพเจ้าออกญาจันทบุรีพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก พวกข้าพเจ้าหาได้นิ่งนอนใจ เพียงมิใคร่ทำการโดยประมาทหวังแต่ความชอบ จนเสียการใหญ่

"เอาเถิด มิต้องเถียงกัน"สมุหพระกลาโหมกล่าวตัดบท"ความเห็นออกญาสีหราชเดโชก็เข้าที แต่คำท้วงติงของออกญาจันทบุรีก็มิอาจเพิกเฉย เอาเป็นว่า ข้าให้ออกญาสีหราชเดโชคุมพลหกพันยกล่วงไปก่อน หากยึดชัยภูมิได้แล้ว จงเร่งปลูกค่ายคูให้แน่นหนา แลรักษาค่ายมั่นไว้ อย่าได้ออกรบกลางแปลงเป็นอันขาด จนกว่าทัพใหญ่จักไปถึง"

"ขอรับ ท่านแม่ทัพ"

*************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น