ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 63 : อวสานนครธม(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 359
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 มี.ค. 62

กลางดึก ฟ้าโปร่งไร้ดาว แลเห็นผาสูงเหนือช่องระกาเป็นเงาทะมึนในความมืด ร่างตะคุ่มของชายฉกรรจ์จำนวนมากแฝงตัวอยู่ในป่าไผ่ที่ขึ้นปกคลุมตลอดแนวสันเขา ลมสงบนิ่งแต่อากาศเย็นยะเยือกจนทำให้รู้สึกหนาวสั่น

พระคำแหงรณฤทธิ์ หรือ แสน ยืนคุมไพร่พลยกโครงไม้ไผ่ที่สานเป็นลูกตะกร้อยักษ์จำนวนสิบใบ แต่ละใบ บรรจุด้วยเศษไม้ เศษฟางและใบไม้แห้งจนแน่น ราดน้ำมันยางจนชุ่ม มาวางเรียงตรงขอบผา เบื้องล่าง คือค่ายทหารขอมที่ตั้งปิดช่องระกา

สามวันก่อน พระคำแหงนำไพร่พลสองร้อยพร้อมถุงหนังบรรจุน้ำมันยางไต่ขึ้นเขาโดยใช้ทางเดินของเลียงผาซึ่งอยู่ทางเหนือห่างจากช่องระกาไปสามร้อยเส้น และเดินตามแนวสันเขามาอยู่ที่นี้ จากนั้นจึงตัดไม้ไผ่สานตะกร้อยักษ์จำนวนมากเพื่อเตรียมใช้เผด็จศึกชาวขอม

แสนมองลงไปยังค่ายทหารขอมเบื้องล่าง ก่อนมองเลยไปยังป่าละเมาะใหญ่ที่อยู่ห่างช่องเขาไปยี่สิบเส้น แม้แสงจันทร์จะส่องให้เห็นเพียงเงาทะมึนของหมู่ไม้ ทว่าขุนทหารหนุ่มใหญ่ก็ทราบดีว่า มีสิ่งใดแฝงอยู่ในนั้น

เมื่อลมสงบ แสนก็สั่งทหารให้นำคบไฟมาและจ่อคบไปยังตะกร้อยักษ์ลูกหนึ่ง เปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วด้วยเชื้อเพลิงที่อัดอยู่ในลูกตะกร้อ พร้อมกับที่เหล่าทหารต่างจุดไฟเผาตะกร้อลูกอื่นๆตาม จากนั้นบรรดาทหารอโยธยาก็ใช้ไม้ไผ่ดันตะกร้อเหล่านั้นร่วงลงสู่ค่ายทหารขอมเบื้องล่าง

ทันทีที่ตกกระแทกพื้น ลูกตะกร้อเพลิงก็แตกกระจาย ทำให้ลูกไฟกระเด็นไปติดกระท่อมที่พักภายในค่าย  เปลวไฟที่เผาผลาญสร้างความตื่นตระหนกและโกลาหลไปทั่ว

เมื่อเห็นไฟลุกโชนทั่วค่าย พระพิชิตรณรงค์ที่คุมทัพซุ่มรออยู่ในป่าละเมาะก็สั่งการให้โจมตีทันที ทหารอโยธยานับพันเคลื่อนออกจากละเมาะไม้ มุ่งสู่ช่องระกา พร้อมกับเสียงโห่ร้องของเฟล่าไพร่พลที่ดังกึกก้อง

พญาฟ้าคุ้มวิ่งขึ้นบนเชิงเทินและเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นข้าศึกนับพันบุกตรงเข้ามา ทว่ายามนี้ ทหารขอมอยู่ในความอลหม่านด้วยกำลังแตกตื่นหนีตายจากพระเพลิงจนเกินกว่าจะควบคุมได้ และเพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก ประตูค่ายก็ถูกทำลาย ก่อนที่กองทัพหน้าของอโยธยาจะบุกเข้ามารุกไล่ฆ่าฟันทหารขอมอย่างดุเดือด

พระพิชิต หรือเทพ ควงดาบเข้าสังหารไพร่พลขอมที่ขวางหน้าล้มตายราวใบไม้ร่วง ก่อนจะเข้าประดาบกับพระเมืองแก้วรองแม่ทัพผู้รักษาค่ายชาวขอม สองขุนพลผลัดกันรุกผลัดกันรับด้วยเชิงดาบที่ดุดันรุนแรง ก่อนที่เทพจะได้ช่อง เหวี่ยงคมดาบตัดไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายขาดถึงหน้าท้อง ทำให้ขุนพลขอมร่างขาดสะพายแล่ง สิ้นใจในทันที

เมื่อเห็นรองแม่ทัพฝ่ายตนถูกสังหาร พญาฟ้าคุ้มก็ใจเสีย ประกอบกับสถานการณ์ยากจะแก้ไข แม่ทัพขอมจึงนำไพร่พลส่วนหนึ่งตีฝ่าหนีออกทางหลังค่าย ขณะที่ทหารขอมส่วนใหญ่หากไม่ถูกสังหารก็ถูกจับเป็นเชลย และกองทัพหน้าของศรีอโยธยาก็สามารถยึดค่ายช่องระกาไว้ได้ก่อนรุ่งสาง...

“หากมิได้อุบายน้องท่าน ทัพเราคงมิอาจยึดช่องระกาได้เป็นแน่”เทพ กล่าวกับแสน หลังการรบจบลง

อีกฝ่ายเอ่ยยิ้มๆว่า”อุบายข้านั้นเป็นแต่ส่วนน้อย หากมิได้ฝีมือรบของพี่ท่าน ไหนเลยพวกขอมจักพ่ายไปเร็วเยี่ยงนี้”

”เอาล่ะ มิต้องชมกันไปชมกันมาดอก เอาเป็นว่า ศึกนี้ ถือเป็นผลงานของเราคนละครึ่งก็แล้วกัน” เทพว่าก่อนมองเหล่าเชลยขอมที่ถูกทหารคุมตัวเดินผ่านไป จากนั้นจึงหันมากล่าวกับขุนทหารรุ่นน้องว่า “ยามนี้ เราเร่งส่งม้าเร็วไปแจ้งท่านสมุหพระกลาโหมเถิด ว่าทัพเรายึดช่องระกาได้แล้ว ท่านจักได้นำทัพใหญ่มาที่นี่ เพื่อเข้าเผด็จศึกพวกขอมที่ยโสธรปุระให้เสร็จสิ้น”

“เช่นนั้น ข้าจักให้ม้าเร็วเร่งไปแต่บัดนี้”แสนกล่าวรับ ก่อนเรียกหัวหมื่นผู้หนึ่งเข้ามาสั่งการ

************************

ภายในท้องพระโรง พระราชวังกรุงยโสธรปุระ เจ้าพญายาตมีสีพระพักตร์เคร่งเครียดหลังทรงทราบความจากพญาฟ้าคุ้มที่แตกทัพมา ว่าทัพหน้าอโยธยายึดช่องระกาได้แล้ว

“ทัพสยาม ร้ายกาจนัก ขนาดค่ายมั่นที่แข็งแกร่ง อยู่ในชัยภูมิอันได้เปรียบเยี่ยงช่องระกา ยังเสียแก่พวกมันโดยง่าย”เจ้าเหนือหัวชาวขอมตรัสสุรเสียงเครียด”เห็นที ศึกนี้ จักหนักหนากว่าที่คาดไว้เสียแล้ว”

“ข้าบาทไร้ความสามารถ จึงแตกพ่ายมา ขอพระบาทเจ้าทรงลงอาญาเถิด”พญาฟ้าคุ้มก้มหน้ากราบทูล

“ถึงครานี้ จักผิดนัก หากเห็นแก่คุณความดีเก่าก่อน ข้าจักงดโทษให้ แม้นศึกหน้ายังพ่ายอีก ข้าจักลงทัณฑ์สถานหนัก”

“หากข้าบาทพ่ายศึกอีก จักขอพลีชีพ กลางสมรภูมิ”แม่ทัพชาวขอมกราบทูลเสียงหนักแน่น

“ข้ามิต้องการให้เจ้าหรือผู้ใดตาย ด้วยนั่นมิทำให้ได้ชัยชำนะ”เจ้าพญายาตรับสั่ง “ทัพสยามยึดช่องระกาได้แล้ว อีกมิกี่เพลา พวกมันคงยกมาถึงพระนครเป็นแน่”

“ข้าบาทขออาสาออกไปตั้งค่ายมั่นล้อมพระนคร เพื่อรับศึก”

“ยกไปนอกเมือง ข้ามิเห็นสม”เจ้าเหนือหัวทรงส่ายพระพักตร์”ข้าจักให้ทัพเราตั้งรับในพระนครนี้ หากแต่จักให้เทครัวราษฎรออกไปจากเมือง เหลือไว้แต่พลรบสำหรับสู้ศึก เพื่อมิให้เป็นภาระ”

“พระบาทเจ้าจักทรงโปรดให้เหล่าราษฏรอพยพไปที่ใด พระเจ้าข้า”

“ที่มั่นเดิมของพวกเรา จตุมุข”จอมคนตรัส

**********************

พระบรมไตรโลกนาถทรงนิ่งอึ้ง เมื่อทอดพระเนตรสิ่งที่ข้าหลวงนำมาถวาย ขณะที่ประทับอยู่ในท้องพระโรงของพระราชวังจันทร์ โดยมีเหล่าขุนนางแม่ทัพนายกองทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายพระนครอยู่กันพร้อมหน้า

สิ่งที่ทรงทอดพระเนตรนั้น คือสาส์นแจ้งระดมพลที่ม้าเร็วนำส่งไปยังหัวเมืองฝ่ายเหนือร่วมสิบฉบับซึ่งถูกมัดรวมมาในห่อผ้าที่ทหารเชียงใหม่เอามาทิ้งไว้ข้างกำแพงเมืองเมื่อหัวค่ำ

“พวกยวนดักจับพลม้าเร็วของเราไว้เสียสิ้นดังนี้แล้ว เห็นทีว่าทัพหนุนจากหัวเมืองฝ่ายเหนือคงมิยกมาเป็นแน่”พ่ออยู่หัวรับสั่งสุรเสียงเครียด “แลทัพของเราที่เหลือ ก็คงยากตีฝ่าทัพครึ่งแสนของพวกยวนเข้ามาได้”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า”ออกญาศรีสุรินทร์ถวายบังคมกราบทูล “แม้มิได้รับสาส์นจากม้าเร็ว หากแต่ทัพยวนยกมาเอิกเกริก ไหนเลยข่าวจักมิไปถึงหัวเมืองทั้งหลาย เยี่ยงนี้แล้ว มิช้านาน หัวเมืองเหล่านั้นคงยกทัพมาหนุนช่วยเป็นแม่นมั่น”

“แม้นเป็นดังคำท่าน แล้วเราต้องรอถึงเมื่อใด”

ออกญาผู้รั้งสองแควก้มหน้าด้วยไม่อาจถวายคำตอบได้

ยามนั้น ออกญาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกก็กราบทูลขึ้นว่า “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า แม้ทัพที่เหลือของเราอาจมีกำลังมิพอตีฝ่าทัพยวน หากยังมีทัพของสมเด็จพระราชโอรสที่กำลังยกตามมา ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า สองทัพรวมกัน คงพอตีกระหนาบทัพยวนที่ล้อมเมืองได้”

“ที่ท่านกล่าวมาก็เป็นไปได้ หากแต่ข้าเกรงอยู่ว่า แม้พวกเชียงใหม่ดักจับม้าเร็วของเราได้สิ้นแล้วดังนี้ พวกมันคงมีกลชั่วหน่วงรั้งทัพของพระอินทราชามิให้ยกมาถึงที่นี่ได้เป็นแน่”จอมคนตรัสพระพักตร์แฝงแววเครียดเคร่ง

“ขออย่าได้ทรงปริวิตกเลย พระพุทธเจ้าข้า”สมุหนายกกราบทูล”พระอินทราชาทรงห้าวหาญในการศึก ทั้งยังมีเหล่าแม่ทัพนายกองเรืองฝีมืออยู่ด้วยเป็นอันมาก เยี่ยงไรเสีย ก็จักทรงฝ่าแนวล้อมของทัพยวนมาได้เป็นแน่ พระพุทธเจ้าข้า”

พระพักตร์พ่ออยู่หัวคลายความเครียดลงก่อนหันมารับสั่งถามพระเทพอรชุน ว่า “เพลานี้ ในเมืองมีเสบียงอาหารอยู่เท่าใด”

“พอเลี้ยงไพร่พลได้ราวสิบวัน พระพุทธเจ้าข้า”

“เช่นนั้น เท่ากับเรามีเพลามิถึงครึ่งเดือนที่จักต้านรับทัพพระเจ้าเชียงใหม่”พระบรมไตรโลกนาถตรัสสุรเสียงเรียบ “ยามนี้ คงทำได้เพียงรักษาเมืองไว้แลหวังให้ทัพหนุนมาถึง ก่อนเสบียงเราจักหมดเท่านั้น”

ออกญาจักรีนำเหล่าแม่ทัพถวายบังคมก่อนกราบทูลพร้อมกันว่า “ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงขอถวายชีวิตเป็นราชพลี พระพุทธเจ้าข้า”

****************************

ยามเช้าตรู่ กองทัพศรีอโยธยาตั้งขบวนในทุ่งนาร้าง ห่างจากกำแพงเมืองศรียโสธรปุระด้านตะวันออกสามสิบเส้น ธงรบหลากสีปลิวไสว หน้าขบวนทัพคือปืนใหญ่ห้าสิบกระบอก บรรจุด้วยกระสุนหิน โดยมีทหารอาสาชาวจีนเป็นผู้ควบคุม ถัดมาคือกองช้างศึก และทหารราบหลายหมื่น ขนาบปีกซ้ายขวาด้วยกองทหารม้า สายหมอกบางๆยังลอยวนอยู่เหนือทิวทุ่ง

บนกำแพงเมือง ทหารขอมหลายพันนายขึ้นรักษาที่มั่นตลอดแนวเชิงเทิน ขณะที่เจ้าพญาคามยาต เหนือหัวของชาวขอมและพญาฟ้าคุ้มแม่ทัพคนสนิทยืนมองทัพข้าศึกที่อยู่ห่างออกไป แม้จะแลเห็นเป็นเพียงกลุ่มเงาตะคุ่มกลางสายหมอกทว่าทั้งสองก็ทราบดีว่า กลุ่มเงานั้น คือสิ่งใด และสิ่งใดจะเกิดขึ้นในอีกมิช้า

หลังทัพอโยธยาล่วงผ่านช่องระกา เจ้าพญาคามยาตได้ส่งทัพไปซุ่มโจมตีกองทัพอโยธยาสองครั้ง แต่ก็พ่ายแพ้กลับมาทุกครั้ง จนกองทัพอโยธยายกมาถึงที่ราบลุ่มใกล้ทะเลสาบนอกเมืองยโสธรปุระได้ตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน

ออกญามหาเสนา แม่ทัพศรีอโยธยานั่งบนหลังช้าง มองดูปราการเบื้องหน้าครู่หนึ่ง จึงให้สัญญาณเคลื่อนพลเข้าโจมตี ปืนใหญ่ของทัพอโยธยาถูกชักลากเข้าประจำตำแหน่ง ก่อนพลประจำปืนจะเริ่มเปิดฉากระดมยิง เสียงระเบิดดังกึกก้อง ขณะกระสุนหินพุ่งเข้าโถมกระแทกกำแพงเมือง

ปืนใหญ่ของทัพขอมบนกำแพงเมืองได้เปิดฉากยิงตอบโต้ เพื่อสกัดกั้นมิให้ทัพอโยธยารุกเข้ามาได้ เสียงปืนใหญ่ของสองฝ่ายดังกึกก้อง สนั่นหวั่นไหว สะเทือนตลอดแนวรบ

“ ปืนใหญ่ข้างสยามมีมากกว่าเรา ทั้งยิงมาหนาแน่นนัก นานไป เห็นทีกำแพงเมืองจักทานมิไหว พระพุทธเจ้าข้า”พญาฟ้าคุ้มกราบทูลผู้เป็นนาย

พระพักตร์เจ้าพญาคามยาตเข้มขึ้น “สั่งข้าทหารทั้งปวงเร่งระดมยิงสีหนาทปืนใหญ่สกัดปืนใหญ่อ้ายพวกสยามมิให้ยิงใส่กำแพงเมืองเราได้”

“แต่พระบาทเจ้า”อีกฝ่ายมีสีหน้าลำบากใจ“ยามนี้ ดินปืนเราเหลือน้อย คงพอยิงยันได้อีกมินาน”

“เยี่ยงนั้น เราจักทำการใด”

ขุนทัพขอมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกราบทูลขึ้นว่า “ข้าบาทขออาสาคุมทัพออกไปทำลายกองปืนใหญ่พวกสยาม”

จอมคนหันมาทอดพระเนตรอีกฝ่าย“ทัพสยามมีรี้พลมากนัก ไหนเลยพวกเจ้าจักสู้ได้”

“ข้าบาทขอถวายชีวิตทำการนี้ เพื่อชดเชยความผิดที่ทำให้เสียช่องระกา”น้ำเสียงพญาฟ้าคุ้มแฝงความเด็ดเดี่ยว

เจ้าพญาคามยาตวางพระหัตถ์ลงบนบ่าแม่ทัพคู่พระทัย “การนั้นข้าหาได้ถือโทษเจ้าไม่ ฟ้าคุ้ม เจ้าอย่าได้คิดเอาชีวิตไปเสี่ยงเลย”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้ว แต่ข้าบาทเคยถวายสัตย์สาบาน ว่าจักถวายชีพเป็นราชพลีเพื่อสนองคุณพระบาทเจ้าแลแผ่นดินศรียโสธรปุระ หากแม้นชีวิตของข้าบาทเจ้าจักต้องจบลงเพื่อสิ่งนี้ ข้าพระบาทเจ้าก็ยินดี”

“เยี่ยงนั้น ข้าจักนำพลออกไปรบชาวสยามพร้อมกับเจ้า”

“พระบาทเจ้าทำเช่นนั้น หาได้ไม่” พญาฟ้าคุ้มรีบห้ามด้วยสีหน้าตกใจ “พระบาทเจ้า ทรงเป็นความหวังเดียวของชาวขอมทั้งปวง ขอทรงอยู่เป็นหลักชัยแก่พวกข้าพระพุทธเจ้าเถิด”

จอมคนแห่งขอมทรงเม้มพระโอษฐ์แน่นก่อนตรัสอวยชัยว่า “เยี่ยงนั้น ขอเทพยดาฟ้าดินจงอวยพรให้เจ้าแลข้าทหารมีชัยเหนือพวกศัตรูเถิด”

พญาฟ้าคุ้มก้มลงกราบผู้เป็นนาย มือทั้งสองจับที่พระบาท ก่อนมาแตะที่ศีรษะตน น้ำตาเอ่อคลอนัยน์ตาทั้งสอง ก่อนคลานถอยออกมาแล้วลุกขึ้นลงจากเชิงเทินไป โดยมีสายพระเนตรของผู้เป็นนายมองตามจนลับตา...

กองทหารปืนใหญ่ศรีอโยธยายังระดมยิงใส่แนวกำแพงเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เสียงปืนใหญ่จากฝั่งกำแพงเมืองเริ่มน้อยลง เนื่องจากกระสุนดินดำกำลังร่อยหรอ

“เสียงปืนข้างมันเริ่มน้อยลง ชะรอยกระสุนดินดำของพวกขอมคงใกล้หมดแล้วเป็นแน่ ท่านแม่ทัพ”ออกญาสีหราชเดโชกล่าวกับออกญามหาเสนา “ข้าพเจ้าเห็นควรให้ปืนใหญ่เคลื่อนเข้าไปใกล้ และระดมยิงทลายกำแพงพวกมันลงเสีย จักได้ขับพลเข้าหักเอาเมือง”

“ข้าพเจ้าเห็นต้องด้วยความคิด ออกญาสีหราชเดโช” ออกญานครราชสีมากล่าวเสริม“เพียงทลายกำแพงมันลงได้ ศึกนี้ก็จักเสร็จสิ้น”

เมื่อได้ยินคำกล่าวของสองแม่ทัพ ออกญามหาเสนาจึงมองไปยังแนวรบครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า“เช่นนั้น ก็จงทำการดังพวกท่านว่ามาเถิด”

กองทหารปืนใหญ่พร้อมพลประจำปืนชาวจีนเคลื่อนไปข้างหน้าโดยมีกองทหารราบชาวไทยจำนวนหนึ่งตามไปคุ้มกัน ขณะที่เสียงปืนใหญ่ของฝ่ายขอมเริ่มน้อยลง จนกระทั่งเมื่อได้ระยะ กองทหารปืนใหญ่ฝ่ายศรีอโยธยาก็ปักหลักเตรียมการโจมตีระลอกสอง

ทันใดนั้นเอง ประตูเมืองยโสธรปุระก็เปิดออก พร้อมกับทหารม้าชาวขอมเจ็ดร้อยนายควบตะบึงสุดกำลังพุ่งตรงเข้ามาหากองปืนใหญ่โดยมีไพร่ราบสามพันเศษตามมาติดๆ

ทหารม้าขอมพุ่งหอกซัดเข้าใส่พลอาสาจีนและกองทหารคุ้มกันปืนใหญ่ล้มตายลงเป็นอันมาก ทหารม้าขอมบางนายโยนคบเพลิงที่นำมา ใส่ลังดินดำ จนติดไฟลุกเป็นระเบิด ทำลายทั้งปืนใหญ่และชีวิตทหารที่อยู่กับปืน

แสนและเทพเห็นดังนั้น ก็กระตุ้นม้านำพลในสังกัดเข้าช่วยกองทหารคุ้มกันปืนใหญ่ ต่อสู้กับทหารขอมที่บุกเข้ามา ทั้งสองฝ่ายรุกรบฟาดฟันกันอย่างดุเดือด เสียงโห่ร้อง เสียงม้าศึกและอาวุธปะทะกัน ทั่วสมรภูมิ

ท่ามกลางการรบ พญาฟ้าคุ้มที่กำลังรุกไล่ฟาดฟันกองทหารปืนใหญ่ของอโยธยา เบิกตากว้างเมื่อเห็นสองนายทัพสยามที่คุมพลเข้ามา ด้วยจำได้ว่าทั้งสองคือคู่ศึกเก่าแต่ครั้งเสียช่องระกา จึงบังคับม้านำพลรบจำนวนหนึ่งตรงเข้าหาพร้อมซัดหอกในมือเข้าใส่หมายปลิดชีพเพื่อล้างแค้นที่พ่ายในศึกครั้งนั้น

หอกซัดพุ่งเข้าใส่แสนที่ไม่ทันระวังตัว ทว่าเทพที่เห็นเข้าพอดีใช้ดาบปัดหอกซัดกระเด็นออกไปได้ทัน

“ขอบน้ำใจพี่ท่านยิ่งนักที่ช่วยข้า” พระกำแหงรณฤทธิ์หรือแสนกล่าวกับนายทหารรุ่นพี่

“มิต้องขอบใจ” พระพิชิตรณรงค์ หรือ เทพ บอก “หากแต่อ้ายขอมที่พุ่งหอกมานั้น ขอให้พี่เป็นผู้สังหารมันก็แล้วกัน”

“ได้สิ พี่ท่าน”

เทพยิ้มเหี้ยม ก่อนบังคับม้านำพลส่วนหนึ่งเข้าสู้กับพญาฟ้าคุ้มที่คุมพลม้าขอมบุกเข้ามา ขุนศึกอโยธยากับขอมรุกรบฟาดฟันกันอย่างดุเดือด เพื่อหมายปลิดชีพอีกฝ่ายลงให้จงได้

ขณะที่พระพิชิตฯเข้ารบกับแม่ทัพขอม แสนหรือพระคำแหงฯก็ควบม้าเข้าประดาบกับนายทหารม้าขอมสามนายที่เข้ามารุมล้อม เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก เขาก็สังหารข้าศึกทั้งสามคนลงได้ ขุนศึกหนุ่มใหญ่หันไปมองยังสหายรุ่นพี่ที่ยังรุกรบกับแม่ทัพขอมอยู่ และเห็นฝ่ายนั้นกำลังได้เปรียบ

พญาฟ้าคุ้มสู้พลางถอยพลาง เมื่อพบว่าขุนศึกชาวสยามที่ตนกำลังประมือด้วย มีฝีมือร้ายกาจกว่าที่คิด ยามนั้นเอง นาย กองชาวขอมผู้หนึ่งก็นำทหารม้าอีกสี่นายเข้ามา หมายช่วยผู้เป็นนายรับมือกับนายทัพสยาม

แสนรีบบังคับม้าเข้าสกัดนายทหารขอมทั้งห้าและฟันข้าศึกคนหนึ่ง ขาดใจตาย ร่วงตกจากหลังม้า ก่อนจะเข้าประดาบกับนายทหารม้าที่เหลือ เปิดโอกาสให้เทพเข้ารุกไล่พญาฟ้าคุ้มที่กำลังเป็นฝ่ายถอย

นายกองชาวขอมผละจากกลุ่มและบังคับม้าเข้าไปช่วยพญาฟ้าคุ้ม ทำให้เทพต้องหันมาประดาบกับนายกองผู้นั้น พญาฟ้าคุ้มชักม้าออกและปล่อยให้ลูกน้องของตนสู้แทน โดยที่ตนคอยหาจังหวะสังหารขุนทัพสยาม

เทพรับดาบที่นายกองชาวขอมฟาดลงมา และปัดดาบนั้นออกไป ก่อนจะจ้วงแทงเข้าไปยังหน้าอกของข้าศึกจนทะลุ ทว่าขณะที่ดาบยังติดอยู่ในร่างไร้ชีวิตของศัตรู พญาฟ้าคุ้มก็ฉวยโอกาสนั้นพุ่งเข้ามาพร้อมเหวี่ยงดาบในมือหมายตัดคอเขาให้ขาดกระเด็น

เทพปล่อยมือจากดาบและทิ้งตัวลงจากหลังม้า หลบพ้นคมดาบขอมได้อย่างเฉียดฉิว พญาฟ้าคุ้มกระตุ้นม้าตามมาหมายจะใช้ม้ากระทืบอีกฝ่าย ทว่าขุนทหารหนุ่มใหญ่รีบคว้าหอกซัดเล่มหนึ่งที่ตกอยู่ใกล้มือ พุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม คมหอกเสียบทะลุอกพญาฟ้าคุ้ม ส่งผลให้ร่างนั้นร่วงลงกับพื้น และสิ้นใจในทันที

เทพคว้าดาบตัดหัวแม่ทัพขอมและชูขึ้นสูง พร้อมร้องประกาศชัย ทำให้ทหารขอมเสียขวัญที่เห็นแม่ทัพถูกปลิดชีพและในยามนั้นเอง ทัพอโยธยาก็เข้าล้อมข้าศึกไว้ทุกทิศ โดยไม่มีผู้ใดสามารถเล็ดรอดออกไปได้

เจ้าพญาคามยาตที่ประทับยืนบนเชิงเทิน ทรงตกตะลึงเมื่อเห็นแม่ทัพคู่พระทัยถูกสังหารกลางสนามรบ ขณะที่กองทหารร่วมสี่พันซึ่งยกออกไป ถูกทัพอโยธยาล้อมกรอบรุมสังหารจนหมดสิ้น ก่อนที่กองปืนใหญ่อโยธยาจะตั้งแนวเพื่อเตรียมเปิดฉากระดมยิงอีกครั้ง และนั่นคงเป็นครั้งสุดสุดท้ายที่ปราการแห่งยโสธรปุระนี้จะต้านทานได้

จอมคนแห่งขอมทรงเม้มพระโอษฐ์แน่น ก่อนจะตัดสินพระทัยมีพระบัญชาสุดท้าย

“ทิ้งเมือง!……

กองทัพศรีอโยธยาบุกเข้าเมืองพระครศรียโสธรปุระได้ก่อนตะวันตกดิน หลังประตูและกำแพงเมืองส่วนหนึ่งถูกสีหนาทปืนใหญ่ยิงทำลายพินาศ ไพร่พลขอมที่เหลืออยู่ในเมืองพยายามเข้าต่อสู้ต้านทานอย่างสุดกำลัง ทว่าทำได้เพียงต่อลมหายใจแห่งเมืองพระนครไปจนถึงยามพลบค่ำเท่านั้น ก่อนที่ราชธานีโบราณที่ก่อตั้งมายาวนานหลายร้อยปีแห่งนี้จะปิดฉากลงอย่างสิ้นเชิง

**************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น