ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 62 : ธารโลกันต์ช่องระกา(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 317
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

เสียงโห่ร้องดังขึ้น ก่อนที่ทหารศรีอโยธยานับพันจะบุกเข้าไปในช่องเขา เพื่อโจมตีค่ายที่ตั้งบนเนินสูงกลางช่องเขาแห่งนั้น ทว่าก่อนเข้าประชิดกำแพงค่าย ธนูหน้าไม้แหลนหลาวก็พุ่งมาราวห่าฝน จนทำให้คลื่นฝ่ายบุกต้องหยุดชะงักเพื่อหาที่กำบัง นักรบจำนวนมากถูกธนูและหลาวเสียบร่างล้มฟุบลงสิ้นใจ บ้างก็บาดเจ็บร้องโอดครวญอยู่บนพื้น

เอาเยี่ยงไรดี แสนเทพหรือ พระพิชิตรณรงค์หันมาถามความเห็นสหายรุ่นน้องพวกขอมยิงธนูหน้าไม้ซัดแหลนหลาวหนาแน่นนัก จนไพร่พลเรามิอาจเข้าประชิดค่ายได้

เราขับพลเข้าหักค่ายแต่ยามสายจนล่วงเข้าบ่ายยังมิอาจประชิด ข้าว่าให้ถอยทัพเพื่อถนอมชีวิตไพร่พลก่อน ไว้คิดหาอุบายได้ ค่อยยกมาใหม่แสนหรือพระคำแหงรณฤทธิ์บอก

อีกฝ่ายเม้มปากแน่น ก่อนพูดว่า พี่ขอบุกเข้าตีอีกสักคราเถิด หากยังหักค่ายมิได้ ค่อยถอยทัพ

แสนถอนใจสุดแต่พี่ท่านเถิด”

ขุนศึกรุ่นพี่พยักหน้ารับ ก่อนยกดาบในมือขึ้นสูงก่อนวิ่งนำไพร่พลบุกขึ้นเนิน โดยมีแสนวิ่งตามไปติดๆ

หลังจากกองทัพศรีอโยธยายกล่วงเข้าแดนขอม ออกญามหาเสนา ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ได้สั่งการให้ พระคำแหงรณฤทธิ์และพระพิชิตรณรงค์ นำไพร่พลสี่พันเป็นทัพหน้าเข้ายึดช่องเขาระกาเพื่อเปิดเส้นทางสู่พระนครศรียโสธรปุระ ทว่าเมื่อทั้งสองนำทัพมาถึง ก็พบว่าฝ่ายขอมได้มาตั้งค่ายปิดช่องเขาเอาไว้แล้ว

สองขุนทัพนำไพร่พลบุกขึ้นไปจนเกือบถึงกำแพงค่ายข้าศึก ทว่ายังไม่ทันที่ฝ่ายอโยธยาจะเอาบันไดพาดเพื่อปีนขึ้นปล้นค่าย พวกทหารขอมที่อยู่บนเชิงเทินก็เทกรวดทรายคั่วร้อน พร้อมตัดท่อนซุงที่แขวนไว้ตามแนวกำแพงค่ายตกลงมา ซุงนับสิบท่อนกลิ้งลงมาทับทหารศรีอโยธาที่อยู่ข้างล่างจนเสียกระบวน จากนั้น พวกขอมก็ระดมยิงธนูหน้าไม้กระหน่ำใส่กองทหารอโยธยาที่กำลังหนีตายจากท่อนซุง ทว่าลานหน้าค่ายที่แคบและลาดเอียงทำการหลบหลีกอาวุธของฝ่ายขอมทำได้ลำบาก ส่งผลให้ไพร่พลอยุธยา ต้องบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

แสนกวัดแกว่งดาบในมือปัดป้องลูกธนูที่พุ่งเข้ามา พลางร้องบอกสหายรุ่นพี่ว่า

“ที่มั่นฝ่ายเรา ตรงนี้เสียเปรียบพวกขอมนัก ยามนี้ ขอพี่ท่านเร่งสั่งถอยก่อนเถิด หาไม่ไพร่พลจักพินาศอีกมากนัก”

พระพิชิตรณรงค์ มองดูรอบๆด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมเม้มปากแน่น ก่อนถอยหายใจหนักๆ จากนั้นจึงร้องสั่งให้ไพร่พลทั้งหมดล่าถอยกลับค่าย โดยมีเสียงโห่ร้องเย้ยหยันของเหล่าทหารขอมบนเชิงเทินดังไล่หลังมา

*********************************

รบวันนี้ ไพร่พลเราตายสองร้อยเศษ บาดเจ็บร่วมสามร้อย” แสนกล่าวกับสหายผู้พี่ หลังทหารแจ้งความเสียหายของเหล่าไพร่พลแล้ว “ดูท่าการหักค่ายนี้ คงมิอาจทำได้โดยง่าย”

เทพ หรือ พระพิชิตรณรงค์ขมวดคิ้ว แต่เราจำต้องตีค่ายนี้ให้ได้ หาไม่ทัพใหญ่คงไม่อาจล่วงผ่านถึงยโสธรปุระเขาพูด

พญาขอมร้ายกาจนักที่ชิงส่งทหารมายึดชัยภูมินี้ จนทำให้ทัพเรามิอาจเคลื่อนพลต่อไปได้”ขุนศึกรุ่นน้องกล่าวหรือว่าเราจักเสนอให้ท่านแม่ทัพยกพลไปอีกเส้นทางหนึ่งแทน

หากทำเช่นนั้น ต้องเสียเพลาอีกร่วมเดือน เสบียงที่เตรียมมา อาจมิพอ ด้วยตามรายทางที่ผ่าน เจ้าพญายาตสั่งเก็บเสบียงทั้งเผาไร่นาจนสิ้น มิเหลือสิ่งใดไว้แก่ทัพเรา หากใช้เพลาเดินทัพเนิ่นช้า จักเสียการ”

เช่นนั้น ก็หามีทางเลือกอื่นใด นอกเสียจากต้องตีฝ่าช่องเขานี้ไปเท่านั้น”

“พี่คิดอุบายได้วิธีหนึ่งแล้ว”เทพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความหวัง “วันพรุ่ง น้องท่านจงให้ไพร่พลส่วนหนึ่งถือโล่หนังควายเป็นกองหน้า กำบังพลธนูข้างเราให้เข้าไปประชิดยิงธนูใส่พวกมันบนเชิงเทินให้ระส่ำระสาย แล้วฉวยโอกาสนั้นขับพลเข้าหักค่าย มิแน่ว่าเราอาจได้ชัยในวันพรุ่งก็เป็นได้

แม้แสนจะยังไม่แน่ใจว่าอุบายของอีกฝ่ายจะได้ผลสักเพียงใด ทว่าเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว ขุนทัพหนุ่มใหญ่จึงยอมตกลงที่จะทำตามแผนการนั้น

****************************

ก่อนย่ำรุ่ง วันต่อมา ไพร่พลชาวอโยธยาสามร้อยนายพร้อมโล่หนังควายขนาดใหญ่จัดขบวนประชิดอาศัยความมืดอำพรางกายเดินแถวสู่ช่องเขาอันเป็นที่ตั้งค่ายฝ่ายขอม โดยมีพลธนูหน้าไม้และพลรบร่วมพันตามหลัง จนเมื่อไปถึงเนินอันเป็นที่ตั้งค่าย พลธนูทั้งหมดก็เริ่มระดมยิงขึ้นไปยังค่าย สร้างความระส่ำระสายให้กับทหารขอมบนเชิงเทิน พร้อมกันนั้น กองทหารโล่และพลธนูอโยธยาก็เคลื่อนขบวนบุกขึ้นเนินเพื่อเข้าประชิดกำแพงค่าย

แสนกับเทพแยกกันคุมกำลังเป็นปีกซ้ายและขวานำกองทหารส่วนหน้าบุกขึ้นเนิน โดยมีกำลังพลส่วนที่เหลือรอหนุนอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ธนูหน้าไม้ของฝ่ายขอมเริ่มระดมยิงมา แต่ไม่อาจทำอันตรายไพร่พลที่มีโล่คอยคุ้มกันได้

ทันใดนั้น แสนก็เห็นทหารขอมบนเชิงเทินนำรางไม้ไผ่จำนวนมากยื่นออกมาพ้นแนวกำแพงค่าย ขุนทัพหนุ่มใหญ่เบิกตากว้างอย่างตกใจเนื่องด้วยรู้ว่า พวกข้าศึกกำลังจะทำสิ่งใด

“เร่งสั่งไพร่พลถอยก่อนเถิดพี่ท่าน”เขาร้องบอกสหายรุ่นพี่

“เกิดอันใดขึ้นรึ”

แสนยกดาบชี้ไปเบื้องหน้า“พวกขอมมันกำลังจะเผาทัพเรา!

เทพมองตามก่อนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นทหารขอมกำลังเทน้ำมันยางลงมาตามรางไม้ไผ่

“เร่งถอยทัพ บัดเดี๋ยวนี้”เขาร้องสั่งไพร่พล

ยามนั้น น้ำมันยางที่ตกจากรางได้ไหลมาตามทางอย่างช้าๆ ก่อนที่พลธนูชาวขอมจะยิงธนูเพลิงเข้าใส่ธารน้ำมันและเพียงพริบตา เปลวไฟก็ลุกโชนก่อนไหม้ลามตามลงมา ดุจดังธารไฟนรกจากโลกันต์ บรรดาทหารอโยธยาต่างทิ้งโล่อย่างไม่เป็นขบวนเพื่อหนีเอาตัวรอดจากพระเพลิง ทำให้ตกเป็นเหยื่อคมธนูหน้าไม้ บาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก

บนเชิงเทิน พญาฟ้าคุ้มยืนมองความพ่ายแพ้รอบสองของทัพอโยธยาพลางยิ้มพอใจ ก่อนสั่งพลธนูหยุดยิง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายล่าถอยไปแล้ว ขณะที่บริเวณทางลาดตรงหน้าค่าย เกลื่อนด้วยศพทหารอยุธยาที่บ้างตายด้วยคมธนูและบ้างก็ถูกเผาเกรียมด้วยเปลวเพลิง ควันไฟยังลอยกรุ่นจากธารน้ำมันยางที่ถูกเผา ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงรอยไหม้สีดำบนพื้นดิน

หลังทรงทราบข่าวศึกอโยธยา เจ้าพญายาต กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งยโสธรปุระก็ทรงมีรับสั่งให้พญาฟ้าคุ้ม แม่ทัพคนสนิทคุมไพร่พลสามพันยกมาตั้งค่ายสกัดทัพข้าศึกยังช่องเขาแห่งนี้ โดยหมายถ่วงเวลากองทัพอโยธยาให้ยกเข้าถึงเมืองพระนครได้ช้าลง

“ทัพสยามยกเข้าตีค่ายเราถึงสองครั้งสองครา กลับทำได้เพียงเอาศพไพร่พลมาถมทิ้งไว้หน้าค่ายให้ตายเปล่า”พญาฟ้าคุ้มกล่าวขณะทอดสายตามองศพทหารอยุธยาที่อยู่เบื้องล่าง “หากแม่ทัพสยามมีสติปัญญาทำการสงครามได้เพียงเท่านี้ การอันเรารักษาค่ายแห่งนี้ คงมิยากเกินการ”

“ท่านแม่ทัพกล่าวถูกแล้วขอรับ”พระเมืองแก้ว นายทหารคนสนิทเอ่ยสนับสนุน“ชาวสยามพ่ายไปถึงสองครั้งติดกันเยี่ยงนี้ อีกทั้งไพร่พลก็ล้มตายเป็นอันมาก มิแน่ว่า พวกมันอาจสิ้นความคิดที่จักเข้าตีค่ายนี้อีกก็เป็นได้”

“หากสยามเลิกล้มการหักค่ายดังเจ้าว่า แลเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นเข้าสู่พระนคร พวกมันก็ต้องเสียเพลาอีกค่อนเดือนกว่าจักถึงพระนครศรียโสธรปุระ เสบียงที่เตรียมมา ย่อมมิพอเลี้ยงดูไพร่พล”ผู้เป็นแม่ทัพพูดพลางเหยียดยิ้ม “ถึงยามนั้น เพียงเราตั้งมั่นแต่ในเมืองไม่กี่เพลา พวกสยามก็จักสิ้นเสบียงแลกำลังจักทำสงครามต่อไป”

“ถ้าเช่นนั้น เท่ากับเพลานี้ ชัยชำนะก็คงอยู่อีกมิไกลแล้วสิขอรับ”

“ใช่ ขอเพียงรักษาค่ายมั่นแห่งนี้เอาไว้ได้ ฝ่ายเราก็จักกำชัยในศึกนี้”

“ขอท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ข้าแลไพร่พลทุกคนจักป้องกันค่ายนี้ด้วยชีวิต”พระเมืองแก้วกล่าวรับ

*********************************

ยามสายของวันเดียวกัน ที่ค่ายทัพหน้าของฝ่ายอโยธยา พระพิชิตรณรงค์และพระคำแหงรณฤทธิ์กำลังหารือกับเหล่าขุนทัพนายกองเพื่อวางแผนตีค่ายช่องเขาระกา

“เพียงสองวัน ทัพเราเสียไพร่พลร่วมสี่ร้อย หากยังขับพลเข้าหักค่ายเอาซึ่งหน้าเยี่ยงนี้ต่อไป ย่อมมิเป็นการดีต่อฝ่ายเราเป็นแน่” พระพิชิตรณรงค์กล่าวเสียงเครียด ขณะมองผู้เข้าประชุมแต่ละคน

“เช่นนั้น เราส่งคนไปขอปืนใหญ่จากทัพหลวงมายิงถล่มค่ายพวกขอมให้พินาศสิ้น จักดีหรือไม่ขอรับ” หลวงทิพเทวา นายทัพผู้หนึ่งเอ่ยเสนอ

พระพิชิต หรือเทพ ส่ายหน้า “ทำดังนั้น หาได้ไม่ ด้วยค่ายพวกมันอยู่บนที่สูง เกินกว่าปืนจักยิงขึ้นไปถึง อีกทั้งผืนดินบริเวณช่องระกา ก็อ่อนเกินกว่าจักตั้งหอรบสำหรับเอาปืนใหญ่ขึ้นยิง”

“หากเป็นดังนั้น พวกเราควรทำเช่นใด จึงจักหักค่ายพวกมันได้เล่าขอรับ” อีกฝ่ายตั้งกระทู้ถาม

คำถามนั้นทำเอาที่ประชุมต่างเงียบงัน ด้วยยังไม่มีผู้ใดนึกออกว่า ควรแก้ไขกลศึกครานี้เยี่ยงไร

พระคำแหง หรือแสนขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด พลางทอดสายตาไปยังแนวเขาทะมึนที่อยู่เบื้องหน้า บนสันเขาถูกปกคลุมด้วยป่าไผ่หนาทึบที่เริ่มแห้งเพราะอากาศแล้งเนื่องด้วยเริ่มย่างเข้าเหมันตฤดูแล้ว

ทันใดนั้นเอง ความคิดบางอย่างก็สว่างวบขึ้นในหัวของขุนทัพหนุ่มใหญ่

“ข้าคิดว่า เราควรหาเส้นทางอื่นเข้าตีค่ายพวกมัน”แสนเอ่ยขึ้น

เทพ หรือ พระพิชิตรณรงค์หันมาถามว่า “ช่องระกาขนาบด้วยแนวเขาสูง จักมีทางใดข้ามผ่านได้อีกหรือ น้องท่าน”

“ลางที อาจมิจำเป็นต้องหาทางข้ามผ่าน ขอเพียงขึ้นไปบนสันเขาได้ ก็เพียงพอแล้ว” พระคำแหงรณฤทธิ์กล่าวช้าๆอย่างมีแผนการบางอย่างในใจ......

*****************************

ภายในท้องพระโรงของพระราชวังจันทน์ นครไชยนาทสองแคว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงประชุมเรื่องการศึกกับนครพิงค์เชียงใหม่ โดยมีเหล่าแม่ทัพชั้นผู้ใหญ่เข้าเฝ้าโดยพร้อมเพรียง

หลังสมเด็จพระบรมไตรโลกทรงนำกำลังพลแยกจากทัพหลวงได้ห้าวัน พ่ออยู่หัวอโยธยาก็ได้เสด็จนำทัพมาถึงยังนครไชยนาทสองแคว ทว่าพระองค์ก็ต้องทรงประหลาดพระทัยเมื่อทรงทราบว่า กองทัพเชียงใหม่ที่ตั้งประชิดเมืองได้ถอนค่ายล่าถอยไปสิ้นแล้วแต่วันก่อน

“แต่เดิม ข้าหมายใจว่าได้เล่นศึกที่สองแคว ทว่าทัพเรายังมิทันเข้าเมือง เจ้าอุปราชเชียงใหม่ก็ถอยทัพไป โดยกะทันหันเยี่ยงนี้ ดูประหลาดผิดวิสัยเช่นดังก่อน ยิ่งนัก”  พ่ออยู่หัวอโยธยาตรัสพลางทอดพระเนตรเหล่าแม่ทัพก่อนรับสั่งถาม “พวกท่าน คิดเห็นเรื่องนี้ป็นประการใด”

“ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญาศรีสุรินทร์ ผู้รักษาเมืองสองแควกราบทูล “ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า พวกเชียงใหม่คงเกรงว่าหากยังรั้งรออยู่ เห็นทีจักมิพ้นต้องกลศึกกระหนาบ จึงเร่งถอนค่ายถอยทัพไปเยี่ยงนี้”

“ก็อาจเป็นดังนั้น แต่ ข้าให้รู้สึกว่าการนี้มีบางสิ่งผิดแปลกอยู่”พระบรมไตรโลกนาถทรงมีรับสั่ง “จากที่เคยประมือกันมา ชายชาตินักรบเยี่ยงท้าวศรีบุญเรือง หาใช่คนขลาด ที่จักถอดใจโดยง่ายในการศึก เพียงเกรงกลตีกระหนาบเช่นนี้ไม่”

“ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า”ออกญาจักรีศรีองครักษ์กราบทูลขึ้น“ข้าพระพุทธเจ้าคิดเห็นว่า การนี้ผิดสังเกต ด้วยทัพเชียงใหม่เพียงตั้งประชิดเมืองแต่มิได้เข้าตี ครั้นพอทัพเรามาถึงก็ถอยหนี คล้ายจงใจปล่อยทัพเราเข้านครสองแคว”

“ท่านคิดว่าการทั้งนี้ เป็นกลศึกของพวกยวนกระนั้นฤา”

“อาจเป็นดังนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“หากเป็นดังว่าแล้วไซร้ เห็นทีจักมิได้การ” องค์เหนือหัวทรงขมวดพระขนงอย่างเอะพระทัย จึงทรงมีพระบัญชากับแม่ทัพผู้หนึ่งว่า “พระเทพอรชุน เจ้าจงส่งม้าเร็วไปเร่งหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงให้ระดมพลมายังสองแคว อย่าได้ช้า”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”

ทว่ายังไม่ทันที่ พระเทพอรชุนจะออกไปนั้น ก็มีนายทัพผู้หนึ่งพร้อมพลม้าเร็วสองนายเข้ามาเฝ้ายังท้องพระโรง

“มีการอันใด ขุนรัตนเทพ” พ่ออยู่หัวตรัสถาม

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า”อีกฝ่ายกราบทูลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เสือหมอบแมวเซาของข้าพระพุทธเจ้า ได้นำความมาแจ้งว่า บัดนี้ พระเจ้าเชียงใหม่ทรงกำลังยกทัพมาที่สองแคว พระพุทธเจ้าข้า”

“พระเจ้าเชียงใหม่ทรงยกทัพมารึ”พ่ออยู่หัวทรงชะงักก่อนรับสั่งถาม “แล้วรี้พลมีมาเท่าใด”

“ราวห้าหมื่นเศษ พระพุทธเจ้าข้า”

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงนิ่งไป หลังแม่กองอุปนิกขิตกราบทูลจบ พร้อมกับความเงียบที่แผ่ปกคลุมทั่วท้องพระโรง ยามนั้นเอง ที่พ่ออยู่หัวอโยธยาทรงรู้สึกได้ว่า นั่นไม่ต่างจากความเงียบที่เกิดขึ้นก่อนมหาวายุจะโหมพัดกระหน่ำ

*************************

พญาติโลกราชประทับในศาลาไม้หลังเล็กกลางเรือลำยาวที่ปิดหุ้มด้วยแผ่นทองคำ มีโขนเรือเป็นรูปพญานาค พร้อมฝีพายกว่าร้อยนาย ห้อมล้อมด้วยเรือเล็กร่วมสามสิบและทหารองครักษ์ร่วมสองร้อยนาย จอดอยู่กลางแม่น้ำน่าน ไกลออกไปเบื้องหน้าคือ ปราการนครไชยนาทและสองแคว ที่แลเห็นอยู่ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน

ท้าวศรีบุญเรืองที่ประทับอยู่ในเรือลำเดียวกัน กราบทูลขึ้นว่า”ข้าแต่เจ้าพ่อ เพลานี้ ทัพของหมื่นด้ง เจ้าหาญแต่ท้อง หมื่นคำหยาดแลหมื่นพะเยากำลังเร่งตั้งค่ายมั่นล้อมเวียง  คะเนว่าเช้าวันพรุ่ง คงแล้วเสร็จ โดยยามนี้ข้าเจ้าได้แต่งคนเฝ้ากำแพงไว้ทุกด้าน แม้นกบินผ่าน ก็มิอาจพ้นสายตาได้”

“เพลานี้นี้ทัพน่านกับแพร่ มาถึงที่ใดแล้ว”

“มิเกินสองราตรีก็คงล่วงถึงสุโขทัยแลกำแพงเพชร”เจ้าอุปราชนครพิงค์ทูลตอบ “ส่วนหมื่นหางช้างนั้นได้ยกทัพลงไปซุ่มยังป่าใหญ่ใกล้เวียงพระบางเพื่อขวางทัพหนุนของชาวใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

“ดีมาก”พญาติโลกราชทรงแย้มสรวลอย่างพอพระทัย “เยี่ยงนี้ ทุกสิ่งก็เป็นตามกลอันเราวางไว้แล้ว”

ท้าวศรีบุญเรืองค้อมเศียรน้อมรับ ก่อนกราบทูลถามขึ้นว่า “เจ้าพ่อจักให้คนรบเข้าหักเวียงเมื่อใดฤา”

“มิต้องเร่งร้อน”จอมคนตรัส “รอให้ฝูงเขาหมดเสบียง คนรบสิ้นบ่าสิ้นแรงเมื่อใด ค่อยเทคนทุบเวียง ด้วยอย่างไรเสีย ยามนี้ พญาใต้ก็มิต่างกับเสือติดจั่น รอเพียงหอกพุ่งเข้าปลิดชีพเท่านั้น”รับสั่งแล้ว พญาติโลกราชก็ทรงพระสรวลอย่างมั่นพระทัยในชัยชำนะที่ทรงคาดหมาย

**********************************

สินเมืองยืนนิ่งบนเชิงเทินพลางทอดสายตามองแสงไฟที่เรียงรายอยู่ในความมืดไกลออกไปเบื้องหน้า แม้จะงดงามแต่  ชายหนุ่มก็รู้ดีว่า แสงไฟเหล่านั้นหมายถึงอันตรายใหญ่หลวงที่รออยู่

“สองสามวันมานี้ พวกยวนจุดคบมากมาย คงหมายข่มขวัญทัพเราว่า พวกมันมีรี้พลมาก” หมื่นไกรสีห์สงครามเข้ามายืนข้างๆพลางเอ่ยขึ้น ขณะสายตาจับอยู่ที่แนวแสงไฟ

สินเมืองหันไปมองอีกฝ่าย”แต่ที่ข้าได้ยินมา ทัพยวนที่ยกมานี้ ก็มีพลหลายหมื่นมากกว่าทัพเรา”

“เจ้ากลัวรึ”

“หากข้ากลัว ก็คงกลัวว่าพวกเชียงใหม่จักมิยกเข้ารบมากกว่า”

สหายผู้พี่เลิกคิ้ว“เจ้าหมายความว่าอย่างใด”

“ทัพเราเร่งยกมา จึงนำเสบียงมาเพียงน้อย ทั้งเสบียงอาหารในเมืองก็ใช่มีมาก แม้นถูกล้อมนานวัน เสบียงก็อาจหมด แลยามนั้น ทัพเราคงได้ยาก ด้วยขาดข้าวปลาเลี้ยงรี้พล”

“ยามนี้ พ่ออยู่หัวทรงโปรดฯให้ม้าเร็วไปเร่งทัพจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ แลทัพใหญ่ก็กำลังเร่งตามมา อีกทั้งยังมีทัพของพระอินทราชามาสมทบ มาตรว่าพวกยวนจักล้อมเมืองไว้ แต่ก็คงทำได้มินาน ด้วยหากทัพหนุนมาถึง พวกมันย่อมแตกพ่ายด้วยต้องศึกระหนาบเป็นแน่แท้”น้ำเสียงของศรแสดงความมั่นใจในสิ่งที่กล่าวถึง

“แม้เป็นดังนั้น แต่ข้าก็ยังมิอาจคลายใจได้ จนกว่าจักเห็นทัพหนุนยกมาถึง”สินเมืองพูด

อีกฝ่ายยิ้มในหน้า พลางเอ่ยว่า “ออกศึกด้วยกันมาหลายครา ไฉนหนนี้ น้องท่านกลายเป็นคนช่างวิตกกังวลไปได้ เอ หรือเป็นด้วย น้องท่านห่วงนางทั้งสองที่รออยู่อโยธยามากเกินไปจนกลายเป็นความวิตกเยี่ยงนี้ กระมัง”

“พุทโธ่ พี่ท่านละก็ ชอบกระเซ้าข้าเสียเรื่อยเชียวหนา”สินเมืองทำหน้าเก้ออย่างไม่รู้จะพูดสิ่งใด จึงหันหน้าออกไปมองนอกกำแพงอีกครั้ง ทว่าชายหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อเห็นคบไฟสองดวงกำลังเข้ามาใกล้แนวกำแพง

“พี่ศร”เขาเรียกอีกฝ่าย “มีคนกำลังตรงมาทางนี้”

หมื่นไกรฯเขม้นมองตาม “ดูท่าอ้ายพวกยวนคงส่งคนมาเจรจาเป็นแน่”

ดวงไฟทั้งสองเคลื่อนเข้ามา จนเมื่อถึงแนวคูเมือง แสงจากคบไฟบนกำแพง ก็ส่องให้เห็นทหารม้าเชียงใหม่สี่นายที่ควบม้ามาหยุดยืนอยู่ หนึ่งในนั้น เอาหอกปักลงบนดินและนำห่อของบางสิ่งผูกเอาไว้กับด้ามหอก

“มหาราชให้พวกข้านำของสิ่งนี้มาให้แก่พญาของสู!” นายทหารม้าผู้นั้นร้องบอกเสียงก้อง

************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น