ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 61 : ข่ายดักทัพพญาใต้(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 315
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

หลังทรงทราบว่า ทัพเชียงใหม่เข้ารุกรานหัวเมืองฝ่ายเหนือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงมีพระบัญชาให้ระดมไพร่พลเพื่อยกขึ้นไปรับศึกล้านนา

“พระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพมาเพลานี้ ราวกับรู้ว่าฝ่ายเราเพิ่งส่งทัพไปปราบกบฏเจ้ายาต ทำให้รี้พลในพระนครลดน้อยลง ดูทีว่าอุปนิกขิตเชียงใหม่ในพระนคร คงมีอยู่มิน้อย” พ่ออยู่หัวทรงมีรับสั่ง ก่อนทอดพระเนตรเสนาบดีกรมเวียง “ออกญายมราช แต่นี้ไป จงเร่งแต่งคนออกตรวจตรา จับกุมผู้ต้องสงสัยว่าจักเป็นอุปขิตลาวยวนมาให้สิ้น เพื่อมิให้พวกมันมีโอกาสส่งความอันใดไปกราบทูลเจ้าชีวิตของพวกมันได้”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”เสนาบดีกรมวังถวายบังคมน้อมรับ

“ออกญาจักรีศรีองครักษ์” สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตรัสเรียกสมุหนายก “หากระดมคน ยามนี้ จักได้รี้พลสักเท่าใด”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” อีกฝ่ายกราบบังคมทูล “ฝ่ายเราเพิ่งเกณฑ์คนไปปราบกบฏขอม ทั้งยามนี้ บังเกิดไข้ทรพิษระบาดในเขตแขวงทางใต้ของมณฑลพระนคร แม้มีผู้คนล้มตายเพียงน้อย แต่ที่เจ็บป่วยจนสิ้นเรี่ยวแรงนั้น มีมากเหลือคณา หากเกณฑ์พลในมณฑลพระนครเพลานี้ คงได้รี้พลเต็มที่ มิเกินสามหมื่น”

“เช่นนั้นจงออกหมายเรียกเกณฑ์คนจากหัวเมืองฝ่ายใต้ รวมทั้งประกาศรับพลอาสาทั้งปวง มาเข้าทัพ”

“หากทำดังนั้น ต้องใช้เพลารวบรวมรี้พลอย่างน้อยกึ่งเดือน พระพุทธเจ้าข้า”

 “หากรอถึงหนึ่งเดือน คงมิทันกาล” พ่ออยู่หัวรับสั่ง “ข้าให้เพลาห้าวัน ท่านจงเร่งเกณฑ์ชายฉกรรจ์เท่าที่หาได้ สำหรับยกไปรับศึกยวน แล้วให้เกณฑ์คนจากหัวเมืองฝ่ายใต้แลเรียกพลอาสาเข้าเป็นทัพหนุน ยกตามไปภายหลัง”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”สมุหนายกถวายบังคมรับ

“ออกญาเกษตราธิราช” สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตรัสเรียกเสนาบดีกรมนา “ท่านจงเร่งตระเตรียมเสบียงข้าวปลาอาหารให้พรักพร้อมสำหรับไพร่พลรวมถึงช้างม้าทั้งสิ้นทั้งปวงอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”ออกญาเกษตราธิราชถวายบังคมรับ

ขณะนั้นพระบรมราชา พระราชโอรสองค์ใหญ่ก็กราบทูลถามขึ้นว่า

“ศึกครั้งนี้ สมเด็จพ่อจักทรงให้ผู้ใดนำทัพฤา พระพุทธเจ้าข้า”

พ่ออยู่หัวอโยธยาทรงแย้มสรวลเล็กน้อย หากพระเนตรนั้นเครียดเข้ม แข็งกร้าว “ในเมื่อพระเจ้าเชียงใหม่ทรงนำทัพมาเองเช่นนี้ พ่อก็สมควรไปพบหน้าเขาด้วยตนเอง”

*******************

คบไฟนับพัน กระจายเกลื่อนทุ่งลุมพลี ลมราตรีพัดธงทิวโบกสะบัด แม้จะล่วงเข้าค่อนคืน ทว่าในท้องทุ่งยังคลาคล่ำด้วยผู้คน ทั้งไพร่พลที่รอฤกษ์เคลื่อนทัพและครอบครัวที่มาส่ง

สินเมืองยืนกอดอกมองดูเหล่าทหารในบังคับบัญชาที่บ้างกำลังตระเตรียมข้าวของและบ้างก็กำลังล่ำลาลูกเมีย ชายหนุ่มนึกย้อนถึงเมื่อยามเย็น ที่เขาแวะไปลาดอกแก้วที่เรือนก่อนมาที่ค่าย......

ข้าเกลียดสงคราม หญิงสาวบอกกับเขา “เหตุใดคนเราจึงต้องรบกัน ให้บาดเจ็บล้มตาย เหตุใดต่างฝ่ายมิเลือกอยู่อย่างสงบ มิเบียดเบียนกัน

เรื่องศึกสงครามเป็นการของบ้านเมือง เจ้าเป็นหญิงมิเข้าใจดอก

แล้วพี่รู้หรือไม่ ว่าคนรอข้างหลัง ต้องทุกข์ใจเพียงใด เมื่อเห็นคนที่รัก ต้องเสี่ยงภัยกลางศึกโดยมิทราบชะตากรรมดอกแก้วระบายความรู้สึกผ่านคำพูด “เมื่อยามเด็ก ข้ายังจำได้ว่า ทุกคราที่พ่อไปศึก แม่เฝ้าแต่สวดมนต์ไหว้พระทุกเช้าค่ำ ขอให้พ่อกลับมา แลตลอดเพลาที่ศึกยังมิสิ้น แม่แทบมิเคยยิ้มได้สักครา

สินเมืองยิ้มบางๆ เมื่อคราก่อน พี่ก็ไปออกศึก มิเห็นเจ้าตัดพ้อเยี่ยงนี้เลย

พี่ไปศึกกลับมายังมิทันพ้นปี ก็ต้องไปอีก เช่นนี้แล้ว จักมิให้ข้าพูดได้เยี่ยงไร

ศึกจักเกิดเมื่อใด พี่มิอาจกำหนดได้ แลเมื่อมีพระราชโองการลงมา พี่ก็ต้องไปชายหนุ่มบอก

ดอกแก้วนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเบาๆหากเลือกได้ ข้ามิปรารถนาให้พี่เป็นขุนทหารเลย

ลูกผู้ชายหากมิปกป้องบ้านเมือง จักเรียกว่าเกิดมาสมเป็นชายได้หรือ

แต่...หญิงสาวพูดไม่ออก ขณะสีหน้าดูอัดอั้นตันใจ นัยน์ตาทั้งสองมีประกายของหยาดน้ำที่เริ่มคลอ

สินเมืองมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทว่าหนักแน่นว่า เจ้าอย่ากังวลใจเลย พี่ให้สัญญาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง มิว่าศึกนี้หรือศึกไหน พี่ก็จักรักษาชีวิตไว้ เพื่อกลับมาหาเจ้า”.....

ขุนศึกหนุ่มถอนหายใจเบาๆ แม้จะสัญญาเป็นมั่นเหมาะ แต่เขาก็รู้ดีว่า ในศึกสงครามนั้น การรักษาชีวิตให้ปลอดภัยกับการคว้าชัยชนะมิใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย และที่สำคัญ สินเมืองรู้ใจตัวเองดีว่า หากต้องเลือกเสี่ยงชีวิตเพื่อชัยชนะแล้วคนอย่างเขา คงไม่ลังเลแม้แต่น้อย

สินเมืองหมื่นไกรสีห์สงครามเดินเข้ามาเรียก ทำให้เขาออกจากภวังค์

มีอันใดหรือ พี่

แม่หญิงผู้นี้ใคร่พบเจ้ากล่าวจบ หญิงสาวที่เดินอยู่หลังหมื่นไกร ก็ก้าวออกมาตรงหน้าพร้อมยกมือไหว้

สินเมืองแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่าย บัวคำ เจ้ามาทำอันใดที่นี่

ข้ามาส่งท่านหมื่นแลนำของมาให้ท่านด้วย หญิงสาวหยิบห่อผ้าห่อใหญ่มาส่งให้ “นี่เป็นยาสมุนไพรทั้งแก้ไข้ป่าแลรักษาบาดแผลชะงัดนัก ข้าเอามาท่านไว้ใช้ระหว่างศึก

ขอบน้ำใจมาก แล้วนี่เจ้ามากับผู้ใด

มากับลุงคำไสแลเพื่อนบ้านอีกหลายคนเจ้าค่ะ แลข้าจักรอถึงเช้า จึงค่อยพากันกลับ นางบอก

ที่จริง ในกองทัพก็มีทั้งหมอแลยา เจ้าหาต้องลำบากเอามาให้แต่ดึกดื่นไม่

ท่านหมื่นมิชอบยาที่ข้านำมาหรือน้ำเสียงนั้นดูผิดหวัง

มิได้ ชายหนุ่มรีบบอกเมื่อเห็นว่าคำพูดตนกระทบความรู้สึกอีกฝ่าย “ข้าเพียงมิต้องการให้เจ้าต้องลำบากลำบน อดตาหลับขับตานอนเยี่ยงนี้

สาวน้อยสบตามอง นัยน์ตาคู่นั้นดูเศร้าจนน่าเห็นใจ หากได้ทำเพื่อท่านแล้ว สำหรับข้า มิถือว่าลำบากเลย

เช่นนั้น ข้าก็ขอบน้ำใจเจ้าอีกครั้งนะสินเมืองยิ้มบางๆก่อนพูดว่า “ยามนี้ เจ้าไปก่อนเถิด ข้ามีการอีกหลายสิ่งต้องจัดเตรียม ก่อนถึงฤกษ์เคลื่อนทัพ

ขอคุณพระคุ้มครองนะเจ้าคะ บัวคำกล่าวพร้อมพนมมือไหว้ลา ก่อนหันหลังเดินออกไป  สินเมืองมองตามครู่หนึ่งก่อนหันกลับ และได้ยินเสียงหมื่นไกรพูดขึ้นว่า ทั้งน่ารัก น่าเอ็นดูยิ่งนัก ออเจ้าว่าจริงหรือไม่

พี่พูดเรื่องอันใด

ก็สาวน้อยชาวเหนือที่เพิ่งเดินไปนั่น อย่างไรเล่า

หากพี่ท่านพึงใจบัวคำ ข้าอาสาเป็นพ่อสื่อให้เอาไหม

อย่าเลยหมื่นไกรฯพูดยิ้มๆ “เพียงแค่มอง พี่ก็รู้ว่านางมีใจแก่เจ้า ไหนเลยพี่จักกล้ายุ่ง

พี่ท่านเอาอันใดมาพูด

ก็จากตาเห็นแลหูได้ยินสิวะอีกฝ่ายหัวเราะ กิริยาเยี่ยงนี้ มิผิดดอก เชื่อเถิดว่า แม่บัวคำมีใจให้เจ้าเป็นแน่

แต่ข้ามิได้คิดอันใดกับนางแม้เพียงน้อย

นางคงเสียใจนัก

เช่นนั้นแล้ว พี่ท่านจักอาสาดูแลนางไหมเล่า สินเมืองแกล้งพูด

เจ้าสินเมือง พี่จักบอกอันใดให้ น้ำเสียงหมื่นไกรฯค่อนข้างจริงจัง หากเจ้ามิพึงใจ ก็มิควรทำเสมือนยกนางให้ผู้อื่น เพราะนั่นเป็นการทำร้ายจิตใจนาง ยิ่งเสียกว่าการปฏิเสธอีก

พี่ศรช่างเข้าใจอิสตรีดีแท้ เห็นทีข้าคงต้องขอคำแนะนำบ้างแล้ว

คนเป็นพี่ยิ้มระรื่น “พี่ต่างหาก ที่ต้องขอให้เจ้าชี้แนะว่า ทำเยี่ยงไร จึงมีสาวงามมาหลงเสน่ห์เยี่ยงนี้บ้าง

กล่าวจบก็หัวเราะชอบใจ ขณะที่สินเมืองได้ยิ้มเขินๆที่ถูกกระเซ้า

เสียงกลองศึกดังเป็นสัญญาณว่าใกล้เพลาเคลื่อนทัพ ทำให้ชายหนุ่มกับสหายรุ่นพี่ต้องจบการสนทนาเพียงเท่านั้น ก่อนพากันเดินไปรวมกับพวกทหารราชองครักษ์และพระตำรวจเพื่อเตรียมเข้าขบวนทัพ

ครั้นเมื่อได้เพลาอันเป็นมหามงคลฤกษ์ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็เสด็จนำทัพหลวงพร้อมไพร่พลสองหมื่นหกพัน ยกออกจากทุ่งลุมพลีมุ่งสู่แคว้นสุโขทัย โดยทรงให้พระอินทราชา พระราชโอรสองค์รอง ทรงเกณฑ์ทัพหนุนตามไปสมทบภายหลัง และทรงโปรดฯให้พระบรมราชา พระราชโอรสองค์ใหญ่ อยู่รักษาราชธานี

...หลังกองทัพอโยธยายกออกจากพระนครได้สิบห้าวัน ก็มีข่าวจากหัวเมืองเหนือแจ้งมาว่า กองทัพเชียงใหม่ได้ยกล่วงเข้าแดนเมืองไชยนาทสองแควแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงนำไพร่พลแปดพันแยกจากทัพใหญ่ยกเป็นกองหน้าเร่งไปช่วยป้องกันเมืองสองแคว พร้อมทรงโปรดฯให้กองทัพที่เหลือเร่งติดตามไปโดยเร็ว...

ในพลับพลาที่ประทับกลางค่ายหลวงกองทัพเชียงใหม่ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากนครไชยนาทสองแควเป็นระยะเดินทัพสามวัน พญาติโลกราชทรงประชุมกับเหล่าขุนทัพหลังทรงทราบว่ากองทัพอโยธยากำลังเร่งยกมา

“พญาใต้เร่งมาฉะนี้ คงหมายกันทัพเราหักเวียงสองแคว เที่ยงมั่น”จอมคนตรัส “แต่การอันนำคนมาเพียงนี้ ดูย่ามใจเกินนัก ฤาเขาคิดว่าคนรบเพียงนี้ก็จักต้านทัพเราได้กระนั้น”

“ข้าแต่มหาราช” พญายุทธิษเฐียรถวายบังคมกราบทูล “หม่อมฉันเห็นว่า การอันพระบรมไตรโลกนาถ ทรงนำไพร่พลมาเพียงเท่านี้ ก็ด้วยหมายจักมาถึงโดยเร็ว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่หัวเมืองฝ่ายเหนือ ด้วยนับแต่เมืองเชลียงเสียแก่ทัพเรา

หัวเมืองฝ่าย เหนือก็ระส่ำระสายหนัก เจ้าเมืองทั้งปวงแตกสามัคคี จนมิอาจรวมกันรับศึกได้”

ขณะนั้นเอง ท้าวศรีบุญเรืองก็กราบทูลขึ้นว่า”ข้าแต่เจ้าพ่อ พญาใต้นำคนมาเพียงนี้ หาพอมือเราไม่ ข้าเจ้าขอคนหอกคนเครื่องห้าพัน ยกไปซุ่มตีทัพใต้ให้แหลกยับมิให้ฝูงเขาขึ้นมาถึงนี่ได้”

“มิต้อง”จอมคนทรงห้าม “พ่อมีการอื่นให้สูทำ”

“เจ้าพ่อมีการอันใด”ผู้เป็นราชโอรสทูลถาม

พญาติโลกราชทรงแย้มสรวลบางๆก่อนรับสั่งว่า”วันพรุ่ง สูแลหมื่นม้าแก้วจงนำคนหนึ่งหมื่นยกไปตั้งค่ายประชิดสองแคว ข่มขวัญฝูงเขาให้ระส่ำระสายแลให้แต่งคนคอยระวังเหตุไว้ แม้นพญาใต้มาถึงเมื่อใด จงเร่งถอนค่ายเทคนคืนมา”

“เป็นใดต้องทำดังนั้น”

พ่อจักวางกลดักพญาใต้ที่สองแควพญาติโลกราชตรัสก่อนทรงหันไปยังแม่กองสมิงดำและตรัสสั่งว่า “หมื่นหางช้าง สูแลน้องทั้งสองจงนำเหล่าสมิงดำพร้อมคนรบสามพันม้าสามร้อยยกไปซุ่มยังทางจากพระบางถึงสองแคว คอยก่อกวนทัพหนุนชาวใต้ให้ล่าช้าอย่าได้มารวมทัพกับนายมันทันกาล

ข้าเจ้าน้อมรับบัญชา

จอมคนทรงหันไปยังขุนนางผู้หนึ่ง “พันดาวอ้าย สูจงให้ม้าเร็วถือหนังสือไปแจ้ง หมื่นด้งนคร เจ้าหาญแต่ท้อง หมื่นคำหยาด หมื่นพะเยาว่าให้นำทัพมาสมทบทัพหลวงในสิบวัน แลแจ้งแพร่กับน่านให้ส่งทัพเข้าตีสุโขทัย กำแพงเพชร เพื่อกันมิให้ฝูงเขามาหนุนช่วยทัพพญาใต้ได้

ข้าเจ้าน้อมรับบัญชาพันดาวอ้ายถวายบังคมน้อมรับ

หลังจากมีพระบัญชาแก่เหล่าแม่ทัพนายกองแล้ว พญาติโลกราชก็รับสั่งขึ้นว่า “ครานี้แล ดูทีฤาว่าพญาใต้จักรอดมือข้าไปได้เยี่ยงไร

“ไหว้สาเจ้าพ่อ”ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูล“กลศึกเจ้าพ่อดุจข่ายคลุมฟ้า แม้พญาใต้บรมไตรโลกมีปีก ก็คงยากหนีพ้น”

คำกราบทูลของพระราชโอรสต้องพระทัยจอมคน จนถึงกับทรงพระสรวลก้องหอคำ

*******************************

พลบค่ำ ค่ายทหารศรีอโยธยาริมแม่น้ำน่านอยู่ในความเงียบสงบ มีเพียงแสงคบไฟที่ปักอยู่ตลอดแนวค่ายเลียบลำน้ำ  ส่องให้เห็นเรือยาวนับร้อยจอดเรียงรายอยู่ริมฝั่ง บรรดาไพร่พลต่างพักผ่อนในเพิงพัก ขณะที่บางส่วนนอนเฝ้าเรือที่จอดอยู่ในน้ำ

ในพลับพลาที่ประทับซึ่งตั้งอยู่กลางค่าย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงทอดพระเนตรเนื้อความในสาส์นที่ม้าเร็วนำมาถวาย ก่อนรับสั่งกับเหล่าขุนทัพที่เข้าเฝ้ากันพร้อมหน้าว่า

“พระเจ้าเชียงใหม่ทรงให้เจ้าอุปราชนำไพร่พลหนึ่งหมื่นเป็นกองหน้ายกมาประชิดสองแคว ยามนี้  ทัพยวนตั้งค่ายมั่นอยู่ทางทิศเหนือห่างจากกำแพงเมืองเพียงยี่สิบเส้น ดูท่าพวกมันคงเตรียมการเพื่อรอทัพหลวงมาสมทบก่อนยกเข้าหักเอาเมืองเป็นแน่”พระพักตร์จอมคนฉาบด้วยแววเคร่งเครียดขณะรับสั่งต่อ “หากทัพพระเจ้าเชียงใหม่ยกมาหนุนเมื่อใด ลำพังแต่ไพร่พลสองแคว เห็นทีจักต้านได้มินาน”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญาจักรีถวายบังคมกราบทูลขึ้น"ท่าทีทัพเชียงใหม่ครานี้ดูพิกลอยู่ ด้วยพวกมันยกข้ามแดนมาร่วมเดือนแล้ว แต่เหตุใดเพิ่งส่งทัพเข้าประชิดสองแคว คล้ายแกล้งถ่วงเพลารอทัพเราขึ้นไปถึง มิแน่ว่า พวกยวนอาจแต่งกลอันใดไว้ก็เป็นได้ พระพุทธเจ้าข้า”

“หากเป็นดังนั้นแล้ว ท่านคิดเห็นเยี่ยงใดฤา ออกญาจักรี”

“ข้าพระพุทธเจ้าคิดเห็นว่า เพลานี้ ใต้ฝ่าพระบาทอย่าเพิ่งรีบเสด็จขึ้นไปสองแคว หากควรรอทัพที่เหลือมาสมทบแล้วค่อยยกขึ้นไปพร้อมกัน ส่วนการรับทัพยวนนั้น ขอทรงโปรดฯให้หัวเมืองในฝ่ายเหนือส่งทัพไปช่วยสองแควก่อน ด้วยหากทัพหลวงของเชียงใหม่ยกมา ก็อาจพอปะทังได้ จนกว่าทัพเราจักไปถึง พระพุทธเจ้าข้า”

“การอันให้ระดมทัพจากหัวเมืองฝ่ายเหนือไปช่วยเมืองสองแควนั้น ข้าเห็นต้องด้วย แต่จักให้รั้งรอทัพใหญ่อยู่นี่ ข้ามิอาจทำได้ ด้วยหัวเมืองฝ่ายเหนือยามนี้ระส่ำระสายหนัก หากข้ามิรีบขึ้นไปควบคุมแล้ว เกรงว่าการอาจแปรไปในทางร้ายเกินแก้ไข”

ออกญาจักรีลอบถอนหายใจก่อนกราบทูลว่า“หากเป็นพระประสงค์ ก็ควรมิควรแล้วแต่จักทรงโปรดฯ พระพุทธเจ้าข้า”

“เยี่ยงไรเสีย ข้าก็ขอขอบน้ำใจท่านในคำเตือน แลข้าจักทำการนี้โดยรอบคอบ มิให้หลงต้องกลพวกยวนได้”จอมคนทรงรับสั่งกับสมุหนายกก่อนจะทรงหันมาหาขุนทัพผู้หนึ่ง จากนั้นจึงทรงมีพระบัญชาว่า “พระเทพอรชุน เจ้าจงให้ม้าเร็วไปแจ้งแก่เมืองสุโขทัย เมืองทุ่งยั้ง เมืองกำแพงเพชร ให้เร่งยกทัพมาช่วยสองแควรับศึกนครพิงค์ อย่าได้ช้า”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”

“ขุนรัตนเทพ  เจ้าจงนำพลม้าสองร้อยเป็นกองเสือหมอบแมวเซา ล่วงหน้าไปดูว่ามีข้าศึกดักซุ่มอยู่หรือไม่ แลหากพบทัพยวนที่ใด จงให้คนเร่งมาแจ้งทัพหลวงทันที”

“รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า”อีกฝ่ายถวายบังคมน้อมรับ

หลังทรงมีพระบัญชากับขุนทัพทั้งสองแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงมีรับสั่งกับเหล่าขุนนางที่อยู่ในพลับพลานั้นด้วยสุรเสียงก้องกังวานว่า

”ส่วนพวกเจ้าทั้งปวง จงเร่งไปเตรียมไพร่พลแลศาสตราวุธให้พร้อม อีกครึ่งชั่วยาม ข้าจักเคลื่อนทัพสู่สองแคว”

****************************

ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า เรือยาวนับร้อยแล่นทวนกระแสเป็นขบวนยาวเหยียดเต็มลำน้ำน่าน ธงทิวปลิวไสวยามต้องแรงลมเมื่อเรือฝ่ากระแสน้ำ เสียงเห่เรือของเหล่าฝีพายเรือพระที่นั่งซึ่งเป็นเรือยาวลำใหญ่ปิดทองล่องชาด โขนเรือเป็นรูปหงส์สีทอง ดังกังวาน

สินเมืองปิดปากหาว ขณะนั่งอยู่ในเรือราชองครักษ์กับหมื่นไกรสีห์สงคราม สองวันที่ผ่านมา พวกเขาต้องออกเดินทัพตั้งแต่สองยามไปจนถึงย่ำค่ำ ด้วยว่าองค์เหนือหัวทรงโปรดฯให้เร่งเดินทางเพื่อไปป้องกันเมืองสองแควก่อนทัพเชียงใหม่จะยึดเมืองได้

“หาวหวอดเชียวนะ ออเจ้า เมื่อคืนให้รีบนอนก็มิเชื่อ” หมื่นไกรออกปากทัก “นั่งให้ดีๆ ง่วงงุนเยี่ยงนี้ ผลัดตกน้ำไป คงได้อายไปทั่วทั้งทัพ”

“มิถึงเพียงนั้นดอกพี่ศร เพียงข้ามิคุ้นกับการตื่นแต่ดึก ติดกันเยี่ยงนี้เท่านั้น”

“หากมิใช่ด้วยเหตุคับขัน ก็คงมิต้องเร่งรีบฉะนี้”คนเป็นพี่กล่าว “เคลื่อนทัพเร็วเยี่ยงนี้ พี่คิดว่า อีกมิเกินสองขวบวัน ก็คงถึงสองแคว”

สินเมืองถอนใจก่อนเอ่ยขึ้นว่า “พวกเรามาทำศึกทางนี้ มิรู้ว่ายามนี้ ทัพของออกญามหาเสนาจักเป็นเยี่ยงใด”

“เจ้าคงห่วงพ่อล่ะสิ”หมื่นไกรฯพูดก่อนตบบ่ารุ่นน้องเบาๆ “ออกพระคำแหงฯท่านเรืองฝีมือมิเป็นรองผู้ใด พวกขอมมันทำอันใดท่านมิได้ดอก”

“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น”

หมื่นไกรฯยิ้มก่อนกระเซ้าว่า “นอกจากพ่อแล้ว เจ้ามิห่วงสาวคนรักของเจ้าที่รออยู่ที่พระนครบ้างหรือ”

“ดอกแก้วเป็นนางข้าหลวงอยู่ในวัง ทั้งอยู่สุขแลปลอดภัยดี หามีอันใดต้องห่วงไม่ แต่ถ้าคิดถึงแล้วไซร้ ข้านั้นคิดถึงนางแทบทุกลมหายใจเข้าออก” สินเมืองบอกตามตรงก่อนย้อนถามกลับบ้างว่า”แล้วพี่ศรเล่า มาศึกครานี้ มีผู้ใดอยู่รอข้างหลังบ้างหรือไม่”

“พี่มันชายอาภัพไร้คู่”อีกฝ่ายยิ้มพลางตอบด้วยน้ำเสียงไม่อนาทร “เว้นแต่พ่อแม่ที่รออยู่ที่เรือนแล้วไซร้ ก็หามีผู้ใดอื่นอีกไม่”

“เยี่ยงนั้น มาศึกครานี้ พี่ศรหาสะใภ้เมืองเหนือไปฝากพ่อแม่ท่านสักคน ดีไหมเล่า”

“เรื่องคู่ครองนั้น มิต้องเร่งรีบดอก ถึงเพลามี ก็จักมีเองนั่นแล”หมื่นไกรฯพูด “เจ้ามิเคยได้ยินหรือ ที่เขาพูดว่า หากคู่กันแล้ว แม้ไกลสุดหล้า ก็ได้มาพบเจอ แต่หากมิใช่ ถึงพบเจอทุกทิวาราตรี ก็มิได้ร่วมเรียง”

*******************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น