ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 60 : ฝูงกูปรีและคมหอก(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 324
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ที่ยกพื้นในห้องโถงบนเรือนใหญ่ของออกญาสีหราชเดโช ผู้เป็นเจ้าเรือนกำลังนั่งสนทนาเรื่องการศึกกับหมื่นหาญ ผู้เป็นหลาน โดยห่างออกไปไม่มาก มีทาสหญิงวัยรุ่นสาวหน้าตาหมดจดร่วมสิบคน นั่งกึ่งหมอบรอรับใ

ห้องนั้นเปิดโล่ง พื้นไม้ขัดมัน มีเครื่องลายครามราคาแพงจากเมืองจีนวางประดับตามที่ต่างๆ ส่วนบนยกพื้นนั้น ปูทับด้วยพรมเนื้อหนาผืนงามจากอินเดีย บ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งของเจ้าของบ้าน

“อีกห้าวัน ก็ถึงฤกษ์เคลื่อนทัพ เจ้าแน่ใจละหรือว่าจักมิไปศึกครานี้ เจ้าหาญ” ออกญาสีหราชเดโชถามหลานชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เมื่อมิได้มีหมายเจาะจงมา เหตุใด ข้าต้องไปให้ลำบากด้วยเล่า ท่านลุง” หมื่นหาญตอบด้วยน้ำเสียงไม่อนาทร

หากมิออกรบ แล้วเมื่อใดจักได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้สูงขึ้น”

“เมื่อต้นปี ก็ไปรบศึกยวน ล่วงมามิกี่ขวบเดือน ลุงจักให้ข้าไปศึกขอมอีกหรือ ขอข้าเฝ้าเรือนดูแลทรัพย์สินเงินทองบ้างเถิด ยิ่งยามนี้ กำลังทำมาค้าขึ้น หากมิเร่งกอบโกย ก็น่าเสียดายอยู่นา”

ออกญาสีหราชเดโชคายชานหมากลงกระโถนลายครามก่อนพูดว่า “อ้ายโรงบ่อน โรงเหล้า โรงรับชำเรา นั่นน่ะรึ การค้าที่เจ้าว่า นี่หากผู้ใดรู้ว่าหลานชายคนเดียวของออกญาสีหราชเดโชหากินเยี่ยงนี้ ข้าจักเอาหน้าไปไว้ที่ใด”

“ข้าให้อ้ายจีนเหลียงมันออกหน้า แลหามีผู้ใดรู้ไม่ว่า การค้านั้นเป็นของข้า” หมื่นหาญบอก “อีกประการหนึ่ง นับแต่ทำการค้านี้มา ข้ามิเคยขาดทุน มีแต่กำไร ท่านลุงก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่า เพียงมิกี่ปี บ้านเรามั่งคั่งร่ำรวยขึ้นเพียงใด”

ผู้เป็นลุงมองดูของประดับราคาแพงในห้องและยอมรับว่าหลานของตนพูดถูก แต่กระนั้นก็ยังกำชับอีกฝ่ายไปว่า “เอาเถอะ จักทำอันใด ก็ทำไป ขอแต่อย่าให้เสียมาถึงข้าแลวงศ์ตระกูลของเราก็พอ”

“การนั้น ท่านลุงอย่าได้ห่วง”คนเป็นหลานบอก “คนเช่นข้า ทำอันใด รอบคอบเสมอ”

ผู้สูงวัยกว่าถอนหายใจ“มิรู้ว่าบุญหรือกรรม ที่ข้ามีหลานเยี่ยงเจ้า”

แหม ท่านลุง ถึงข้ายังมิได้มีบรรดาศักดิ์ใหญ่โต แต่ก็หาเงินทองเข้าบ้านได้นับร้อยนับพันชั่ง ขอเพียงมั่งมีเงินทอง สักวันยศศักดิ์ก็จักตามมา” หมื่นหาญกล่าวอย่างมั่นใจ

**********************************

สามวันต่อมา กองทัพอโยธยาอันมีรี้พลหนึ่งหมื่นหกพันนายก็ยกออกจากพระนคร เพื่อไปสมทบกับกองทัพจากเมืองโคราชอีกสามพันและเมืองจันทบูรณ์อีกสองพัน ก่อนเข้าปราบกบฏยังเมืองพระนครศรียโสธรปุระ

....ในเพลาเดียวกันนั้นเอง อุปนิกขิตของฝ่ายล้านนาที่แฝงตัวสืบข่าวในกรุงอโยธยาก็ส่งข่าวเรื่องการก่อกบฏของชาวขอมแจ้งไปยังนครพิงค์เชียงใหม่

“ยามนี้ อโยธยาเกิดศึกด้วยขอมเป็นกบฏ คน่ายเราส่งความมาว่า พญาใต้ให้พญามหาเสนาเป็นหัวศึกไปปราบกบฏ ทั้งให้ขุนหาญมากหลายไปด้วย ข้าจึงเห็นควร ถือโอกาสอันชาวใต้ติดปราบกบฏ แต่งทัพไปยึดสองแคว การนี้พวกสูคิดเห็นเช่นใดบ้าง” พญาติโลกราชทรงมีรับสั่งในห้องโถงด้านในของหอคำ ซึ่งมีเพียงเหล่าขุนทัพผู้ใหญ่เข้าเฝ้าอยู่

“ไหว้สา เจ้าพ่อ”ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูล “ข้าเจ้าเห็นพ้องด้วย แลขออาสาเป็นหัวศึกทัพหน้านำคนรบคนหาญลงไปชิงชัยชาวใต้ในหนนี้เอง”

จอมคนทรงพระสรวล “หากย่ำยังเวียงใต้แล้วไซร้ พ่อย่อมให้สูเป็นทัพหน้าเที่ยงมั่น”

“ศึกหนนี้ ข้าเจ้าจักเปิดประตูเวียงสองแควรับทัพเจ้าพ่อให้จงได้”เจ้าอุปรากราบทูลด้วยสุรเสียงมุ่งมั่น

พญาติโลกราชทรงทอดพระเนตรพระโอรสอย่างพอพระทัยก่อนหันไปรับสั่งกับขุนนางอื่นๆว่า

“แล้วพวกสูเล่า คิดเห็นเช่นใด ก็จงปากมา”

ไหว้สา มหาราช”หมื่นด้ามพร้าคต เสนาบดีผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนกราบทูลขึ้น “เมื่อปีกลาย ฝนแล้ง ข้าวแห้งตายมากนัก จึงเก็บใส่ฉางหลวงได้น้อย หากแต่งทัพใหญ่ไปรบยามนี้ ข้าเจ้าเกรงว่าอาจมีข้าวปลามิพอปากคน”

คำกราบทูลของอีกฝ่าย ทำให้สีพระพักตร์ของจอมคนเครียดขรึม พระองค์ทรงกวาดสายพระเนตรไปยังเหล่าขุนทัพในที่นั้นเป็นทีว่า จะมีผู้ใดเสนอทางแก้ปัญหานี้บ้าง

“ไหว้สามหาราช” หมื่นม้าแก้วพนมมือขึ้นกราบทูล “ข้าเจ้าเห็นว่า เจ้าหลวงหมื่นด้งก็อยู่ที่เชียงชื่น หากให้เกณฑ์เสบียงเพิ่มจากที่นั่นแลส่งคนไปกวาดข้าวปลาจากแดนไทใต้ ก็คงได้เสบียงพอเลี้ยงทัพเรา ทั้งยังตัดเสบียงฝ่ายเขาได้ด้วย”

เมื่อทรงสดับดังนั้น พระพักตร์พญาใหญ่นครพิงค์ก็คลายความเครียดเข้มลง

“คำสูเข้าทีนัก” พระองค์ตรัสชมก่อนมีพระบัญชาว่า “เยี่ยงนั้น จงส่งม้าเร็วไปแจ้งหมื่นด้ง ให้เกณฑ์เสบียงจากเชียงชื่นแลส่งคนรบเข้าไปกวาดเอาข้าวปลาอาหารจากแดนชาวใต้มาเป็นเสบียงรอท่าทัพเรา”

“ข้าเจ้าน้อมรับบัญชา”

“หมื่นด้ามพร้าคต” พญาติโลกราชตรัสเรียกเสนาบดีผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน “สูจงไปเกณฑ์คนหอกคนเครื่องสามหมื่นสามพัน แล้วรวมข้าวปลาเท่าที่หาได้ทั้งหมดมาเป็นเสบียง”

อีกฝ่ายพนมมือขึ้นเหนือเกล้าน้อมรับพระบัญชาองค์เหนือหัว ก่อนที่ท้าวศรีบุญเรืองจะกราบทูลถามขึ้นว่า “เจ้าพ่อมีกำหนดยกทัพไปเมื่อใดฤา”

”อีกสิบวัน”จอมคนรับสั่ง “ทัพเราจะย่ำยังเวียงสองแคว”

************************

ฝูงกูปรีกว่าร้อยตัว หากินหญ้าอยู่ในทุ่งกว้างใกล้ทิวเขาพนมกุเลน โดยไม่สำเหนียกว่า มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาล้อมพวกมัน จนเมื่อลมเปลี่ยนทิศ พวกเพศผู้ ร่างกำยำขนสีน้ำตาลอมดำเข้ม ก็ยกหัวขึ้นจากพื้น พลางสะบัดเขาโง้งโค้งปลายงอนขึ้นมีพู่แตกตรงปลายแลสะดุดตา ขณะที่ขาทั้งสี่ซึ่งมีสีขาวตั้งแต่เข่าลงไป ก็ย่ำไปมาด้วยเริ่มกระสากลิ่นอันตราย ส่วนตัวเมียซึ่งมีสีเทาและเขาเล็กกว่าก็เริ่มรวมกลุ่ม โดยมีลูกอ่อนขนสีน้ำตาลแดงอยู่ตรงกลาง

เสียงโห่ร้องดังขึ้น ก่อนที่ชายฉกรรจ์นับร้อย พร้อมหอกในมือจะลุกจากพงหญ้าที่ซุ่มซ่อนและพุ่งหอกเข้าใส่ฝูงกูปรีที่อยู่กลางทุ่ง คมหอกเสียบทะลุร่างวัวป่าหลายตัวล้มลง ขณะพวกที่เหลือต่างแตกฝูงวิ่งวนไปรอบทิศเพื่อหาทางออกจากวงล้อม กลุ่มนักล่าเปิดทางให้ฝูงวัวไพรตื่นวิ่งตะบึงออกไป ก่อนจะพุ่งหอกอีกชุดเข้าใส่ขบวนกูปรีที่กำลังตื่นตระหนก ส่งผลให้สัตว์เคราะห์ร้ายอีกหลายตัวล้มลงกับพื้น บ้างถูกคมหอกเข้าที่สำคัญจนขาดใจตาย บ้างก็บาดเจ็บจนไม่อาจหนีไปได้ และถูกพวกนักล่าเข้ารุมแทงจนสิ้นฤทธิ์

เจ้าพญายาตทรงม้าสีน้ำตาลพร้อมหอกด้ามยาวในพระหัตถ์ขวา ควบตามฝูงวัวป่า เมื่อได้จังหวะ ก็ทรงพุ่งหอกไปยังกูปรีเพศผู้ตัวหนึ่ง หอกปักเข้าหลังขาหน้าซ้ายจมลงไปเกือบครึ่งด้าม  วัวหนุ่มฉกรรจ์ส่งร้องก่อนเซถลาล้มครืนลงในพงหญ้า เลือดสีแดงเข้มไหลนองพื้น

พญาฟ้าคุ้ม ขุนนางคนสนิท ควบม้าสีเทาเข้ามาหยุดยืนข้างเจ้าพญายาตก่อนทูลขึ้นว่า

“ฝีพระหัตถ์ พระบาทเจ้าประดุจเทพยดา เพียงหอกเดียว ก็สังหารโคไพรฉกรรจ์ลงได้แล้ว”

เจ้าเหนือหัวองค์ใหม่แห่งนครธมทรงแย้มสรวลพอพระทัย ก่อนละสายพระเนตรจากเหยื่อคมหอกไปยังร่างของกูปรีตัวเต็มวัยทั้งเพศผู้และเพศเมียเกือบห้าสิบที่นอนตายอยู่เกลื่อนทุ่ง

“ วันนี้ เราโชคดีนัก ที่ล่าโคไพรได้หลายสิบ ชะรอยเจ้าป่าเจ้าเขาคงเมตตา จึงบันดาลให้เราเจอวัวฝูงนี้”เจ้าพญายาตตรัส

“หากเป็นดังนี้ได้ทุกวัน ข้าบาทเห็นว่า มิถึงกึ่งเดือนเราคงได้เนื้อมากพอเป็นเสบียงอาหาร แก่ไพร่พลแน่ พระเจ้าข้า”

“ยังหาพอไม่”ผู้เป็นนายส่ายพระพักตร์ “กองทัพเรามีรี้พลเพิ่มขึ้นทุกวัน จำต้องเร่งสะสมเสบียงกรังให้มากขึ้น หากวันใด สยามยกทัพมารบกับเรา จักได้มีคนมีเสบียงพอทำศึก”

“เมืองพระนครมีปราการแข็งแกร่ง ทั้งรี้พลก็มีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ข้าบาทเห็นว่า หากทัพสยามมาถึงเมื่อใด ฝ่ายเราคงรับมือได้มิยาก”

“ถึงอย่างไร ก็จงอย่าดูเบาชาวสยาม ด้วยว่าหากครานี้เราพลาด คงสิ้นโอกาสแก้มืออีกแล้ว”เจ้าเหนือหัวชาวขอมรับสั่ง

ยามนั้น พลม้าผู้หนึ่งก็ควบม้าตะบึงเข้ามา หยุดอยู่ห่างไปเล็กน้อย ก่อนพลม้าผู้นั้นจะโดดลงจากหลังม้าและมาคุกเข่าถวายบังคมก่อนกราบทูลว่า

“ขอเดชะ พระบาทเจ้า ยามนี้ ทัพสยามกำลังมุ่งหน้ามายังศรียโสธรปุระแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

“ในที่สุด พวกมันก็มาถึงจนได้”พระเนตรขององค์เหนือหัวแห่งยโสธรปุระเป็นประกายวาววามก่อนตรัสสั่งพญาฟ้าคุ้มว่า”ส่งคนไปแจ้งแก่ขุนทัพทั้งปวงให้เร่งระดมพล เตรียมรับศึกอโยธยา!

*******************

ตลาดเช้าย่านสะพานถ่าน จอแจไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยซื้อหาข้าวของและอาหารการกิน ควันลอยอ้อยอิ่งจากแผงย่างปลาที่เสียบไม้เรียงเป็นตับ ผักผลไม้สดหลายชนิดวางขายเป็นกองๆ ขณะที่หน้าเพิงขายอาหารปรุงสำเร็จมีลูกค้ากำลังยืนรอซื้อ เสียงต่อรองราคาปนเสียงเชิญชวนให้ซื้อสินค้าของเหล่าแม่ค้าพ่อขายที่มีหลายเชื้อชาติเช่นเดียวกับบรรดาลูกค้า ทั้ง ไทย จีน มอญ จาม แขก เขมร เพิ่มชีวิตชีวาให้กับบรรยากาศของตลาดเช้า

สินเมืองเดินบนถนนปูแผ่นอิฐเลียบริมคลองประตูข้าวเปลือก โดยมีดอกแก้วเดินอยู่ข้างๆ ส่วนทางด้านหลังมีบ่าวหญิงสองคนของสาวน้อยหิ้วตะกร้าใส่ของ เดินตามมาไม่ห่างนัก

หลังออกเวร นายทหารหนุ่มได้มารอสาวคนรักที่ตลาด ตามที่นัดกันไว้แต่วันก่อน เนื่องด้วยระยะนี้ ดอกแก้วต้องออกจากวังมาอยู่ที่บ้านเพื่อดูแลมารดาที่ป่วย จึงทำให้ทั้งสองมีโอกาสพบกันง่ายขึ้น ซึ่งส่วนมาก ทั้งสองก็จะนัดพบกันในตลาด โดยมีบ่าวหญิงคนสนิทของนางข้าหลวงคนงามทำหน้าที่พลส่งสารของหนุ่มสาว

“ของที่จักซื้อ ได้ครบแล้วหรือยัง ดอกแก้ว” ขุนทหารหนุ่มเอ่ยถามหลังเห็นสาวคนรักจับจ่ายซื้อของมาได้พักใหญ่

“ครบแล้ว แต่ข้าใคร่แวะไปดูกำไลข้อมือที่ร้านฝั่งโน้นสักหน่อย” สาวน้อยชี้ไปยังอีกอีกฝั่งหนึ่งของคลองก่อนถามกลับว่า“พี่สินเมืองเบื่อแล้วหรือ”

ชายหนุ่มยิ้มให้อีกฝ่าย “ได้เดินกับเจ้าเยี่ยงนี้ ต่อให้ข้ามวันข้ามคืนก็หาเบื่อไม่”

“พี่ก็พูดเกินไป”หญิงสาวแกล้งทำค้อน “วันใดเบื่อขึ้นมา อย่าว่าแต่ข้ามวันเลยกระมัง แค่เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก ก็คงแทบมิอยากเดินด้วย”

“ชั่วชีวิตของพี่สินเมืองคนนี้ หามีวันนั้นเป็นแน่”

“น้ำคำชายแปรไปตามลมลิ้น จักเชื่อได้เพียงใด”

“แต่คำของชายชาตินักรบเยี่ยงพี่นั้น เชื่อมั่นได้เสมอ”

นางข้าหลวงรูปงามอดยิ้มออกมามิได้ เมื่อฟังคำยืนยันของชายคนรัก ที่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังทั้งสีหน้าและแววตา

ครู่ต่อมา เมื่อทั้งสองมาถึงเชิงสะพานข้ามคลอง ก็พบเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งที่เดินลงสะพานมาพอดี

“ท่านหมื่น”หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยเรียกสินเมือง พร้อมพนมมือไหว้

“อ้าว บัวคำ เจ้ามาตลาดนี้ด้วยหรือ”สินเมืองเอ่ยทักเมื่อเห็นอีกฝ่าย

“เมื่อเย็นวาน ข้าขออนุญาตแม่นายท่าน กลับมาค้างที่บ้านเจ้าคะ”บัวคำตอบ “เมื่อวันซืน มีแม่ค้าที่แผงข้างๆไปบอกข้าว่า ลุงคำไสป่วย มิได้ขายของมาสองวันแล้ว ข้าจึงกลับไปเยี่ยม”

“แล้วเป็นอันใดมากไหม ข้าจักให้ตามหมอไปดูอาการให้”

“มิต้องดอกเจ้าค่ะ ด้วยเมื่อวาน แม่นายท่านฝากยามาให้ เมื่อคืนข้าต้มให้ลุงกินไปชุดหนึ่ง ก่อนออกมานี่ สีหน้าอาการก็ดีขึ้นมาก วันรุ่งก็คงหาย”

“ถ้ามีอันใดให้ข้าช่วย ก็บอกได้ มิพักต้องเกรงใจ”

หญิงสาวกระพุ่มไหว้ “ขอบพระคุณท่านหมื่นยิ่งนัก”

“แล้วนี่ จักกลับหรืออยู่ค้างที่บ้านอีกคืนเล่า” สินเมืองถาม

“ทำธุระที่บ้านแล้วเสร็จ สักบ่ายแก่ๆก็คงกลับไปหาแม่นายเจ้าค่ะ”

“อย่ากลับเย็นมากนัก จักมีอันตราย” สินเมืองเตือนก่อนพูดต่ออย่างนึกขึ้นได้ “หรือเจ้าจักไปกับข้าก่อน ประเดี๋ยวเสร็จเรื่องทางนี้แล้ว ข้าจักได้แวะไปเพื่อเยี่ยมไข้ลุงของเจ้า แล้วเราค่อยกลับเรือนพร้อมกัน”

บัวคำเหลือบมองข้าหลวงรูปงามที่ยืนข้างผู้เป็นนาย ก่อนยิ้มบางๆและกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “มิเป็นไร เจ้าค่ะ ข้ากลับเองได้ ขอบพระคุณท่านหมื่นที่เป็นห่วง”

“ข้าว่า เจ้าอย่ากลับคนเดียวเลย แม้นเจอพวกนั้นเข้า ผู้ใดจักช่วยได้”สินเมืองพูดเสียงจริงจัง “หากเจ้ามิอยากไปกับพวกข้า ก็มิเป็นไร เพียงแต่พอเสร็จธุระแล้ว จงมารอที่เชิงสะพานนี้ แลนี่ถือเป็นคำสั่ง ห้ามบิดพลิ้วเป็นอันขาด” ท้ายประโยค ชายหนุ่มกำชับเสียงเข้ม

“เอ่อ..เจ้าค่ะ”สาวเมืองเหนือรับคำ “เช่นนั้น ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”กล่าวจบ บัวคำก็กระพุ่มมือไหว้ลาทั้งสินเมืองและดอกแก้ว ก่อนจะเดินหายเข้าไปในกลุ่มคน

“พี่สินเมืองห่วงใยคนในบ้านเยี่ยงนี้ ช่างประเสริฐแท้”ดอกแก้วเอ่ยเสียงเรียบ หลังจากบัวคำไปแล้ว

“พี่มิอยากให้เกิดเหตุร้ายกับบัวคำ หากปล่อยให้นางกลับตามลำพัง แล้วไปเจอพวกหมื่นหาญเข้า จักทำอย่างไร”ชายหนุ่มบอกตามตรง ก่อนถามว่า“เจ้าคงไม่หึงพี่ใช่ไหม”

“ฮึ”สาวน้อยเชิดหน้า “เหตุใดต้องหึงหวง พี่เป็นห่วงผู้ใด เกี่ยวอันใดกับข้า”

“ปากว่าไม่หึง แต่กิริยาเจ้ามิเป็นดังนั้นเลย” สินเมืองยิ้ม “เชื่อพี่เถิด ว่าพี่หาได้คิดอันใดกับบัวคำไม่ ด้วยใจของพี่มิได้เหลือที่ว่างให้ผู้ใดอีกแล้ว”

“ข้อนั้น ข้าก็เชื่ออยู่”ดอกแก้วนิ่งไปก่อนพูดต่อ “เพียงแต่ บัวคำผู้นี้งามนัก แม้เป็นหญิงด้วยกัน ยังอดมองมิได้ ข้าจึงเกรงว่าพี่ท่านจักอดเผลอใจมิได้”

“ที่เจ้าว่าบัวคำนั้นงาม ก็จริงอยู่ แต่ก็ด้วยความงามนี่แลที่นำอันตรายมาสู่นาง” ชายหนุ่มถอนหายใจ “หากวันนั้น พี่มิได้ไปพบเข้า ก็มิรู้ว่ายามนี้ ชะตากรรมของนางจักเป็นอย่างไร”

ดอกแก้วมองตาชายคนรัก และรับรู้ได้ว่าทุกสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้น ออกมาจากใจจริง มิได้เสแสร้ง จนทำให้นางอดนึกละอายมิได้ ที่หึงหวงในคราแรก

“ข้อขอโทษที่มองพี่ท่านเช่นนั้น”

“ขอโทษด้วยเหตุใด”สินเมืองบอก “พี่ดีใจเสียอีกที่เจ้าหึง เพราะหากมิใช่ด้วยเจ้ารักพี่มากแล้ว เหตุใดต้องหึงหวงกันเล่า”

“พี่สินเมืองนี่ก้อ..” ดอกแก้วพูดไม่ออกได้แต่เขินจนแก้มแดง

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นสาวคนรักเขินอาย ด้วยกิริยาที่เห็นนี้ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียนี่กระไร

ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนโหวกเหวกก็ดังขึ้น ก่อนที่ชาวบ้านร้านตลาดจะพากันหลบออกสองข้างทาง เพื่อให้ชายกรรจ์สองคนควบม้าห้อตะบึงผ่านไป

“พวกนั้น ใครกันจึงควบม้าตะบึงผ่านกลางตลาดเยี่ยงนี้”ดอกแก้วสงสัย

สินเมืองมองตามชายทั้งสองที่เพิ่งควบม้าผ่านไป ก่อนจะเห็นพวกนั้นมุ่งหน้าไปยังพระบรมมหาราชวัง

“พวกม้าเร็ว”เขาบอกสาวคนรักด้วยน้ำเสียงเครียด “ดูท่า คงมีสาส์นสำคัญเร่งด่วนเป็นแน่”

“ขออย่าให้เป็นข่าวศึกอีกเลย”น้ำเสียงสาวน้อยแฝงความกังวล

สินเมืองไม่ได้กล่าวอะไร หากใจคิดว่า สิ่งที่คนรักเป็นกังวลนั้น คงจักเป็นความจริงเป็นแน่..

**************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น