ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 59 : กบฎเจ้ายาต(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ยามค่ำ ในพลับพลากลางค่ายพักในป่าโปร่งนอกเมืองศรียโสธรปุระ เจ้าพญาแพรกประทับนั่งบนตั่งโดยมีขุนฟ้าคุ้ม ขุนนางคนสนิทเข้าเฝ้าอยู่เพียงผู้เดียว

“เพลานี้ โขลงช้างป่าพร้อมเศวตกุญชรได้ชุมนุมอยู่ในทุ่งกว้างทางเหนือของโตนเลสาป ข้าบาทได้สั่งไพร่พลให้ล้อมเอาไว้แต่โดยห่าง จนกว่าพระบาทเจ้าจักเสด็จไปถึง” ขุนฟ้าคุ้มกราบทูล

“วันพรุ่ง ข้าจักไปคล้องช้างเผือกนั้นเอง”เจ้านครศรียโสธรปุระทรงรับสั่ง”แล้วการอันข้าสั่งไว้ เป็นเช่นไรบ้าง”

“ข้าพระบาทได้เตรียมการทั้งปวงไว้พร้อมตามแผนแล้ว ขอพระบาทเจ้าทรงวางพระทัย”

“แม้ข้าจักให้พระไกรนารายณ์แลพรรคพวกอยู่เฝ้าพระนคร แต่ก็ต้องให้แน่ใจว่า การนี้จักมิล่วงรู้ถึงอโยธยา”

“บรรดานายแลไพร่ที่ล้อมโขลงช้างนั้น ล้วนเป็นคนที่ข้าพระบาทเลือกเอง พวกมันย่อมมิแพร่งพรายความอันใดเป็นแน่พระเจ้าข้า”ขุนนางคนสนิทหยุดไปเล็กน้อยก่อนทูลว่า “หากยังมีสิ่งหนึ่ง ที่ข้าพระบาทต้องกราบทูล”

“เรื่องอันใด”

“วันพรุ่ง ขอพระบาทเจ้าทรงให้ขบวนรั้งรออยู่ที่นี่ ด้วยว่าข้าราชบริพารที่ตามเสด็จมีชาวอโยธยารวมอยู่ด้วย มิแน่ว่าพวกมันอาจนำความไปแจ้งแก่พระไกรนารายณ์ซึ่งอาจทำให้เสียการอันวางไว้”

“เช่นนั้น วันพรุ่งข้าจักนำทหารชาวจามแลขอมไปด้วยเพียงห้าสิบ ส่วนคนอื่นจักให้รออยู่ที่ค่าย”

“ชอบแล้ว พระเจ้าข้า” ขุนนางชาวขอมทูล “ข้าพระบาทเชื่อว่า การนี้ จักสำเร็จลุล่วงดังที่ทรงหมายพระทัยเป็นแม่นมั่น”

เจ้าพญาแพรกทรงพระสรวลอย่างพอพระทัยก่อนรับสั่งว่า “หากการนี้สำเร็จแล้วไซร้ ข้าจักปูนบำเหน็จเจ้าให้ถึงขนาด”

ขุนฟ้าคุ้มลอบยิ้มอย่างสมคะเนขณะก้มลงกราบถวายบังคม “เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้ว พระเจ้าข้า”

*******************

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าพญาแพรกออกเดินทางจากค่ายพร้อมขุนฟ้าคุ้มโดยมีทหารราชองครักษ์ชาวจามแลขอมตามเสด็จอีกห้าสิบนายเพื่อไปยังแหล่งที่โขลงช้างป่าชุมนุมอยู่

จนล่วงเข้ายามบ่าย ขบวนม้าก็มาถึงทุ่งกว้างทางด้านเหนือของโตนเลสาบหรือทะเลสาบเขมร ซึ่งที่นั่นมีค่ายพักขนาดย่อมตั้งอยู่กลางดงละเมาะไม้ชายทุ่ง พร้อมชายกรรจ์กว่าร้อยที่รอรับเสด็จ

ขุนฟ้าคุ้มหยุดม้าและชี้ไปยังค่ายแห่งนั้นก่อนทูลผู้เป็นนายว่า “ข้าพระบาทได้ให้ไพร่พลสร้างค่ายแลปะรำนั้นไว้สำหรับทอดพระเนตรการคล้องช้าง พระเจ้าข้า”

“แล้วโขลงช้างนั้นอยู่ที่ใด ข้าใคร่เห็นพวกมันด้วยตา” เจ้าพญาแพรกตรัสถาม

“หลังแนวไม้นั้นไป พระเจ้าข้า” อีกฝ่ายทูลตอบ “ขอพระบาทเจ้าทรงพักผ่อนพอหายเหนื่อยล้าก่อน แล้วข้าพระบาทจักนำเสด็จไปทอดพระเนตร”

“ข้ายังมิเหนื่อยเท่าใด เจ้าจงรีบพาข้าไปดู อย่าช้าที”

ประกายบางอย่างปรากฏในดวงตาขุนนางขอมก่อนเขาจะถวายบังคมน้อมรับพระบัญชา “รับด้วยเกล้า พระเจ้าข้า”

ครู่ต่อมา ขบวนม้าก็มาถึงแนวไม้ ซึ่งเป็นป่าโปร่งทอดยาวแบ่งท้องทุ่งตอนนั้นออกเป็นสองส่วน ขุนฟ้าคุ้มนำเจ้าพญาแพรกพร้อมเหล่าองครักษ์ชาวจามและขอมเหยาะย่างม้าผ่านแนวไม้ไปเรื่อยๆ

“เจ้าว่า อีกฟากมีโขลงช้างชุมนุมอยู่ แล้วไฉน ข้ามิได้ยินสรรพเสียงสำเนียงอันใดของเหล่าคชสารเลย”เจ้าพญาแพรกตรัสถามขณะขบวนม้าเคลื่อนผ่านแนวไม้

ขุนฟ้าคุ้มไม่กล่าวสิ่งใด หากชักม้าออกห่างขบวน ก่อนหยิบหลอดไม้ซางขึ้นมาเป่าเสียงหวีดดังยาว

ทันใดนั้น ชายกรรจ์หลายร้อยพร้อมธนูและอาวุธครบมือก็ออกมาล้อมขบวนเสด็จไว้ ขณะที่ทหารองครักษ์ชาวขอมที่มาในขบวนก็ชักม้าแยกไปรวมกับชายเหล่านั้น เหลือทหารองครักษ์ชาวจามเพียงสามสิบคน

“อ้ายฟ้าคุ้ม นี่มึงจักทำอันใด” เจ้าพญาแพรกตวาดขุนนางคนสนิท

แทนคำตอบจากอีกฝ่าย กลับมีชายวัยสามสิบหก ร่างสูงโปร่ง หน้าคมเข้ม สวมรัดเกล้าเงิน แต่งกายด้วยชุดนักรบขอมก้าวออกมาและกล่าวขึ้นว่า

“ให้ข้าตอบ จักดีกว่าไหม เจ้าพญาแพรก”

“มึงคือผู้ใด”

บุรุษผู้สวมรัดเกล้าเงินเหยียดยิ้มก่อนตอบว่า “กู เจ้าพญายาต ผู้สืบสายวงศ์ศรียโสธรปุระอันแท้จริง จักมาชิงบัลลังก์คืนจากอ้ายพวกสยามเยี่ยงมึง”

ดวงเนตรของเจ้าพญาแพรกเบิกกว้าง ก่อนหันไปยังขุนนางที่พระองค์เคยไว้ใจ “มึงไอ้ฟ้าคุ้ม ไอ้เนรคุณ เสียแรงกูชุบเลี้ยงมึงมาด้วยดี แต่กลับมาทุรยศเข้ากับพวกกบฏ” สุรเสียงนั้น เต็มไปด้วยความเคียดแค้นเจ็บใจ

“ข้าเป็นขอม หาใช่สยาม บุญคุณที่ข้าควรทดแทนคือต่อศรียโสธรปุระหาใช่ศรีอโยธยาไม่” ขุนฟ้าคุ้มกล่าว

คำนั้นทำให้ผู้เป็นนายกำด้ามพระแสงดาบแน่น ด้วยความกริ้วที่ถูกหักหลัง สายพระเนตรนั้นแข็งกร้าว

เจ้าพญายาตชักพระแสงดาบออกจากฝักและชี้มายังอีกฝ่ายพร้อมตรัสเสียงกังวาน “เลิกเจรจาได้แล้ว เจ้าแพรก จงยอมแพ้เสียแต่โดยดี แล้วกูจักละชีวิต”

“ให้กูตายก่อนเถิด”เจ้าพญาแพรกตรัสตอบด้วยสุรเสียงดุดัน

“เยี่ยงนั้น ก็จงตายเสีย”เจ้าชายขอมทรงแย้มสรวลเหี้ยมเกรียมก่อนตรัสสั่งไพร่พล “ประหารพวกมันให้สิ้น!

สิ้นสุรเสียง นักรบขอมทั้งหมดก็เข้ารุมล้อมโจมตีทันที เหล่าทหารองครักษ์ชาวจามชักอาวุธเข้าสู้อย่างเต็มกำลังเพื่อปกป้องทั้งเจ้าพญาแพรกและชีวิตของตนเอง ทว่าน้ำน้อยย่อมพ่ายไฟ จึงพากันล้มตายลงดุจใบไม้ร่วง

เจ้าพญายาตบังคับม้าพุ่งเข้าประดาบกับเจ้าพญาแพรก ดาบต่อดาบปะทะกันเป็นประกาย สองฝ่ายผลัดกันรับและรุกอย่างดุเดือดโดยไม่มีผู้ใดเพลี่ยงพล้ำ จนเมื่อทั้งสองต่อสู้กันได้ครู่หนึ่ง เจ้าเมืองพระนครก็ได้โอกาสเหวี่ยงดาบหมายตัดเศียรเจ้าชายขอม ทว่าอีกฝ่ายเบี่ยงวรกายหลบทันและแทงดาบสวนกลับไป คมดาบเสียบเข้าที่อุระเบื้องขวา ทำให้เจ้าพญาแพรกร่วงจากหลังม้า

เจ้าพญายาตทรงลงจากหลังม้าและดำเนินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าคู่ต่อสู้ที่นอนบาดเจ็บสาหัสบนพื้น รอบข้างนั้น การต่อสู้จบลงแล้ว ร่างของทหารองครักษ์จามทั้งสามสิบนอนตายเกลื่อนปะปนกับศพนักรบขอมร่วมห้าสิบ

“อโหสิให้กูด้วยเถิด เจ้าแพรก” ตรัสแล้ว เจ้าพญายาตก็เหวี่ยงดาบตัดพระศออีกฝ่ายขาดกระเด็น....

***************

หลังปลงพระชนม์เจ้าพญาแพรกแล้ว เจ้าพญายาตได้นำทัพเข้าตีเมืองพระนครและบุกเข้าเมืองได้อย่างง่ายดายเนื่องจากมีไส้ศึกของฝ่ายกบฏเปิดประตูเมืองให้ ออกพระไกรนารายณ์พยายามนำกองทหารไทยและจามเข้าต้าน แต่ไม่อาจสู้ข้าศึกที่มีจำนวนมากกว่าได้ จึงสั่งขุนทหารผู้หนึ่งนำไพร่พลคุ้มกันท้าวอินทรสตรีและเหล่าเชื้อพระวงศ์เสด็จหนีกลับ อโยธยา ส่วนตนเองนั้นคุมกำลังที่เหลือ ปักหลักตั้งรับพวกกบฏอยู่ที่ลานกว้างในเขตพระราชวังชั้นใน

ขุนฟ้าคุ้มนำทหารขอมหลายร้อยคนเข้ามาในลานและเผชิญกับกองทหารของออกพระไกรนารายณ์ ขุนนางขอมยกดาบชี้อีกฝ่ายพร้อมร้องสั่งให้ยอมจำนน

“พระไกรนารายณ์ หากยังรักชีวิต จงวางดาบแลบอกมาว่า เพลานี้ ท้าวอินทรสตรีอยู่ที่ใด”

“พวกกบฏเยี่ยงมึง อย่าหมายได้รู้เลย”อีกฝ่ายร้องด่า

“จักตายแล้วยังปากกล้าอีกหรือ เช่นนั้น มึงก็จงอย่าอยู่สืบไปอีกเลย” กล่าวจบ ขุนฟ้าคุ้มก็สั่งไพร่พลเข้าโจมตีทันที ทหารทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดในลานกว้างหน้าพระราชวัง

ออกพระไกรนารายณ์ถูกทหารขอมหลายสิบเข้ารุม ทว่าเชิงดาบของขุนพลอโยธยานั้นกล้าแกร่งนัก จึงสังหารข้าศึกลงไปเป็นอันมาก ขุนฟ้าคุ้มที่คอยทีอยู่ เห็นดังนั้น จึงอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายรุกรบติดพัน พุ่งหอกเข้าใส่

คมหอกเสียบเข้าที่ไหล่ขวา ทำเอาร่างของออกพระชาวสยามถึงกับผงะและถูกทหารขอมผู้หนึ่งฟันเข้าที่กลางหลังจนทรุดลง ออกพระไกรนารายณ์แข็งใจลุกขึ้นและโถมเข้าฟันทหารขอมผู้นั้นขาดสะพายแล่ง แต่ก็ถูกทหารขอมอีกสองนายใช้หอกแทงซ้ำเข้าที่หน้าอกจนล้มลงกับพื้นและสิ้นใจ ท่ามกลางซากศพที่นอนเกลื่อนลานรบแห่งนั้น

*****************************

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงนิ่งอึ้ง ขณะพระพักตร์เคร่งเครียดหลังทอดพระเนตรข้อความในสาส์นที่ม้าเร็วนำมาถวาย ก่อนทรงมีรับสั่งกับเหล่าขุนนางที่เข้าเฝ้าในท้องพระโรงว่า

“เจ้าเมืองจันทบูรณ์ส่งสาส์นมาว่า ยามนี้ ท้าวอินทรสตรี ชายาเจ้าพญาแพรกพร้อมขบวนผู้ติดตามได้อพยพหนีจากเมืองพระนครมาถึงเมืองจันทรบูรณ์แล้ว ด้วยเกิดเหตุเจ้ายาตนำไพร่พลก่อกบฏปลงพระชนม์เจ้าพญาแพรกแลสังหารออกพระไกรนารายณ์ก่อนเข้ายึดเมืองพระนครไว้สิ้น”

เมื่อได้ยินดังนั้น ขุนนางทั้งปวงก็พากันตกตะลึงกับเหตุร้ายที่ไม่คาดฝัน ขณะที่พ่ออยู่หัวทรงหยุดไปครู่หนึ่งก่อนทรงมีรับสั่งกรมวังว่า

“ออกญาธรรมา ท่านจงให้คนเตรียมที่พำนักแก่ท้าวอินทรสตรีแลเหล่าพระราชวงศ์ที่มาจากเมืองพระนคร อย่าให้อนาทรร้อนใจอันใดได้”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”กรมวังถวายบังคมน้อมรับพระบัญชา

หลังทรงมีพระบัญชาแก่กรมวังแล้ว พ่ออยู่หัวจึงทรงหันมาหารือกับเหล่าขุนนางถึงเรื่องเหตุกบฏต่ออีกครั้งหนึ่ง

“การอันเจ้ายาตก่อกบฏครานี้ร้ายแรงนัก ด้วยใช่เพียงเสียกรุงยโสธรปุระไปเท่านั้น หากแต่พวกขอมอาจเป็นศัตรู ยกมาทำศึกกับอโยธยาในภายหน้า แลหากยามนั้น อโยธยาต้องทำศึกกับนครพิงค์ เท่ากับเราต้องเผชิญศึกถึงสองทาง”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า”ออกญาสีหราชเดชกราบทูลขึ้น “ยามนี้ พวกกบฏเพิ่งยึดเมืองพระนครได้ กำลังรี้พลยังมิเข้มแข็ง ข้าพระพุทธเจ้าเห็น ควรเร่งกำราบปราบปรามเสียแต่ต้นมือ เพื่อมิให้เป็นภัยในวันหน้า พระพุทธเจ้าข้า”

“คำท่านต้องใจข้า”จอมคนตรัส “หากแต่งทัพไปในยามนี้ เราคงปราบพวกกบฏลงได้มิยากนัก”

“ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า”ออกญามหาเสนาบดีกราบทูล “ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า การนี้ ควรกระทำโดยรอบคอบ ด้วยแม้พวกกบฏจักเพิ่งชิงเมืองได้ แต่พวกมันย่อมลอบสะสมผู้คนแลเสบียงกรังมายาวนาน ทั้งเมืองพระนครก็มีปราการแข็งแกร่ง การเข้าชิงชัยคงมิง่ายนัก”

“การนั้นข้าก็คิดไว้อยู่ แลหมายใจว่า ปราบกบฏขอมครานี้ ข้าจักยกทัพไปเอง”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกกราบทูลขึ้น “การนี้ หาควรที่ฝ่าพระบาทจักเสด็จไปเองไม่ ด้วยเจ้ายาตเป็นแต่เพียงหัวหน้ากบฏ หาสมพระเกียรติยศของฝ่าพระบาท แลอีกประการ เพลานี้ อโยธยาติดพันการศึกกับนครพิงค์ หากฝ่าพระบาทเสด็จนำทัพไปจากพระนครแล้วไซร้  พระเจ้าเชียงใหม่อาจฉวยโอกาสยกทัพมาราวี ฉะนี้แล้ว ขอทรงมีรับสั่งให้เหล่าแม่ทัพนายกองนำพลไปกำราบพวกกบฏ จักเป็นการควรกว่า พระพุทธเจ้าข้า”

“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นพ้องด้วยสมุหนายก แลขออาสานำทัพไปปราบกบฏครานี้ พระพุทธเจ้าข้า”ออกญาสีหราชเดโชกราบทูลอาสา

“ขอบน้ำใจออกญาสีหราชเดโช หากแต่ศึกนี้ สำคัญนัก ลำพังให้ท่านนำทัพ อาจยังมิพอแก่การ”ตรัสแล้ว พ่ออยู่หัวก็ทรงหันมารับสั่งกับสมุหพระกลาโหมว่า “ท่านออกญามหาเสนา ข้าจักให้ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่คุมพลไปทำศึกกับพวกกบฏแลนำเมืองพระนครกลับคืนสู่ขอบขัณฑสีมาศรีอโยธยาอีกครา ท่านมีอันใดขัดข้องหรือไม่”

“ข้าพระพุทธเจ้าหามีสิ่งใดขัดข้องไม่ พระพุทธเจ้าข้า”

“เช่นนั้น ท่านจงคุมพลหนึ่งหมื่นหกพัน ให้ออกญาสีหราชเดโชเป็นทัพหน้า ออกญาเพชรพิชัยเป็นเกียกกาย เคลื่อนทัพในเจ็ดราตรี ยกไปสมทบด้วยทัพหัวเมืองฝ่ายตะวันออก เพื่อปราบปรามพวกขอมทุรยศให้พินาศสิ้น” สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงมีพระบัญชา

*****************************

“ข้าใคร่ไปศึกกับพ่อในครานี้ด้วย”สินเมืองเอ่ยในระหว่างอาหารมื้อเย็น หลังทราบว่าบิดาต้องเข้าร่วมทัพไปปราบกบฏที่เมืองพระนคร

“เจ้าเป็นราชองครักษ์ มีหน้าที่ตามเสด็จถวายอารักขา ในเมื่อศึกนี้พ่ออยู่หัวมิได้ทรงนำทัพไป แล้วเจ้าจักไปได้อย่างใด”

“หากข้าไปกราบทูลขอเล่า”

แสนกล่าวปรามลูก “อย่าทำวุ่นวายดังนั้น จักระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หาควรไม่”

เมื่อได้ยินดังนั้น สินเมืองจึงไม่พูดอะไรอีกและกินข้าวต่อเงียบๆ ขณะที่นางสายพิณเปรยขึ้นว่า

“ทัพอโยธยายกไปปราบกบฏครานี้ มิรู้ว่าอีกกี่มื้อกี่เพลา จึงได้กลับคืนพระนคร”

คงมินานดอกขอรับ” แสนพูดกับมารดา “ท่านสมุหพระกลาโหมเป็นแม่ทัพเจนศึกแต่ครั้งแผ่นดินก่อน ทั้งยังมีขุนพลเรืองฝีมืออีกหลายท่านร่วมทัพด้วย ฝ่ายพวกกบฏเล่า เพิ่งตั้งมั่นได้มินาน คงต้านแสนยานุภาพทัพเรามิได้เป็นแน่”

“ได้ยินดังนี้ แม่ก็เบาใจว่า เจ้าไปครานี้ อีกมินาน คงกลับมา”

“แม่อยู่ทางนี้ ต้องดูแลสุขภาพด้วย” แสนกล่าวอย่างเป็นห่วง ก่อนหันมากำับกับบุตรชายตนว่า “เจ้าสินเมือง เจ้าอยู่ทางนี้ จงช่วยดูแลปรนนิบัติย่าแทนพ่อด้วย”

“พ่ออย่าได้ห่วงเลย”สินเมืองบอก “ด้วยนอกจากข้าแล้ว ย่ายังมีบัวคำอีกคน ที่อาจปรนนิบัติท่านได้ดีกว่าข้าเสียอีก”

“พูดถึงบัวคำ วันนี้ข้ายังมิเห็นนางเลย” แสนนึกขึ้นได้ “ปกติ นางจักอยู่กับแม่ตลอดเพลา มิใช่หรือ”

“แม่ให้นางกลับไปเยี่ยมลุงที่บ้าน”นางสายพิณบอก”วันก่อน มีคนมาบอกว่าลุงของนางป่วย แม่จึงให้นางกลับไปเยี่ยม”

“ท่านย่าให้นางกลับไปลำพังหรือขอรับ”สินเมืองถาม

“ย่าให้คนไปส่งนางถึงบ้านแลฝากของไปเยี่ยมลุงของนางด้วย”หญิงชราตอบก่อนตั้งข้อสังเกต “ดูท่าทางเจ้าจักห่วงใยบัวคำอยู่นะ สินเมือง”

“ข้าเพียงกลัวว่านางจักถูกหมื่นหาญรังแกเท่านั้นขอรับ”ผู้เป็นหลานตอบตามตรง

“เรื่องนั้น เจ้ามิต้องเป็นห่วงดอก ด้วยว่าพวกคนพาลเหล่านั้นก็เงียบหายไปนานแล้ว คงมิติดใจมาราวีบัวคำอีกเป็นแน่”

น้ำเสียงของนางสายพิณแฝงความมั่นใจ จนสินเมืองอดแปลกใจไม่ได้ว่า สิ่งใดที่ทำให้ย่าของเขามั่นใจเช่นนั้น

....หรือการที่พวกหมื่นหาญเงียบหายไปเช่นนี้ อาจเป็นเพราะพวกนั้นเลิกสนใจบัวคำไปแล้วก็เป็นได้....ซึ่งหากเป็นแบบนั้นจริงๆ เขาก็คงสบายใจขึ้นเช่นกัน

****************************

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น