ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 58 : สองดรุณี(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 348
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 มิ.ย. 61

ในห้องเล็กทางฝั่งตะวันตกของพระราชวังพระนครศรียโสธรปุระ เจ้าพญาแพรกศรีมหาราชาประทับนั่งบนตั่ง โดยมีเพียงขุนนางขอมผู้หนึ่งนั่งพับเพียบเข้าเฝ้าบนพื้น พระพักตร์เจ้าผู้ครองเมืองพระนครแสดงความไม่สบอารมณ์หลังทรงอ่านสาส์นที่อีกฝ่ายนำมาถวายก่อนตรัสว่า

“เดือนหน้าร อโยธยาเรียกเกณฑ์คนเพิ่มอีกหนึ่งหมื่น เพื่อเสริมทัพเตรียมรับศึกล้านนา นี่หากมิใช่ด้วยอ่อนเชิงศึกจนพลาดท่าเสียเมืองเชลียง ไหนเลยต้องวุ่นวายเดือดร้อนมาถึงเมืองเราดังนี้”

“ข้าแต่พระบาทเจ้า” อีกฝ่ายทูล “นับแต่ทำศึกกับล้านนา อโยธยาก็เรียกเกณฑ์คนทุกปี ที่ล้มตายหายสูญก็มิน้อย จนไพร่พลเมืองเราร่อยหรอ หากเป็นดังนี้ไป เมืองพระนครนี้มิกลายเป็นเมืองร้างไปละหรือ”

“ขุนฟ้าคุ้ม” เจ้าพญาแพรกตรัสเสียงเข้ม “เจ้าพูดเยี่ยงนี้ หมายให้ข้าขัดพระบัญชาพ่ออยู่หัวอโยธยากระนั้นหรือ”

“หามิได้ พระเจ้าข้า”ขุนฟ้าคุ้มรีบทูลแก้“ข้าบาทเพียงห่วงว่า ภายหน้า เมืองพระนครจักอยู่ได้ฉันใดหากต้องส่งคนเป็นกำลังแก่เมืองอื่นมิได้หยุดเยี่ยงนี้”

“เมืองอื่นที่ว่า คือบ้านพี่เมืองน้องกับข้านะ อ้ายฟ้าคุ้ม”

“พระบาทเจ้าเห็นอโยธยาเป็นเมืองพี่เมืองน้อง แต่มิรู้ว่าอโยธยาจักเห็นเช่นเดียวกับพระองค์หรือไม่”

“อ้ายขอมปากอัปปรีย์! นี่มึงกล้ายุแยงให้กูผิดใจกับอโยธยากระนั้นฤา”

“ข้าบาทหากล้าทำเช่นนั้นไม่” ขุนฟ้าคุ้มทูลด้วยน้ำเสียงหวาดเกรง “เพียงอยากให้พ่ออยู่หัวอโยธยารักษาน้ำพระทัยพระองค์บ้าง ด้วยอย่างไรเสีย พระบาทเจ้าก็ทรงเป็นเชษฐาร่วมสมเด็จพระราชบิดาเดียวกัน”

“นี่หากมิเห็นว่าเจ้ารับใช้ใกล้ชิด ภักดีต่อข้ามานานปี ข้าคงให้ลงอาญา โทษฐานกล่าววาจาอันมิสมควร”เจ้าผู้ครองศรียโสธรปุระรับสั่งก่อนนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงตรัสว่า “แต่ว่าไป ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล ข้าเองก็ใช่พอใจที่อโยธยาเรียกเกณฑ์คนตามใจชอบ แต่หากขัดขืน ฝ่ายนั้นอาจกล่าวหาว่าข้าคิดแข็งเมือง การณ์คงมิเป็นผลดี”

“ข้าบาทคิดว่า เราควรส่งไพร่พลไปให้ช้ากว่ากำหนดสักเล็กน้อย โดยอ้างว่าต้องใช้กำลังคนสร้างฝายกักน้ำเพื่อทำนาปลูกข้าว จากนั้นค่อยดูท่าทีทางอโยธยาว่าเป็นฉันใด คิดถนอมน้ำใจฝ่ายเราบ้างหรือไม่”

“ก็เข้าทีอยู่”เจ้าพญาแพรกทรงเห็นด้วย“เยี่ยงนั้น เจ้าจงไปทำการดังว่า ด้วยข้าเองก็ใคร่รู้ว่าอโยธยาจักมีท่าทีเยี่ยงไร”

ขุนฟ้าคุ้มพนมมือขึ้นถวายบังคม “ข้าบาทรับบัญชา”

******************************

กลางดึก ไร้แสงจันทร์ มีเพียงแสงดาวที่เกลื่อนท้องนภา สายลมจากขุนเขาพัดยอดไม้ไหวดูคล้ายมีชีวิต กลางแมกไม้ ปรากฏแสงให้เห็น แสงนั้นมาจากห้องเล็กในเรือนใหญ่ยกพื้นสูงซึ่งตั้งอยู่กลางหมู่ไม้ในดง

ภายในห้อง ปราศจากเครื่องเรือนใด นอกจากหนังเสือโคร่งผืนใหญ่ที่ปูบนพื้นและโต๊ะขาสิงห์เตี้ยๆที่ตั้งเชิงเทียนพร้อมเทียนเล่มใหญ่ที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง โดยมีชายสามคนนั่งอยู่รอบโต๊ะ

“คนที่เราส่งไป มีความใดแจ้งมาบ้าง”หมื่นหางช้างถามน้องทั้งสองด้วยเสียงราบเรียบ แสงจากเทียนที่ตกต้องร่างของทั้งสาม ก่อเกิดเงาวูบไหวยังผนังห้อง

“มีอยู่ พี่ท่าน” พันคำตอบด้วยเสียงระดับเดียวกัน “คนของข้า นำความมาแจ้งว่า หลังทัพอโยธยาเข้ายึดสุโขทัยเมื่อหลายสิบปีก่อน ขุนเดชไชยชาญแลนักรบสุโขทัยกลุ่มหนึ่งได้นำของสิ่งนั้น ตีฝ่าวงล้อมหนีออกจากเมืองไป”

“พวกมันหนีไปที่ใด”

“หามีผู้ใดล่วงรู้ไม่ ด้วยว่าทหารอโยธยานับร้อยที่ติดตามไล่ล่าไปนั้น ล้วนหายสูญ มิได้กลับมาแม้เพียงผู้เดียว”

“เช่นนี้ก็เท่ากับ เรามิได้ล่วงรู้สิ่งใดเพิ่มขึ้นเลย”พันเงินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

“ไม่ดอก” หมื่นหางช้างกล่าว “อย่างน้อย เรายังได้รู้ว่า บาศก์นาคาอยู่กับผู้ใดเป็นคนสุดท้ายก่อนหายสูญ”

“กาลล่วงมานานนัก ข้าคิดว่าขุนทหารผู้นั้นป่านนี้ คงตายดับไปแล้ว ฉะนี้ เราจักไปตามหาของได้ที่ใด”

“ขอเพียงมิสิ้นพยายาม ไหนเลยจักมิพบความสำเร็จ” น้ำเสียงผู้พูดแม้ราบเรียบ หากแววตานั้นมีประกายมุ่งมั่นแรงกล้า จนผู้ฟังทั้งสองไม่อาจโต้แย้งอันใดได้

ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนหมื่นหางช้างจะเปลี่ยนเรื่อง โดยเอ่ยว่า “ยามนี้ เหตุการณ์ทางอโยธยาเป็นอย่างใดบ้าง”

“ทุกสิ่งเรียบร้อย เหลือเพียงติดต่อกับคนของพญาเถียนเท่านั้น” พันเงินตอบ

“นับว่า ข้าใช้คนไม่ผิด” ผู้เป็นพี่ใหญ่กล่าว “กำชับคนของเรา ระวังให้จงหนัก หากมีผู้ใดสงสัย ก็ฆ่ามันผู้นั้นเสีย”

อีกฝ่ายค้อมศีรษะลง “ข้าได้กำชับไปแต่แรกแล้ว ขอพี่ท่านวางใจ”

หมื่นหางช้างยิ้มพอใจก่อนพูดว่า “การส่งคนไปครานี้ นอกจากสอดส่องความเคลื่อนไหวของอโยธยาแล้ว มิแน่ว่า พวกเราอาจได้เบาะแสเพิ่มเติมของสิ่งที่พวกเรากำลังค้นหาอยู่ก็เป็นได้”

“หากเป็นดังนั้น ก็คงดียิ่งนัก ด้วยหมายถึงว่ากาลอันพวกเราได้กลับคืนบ้านเกิดเมืองใกล้มาถึงแล้ว”พันคำพูด

“มิใช่เพียงได้คืนบ้านเท่านั้นดอก เวียงลือ” หมื่นหางช้างหรือฟ้าฮ่ามกล่าวเสียงเรียบทว่าดวงตาเป็นประกาย “หากยังหมายถึงโอกาสอันได้นำมาตุภูมิแห่งเราคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครา”

********************

ยามสาย หลังกินข้าวเช้าและอาบน้ำผลัดชุดใหม่สำหรับเตรียมไปเข้าเวรช่วงบ่ายในวังแล้ว สินเมืองเดินออกมายังหอนั่งและเห็นนางสายพิณ ผู้เป็นย่ากำลังมีแขกมาหา โดยผู้มาเยือน เป็นชายมีอายุหนึ่งคนกับหญิงสาวอีกคน ทั้งสองต่างนั่งพับเพียบบนพื้นด้วยท่าทางเคารพนบนอบขณะที่พูดกับย่าของเขา ที่นั่งอยู่บนเบาะซึ่งตั้งบนยกพื้นของหอนั่ง

เมื่อเห็นหลานชาย นางสายพิณก็ร้องเรียกให้เข้าไปหาทันที สินเมืองจึงเข้าไปนั่งข้างๆ ก่อนจะได้เห็นว่าผู้ที่มา คือสองลุงหลานแห่งย่านสะพานช้าง

“สองคนนี้ เขาเอาข้าวของมาขอบคุณที่เจ้าช่วยพวกเขาไว้เมื่อวันก่อน” นางสายพิณบอก “ย่าได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว เจ้ากล้าหาญแลมีน้ำใจนัก สินเมือง สมแล้วที่เป็นชายชาติทหาร”

“ข้าเพียงทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้นขอรับ” สินเมืองค้อมศีรษะให้ย่า ก่อนหันไปพูดกับคำไสว่า “ข้าบอกพ่อลุงแล้วมิใช่หรือว่า ที่ทำไป มิได้ต้องการสิ่งใดตอบแทน พ่อลุงหาควรลำบากนำข้าวของพวกนี้มาให้ไม่”ชายหนุ่มปรายตาไปยังชะลอมใส่ผลไม้และของอื่นๆหลายใบที่วางอยู่ข้างหลังคนทั้งสอง

“ท่านหมื่นมีพระคุณต่อพวกข้าล้นเหลือ ข้าวของที่นำมานี้จักเทียบกับพระคุณของท่านหมื่นได้ ก็หาไม่” คำไสกล่าวอย่างนอบน้อม “แลอีกประการ ข้ามีเรื่องสำคัญมาขอร้องท่านหมื่นกับแม่นายสายพิณขอรับ”

“คำไสมาขอฝากหลานสาวอยู่ด้วยกับเรา” นางสายพิณบอก “เขาเกรงว่า หากหลานสาวอยู่กับเขาต่อไป จักมีภัยด้วยคนพาลเหล่านั้นมาเกะกะระราน”

สินเมืองมองบัวคำและลุงของนางก่อนหันไปมองผู้เป็นย่า “แล้วท่านย่าจักว่าเช่นไร”

“เจ้ารู้จักกับพวกเขาทั้งเคยมีบุญคุณกันมา เรื่องนี้ ย่าคิดว่าให้เจ้าตัดสินใจเองก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มมองสองลุงหลานครู่หนึ่งก่อนหันพูดว่า “เรื่องนี้ ข้าขอให้ท่านย่าเป็นผู้ตัดสินใจเถิดขอรับ”

“เช่นนั้นหรือ” นางสายพิณว่าก่อนยิ้มบางๆพลางมองบัวคำอย่างพิจารณา “ว่าไปแล้ว แม่สาวผู้นี้ ผิวพรรณผุดผ่อง หน้าตาน่าเอ็นดู กิริยาท่าทีก็เรียบร้อย เมื่อย่าเห็นทีแรก ก็ให้รู้สึกถูกชะตานัก ถ้าเช่นนั้น ย่าจักให้นางมาอยู่กับเราที่เรือนนับแต่นี้ไปก็แล้วกัน”

คำไสยกมือไหว้ท่วมหัว “ขอบพระคุณแม่นายแลท่านหมื่นยิ่งนักขอรับ พวกเราทั้งสองจักจดจำบุญคุณนี้จนวันตาย”

“มิต้องเกรงใจ เราเป็นคนเหมือนกัน หากมีอันใดช่วยเหลือได้ก็สมควรช่วยกัน” นางสายพิณยิ้มอย่างปราณี “เจ้าเองก็เช่นกัน คำไส แต่นี้ไปหากมีเรื่องเดือดร้อนอันใด ก็ให้มาหาได้ทุกเมื่อ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ชายชราและหลานสาวก็รีบก้มลงกราบขอบคุณ

“แต่นี้ไป ข้าจักให้เจ้ามาอยู่กับข้าแลพักที่บนเรือนนี้ บัวคำ” นางสายพิณบอกกับหญิงสาว

“เจ้าค่ะ นายแม่” บัวคำพนมมือไหว้อย่างอ่อนน้อม

“ขอให้เจ้าถือเสียว่า ข้าเป็นญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง หากมีเรื่องคับข้องอันใด ก็บอกข้าได้”

“เป็นพระคุณแก่บัวคำยิ่งนัก เจ้าค่ะ”สาวน้อยกล่าวเสียงใสก่อนลอบมองมาทางสินเมืองที่นั่งอยู่ด้วย

ชายหนุ่มรู้สึกว่าดวงหน้างามที่ลอบมองมาทางเขา แฝงด้วยรอยยิ้มน้อยๆที่อ่อนหวาน ขณะที่นัยน์ตาทั้งสองก็เป็นประกายคล้ายดังมีดวงดาราส่องแสงอยู่ในตาคู่นั้น

********************

ก่อนเข้าเวร สินเมืองแวะไปหาทองที่เรือน ก่อนที่ทั้งสองจะไปนั่งคุยกันที่แคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะขามใหญ่ใกล้ตัวบ้านโดยมีเครื่องแกล้มการสนทนาคือไก่ต้มกะทิใส่ข่ากับพริกไทยอ่อนรสจัดจ้านและน้ำตาลสดรสหอมหวาน เนื่องจากทั้งสองไม่นิยมเครื่องดองของเมาเท่าใดนัก

“น่าแปลก” ทองเอ่ยปาก ก่อนโยนน่องไก่ ที่แทะเนื้อหมดแล้วให้สุนัขที่รอกินอยู่ใกล้ๆแคร่

สินเมืองวางถ้วยไม้ไผ่ใส่น้ำตาลสดลง “แปลกอันใด”

“จู่ๆ ย่าสายพิณก็รับบัวคำมาอยู่ในบ้าน ซ้ำยังให้รับใช้ใกล้ชิดบนเรือนใหญ่ พี่ว่ามันมิแปลกไปหน่อยหรือ”

“ปกติย่าของพี่ ก็มีเมตตาชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์อยู่เสมอ อีกทั้งครานี้ท่านบอกว่า ท่านถูกชะตาแม่บัวคำแต่แรกเห็น หากว่าท่านจักให้นางมาอยู่รับใช้ใกล้ชิด แล้วมันแปลกอันใด”

ทองเลิกคิ้ว “พี่แน่ใจฤาว่า ย่าสายพิณมิได้มีจุดมุ่งหมายอื่นใดเคลือบแฝงอยู่”

“จุดมุ่งหมายอันใดของเจ้า”

“ลางที ย่าสายพิณอาจอยากมีคนมาช่วยดูแลหลานชายก็เป็นได้”

“เจรจาเรื่อยเปื่อย ประเดี๋ยวก็เอาตีนไก่ยัดปากเสียหรอก” สินเมืองว่า “นี่เมาหรือไร เจ้าทอง จึงคิดเพ้อเจ้อเยี่ยงนี้”

“กินน้ำตาลสด ใช่น้ำตาลเมา จักเมาได้อย่างไร” อีกฝ่ายพูด “เพียงเห็นพี่มีสาวงามมาอยู่ร่วมเรือน ข้าก็อดกระเซ้าเล่นมิได้เท่านั้น”

“อย่ากระเซ้ากันเยี่ยงนี้เลย หากแม่ดอกแก้วยินเข้า พี่จักเดือดร้อน”

“ข้ารู้กาลเทศะดี” ทองบอก “ว่าแต่ พี่จักเล่าเรื่องนี้ให้ดอกแก้วฟังไหม”

“มิเล่าดีกว่า”

“แต่ข้าว่ามิเหมาะ” หนุ่มรุ่นน้องรินน้ำตาลสดอีกถ้วยก่อนยกดื่มแล้วจึงพูดต่อ “คนรักกัน หาควรมีความลับต่อกันไม่  หากวันหนึ่ง ดอกแก้วรู้เข้าเอง นางคงมิพอใจเป็นแน่”

“ถึงรู้จากพี่ ก็ใช่ว่านางจักพอใจวะ” สินเมืองพูด “เอาเป็นว่า ขอพี่ตรองดูก่อนแล้วกัน ว่าจักเล่าให้นางฟังหรือไม่”

“ก็แล้วแต่พี่เถิด” ทองว่า ก่อนหยิบปีกไก่อีกชิ้นขึ้นแทะ “อืม ไก่ต้มข่ากินกับน้ำตาลสดนี่ ช่างเข้ากันดีแท้”

“นั่นสิ” คนเป็นพี่เห็นด้วยก่อนหยิบเนื้อใส่ปากอีกชิ้น “ว่าแต่ไก่นี่ เจ้าได้มาแต่ใดรึ เนื้อมันหนึบหนับ เคี้ยวเพลินดีนัก”

“ไก่ชนของพ่อน่ะ ข้าเห็นมีอยู่หลายตัวในสุ่มหลังบ้าน เลยปันมากินเสียตัวหนึ่ง”

“เวรล่ะสิ หากลุงเทพรู้เข้า มิด่าเปิงหรือ ท่านยิ่งหวงไก่พวกนี้อยู่ด้วย”

“เมื่อวันก่อน พ่อเพิ่งไปธุระยังต่างเมือง กว่าจักกลับก็อีกหลายขวบวัน” ทองบอก “หากพ่อกลับมา แล้วเกิดสงสัย ข้าก็จักบอกท่านว่า มีเหี้ยแอบมาลากไก่ไปกินแล้ว”

สินเมืองแทบสำลักเนื้อไก่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจ้องหน้าเจ้าคนพูดด้วยตาเขียวปัด ขณะที่อีกฝ่ายยังทำหน้าระรื่น

*****************

โรงรับชำเราบุรุษของจีนเหลียงในย่านคลองประตูจีน ค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องด้วยยังเป็นเพลากลางวัน จึงมีลูกค้าเข้ามาไม่มาก ผิดกับยามราตรีที่จะครึกครื้นด้วยผู้คน นับแต่หัวค่ำไปจนถึงครึ่งค่อนคืน

ที่ห้องด้านในของชั้นสอง ซึ่งตกแต่งอย่างดงาม เหลียงกว๋อนั่งกินเหล้ากับหมื่นหาญ ผู้เป็นทั้งลูกค้าคนสำคัญแลผู้จัดหาสินค้ามีชีวิตให้โรงรับชำเราบุรุษแห่งนี้

“เจ็บใจอ้ายสองตัวนี้ยิ่งนัก งานเพียงเท่านี้ยังทำพลาด” น้ำเสียงหมื่นหาญโกรธจัดขณะมองลูกน้องคนสนิททั้งสองที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าบนพื้น “ไหนพวกมึงว่าไอ้พวกนั้นล้วนแต่ฝีมือดี แล้วนี่กระไร เพียงฉุดผู้หญิงคนเดียวยังทำมิสำเร็จ”

จันเงยหน้าอย่างหวาดๆก่อนพูดว่า “อภัยให้พวกข้าด้วยเถิดพี่หาญ พวกข้าขอรับรองว่าคราหน้า มิพลาดแน่”

“คราหน้ารึ” เท้าขวาของคนเป็นนายยันหน้าอีกฝ่ายจนล้มหงายท้อง “นังนั่น มันไปอยู่กับอ้ายสินเมืองแล้ว พวกมึงมีปัญญาบุกไปฉุดมันมารึ ไอ้พวกโง่”

“พวกข้าทำพลาดไปแล้ว พี่หาญยกโทษให้ด้วย”

“แล้วนี่อ้ายนักเลงพวกนั้น มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”

“มิรู้ขอรับ”อินตอบ “แต่วันที่สั่งงานพวกมัน จนถึงบัดนี้ ก็ยังมิเห็นอ้ายพวกนั้นอีกเลย”

“พวกมันคงกลัวความผิด ที่ทำงานพลาด จึงมิกล้ากลับมา” จันเสริม

“แล้วมึงให้อัฐมันไปหรือยัง”

“เอ่อ ให้ล่วงหน้าไปครึ่งหนึ่งขอรับ”

“ระยำ พวกมึงเสียอัฐให้อ้ายสามตัวนั่น มันเอาไปเปล่าๆแล้ว” หมื่นหาญสบถก่อนตวาดไล่ลูกน้องทั้งสอง “มึงสองตัวจงเร่งไปให้พ้นหน้ากู เสียเดี๋ยวนี้ ออกไป!

ทั้งสองรีบลนลานออกไปจากห้องแทบจะในทันที

“จีนเหลียง”หมื่นหาญหันมายังผู้นั่งร่วมโต๊ะ “เจ้าพอหาคนฝีมือดีมาให้สักห้าหกคนได้หรือไม่ ข้าจักให้พวกมันไปคร่าตัวหญิงผู้หนึ่ง”

“หญิงผู้ใดหรือ”

“นังบัวคำ สตรีที่พวกเราเคยพบ เมื่อวันไปกินเหล้าแถวคลองสวนพลูอย่างไรเล่า”

“เมื่อครู่ ข้ายินว่านางไปอยู่กับคนที่ชื่อสินเมืองแล้วมิใช่หรือ” เหลียงกว๋อเอ่ยช้าๆขณะดวงตาฉายแววไม่สบายใจ “คนผู้นี้ นอกจากเป็นราชองครักษ์แล้ว ยังมีบิดาเป็นขุนนางใหญ่ ข้าว่าท่านหมื่นรามือเรื่องนี้เถิด สตรีอื่นที่งดงามในอโยธยามีมากมาย จักเอาสักกี่คนก็ได้ เหตุใดต้องปักใจแต่นางผู้นี้ด้วยเล่า”

“นี่เจ้าจักมิช่วยข้ารึ”

“ข้ามันคนค้าคนขาย มิใคร่มีเรื่องกับผู้ใด ยิ่งกับพวกขุนนางด้วยแล้ว ข้ายิ่งมิขอเสี่ยง”

หมื่นหาญสบถด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเห็นคนผู้หนึ่งผลุนผลันเข้ามาในห้อง

“นี่มึงกลับมาทำไมวะ ไอ้เวรจัน” เขาตะคอกถาม

“ข้าจักมาบอกพี่หาญว่า คนของเราพบอ้ายนักเลงบ้านหันตราสามตัวนั่นแล้วขอรับ”

“พวกมันอยู่ที่ใด”

“โดนมัดมือมัดเท้า เชือดคอตาย กลายเป็นศพหมกอยู่ในดงไม้ท้ายตลาดป่าถ่านขอรับ” จันตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตื่นตระหนก

หมื่นหาญนิ่งอึ้ง มือที่ถือจอกเหล้าชะงักค้าง ก่อนถามขึ้นว่า “แล้วรู้หรือไม่ ว่าผู้ใดฆ่าพวกมัน”

“คนของเราเล่าว่า พวกพลตระเวนนครบาลที่ไปดูศพ พบว่าไถ้บรรจุเงินรวมของมีค่าทั้งหมดล้วนหายไปสิ้น จึงลงความว่า อ้ายสามตัวนั่นคงถูกพวกปล้นมันฆ่าแลชิงเอาเงินทองข้าวของไป”

“ระยำเอ๊ย นักเลงสวะอันใดวะ จึงถูกโจรฆ่าชิงเงินทอง” นายกองหนุ่มขว้างจอกเหล้าใส่ลูกน้องก่อนตวาดลั่นห้องด้วยความโกรธเกรี้ยว “ไป! มึงจงออกไปให้พ้นหน้ากู บัดเดี๋ยวนี้“

จันรีบลนลานกลับออกไปเป็นหนที่สอง ส่วนหมื่นหาญนั้นยกเหล้าทั้งไหขึ้นเทกรอกเพื่อดับโมโห ขณะที่เหลียงกว๋อซึ่งนั่งร่วมโต๊ะด้วย หน้าซีดเผือดลง มือที่จับถ้วยเหล้าสั่นเล็กน้อย นับแต่ยามที่ได้ยินว่า นักเลงบ้านหันตราทั้งสามที่ลูกน้องหมื่นหาญว่าจ้างไปฉุดสตรี เจ้าของนาม บัวคำ นั้น ถูกเชือดคอตายกลายเป็นศพไปสิ้น

*****************

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น