ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 54 : เชลียงพ่าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 314
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ยามเย็น กองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือตั้งค่ายอยู่ในป่าโปร่งริมบึงใหญ่ กระโจมและเพิงพักกระจายอยู่ตามร่มไม้ ช้างม้าวัวควายถูกปล่อยให้และเล็มหญ้าอย่างสงบโดยมีคนเฝ้าเพียงไม่กี่คน ควันจากการหุงข้าวลอยอ้อยอิ่ง เหล่าไพร่พลต่างพักผ่อน บ้างจับกลุ่มร่ำสุราสนทนากันอย่างครื้นเครง ข่าวทัพเชียงใหม่ทั้งหมดถอยกลับนครพิงค์เมื่อห้าวันก่อน ทำให้นายทัพนายกองแลพลไพร่หัวเมืองฝ่ายเหนือเบาใจจากการถูกไล่ตามตี จึงผ่อนคลายแลไม่ได้ระแวงระวังสิ่งใด

บนโขดหินในดงไม้ใหญ่ฟากตรงข้ามบึงน้ำ ชายสองคนแต่งกายเยี่ยงชาวบ้านป่า เฝ้ามองค่ายพักอย่างไม่วางตา

“เป็นดั่งนายเราคิดไว้ ชาวใต้เชื่อแน่แท้ว่าทัพเราล่ากลับสิ้น จึงหาได้ระแวงระวังอันใดเช่นนี้” หนึ่งในสองเอ่ยขึ้น

บุรุษที่สองผู้อ่อนวัยกว่าพูดขึ้นว่า “ทัพใต้ประมาทดังนี้ ขอคนรบสักพันเดียว ข้าจักตีฝูงเขาให้แหลกย่อยในชั่วข้ามคืน”

“ยามนี้ยังมิใช่การอันควรฆ่าฟันดอก แสนคำ “เวียงลือหรือพันคำ รองนายทัพสมิงดำกล่าวกับน้องชาย “แผนอันนายเราวางไว้ ดีกว่าการทำลายทัพเขาให้แหลกย่อยมากนัก”

**********************

ภายในกระโจม สินเมืองนั่งนิ่งบนแคร่ อารมณ์สนุกครื้นเครงจากการถูกสหายรุ่นพี่กระเซ้าเย้าแหย่ตอนที่พาบัวคำกลับมาค่ายเมื่อสองวันก่อนหายไปสิ้น ยามนี้ ในใจมีเพียงความร้อนรนกระวนกระวาย ขณะรอฟังว่าผู้เป็นบิดาจะว่าอย่างไรกับการที่เขาขออนุญาตพานางกลับไปกรุงอโยธยาด้วย

หลังจากทัพเชียงใหม่ถอนกำลังกลับไปแล้ว กองทัพของออกญามหาเสนาก็เคลื่อนพลลงมาสมทบกับทัพหลวงยังเมืองสองแคว โดยมาถึงนครสองแควตั้งแต่เมื่อยามบ่ายวันนี้ ซึ่งพระคำแหงรณฤทธิ์ บิดาของสินเมือง ก็กลับมาด้วย และทันทีที่บิดามาถึง สินเมืองก็รีบพาบัวคำไปพบทันที

ชายหนุ่มลอบมองไปยังหญิงสาวที่นั่งพับเพียบก้มหน้าอยู่บนพื้นก่อนจะมองกลับมายังพระคำแหงที่นั่งบนแคร่อีกตัวตรงหน้าเขา  สีหน้าของบิดานั้นเรียบเฉยจนคาดเดามิได้ว่าท่านคิดอย่างไร

“เจ้าบอกว่า เจ้ามีลุงอยู่ที่กรุงอโยธยากระนั้นรึ”พระคำแหง หรือ แสนถามบัวคำ

“เจ้าค่ะ นายท่าน”

“ลุงของเจ้ามีถิ่นฐานอยู่ย่านใดในพระนคร”

“ย่านป่าพร้าวหลังวัดพนัญเชิง เจ้าค่ะ”

“นอกจากในกรุงแล้ว เจ้าไม่มีญาติพี่น้องอื่นใดเลยหรือ”

“แต่เดิมพ่อข้า มิได้มีพื้นเพอยู่ที่นี่ หากอพยพมาแต่เมืองล่าง ฉะนั้น เมื่อพ่อตาย ข้าจึงไม่มีญาติพี่น้องอื่นใดอีกนอกจากลุงที่อยู่ในพระนคร เจ้าค่ะ”บัวคำตอบด้วยน้ำเสียงเจียมเนื้อเจียมตัว

แสนมองหญิงสาวที่พับเพียบอยู่บนพื้นครู่หนึ่งก่อนหันมาทางบุตรชายด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและกล่าวว่า

“เห็นแก่ที่นางผู้นี้เดือดร้อนไร้ที่พึ่งพิง พ่อจักยอมให้เจ้าพานางกลับอโยธยาด้วย”

สีหน้าของสินเมืองสดใสขึ้นเมื่อได้ยินดังนั้นทว่าประโยคต่อมาที่บิดากล่าวกับเขาก็ทำให้ความสดใสนั้นลดลง

“แต่คราหน้า เจ้าอย่าได้พาใครต่อใครกลับมาค่ายโดยพลการเยี่ยงนี้อีก เรามาทำการแผ่นดิน หาได้มาเที่ยวเล่น จักได้ทำตามอำเภอใจเช่นนี้ได้”

“ข้าขอโทษ”สินเมืองพนมมือก้มหน้ารับคำตำหนิ...

ตกค่ำ ท้องฟ้ากระจ่างตาไร้เมฆหมอก แลเห็นแสงดาววับแวมห่างไกล ประดุจหิ่งห้อยลอยล่องกลางนภา สายลมราตรีที่พัดผ่าน ทำให้อากาศเย็นลง

สินเมืองนั่งขัดสมาธิหน้าที่พักพลางทอดสายตามองดาวบนฟ้า ยามนั้นเหมือนเขาจะเห็นดวงหน้างดงามอ่อนหวานของดอกแก้ว สาวคนรักที่รออยู่อโยธยาลอยอยู่กลางแสงหมู่ดาวบนฟากฟ้า

“ขอข้านั่งด้วยได้ไหม” เสียงหวานใสดึงชายหนุ่มออกจากภวังค์ความคิด เมื่อหันไปมองก็เห็นบัวคำนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ

“ดึกแล้ว เจ้าออกมาทำอันใดข้างนอกรึ”สินเมืองถาม

“ข้าใคร่มาขอบคุณที่ท่านหมื่นช่วยพาข้ากลับอโยธยาแลจักขอโทษท่านด้วย”

“ขอโทษ”นายกองหนุ่มมีสีหน้าประหลาดใจ “เจ้าทำผิดอันใดจึงมาขอโทษข้า”

“ข้าใคร่ขอโทษเรื่องที่...”หญิงสาวเงียบไปก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ที่ข้าเป็นเหตุให้ท่านถูกตำหนิเมื่อเย็น”

“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น อย่าได้คิดมากไปเลย”สินเมืองยิ้มให้อีกฝ่าย “พ่อก็ดุข้าไปเยี่ยงนั้นแล หาได้มีอันใดไม่”

“แต่ข้า..”

“ทำใจให้สบายเถิด ข้าหาได้ถือโทษโกรธเจ้าแม้เพียงน้อยไม่”

ใบหน้างามปรากฏรอยยิ้มหวาน “ท่านหมื่นดีต่อข้านัก วันหน้าหากมีโอกาส ข้าจักตอบแทนพระคุณ”สาวน้อยกล่าว

“อย่าถือเป็นบุญเป็นคุณอันใดเลย พ่อข้าเคยสอนไว้ว่า การช่วยเหลือผู้อ่อนแอกว่า เป็นหน้าที่ของชายชาตินักรบ”ชายหนุ่มบอก”ยามนี้ดึกแล้ว ข้าว่าเจ้ากลับไปพักผ่อนดีกว่า”

“ข้านอนไม่หลับ”บัวคำพูด “ข้า..เอ่อ..ขอข้านั่งอยู่นี่สักพักได้ไหม”

สินเมืองหันมามองคนพูดพลางเลิกคิ้วแปลกใจ ยามนั้นสิ่งที่เขาเห็น คือประกายของความเหงาว้าเหว่ในดวงตาของสาวน้อยตรงหน้า ใบหน้านั้นดูงามกระจ่างตากลางแสงจันทร์ กลิ่นกายหอมกรุ่นเจือจางอยู่ในอากาศ

“คงไม่เหมาะกระมัง  เจ้าเป็นหญิง หาควรอยู่กับชายในยามวิกาลเช่นนี้ไม่”เขาพูดเสียงอ่อนโยนเพื่อไม่ให้ดูเป็นการไล่ “เจ้าไปนอนเถิด อีกประเดี๋ยว ข้าก็เข้านอนแล้ว”

บัวคำกล่าวรับพลางก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนลุกขึ้นและเดินกลับที่พักไป ขณะที่สินเมืองมองตามจนเห็นว่าฝ่ายนั้นเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว จึงหันกลับมาแหงนหน้าชมดาวต่อ...

.....หลังกองทัพออกญามหาเสนามาถึงสองแควได้สิบวัน อุปนิกขิตฝ่ายอโยธยาก็นำความมากราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่า พญาติโลกราชได้เสด็จนำทัพกลับถึงนครพิงค์เชียงใหม่แล้ว ซึ่งเมื่อจอมคนทรงทราบดังนั้น ก็ทรงมีพระบัญชาให้กองทัพอโยธยายกคืนกลับพระนครในทันที

******************

ตลาดเช้าในเมืองเชลียง มีผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันหนาตาอีกครั้ง หลังไพร่พลที่ถูกเกณฑ์ไปศึกที่แพร่กลับคืนสู่บ้านเรือนตนแล้ว พ่อค้าแม่ขายส่งเสียงเชิญชวนคนเข้ามาเลือกซื้อสินค้า กลิ่นอาหารปรุงสุกใหม่ลอยอบอวล ขณะที่ร้านขายสุราอาหารเริ่มมีลูกค้าเข้าไปนั่งดื่มกินกันพอสมควร

ที่โต๊ะตัวในสุดของเพิงขายสุราอาหารแห่งหนึ่งในดงไม้ท้ายตลาด ชายสองคน นั่งดื่มสุราพลางสนทนากัน

“สูแน่ใจฤาว่า การนี้จักสัมฤทธิ์ผล”ชายร่างใหญ่วัยสี่สิบเศษกล่าวด้วยเสียงเบาพอได้ยินกันสองคน “ข้ายินมาว่า ยามนี้ สหายแห่งนายเราได้กลับถึงบ้านเขาแล้ว ไหนเลยจักย้อนมาได้ทันเพลาอันสูว่า”

คู่สนทนายิ้มเล็กน้อย “อย่าเชื่อในทุกสิ่งที่ได้ยินสิ ขุนทิพ”

“ปากตามตรง การนี้สุ่มเสี่ยงนัก หากผิดพลาดอันใด ข้าคงมิพ้นโทษตายยกครัว”

“สูกลัวหรือ”

“ก็กลัวอยู่ แต่ข้ากลัวงานของนายเรามิสำเร็จมากกว่า”ผู้ถูกเรียกว่าขุนทิพ กล่าว “แต่หากทำให้การนี้สำเร็จลงได้แล้วไซร้ แม้ชีวิตข้าฤาครอบครัวก็สละได้”น้ำเสียงนั้นแฝงความเด็ดเดี่ยว

“ข้าดีใจที่แม้ล่วงเลยมานานแล้ว แต่ความภักดีของสูต่อนายเราก็ยังมิเสื่อมคลาย”

“จักผ่านไปกี่ขวบปี ตัวข้าก็หาเคยลืมไม่ ว่าตนเกิดที่ใดแลผู้ใดคือนายที่แท้จริง”

“ข้ารับรองว่าหากการนี้สัมฤทธิ์ผล ความภักดีของสู จักได้รับการตอบแทนอย่างคุ้มค่า”อีกฝ่ายให้ความมั่นใจ “ขอเพียงสูทำตามคำข้าสิ่งเดียว”

“ข้อนั้นสูอย่าได้กังวล ขุนศรี”ขุนทิพเสนายิ้มรับ ขณะมองดูขุนศรีรักษา สหายเก่าที่คบหามาแต่เยาว์วัย...

******************

ยามเย็น ชายสามคนแต่งกายเยี่ยงพรานป่าเดินถือหอก สะพายธนูลัดเลาะมาตามแนวไม้ เหนือแนวสันเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างเมืองเชลียงสามร้อยเส้น เสียงสัตว์ป่าร้องดังแว่วมา ทำให้บรรยากาศยามเย็นวังเวงยิ่งนัก

“จนป่านนี้ เหตุใดเรายังมิกลับอีก”ชายที่เดินท้ายแถวบ่น “พวกยวนก็ล่าทัพถึงเชียงใหม่แล้ว ยังต้องลาดข่าวผู้ใดอีก”

“แต่เช้าจรดเย็น ข้าฟังสูบ่นซ้ำไปซ้ำมา มิเบื่อบ้างหรือไรวะ”คนที่เดินกลางว่า

“ก็หรือที่ข้าบ่น มันมิเป็นความจริงเล่า”อีกฝ่ายเถียง “แต่เกิดศึกจนสิ้นศึก พวกเรายังวนเวียนอยู่ในป่า มิผิดพรานจริงๆเยี่ยงไรเยี่ยงนั้น ทั้งที่ยามนี้ พวกในกองทัพคงกลับไปนอนกอดเมียที่บ้านกันหมดแล้ว”

“หากใคร่กลับบ้านนัก เยี่ยงนั้น สูก็ไปบอกกับนายกองท่านสิ ท่านคงปล่อยสูกลับแน่แท้”

“ปากดีแท้สู ขืนข้าทำเยี่ยงนั้น หลังก็ลายด้วยรอยหวายสิวะ”

“เมื่อใดพวกสูจักหุบปากเสียที หากข้าศึกอยู่แถวนี้คงได้ฉิบหายกันหมด”ชายคนที่เดินนำหน้าพูดขึ้นด้วยความรำคาญ

คู่กรณีทั้งสองหยุดตีฝีปากและหันมายังมองคนพูดเป็นตาเดียว แต่ก่อนที่ผู้ใดจะเอ่ยปาก ทั้งสามก็แลเห็นควันไฟจางๆลอยขึ้นจากหลังดงไม้ใหญ่เบื้องหน้า

ชายทั้งสามมองดูกลุ่มควันด้วยความสงสัย ด้วยว่าลักษณะของมันบ่งบอกชัดว่าเกิดจากฝีมือคน พวกเขาหันมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนเร่งฝีเท้าไปยังดงไม้

เลยจากดงไม้นั้นไป เป็นทางลาดลงไปสู่ป่าทึบเบื้องล่าง ซึ่งเป็นที่อันกลุ่มควันลอยขึ้นมา ชายทั้งสามหมอบอยู่หลังโขดหินใหญ่ขณะมองลงไปข้างล่างและเห็นสิ่งอันเป็นที่มาของควันไฟปริศนา นั่นคือเพิงพักและกระโจมหลายร้อยหลังที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางเงาสลัวหมู่ไม้น้อยใหญ่

ทั้งสามตะลึงกับภาพที่เห็น จนเมื่อตั้งสติได้ ก็รีบหลบเข้าดงไม้เพื่อกลับไปรายงานแก่ผู้เป็นนาย ทว่ายังไม่ทันก้าวพ้นดงไม้ ลูกดอกก็พุ่งมาปักที่กลางหน้าผากของชายคนหนึ่ง ชายเคราะห์ล้มลงขาดใจตายโดยไม่ได้ส่งเสียงร้องแม้แต่น้อย

ชายอีกสองคนยกหอกเตรียมสู้ แต่ก็ถูกลูกดอกพุ่งเสียบร่างล้มลง โดยคนหนึ่งถูกลูกดอกเสียบทะลุหัวใจและตายเกือบจะในทันที ขณะที่คนอายุน้อยที่สุด ถูกลูกดอกปักเข้าที่ใต้ลำคอ เลือดไหลทะลัก นอนหายใจรวยริน

นักรบสมิงดำสามคนเดินมาที่ร่างของคนทั้งสาม หนึ่งในนั้นก้าวไปยืนค้ำร่างของชายคนเจ็บและชักดาบออกมา

“สูมิอาจไปจากป่านี้ได้อีกแล้ว”นักรบผู้นั้นกล่าวกับคนเจ็บก่อนเหวี่ยงดาบตัดคออีกฝ่ายขาดกระเด็น

*******************

ยามเช้า ที่ทุ่งกว้างนอกเมืองเชลียง ชาวบ้านหลายคนต่างจูงควายไปยังที่นาของตนเพื่อเตรียมที่ดินสำหรับการเพาะปลูก ด้วยว่าอีกไม่ถึงเดือน วสันตฤดูก็จะมาถึง แสงแดดอ่อนๆและสายลมที่พัดผ่านทำให้บรรยากาศเงียบสงบสดชื่น

ทันใดนั้น ที่ชายป่า  ก็ปรากฏชายขี่ม้าถืออาวุธหลายร้อยนาย สร้างความตระหนกให้กับชาวบ้านเป็นอันมาก กระท่อมหลายหลังถูกเผา ขณะชาวบ้านหลายร้อยพากันแตกตื่นวิ่งหนีไปทางกำแพงเมืองโดยมีพลม้าเหล่านั้นควบไล่หลังมา

พญารามเร่งรุดมายังกำแพงเมืองทันที ที่ทหารไปแจ้งเหตุ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเจ้าเมืองเชลียงคือเปลวไฟที่ลุกไหม้หมู่บ้านรอบนอก พร้อมกับพลม้าและพลเดินเท้าหลายพันคนที่เกลื่อนกล่นกลางทุ่ง ขณะบรรดาชาวเมืองชั้นนอกกำลังแย่งกันหนีเข้าเมืองเป็นที่สับสนอลหม่าน

“นั่นทัพของผู้ใดกันที่ยกมา” พญารามถามนายกองที่ยืนอยู่ข้างๆ

“พวกชาวบ้านที่หนีมาแต่นอกเมือง บอกว่า เป็นกองทัพเชียงใหม่ ขอรับ”อีกฝ่ายตอบ

“ไอ้ยวนร้อยเล่ห์ มันแสร้งถอยทัพแล้วย้อนกลับมาตลบหลังเราจนได้”เจ้าเมืองเชลียงขบกรามแน่นเมื่อรู้ว่าฝ่ายตนต้องกลข้าศึก “จนเร่งระดมคนขึ้นรักษากำแพงเมืองแลส่งม้าเร็วนำความไปกราบบังคมทูลพ่ออยู่หัว บัดเดี๋ยวนี้”พญารามสั่งการขณะมองกองทัพข้าศึกเบื้องหน้าด้วยความหวั่นวิตก

กองทัพเชียงใหม่จำนวนพลสองหมื่นซึ่งประกอบด้วยไพร่พลชาวไทยวน ลัวะ ไทใหญ่ จีนฮ่อและชาวสองแควที่แปรพักตร์เคลื่อนกำลังเข้าใกล้กำแพงเมืองด้านเหนืออย่างช้าๆ ที่กลางขบวนทัพ พญายุทฐิษเฐียรและเจ้าอุปราชท้าวศรีบุญเรืองประทับบนหลังช้างสองเชือกพร้อมกับทอดพระเนตรความโกลาหลบนกำแพงเมืองเบื้องหน้า

“เป็นใด สูยังมิให้เทคนเข้าทุบเวียง”ท้าวศรีบุญเรืองตรัสถาม “ฤาจักรอฝูงเขาแต่งคนรักษาเวียงก่อนฉะนั้นฤา”

“เจ้าแกมเมืองอย่าเพ่อใจร้อน”พญายุทฐิษเถียรแย้มสรวลเล็กน้อย “ข้าพเจ้าขอรับปากว่าสูจักได้เมืองเชลียงก่อนตะวันตกดินโดยเปลืองชีวิตคนหาญเพียงน้อยนิด”

“สูมั่นใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”

“ขอเจ้าแกมเมืองรอชมเถิด”

..ทัพเชียงใหม่ยั้งทัพอยู่ห่างแนวกำแพงสามสิบเส้นเศษ จากนั้นขุนศรีรักษาแลพลม้าสามนายก็ถือธงสีชมพูอันเป็นสัญญาณขอเจรจาเดินเข้าไปหยุดใกล้กำแพงเมือง

“ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านพญารามอย่าได้ต่อต้านให้ลำบากแก่ไพร่พลเลย เราท่านก็ล้วนเป็นชาวเมืองเหนือด้วยกัน หาควรต้องมาต่อรบกันให้เปลืองเลือดเนื้อไม่”ขุนศรีรักษาตะโกนบอก

“ไอ้คนทุรยศ มึงยังมีหน้ามาเกลี้ยกล่อมกูอีกฤา”พญารามร้องด่าด้วยความโกรธ “มึงเร่งไสหัวกลับไปบอกแก่พญาเถียนนายมึง ว่า คนเยี่ยงพญารามหายอมเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายไม่”

“ท่านคิดหรือว่า กำแพงเมืองเชลียงจักต้านทัพเชียงใหม่ได้ถึงเย็นวันนี้”

“แม้นพวกมึงมีปีกเหินข้ามมา กูจักให้คนใช้หน้าไม้ปืนยายิงลงมาเสียให้สิ้น”

เมื่อได้ยินเจ้าเมืองเชลียงประกาศกร้าวดังนั้น ขุนศรีรักษาจึงหันไปพยักหน้าให้พลม้าชาวไทใหญ่ที่อยู่ด้านซ้าย

นักรบผู้นั้นดึงคันธงที่เสียบไว้ข้างอานม้าขึ้นมาและโบกเหนือศีรษะเป็นสัญญาณให้พลธนูที่รออยู่ด้านหลัง ยิงธนูสัญญาณขึ้นบนฟ้า ควันสีเงินพวยพุ่งเป็นสาย

”พวกมันทำอันใดกัน” พญารามเขม้นมองพลางเอ่ยถามนายกองที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ดูคล้ายส่งสัญญาณบางอย่างขอรับ” อีกฝ่ายออกความเห็น

“สั่งไพร่พลทั้งปวงจงเตรียมพร้อม อีกมินาน พวกมันคงบุกเราเป็นแน่” เจ้าเมืองเชลียงสั่งการ

ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ จนผ่านไปชั่วหม้อข้าวเดือด ก็มีเสียงอึกทึกดังแว่วมาจากด้านใต้ของเมือง ก่อนที่ทหารคนหนึ่งจะวิ่งขึ้นมาบนเชิงเทินอย่างรีบร้อน

“เกิดเหตุแล้ว พระคุณท่าน” ทหารผู้นั้นนั่งคุกเข่าพนมมือตรงหน้าพญารามก่อนรายงานด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบว่า“พวกข้าศึกเข้าเมืองทางประตูด้านใต้ ยามนี้กำลังปะทะไพร่พลที่รักษากำแพงด้านนั้นขอรับ”

ผู้เป็นนายตกตะลึงไปชั่วขณะ จนเมื่อตั้งสติได้จึงเอ่ยถามว่า “พวกมันผ่านกำแพงเมืองมาได้เยี่ยงไร”

“ขุนทิพจักร นำคนสังหารทหารเฝ้าประตูเมืองก่อนเปิดรับพวกข้าศึกขอรับ”

“ขุนทิพ! ไอ้ทุรยศ กูจักฆ่ามันทั้งโคตร” ผู้ครองเมืองเชลียงคำรามด้วยความโกรธก่อนสั่งให้ระดมไพร่พลไปหนุนช่วยยังประตูทิศใต้ ทว่าหลังสั่งการไปเพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก นายหมู่ผู้หนึ่งซึ่งพญารามจำได้ว่าเป็นหนึ่งในทหารรักษาคุ้มเจ้าเมือง ก็วิ่งเข้ามาพร้อมด้วยร่างที่เปรอะไปด้วยเลือด ก่อนจะหมดแรงล้มลงตรงหน้า

เจ้าเมืองเชลียงให้คนประคองหัวหมู่ผู้นั้นขึ้นมาและถามว่า “เจ้ามีหน้าที่เฝ้าคุ้มมิใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงมาที่นี่ในสภาพเยี่ยงนี้”

“เรียนพระคุณท่าน” อีกฝ่ายพูดด้วยเสียงขาดเป็นห้วงๆ “ขุน..ขุนทิพนำทหารเชียงใหม่เข้ายึดคุ้มแลกวาดต้อนคนในคุ้มออกนอกเมืองไปแล้วขอรับ”

พญารามได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้ง ดวงตาทั้งคู่แฝงด้วยความเจ็บแค้นระคนห่วงใยถึงชะตากรรมของคนในครอบครัว...

****************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น