ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 53 : นางกลางไพร(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 347
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

หลังยึดเขาเหยี่ยวได้ กองทหารอโยธยาจึงเร่งสร้างหอรบเพื่อใช้ตั้งปืนใหญ่ในทันที กระทั่งรุ่งเช้า หอรบสูงร่วมสองวาจำนวนสิบหอก็สร้างเสร็จ  พร้อมทั้งติดตั้งปืนใหญ่บนหอรบทั้งหมดจนครบ

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพอพระทัยที่ทุกสิ่งเป็นไปตามที่ทรงดำริไว้ จอมคนจึงทรงมีพระบัญชาให้ปืนใหญ่บนหอรบทั้งสิบระดมยิงค่ายเชียงใหม่ทันที พร้อมกันนั้นก็ทรงเคลื่อนพลทั้งหมดเข้าตีข้าศึกให้แตกหัก

เสียงปืนใหญ่ดังกึกก้อง ส่งกระสุนหินพุ่งเข้าล้างผลาญชีวิตไพร่พลชาวยวนและกาว โรงเรือนในค่ายพังทลาย เชิงเทินหลายจุดเสียหายยับเยินด้วยอำนาจลูกปืนใหญ่ ทว่ากองทัพเชียงใหม่ก็ยังปักหลักรักษาแนวรบอย่างเข้มแข็ง แม้รี้พลจะบาดเจ็บล้มตายลงไปเพียงใดก็ตาม

ครั้นเพลาเที่ยง เมื่อทรงเห็นว่ากำแพงค่ายข้าศึกทลายลงเป็นหลายแห่งแล้ว องค์จอมทัพอโยธยาก็ทรงให้พระบรมราชาและพระอินทราชา พระราชโอรสทั้งสองของพระองค์ นำทหารหนึ่งหมื่นเข้าปล้นค่ายเชียงใหม่

ท้าวศรีบุญเรืองและพญาผาแสนได้รวบรวมรี้พลเข้าต้านทานอย่างเต็มกำลัง ทว่าทหารเชียงใหม่เริ่มอ่อนกำลังลง เนื่องด้วยถูกปืนใหญ่ระดมยิงมาตั้งแต่ยามสาย ทำให้ต้องถอยร่นจนทหารอโยธยาสามารถบุกเข้ามาในค่ายได้ การรบกระจายไปทั่วบริเวณค่ายและรอบเนิน ควันไฟคละคลุ้ง เสียงอาวุธกระทบกันปนกับเสียงร้องของผู้ที่กำลังจะตาย ทำให้ทั่วทั้งค่ายมีสภาพไม่ต่างกับอเวจี

บนเขาเหยี่ยว สินเมืองและพันจบยืนมองการรบเบื้องล่าง อยู่ข้างหอรบ ที่ยามนี้เสียงปืนใหญ่สงบลงแล้ว เนื่องด้วยสองฝ่ายเข้ารบตะลุมบอน จึงเกรงว่าหากยิงปืนใหญ่ จะทำให้กระสุนตกต้องไพร่พลฝ่ายเดียวกันเอง

“หากเป็นดังนี้ เห็นที ค่ายเชียงใหม่คงเสียแก่ทัพเราก่อนตะวันตกดินเป็นแน่ขอรับ” พันจบเอ่ยขึ้น

“ก็คงเป็นเช่นนั้นแล” สินเมืองเห็นด้วยก่อนพูดว่า “แต่ก็เสียดายนัก ที่ศึกนี้ ข้าทำได้เพียงยืนเฝ้าปืนใหญ่ หาได้มีโอกาสประดาบกับศัตรูไม่”

“ข้าพเจ้าคิดว่าท่านหมื่นหาต้องเสียดายอันใด” อีกฝ่ายกล่าวยิ้มๆ “ตราบใดที่เชียงใหม่ยังมิยอมสยบต่ออโยธยา ทั้งท่านแลข้าพเจ้าคงได้รำดาบเล่นศึกอีกเป็นแม่นมั่น”

สินเมืองยิ้มเล็กน้อยขณะสายตาจับอยู่ที่สนามรบเบื้องล่าง ทว่ายามนั้น เสียงเป่าเขาก็ดังแว่วมา ชายหนุ่มหันไปมองยังต้นเสียงในทันที

ที่เบื้องทิศตะวันตก ปรากฏกลุ่มฝุ่นฟุ้งตลบกำลังมุ่งมายังสมรภูมิ ซึ่งสิ่งที่อยู่กลางกลุ่มฝุ่น คือพลม้านับพันแลพลเดินเท้าร่วมหมื่น ประกายหอกดาบสะท้อนแสงตะวันยามบ่ายเป็นประกาย ธงทิวปลิวไสว เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง

สินเมืองและพันจบมองภาพนั้นด้วยอาการตกตะลึง ก่อนที่พันจบจะหลุดปากว่า “นั่นกองทัพเชียงใหม่นี่ขอรับ!

ขณะเมื่อทัพของท้าวศรีบุญเรืองและพญาผาแสนกำลังเพลี่ยงพล้ำนั้นเอง ไพร่พลหนึ่งหมื่นที่นำโดยหมื่นคำหยาดและหมื่นยี่หลอซึ่งเป็นกองหน้าของทัพหลวงแห่งพญาติโลกราชก็มาถึง ทำให้ขวัญกำลังใจของฝ่ายเชียงใหม่กลับดีขึ้น ท้าวศรีบุญเรืองนำไพร่พลเข้ารบอย่างไม่คิดชีวิตจนผลักดันทหารอโยธยาออกจากค่ายได้ ขณะที่สองขุนทัพเชียงใหม่ก็นำกำลังเข้าตีกระหนาบทัพหน้าอโยธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงบัญชาให้กองทัพทั้งหมดเข้าช่วยทัพของพระราชโอรสทั้งสอง พร้อมทั้งทรงให้ปืนใหญ่ที่อยู่บนเขาเหยี่ยวระดมยิงเข้าใส่ข้าศึก

ก่อนตะวันตกดิน เสียงปืนใหญ่ก็เงียบลง พร้อมกับกองทัพอโยธยาได้ถอยกลับที่มั่น ขณะที่ฝ่ายเชียงใหม่ก็ทิ้งค่ายไปรวมพลยังท้องทุ่งแห่งหนึ่งซึ่งอยู่พ้นวิถีปืนใหญ่บนเขาเหยี่ยวแลเร่งสร้างค่ายใหม่เพื่อรอสมทบกับทัพหลวงของพญาติโลกราช ทิ้งไว้เพียงร่างไร้ชีวิตของไพร่พลทั้งสองฝ่ายนอนเกลื่อนยังค่ายเดิมที่ถูกทิ้งร้าง

*********************

“วันนี้หากมิใช่พวกเชียงใหม่ได้ทัพหนุน ฝ่ายเราคงบดขยี้ทัพข้าศึกพินาศสิ้นเป็นแน่”สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตรัสในที่ประชุมแม่ทัพนายกอง “พระเทพอรชุน เหล่าเสือหมอบแมวเซาของเจ้าได้ความหรือยังว่าทัพที่ยกมานี้ เป็นของผู้ใด” พ่ออยู่หัวทรงรับสั่งถามแม่กองลาดตระเวน

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า”พระเทพอรชุนกราบทูล “อุปนิกขิตแจ้งว่า ทัพที่ยกมาเป็นกองหน้าของทัพพระเจ้าเชียงใหม่  พระพุทธเจ้าข้า”

“แล้วยามนี้ทัพหลวงเชียงใหม่อยู่ที่ใด”

“อยู่ห่างจากที่นี่เป็นระยะทางเดินทัพสามขวบวัน พระพุทธเจ้าข้า”

“รี้พลมีประมาณใด”

“สองหมื่น พระพุทธเจ้าข้า”

พระพักตร์จอมคนเครียดขึ้นก่อนมีรับสั่งว่า “รี้พลทัพพระเจ้าเชียงใหม่มีมากนัก หากยกมาถึงนี่ คงมิเป็นการดี”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญาสีหราเดโชกราบทูลขึ้น “แม้ทัพหลวงของข้าศึกจักมีรี้พลมาก แต่ฝ่ายเราก็ยังมีทัพของออกญามหาเสนาแลหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กำลังมาสมทบ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า หากรวมทัพหนุนแล้ว กำลังข้างเราเห็นจักมิได้ย่อหย่อนกว่าข้าศึกศัตรูเป็นแน่ พระพุทธเจ้าข้า”

“เช่นนั้น เจ้าจงให้ม้าเร็วไปเร่งออกญามหาเสนาแลเจ้าเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงให้เร่งนำทัพมาสมทบโดยเร็วที่สุด”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”ออกญาสีหราชเดโชถวายบังคม

หลังทรงมีพระบัญชาแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงมีรับสั่งกับเหล่าแม่ทัพว่า “ข้าคิดว่า ก่อนทัพพระเจ้าเชียงใหม่มาถึง เราควรเร่งทำลายทัพของท้าวศรีบุญเรืองเสีย เพื่อตัดกำลังข้าศึกแลทำลายขวัญไพร่พลข้างมัน”

“หม่อมฉันขออาสาตีทัพเชียงใหม่ในวันพรุ่ง พระพุทธเจ้าข้า”พระบรมราชากราบทูล

“หม่อมฉันก็ขออาสาติดตามเจ้าพี่ไปเล่นศึกในวันพรุ่งด้วยพระพุทธเจ้าข้า”พระอินทราชากราบทูลขึ้นบ้าง

จอมคนทรงแย้มสรวลอย่างพอพระทัยก่อนตรัสกับพระราชโอรสทั้งสองว่า“เช่นนั้น วันพรุ่ง พ่อจักให้เจ้าทั้งสองคุมพลหนึ่งหมื่นเป็นทัพหน้า ส่วนพ่อจักคุมพลหนึ่งหมื่นแปดพันเป็นกองหนุนยกไปตีทัพเจ้าวังหน้านครพิงค์ให้จงได้”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”พระราชโอรสทั้งสองถวายบังคมน้อมรับพระบัญชา....

เช้าวันรุ่งขึ้น กองทัพอโยธยายกพลไปยังค่ายใหม่ของทัพยวนและใช้ปืนใหญ่ระดมยิงจนถึงยามเที่ยงก่อนส่งไพร่พลเข้าโจมตี ขณะที่ฝ่ายเชียงใหม่เองก็ใช้ปืนใหญ่ยิงตอบโต้ แต่เนื่องด้วยทัพของท้าวศรีบุญเรืองมีปืนใหญ่น้อยกว่า จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกระดมยิงจนไพร่พลพลบาดเจ็บล้มตายและค่ายเสียหายมิใช่น้อย แม้กระนั้นทหารเชียงใหม่ก็ยังคงรักษาที่มั่นอย่างเข้มแข็ง ทำให้กองทัพอโยธยาไม่อาจเข้ายึดค่ายได้และจำต้องล่าถอยเมื่อถึงยามอาทิตย์อัสดง

พลบค่ำวันเดียวกันนั้น ในระหว่างที่ทรงประชุมกับเหล่าแม่ทัพเพื่อหาวิธีทำลายทัพข้าศึก สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงได้รับข่าวจากม้าเร็วว่า กองทัพของออกญามหาเสนาได้ปะทะกับกองทัพของหมื่นด้งนครและเกิดรบติดพันจนไม่อาจเคลื่อนพลมายังเมืองแพร่ ส่วนกองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้นก็ถูกรบกวนจากกองโจรเชียงใหม่และยังถูกกองทัพไทใหญ่อันเป็นประเทศราชของล้านนาสกัดเอาไว้จนไม่อาจยกมาสมทบได้

เมื่อไม่มีทัพหนุน สมเด็จพระบรมไตรโลกจึงทรงเห็นว่า ลำพังทัพของพระองค์คงยากที่จะได้ชัยชนะเหนือทัพนครพิงค์  พระองค์จึงทรงมีพระบัญชาให้เคลื่อนพลกลับไปยังไชยนาทสองแควในวันต่อมา ก่อนถูกศึกกระหนาบ

****************************************

“ไหว้สาเจ้าพ่อ ยามนี้พญาใต้ล่าทัพไปแล้ว ข้าเจ้าเห็นควรเรายกทัพไล่ตาม เพื่อตีปราบฝูงเขาให้พินาศแหลกย่อย”ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลพญาติโลกราชหลังได้ข่าวว่าทัพอโยธยาถอยไปแล้ว

“อย่าเพิ่ง” จอมคนนครพิงค์ตรัส “พญาใต้ล่าทัพไปนี้ เขาถอยเป็นกระบวนหาใช่แตกพ่ายไป แม้นรุกไล่ตาม อาจต้องกลซุ่มตี ดังคราหมื่นมอกลองเมื่อครั้งกระโน้น”

“เช่นนั้น เจ้าพ่อจักยอมปล่อยชาวใต้ไปฉะนี้ฤา”

“แม้รอดไปได้ แต่พญาใต้ต้องจำจดศึกหนนี้ไปอีกยาวนาน” ตรัสแล้ว พญาติโลกราชก็ทรงหันมายังพญายุทธิษเฐียรและรับสั่งว่า “พญาเถียน ลูกข้า”

“ข้าเจ้าอยู่นี่ มหาราช”

“ข้ามีการจักให้สูทำ”

“มหาราชมีการใด ขอทรงมีพระบัญชามาเถิด”

“เวียงใดในแดนสุโขทัยนี้ ที่สูคิดว่าควรมาอยู่ด้วยล้านนาเรา”

******************

ครั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จนำทัพมาถึงนครไชยนาทสองแคว ก็ทรงทราบข่าวว่าทัพของหมื่นด้งและทัพไทใหญ่ได้ถอยกลับแล้ว จอมคนจึงทรงให้กองทัพของออกญามหาเสนาเร่งมาสมทบกับทัพหลวงยังเมืองสองแคว ส่วนทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้น พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้ถอยกลับคืนสู่หัวเมืองทั้งหลาย

ที่ชายป่านอกเมืองสองแคว สินเมืองออกมาขี่ม้าหลังหมดงานถวายอารักขาองค์เหนือหัว โดยนับแต่ทัพหลวงมาตั้งมั่นที่สองแคว งานของเขาก็มีเพียงพลัดเวรกับพี่ทั้งสามเพื่อถวายอารักขาร่วมกับพระตำรวจหลวงเท่านั้น ทำให้มีเวลาว่างอยู่มาก ซึ่งตามปกติ เขาก็จะใช้เวลาว่างมาขี่ม้าเล่นในป่านอกเมือง เพื่อชมทิวทัศน์ของไพรพนา

ขณะเหยาะย่างม้าเดินไปเรื่อยๆนั้น เสียงของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาในความเงียบสงบของแนวป่า

“ช่วยด้วย!

สินเมืองหยุดม้าและเงี่ยหูฟังเพื่อจับทิศ ก่อนจะเร่งควบม้าไปยังที่มาของเสียงร้องทันที

เพียงชั่วอึดใจ ชายหนุ่มก็ควบม้ามาถึงลานโล่งกลางป่า ที่นั่น เขาเห็นหญิงสาวนางหนึ่งกำลังวิ่งกระเซอะกระเซิงหนีชายฉกรรจ์สามคนท่าทางดุร้ายที่ถือดาบและหอกในมือ ท่าทางของสตรีผู้นั้นเต็มไปด้วยความตื่นกลัวราวนางกวางน้อยที่ตกอยู่กลางวงล้อมสุนัขป่า

“ปล่อยหญิงผู้นั้นบัดเดี๋ยวนี้”สินเมืองตวาดก้องทำให้ชายทั้งสามชะงักและหันมา ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะพุ่งหอกเข้าใส่เขา

สินเมืองชักม้าหลบหอกเล่มนั้น พร้อมกระชากดาบออกจากฝักและกระตุ้นม้าพุ่งเข้าหาชายทั้งสาม เขาฟาดฟันกับพวกมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สามคนนั้นจะล่าถอยหนีเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว

หลังพวกนั้นหนีไปแล้ว สินเมืองจึงหันมามองหญิงสาวที่เขาเพิ่งช่วยเอาไว้ นางเป็นสตรีผิวขาวผ่อง อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ใบหน้ารูปไข่สวยคม ดวงตาค่อนข้างยาวรี ผมยาวดำขลับเกล้าเป็นมวยแบบชาวเมืองเหนือ คาดผ้าแถบสีเหลืองอ่อน นุ่งซิ่นยาวสีเขียวเข้มและมีผ้าขาวผืนยาวพาดไหล่

เมื่อเห็นว่านางยังคงมีอาการตื่นตระหนก ชายหนุ่มจึงเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนว่า

“มิต้องกลัวดอกชะแม่ ยามนี้เจ้าปลอดภัยแล้ว”

สาวน้อยเงยหน้ามองก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นน้อยๆ “ขอบน้ำใจที่มาช่วยข้าไว้”

“หาเป็นไรไม่”สินเมืองพูด “แล้วออเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงถูกคนพวกนั้นไล่ตามมา”

“ข้าชื่อ บัวคำ เป็นคนทุ่งยั้ง จักลงไปหาญาติที่อโยธยา แต่โชคร้าย กองเกวียนที่อาศัยมา ถูกโจรเข้าปล้น หลายคนถูกมันฆ่าตาย ข้าเองวิ่งหนีพวกโจรจนมาถึงนี่ หากมิใช่ท่านมาช่วย ข้าคง...” หญิงสาวชะงักคำพูดด้วยท่าทางคล้ายยังไม่หายหวาดกลัวกับเรื่องร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้น

ท่าทางของนางทำให้สินเมืองรู้สึกเห็นใจ เขาลงจากม้าและกล่าวปลอบว่า “ทำใจให้สบายเถิด ข้ารับรองว่า เจ้าจักไม่มีอันตรายใดๆอีกแล้ว”

“คุณพระคุ้มครองทำให้ข้าได้เจอท่าน”สีหน้าหญิงสาวค่อยดีขึ้น“มิทราบว่า ท่านผู้มีพระคุณจักบอกนามให้แก่ข้าได้ฤาไม่”นางถาม

“ข้าชื่อสินเมือง เป็นนายกองราชองครักษ์ กินตำแหน่ง หมื่นเดชนารายณ์”

“เป็นบุญแก่ข้ายิ่งนักที่ได้รู้จักขุนศึกผู้กล้าแห่งศรีอโยธยา” บัวคำยิ้มพลางกล่าวกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงใสราวระฆังเงิน

ชายหนุ่มยิ้มรับก่อนถามว่า “จากนี้ไป เจ้าคิดทำเช่นใดต่อ ฤาจักกลับทุ่งยั้ง”

“นอกจากพ่อแล้ว ข้าก็หามีญาติพี่น้องอื่นใดอยู่ที่นั่นอีกไม่”สาวน้อยพูดเสียงเศร้าๆ “เดือนก่อน พ่อข้าป่วยหนัก ก่อนสิ้นใจ พ่อบอกให้ข้าไปอาศัยอยู่ด้วยพี่ชายของพ่อที่กรุงอโยธยา ข้าจึงได้ขออาศัยเดินทางมากับนายกองเกวียนที่รู้จักกันแต่ก็มาประสบเหตุร้ายเข้า”

“แล้วจากนี้ไป หญิงสาวตัวคนเดียวเช่นเจ้าจักไปถึงอโยธยาได้อย่างใด”

คำถามนั้นทำให้บัวคำถึงหน้าสลดด้วยความกังวลในอนาคตของตน สีหน้าที่สิ้นหวังนั้น ทำเอาสินเมืองเกือบรู้สึกผิดที่ถามออกไป

ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากชั่งใจก่อนพูดว่า “เอาเช่นนี้แล้วกัน ข้าจักพาออเจ้าไปอโยธยาพร้อมด้วยทัพหลวง จักได้ปลอดภัย”

ใบหน้างามนั้นดูแจ่มใสขึ้นในพริบตา “นับเป็นพระคุณแก่ข้าอย่างเหลือแสน”หญิงสาวพูดก่อนทรุดตัวจะก้มกราบ

สินเมืองตกใจที่เห็นดังนั้น จึงรีบเข้าไปจับไหล่บัวคำเพื่อห้ามไม่ให้กราบเขา ทำให้หน้าของทั้งสองใกล้กันโดยบังเอิญ ขณะที่ดวงตาก็สบประสาน ยามนั้น สินเมืองได้กลิ่นหอมละมุนจากกายนาง จนทำให้เขารู้สึกแปลกๆ

หลังตั้งสติได้ นายกองหนุ่มผละออกและลุกขึ้นก่อนที่บัวคำจะลุกตาม จากนั้นเขาจึงถามนางว่า “เจ้าขี่ม้าเป็นหรือไม่”

หญิงสาวส่ายหน้าพลางมองเจ้าม้าด้วยสีหน้าหวั่นๆ ซึ่งเมื่อสินเมืองเห็นแล้วก็ถอนหายใจหนักๆก่อนพูดว่า

“เช่นนั้น ก็นั่งหลังม้าไปพร้อมข้าเถิด”

บัวคำยังมีท่าทีกล้าๆกลัวๆทำให้ชายหนุ่มต้องช่วยอุ้มนางขึ้นไป จากนั้นเขาก็ขึ้นไปนั่งข้างหลังเพื่อช่วยประคองก่อนบังคับม้าวิ่งเหยาะๆออกไปจากที่นั่น

ยามนั้น สินเมืองอดคิดไม่ได้ว่า พวกพี่ๆทั้งสามของเขาจะกระเซ้าเย้าแหย่อย่างไรกับการที่เขาออกมาขี่ม้าเล่นคนเดียวทว่ากลับไปพร้อมกับสตรีแสนงาม แต่นั่นยังมิเท่ากับว่า หากพระคำแหงรณฤทธิ์ บิดาของเขามาถึงแล้ว ท่านจะว่าอย่างไรกับการที่เขาจะพาหญิงสาวผู้นี้ไปพระนครด้วย

*****************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น