ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 52 : แผนร้ายที่เขาเหยี่ยว(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 350
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

หลังทราบว่าตนจะได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญ สินเมืองรู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุด จนนอนแทบไม่หลับ กระทั่งถึงเวลารวมพลในตอนเที่ยงคืน สินเมืองพร้อมพันจบไกรแดน ผู้เป็นรองนายกองก็นำเหล่าทหารทะลวงฟันในสังกัดทั้งหกสิบสองนาย ไปสมทบกับกองทหารของหลวงราชวรินทร์ยังที่ประชุมพล ทว่าเมื่อไปถึงแล้ว ชายหนุ่มก็พบศัตรูเก่าของตนอยู่ในที่ประชุมด้วย

“มิคิดเลยนะว่าข้าจักได้ออกรบพร้อมท่านในครานี้ หมื่นเดช”หมื่นหาญเรืองฤทธิ์เอ่ยทักชายหนุ่ม

“ข้าก็เช่นกัน”

หลานชายขุนทัพใหญ่ยักคิ้วพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน “ข้าหวังว่าแม่กองราชองครักษ์เช่นท่าน คงเก่งกล้ากลางสมรภูมิได้มิแพ้ยามอยู่สนามประลองดอกนะ”

“เรื่องนั้น ลางที หากท่านหมื่นอยู่กลางสนามรบได้นานพอ ก็คงได้ประจักษ์แก่ตาเอง”สินเมืองตอบด้วยน้ำเสียงเรียบทว่าสายตานั้นฉายแววแกร่งกร้าว

อีกฝ่ายลุกขึ้นและมองมาด้วยสายตาไม่ประสงค์ดีนัก ก่อนจะเดินนำลูกน้องออกไปจากที่นั่น ขณะที่องครักษ์หนุ่มก็นำทหารของตนเข้าไปรวมพลเช่นกัน

****************

หลังประชุมพล หลวงราชวรินทร์และขุนรัตนเทพจึงนำไพร่พลยกออกจากค่าย กระทั่งก่อนฟ้าสางเล็กน้อย กองทหาร อโยธยาก็มาถึงป่าทึบใกล้เชิงเขาเหยี่ยวและตั้งทัพรออยู่ที่นั่น จนใกล้เที่ยง พลสอดแมนที่ถูกส่งล่วงหน้าไปหาข่าว ตั้งแต่เมื่อคืน ก็นำความมารายงานหลวงราชวรินทร์ผู้เป็นนายทัพ 

“ตามที่อุปนิกขิตแจ้งมา พวกยวนมีราวเจ็ดแปดร้อย ตั้งมั่นอยู่บนเขา ทางขึ้นมีทางเดียว ขึ้นได้มิยาก หากชัยภูมินั้นมั่นคงนัก” หลวงราชวรินทร์กล่าวในที่ประชุมเหล่านายกอง หลังฟังรายงานจากกองสอดแนม

“แม้ชัยภูมิข้าศึกมั่นคง แต่กำลังข้างเราเหนือกว่า ข้าพเจ้าเห็นว่า หากเราลอบนำทัพขึ้นเขา แล้วเข้าตีมิให้พวกมันตั้งตัว คงหักเอาได้มิลำบาก” ขุนรัตนเทพออกความเห็น

 “ข้าก็คิดเช่นนั้น” ผู้เป็นนายทัพพูด “หากยังมีปัญหาอีกประการ ด้วยข้าศึกได้ตั้งหอสูงบนยอดเขาเหนือที่มั่น หากเมื่อใดเราเข้าตี พวกยวนย่อมส่งสัญญาณให้พวกในค่ายใหญ่ยกมาช่วย หากเป็นดังนั้น คงมิเป็นการดีต่อฝ่ายเรา”

“เช่นนั้น ควรทำอย่างใดขอรับ”

“ข้าจักส่งคนไปสังหารยามระวังเหตุฝ่ายมันให้สิ้น แล้วจึ่งยกทัพเข้าตีที่มั่นข้าศึก ดังนี้แล้ว คงทำการได้สำเร็จดังหมาย”

“การนี้ สำคัญนัก ท่านแม่ทัพจักใช้ผู้ใดไป” ขุนรัตนเทพถาม

“การนี้ คงต้องอาศัยฝีมือพลทะลวงฟันของหมื่นเดชนารายณ์” หลวงราชวรินทร์ตอบ ก่อนจะหันมากล่าวกับสินเมืองว่า  “หมื่นเดช เจ้าจงนำพลทะลวงฟันล่วงหน้าขึ้นไปบนเขา พอตกค่ำ ให้เข้ายึดหอคอยข้าศึก แล้วส่งอาณัติสัญญาณแจ้งมาในทันที จากนั้น ข้าแลท่านขุนรัตนเทพจักนำพลบุกขึ้นไป”

ชายหนุ่มก้มศีรษะรับ “ขอท่านแม่ทัพวางใจเถิดขอรับ กระผมแลเหล่าทะลวงฟันจักทำคราการนี้ให้สำเร็จให้จงได้”

“เพื่อมิให้มีอันใดผิดพลาด ข้าจักให้คนไปช่วยอีกแรง” ผู้สูงวัยกว่ากล่าวพลางหันไปทางหมื่นหาญเรืองฤทธิ์ “หมื่นหาญ เจ้าจงนำพลหนึ่งร้อยไปช่วยหมื่นเดชนารายณ์”

“ขอรับ” ฝ่ายนั้นรับคำสั่งก่อนปรายตามายังราชองครักษ์หนุ่ม ยามนั้นเอง สินเมืองอดรู้สึกไม่ได้ว่าสายตาของหมื่นหาญแฝงด้วยเลศนัยบางอย่าง

หลวงราชวรินทร์ยิ้มให้นายกองหนุ่มทั้งสองและกล่าวอวยพรว่า “ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองให้เจ้าทั้งสองจงร่วมมือร่วมใจกันทำการในครานี้จนสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี”

“ขอรับ” ทั้งสองกล่าวรับพร้อมกัน

*******************

ตกค่ำ กองทหารของหมื่นเดชและหมื่นหาญรวมร้อยสามสิบนายซุ่มอยู่ในละเมาะไม้ ตรงครึ่งทางของทางขึ้นเขาเหยี่ยว สูงขึ้นไป เป็นส่วนบนของภูเขาที่ดูคล้ายหัวนกเหยี่ยว มีจงอยปากโค้งแลดูทะมึนในความมืด

“พวกเชียงใหม่ปลูกหอคอยระวังเหตุใกล้ยอดเขา แลมีไพร่พลส่วนหนึ่งเฝ้าอยู่รอบหอคอย ส่วนค่ายใหญ่ของพวกมันอยู่ตรงลานกว้าง ต่ำลงไปทางขวา แต่มิได้ขุคคูหรือปักรั้วระเนียด ขอรับ” พันจบไกรแดนบอกแก่นายกองทั้งสองหลังกลับจากนำคนขึ้นไปสำรวจภูมิประเทศมาแต่ยามบ่าย

สินเมืองมองดูยอดเขาก่อนเอ่ยว่า “พวกมันตั้งค่ายใกล้หอคอยดังนี้ หากทัพเราเข้าตีค่ายพวกมัน ยามบนหอคอยย่อมเห็นแลจุดไฟสัญญาณแจ้งเหตุยังค่ายใหญ่เป็นแน่”

“เช่นนั้น ท่านคิดว่าควรทำอันใด” หมื่นหาญถาม

“เราควรยึดหอคอยให้ได้เสียก่อนพวกมันรู้ตัว เพื่อมิให้พวกมันส่งสัญญาณแจ้งเหตุได้”

“ในลานใกล้หอคอย มีทหารยวนนับร้อย แล้วจักทำอย่างใดมิให้มันรู้ตัว ฤาใช้คาถากำบังกายกระนั้นรึ” น้ำเสียงนั้นแฝงแววเย้ยหยันเล็กน้อย

สินเมืองไม่ใส่ใจน้ำเสียงดังกล่าว แต่หันมาถามพันจบว่า “นอกจากลานนี้แล้ว ยังมีทางใดที่เข้าใกล้หอคอยได้บ้าง”

“จากที่นี่ ยังมีทางขึ้นอีกทาง เป็นซอกผาแคบ สูงชัน ปีนขึ้นได้ทีละคน มีทางออกอยู่ใกล้กับหอคอย ขอรับ”

“เช่นนั้น ก็พอมีทาง”   

“แต่ท่านหมื่นขอรับ” พันจบพูดต่อ “แม้ทางนั้นขึ้นยอดเขาได้ แต่ยากจักหลบพ้นสายตาพวกยวนที่เฝ้าอยู่รอบหอคอย  ด้วยพวกมันตั้งกองระวังเหตุ อยู่ตรงปากทางพอดี” 

“หากมิพ้น ก็รบกัน” สินเมืองกล่าวเสียงเด็ดเดี่ยว “เพียงทำให้พวกยวนมิอาจส่งสัญญาณไปค่ายใหญ่ได้ การอื่นเป็นอย่างใด ก็หาสำคัญไม่”

“เช่นนั้น ยามท่านนำคนไปยึดหอคอย ข้าจักนำคนไปซุ่มใกล้ที่มั่นพวกยวน เผื่อต้องรบกับข้าศึก ข้าก็จักเข้าหนุนช่วยได้ทันกาล” หมื่นหาญออกปากอาสา “แลเมื่อท่านทำการสำเร็จ ข้าจักส่งสัญญาณแจ้งแก่ทัพของหลวงราชวรินทร์เอง”

สินเมืองให้รู้สึกแคลงใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปของคู่อริ แต่ด้วยใจมุ่งแต่ภาระอันได้รับมอบหมายมา ชายหนุ่มจึงสลัดความคลางแคลงนั้นออกไป

“เมื่อท่านรับเป็นภาระดังนี้ ข้าก็ขอบน้ำใจ”เขากล่าวกับอีกฝ่าย “เช่นนั้น หากยึดหอคอยได้เมื่อใด ขอท่านหมื่นเร่งส่งสัญญาณแจ้งท่านแม่ทัพด้วย”

 “ขอท่านจงวางใจเถิด” หมื่นหาญพูด

*********************

หลังสินเมืองและเหล่าพลทะลวงฟันแยกไปแล้ว จัน สมุนคู่ใจของหมื่นหาญ ได้ถามผู้เป็นนายด้วยความข้องใจว่า

“เหตุใด พี่หาญจึงอาสาช่วยมัน ทำดังนี้มิเท่าส่งเสริมให้มันได้ความดีความชอบกระนั้นฤา”

“แล้วผู้ใดบอกเอ็งว่าข้าจักช่วยมัน” หมื่นหาญย้อนถาม

อีกฝ่ายมีสีหน้าประหลาดใจ “ก็ หากมิใช่เพราะจักช่วยมัน เหตุใดพี่จึงอาสาแก่หมื่นเดชไปเช่นนั้น”

“เอ็งนี่ช่างโง่เง่านัก การนี้ หากไอ้เด็กนั่นทำสำเร็จ ข้าย่อมได้ความดีความชอบไปด้วยอย่างมิต้องสงสัย”

“แต่หลวงราชวรินทร์ให้หมื่นเดชเป็นผู้นำพล หากได้ความชอบ มันย่อมได้มากกว่าพี่หาญนา”

“ไอ้จัน”คนเป็นนายถลึงตาใส่คนพูด “หากมิเห็นว่ามึงรับใช้กูมาหลายปี กูจักเอาดาบฟันปากมึงเสียประเดี๋ยวนี้ โทษฐานที่กล่าววาจาอัปปรีย์ดังนี้”

“อภัยข้าด้วยเถิดพี่”จันว่าพลางยกมือไหว้ปลกๆ

โทสะของหมื่นหาญค่อยคลายลง ก่อนเอ่ยกับสมุนคู่ใจว่า “มึงหาต้องกลัวไม่ ว่า ไอ้สินเมืองจักได้ความดีความชอบเหนือกู”น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นอำมหิต “ด้วยคนตายนั้น รับความชอบอันใดมิได้”

**********************

ทางขึ้นยอดเขาเหยี่ยวทางด้านหลัง คับแคบ สูงชันจนแทบตั้งฉาก ทว่ายังดีที่มีโขดหินกับกิ่งไม้ให้เกาะยึด จึงทำให้เหล่าทะลวงฟันพอปีนป่ายขึ้นไปได้ กระนั้น กว่าสินเมืองกับพันจบไกรแดนที่อยู่หัวขบวนจะไปถึงข้างบน ก็ล่วงเข้าเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพอขึ้นมาได้ ทั้งสองก็รีบหลบหลังโขดหินที่อยู่ใกล้ปากทาง ทว่าบริเวณนั้น มีที่พอให้ยืนได้เพียงสองคน จึงทำให้พลทะลวงฟันอื่นๆต้องรออยู่ในซอกผาอันเป็นทางขึ้น

เลยจากโขดหินที่ทั้งสองซ่อนอยู่ เป็นลานหินเรียบ มีหอส่งสัญญาณ ก่อด้วยหินแลไม้สูงราวสามวาเศษตั้งอยู่ ทหารเชียงใหม่ยี่สิบคนบ้างนั่งบ้างนอนรอบกองไฟที่สามกองที่ก่ออยู่รอบหอคอย

 สินเมืองกับพันจบเอาธนูที่เตรียมมาด้วย ยกขึ้นเหนี่ยวสาย เล็งไปยังยามสองคนบนหอคอย ก่อนปล่อยลูกศรยิงพร้อมกัน ศรเสียบเข้าที่ร่างของยามทั้งสองอย่างแม่นยำ หนึ่งในนั้นพลัดร่วงตกลงมา ทหารเชียงใหม่ที่อยู่ข้างล่างต่างตระหนกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยามนั้นเอง สินเมืองกับพันจบก็เข้าฟาดฟันกับพวกเชียงใหม่ที่อยู่รอบหอคอย ขณะที่พลทะลวงฟันอื่นๆ ทยอยขึ้นมา ทว่ายังไม่ทันที่พลทะลวงฟันจะขึ้นมาได้หมด ทหารยวนหลายร้อยคนที่อยู่ในลานกว้างด้านล่างก็กรูกันขึ้นมา

สินเมืองสั่งเหล่าทะลวงฟันยึดที่มั่นล้อมหอคอยเอาไว้ และปักหลักสู้กับข้าศึกอย่างดุเดือด เสียงอาวุธกระทบกันอย่างดุเดือด ท่ามกลางแสงจันทร์

“ท่านหมื่นขอรับ” พันจบร้องเรียกสินเมือง “พวกเราน้อยกว่ามันหลายเท่าฉะนี้ เห็นทีคงต้านไว้ได้มินานแน่”

สินเมืองหน้าเครียดเมื่อเห็นข้าศึกจำนวนมากเข้ามารุมล้อม “เหตุใด หมื่นหาญยังไม่มาอีก”

ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย เนื่องด้วยพันจบถูกทหารเชียงใหม่สามนายเข้ารุมรบ ขณะเดียวกันสินเมืองเองก็ถูกข้าศึกห้าคนเข้ารุมเช่นกัน ชายหนุ่มถีบเท้าลอยตัวโดดออกจากวงล้อมและตวัดดาบสังหารข้าศึกสองคนก่อนจะฟาดฟันกับพวกที่เหลือ แต่ทหารเชียงใหม่ก็ยังหนุนเนื่องเข้ามาเรื่อยๆ

“ข้าคะเนแล้วไม่ผิด” หมื่นหาญกล่าวเมื่อเห็นทหารเชียงใหม่วิ่งขึ้นไปโจมตีเหล่าทะลวงฟัน

“พี่หาญจักให้สัญญาณแก่หลวงราชวรินทร์เมื่อใด” จันถาม

หมื่นหาญยิ้มเหี้ยม “รอให้ไอ้สินเมืองกับพวก มันพินาศสิ้นก่อน ค่อยส่งสัญญาณก็ยังมิสาย”

ทันใดนั้นเอง ลูกดอกนับสิบพุ่งเข้าเสียบร่างทหารอโยธยาหลายนายที่อยู่ด้านหลังคนทั้งสองล้มลงกับพื้น ก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นทันที ก่อนที่เสียงโห่ร้องจะดังจากรอบด้าน

“เฮ้ย เกิดอันใดขึ้นวะ” หมื่นหาญอุทานด้วยความตกใจ

จันมองไปด้านหลังก็เห็นนักรบว้าร่วมร้อยปรากฏออกจากป่าทึบรอบข้างราวภูตไพร เสียงโห่ร้องของนักรบชาวป่าทำให้ขวัญทหารอโยธยากระเจิดกระเจิง

“ ชิบหายแล้วพี่ ไอ้พวกเชียงใหม่ มันตลบหลังเรา” จันร้องด้วยความตกใจเสียยิ่งกว่าผู้เป็นนาย

แม้จำนวนพอๆกัน หากทหารอโยธยานั้นเสียขวัญจากการถูกโจมตีอย่างกะทันหัน ทำให้ถูกสังหารล้มตายราวใบไม้ร่วง

พวกที่เหลือรอดก็แตกหนีกระจัดกระจาย

เมื่อเห็นจวนตัว หมื่นหาญจึงจำต้องสั่งให้ทหารของตนเร่งส่งสัญญาณไฟแจ้งแก่หลวงราชวรินทร์ทันที

ไม่นาน  หลวงราชวรินทร์และขุนรัตนเทพก็นำไพร่พลบุกขึ้นมาปะทะกับพวกเชียงใหม่บนเขา การรบดำเนินไปอย่างดุเดือดและจบลงในเพลาอันรวดเร็ว โดยฝ่ายอโยธยาสามารถสังหารข้าศึกได้จนหมดสิ้น

หมื่นหาญมองสินเมืองที่กลับลงมาจากยอดเขาพร้อมเหล่าทะลวงฟัน ด้วยสายตาโกรธแค้นที่แผนของตนล้มเหลวทั้งยังทำให้ตนเองเกือบเอาชีวิตไม่รอด เสียงโห่ร้องด้วยความชื่นชมของเหล่าไพร่พลที่มีต่อนายกองราชองครักษ์หนุ่มยิ่งทำให้ความเจ็บแค้นนั้นเพิ่มเป็นเท่าทวี

“ไอ้สินเมือง” หมื่นหาญขบกรามแน่น “ครานี้ ถือเสียว่าดวงมึงยังแข็ง รอหนหน้าเถิด กูจักมิให้มึงรอดได้เยี่ยงนี้อีก”

*******************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น