ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 51 : สมรภูมิเมืองแพร่(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 438
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

“เพียงสามวัน ทัพเราเสียไพร่พลร่วมพัน ช้างม้าร่วมร้อย ยังเสบียงที่ถูกเผาไปอีกมิใช่น้อย”สมเด็จพระบรมไตรโลกตรัสในที่ประชุมด้วยสุรเสียงเคร่งเครียด “แต่ที่ข้าข้องใจ คือ เหตุใด ฝ่ายเราจึงมิอาจสังหารหรือจับกุมพวกมันได้แม้เพียงคนเดียว ฤาศรีอโยธยาจักสิ้นคนมีฝีมือเสียแล้ว จึงปล่อยให้ข้าศึกทำการตามใจชอบเยี่ยงนี้”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า”ออกญาสีหราชเดโชกราบทูล “ข้าศึกใช้คนน้อย อาศัยความรวดเร็ว ทั้งยังชำนาญภูมิประเทศ หลังโจมตีแล้ว ก็พากันถอยหนีไปสิ้น โดยฝ่ายเรามิอาจติดตามได้ทัน”

“ทหารเชียงใหม่จักชำนาญภูมิประเทศหัวเมืองเหนือได้เยี่ยงไร”

“เอ่อ..ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า คงมีคนของพญาเถียนนำทางให้แก่พวกมัน”

“สักวัน ข้าต้องลากคอไอ้คนทุรยศนั่นมาให้ได้”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า”ออกญาเพชรพิไชยกราบทูลขึ้น“ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ฝ่ายเราควรเร่งป้องกันเหตุร้ายมิให้เกิดขึ้นอีก ด้วยว่านอกจากทำให้การเดินทัพล่าช้าแล้ว ขวัญกำลังใจไพร่พลก็จักเสื่อมถอยไปด้วย พระพุทธเจ้าข้า”

“ออกญาสีหราชเดโช ท่านเป็นผู้ดูแลการนี้ จักแก้ปัญหานี้เช่นใด” พ่ออยู่หัวทรงหันมาตรัสถาม

“ยามนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้เพิ่มเวรยามอีกเท่าตัวแลได้จัดพลรบฝีมือดีทำหน้าที่คุ้มกันเสบียงอาหารแลช้างม้า เชื่อว่า คงป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายขึ้นได้อีก พระพุทธเจ้าข้า”

“ลำพังพลรบสามัญอาจยังมิพอรับมือข้าศึก เอาล่ะ ข้าจักให้เหล่าทะลวงฟันและพระตำรวจหลวงไปช่วยอีกแรง” รับสั่งแล้ว จอมคนจึงทรงหันไปยังนายทหารทะลวงฟันคู่พระทัยทั้งสี่และทรงมีพระบัญชาว่า

“หมื่นเดชนารายณ์ หมื่นไกรสีห์สงคราม เจ้าทั้งสองจงคุมเหล่าทะลวงฟันในสังกัดแลพระตำรวจหลวงไปป้องกันการโจมตีจากกองโจรเชียงใหม่แลจงกุดหัวพวกมันมาให้ข้า”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”

***************************

ช้างสิบเชือกและกระบือสามสิบตัวหาหญ้ากินอยู่ใกล้ชายป่า โดยมีไพร่พลอโยธยาจำนวนหนึ่งคอยดูแล เหล่าไพร่พลบางส่วนยืนยามเฝ้าฝูงสัตว์ ขณะพวกที่เหลือนั่งรวมกลุ่มใต้ร่มไม้ใหญ่

เสียงชะนีร้องมาจากราวป่า ก่อนตามมาด้วยความเงียบสงัด ทันใดนั้น ลูกธนูจำนวนมากก็พุ่งเข้าใส่ไพร่พลที่ดูแลสัตว์พาหนะ หลายคนถูกธนูเสียบร่างล้มลงกับพื้น ช้างและควายพากันส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก

สินเมืองใช้ดาบปัดลูกธนูมิให้ต้องกาย ก่อนร้องสั่งไพร่พลให้เร่งต้อนสัตว์พาหนะกลับไป ขณะที่เหล่าทหารทะลวงฟันและพระตำรวจหลวงทั้งสามสิบต่างเตรียมพร้อมรับมือข้าศึก ยามนั้น นักรบสมิงดำและทหารแพร่รวมสี่สิบนายก็กรูออกมาจากป่าก่อนเข้าปะทะกับทหารอโยธยาอย่างดุเดือด

นักรบสมิงดำผู้หนึ่งปีนขึ้นหลังช้างและใช้ดาบปลิดชีพควาญก่อนไสช้างเข้าไล่เหยียบทหารอโยธยา ทว่าสินเมืองที่เห็นเหตุการณ์ได้คว้าหอกที่ตกอยู่บนพื้นและพุ่งเข้าปักอกนักรบผู้นั้นขาดใจตายร่วงตกลงมา ทำให้ช้างที่ไร้ผู้ควบคุมวิ่งเตลิดย้อนกลับไปหาพวกสมิงดำจนแตกกระเจิง สินเมืองจึงอาศัยจังหวะนั้นนำเหล่าทหารเข้ารุกไล่ฟาดฟันฝ่ายศัตรูจนแตกพ่าย

ครั้นเห็นฝ่ายตนตกเป็นรอง พวกนักรบสมิงดำที่เหลือก็พากันล่าถอยกลับเข้าไปในป่า โดยทิ้งร่างไร้ชีวิตของพวกเดียวกันร่วมยี่สิบไว้เบื้องหลัง

*******************************

การอันฝ่ายอโยธยาจัดเหล่าราชองครักษ์แลพระตำรวจหลวงช่วยคุ้มกันช้างม้าแลเสบียงอาหารจากการปล้นชิงของทหารเชียงใหม่นั้น ส่งผลให้พวกนักรบสมิงดำต้องบาดเจ็บล้มตายแทบทุกครั้งที่เข้าปล้นทัพอโยธยา ทำให้หมื่นหางช้างต้องหยุดทำการและถอนกำลังไปตั้งมั่นยังเนินเขาแห่งหนึ่งอันเป็นชัยภูมิสำคัญนอกเมืองแพร่

หลังเสียเวลาไปร่วมสัปดาห์จากการก่อกวนของกองโจรข้าศึก อีกสามวันต่อมา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงนำทัพเข้าถึงนครแพร่ ซึ่งเมื่อมาถึงแล้ว จอมคนก็ทรงให้กองทัพเข้าตีเมืองในทันที ทว่า ชาวแพร่รักษาเมืองแข็งขันนัก ทำให้ทัพอโยธยาไม่อาจหักเอาได้ พระองค์จึงทรงให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้เพื่อหาแผนการเข้าชิงชัยในภายหลัง

...สี่วันต่อมา กองทัพเชียงใหม่ที่นำโดยท้าวศรีบุญเรืองแลหมื่นม้าแก้วก็ยกมาถึงนครแพร่ ซึ่งหลังทรงทราบความแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงให้ประชุมเหล่าแม่ทัพนายกองในทันที

“พวกเชียงใหม่มีรี้พลมากน้อยเพียงใดแลยามนี้มาถึงที่ใดแล้ว” สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตรัสถามพระเทพอรชุนผู้ควบคุมเหล่าเสือหมอบแมวเซา

“ทัพยวนมีพลราวหนึ่งหมื่น ยามนี้ยั้งทัพอยู่ห่างจากค่ายหลวงไปร้อยเส้น พระพุทธเจ้าข้า”

“พวกเสือหมอบแมวเซาของเจ้า มัวทำอันใดอยู่ จึ่งปล่อยให้พวกยวนเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้”

“พระอาญามิพ้นเกล้า” พระเทพอรชุนกราบทูลด้วยน้ำเสียงหวาดเกรง “อุปนิกขิตข้างเราถูกพวกนักรบสมิงดำสังหารไปมากนัก จนแทบมิเหลือนำความกลับมารายงาน พระพุทธเจ้าข้า”

พระพักตร์พ่ออยู่หัวอโยธยาเครียดขรึมหลังสดับคำกราบทูลนั้น

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า”ออกญาสีหราชเดโชกราบทูลขึ้น “แม้พวกเชียงใหม่จักมาหนุนช่วยเมืองแพร่ แต่เทียบแล้ว กำลังข้างเราก็ยังเหนือกว่าอยู่หลายส่วน ทั้งทัพยวนเพิ่งยกมา รี้พลอ่อนล้า ค่ายมั่นก็ยังมิทันสร้าง หากเรายกเข้าตี คงเอาชัยได้ไม่ยาก พระพุทธเจ้าข้า”

“ที่ออกญาเดโชกล่าวมาก็เข้าทีอยู่” พ่ออยู่หัวทรงเห็นด้วยก่อนจะทรงมีพระบัญชาแก่เหล่าแม่ทัพนายกองว่า “พวกเจ้าจงเร่งไปจัดพลสองหมื่น ก่อนเพลาเที่ยงวันนี้ ข้าจักยกไปบดขยี้ทัพยวนให้พินาศสิ้น”

เหล่าแม่ทัพนายกองต่างถวายบังคมน้อมรับพระบัญชา ก่อนเร่งออกไประดมไพร่พล

หลังจากเหล่าแม่ทัพออกไปจากพลับพลาแล้ว พระบรมราชา พระราชโอรสองค์ใหญ่วัยสิบหกชันษา ของพระบรมไตรโลกนาถก็กราบทูลขึ้นว่า

“สมเด็จพ่อ หม่อมฉันขออาสาเป็นกองหน้าเข้าตีทัพยวนให้แตกพ่ายในครานี้ พระพุทธเจ้าข้า”

“หม่อมฉันก็ขอตามสมเด็จพ่อและสมเด็จพี่ไปเล่นศึกด้วย พระพุทธเจ้าข้า” พระอินทราชา โอรสองค์รอง ผู้มีชันษาเพียงสิบสี่ กราบทูลขึ้นบ้าง

“เจ้าทั้งสองล้วนห้าวหาญสมแล้วที่เกิดภายใต้เศวตฉัตรอโยธยา”จอมคนตรัสพร้อมทอดพระเนตรพระโอรสทั้งสองอย่างพอพระทัย “ถ้าเช่นนั้น ศึกนี้ เราสามพ่อลูกจักเอาชัยเหนือทัพยวนด้วยกัน”

*********************

ทัพอโยธยาเข้าโจมตีทัพเชียงใหม่อย่างดุเดือด ทว่าท้าวศรีบุญเรืองทรงคุมพลเข้าต้านทานอย่างเข้มแข็งจนฝ่ายอโยธยาไม่อาจทะลวงแนวรบเชียงใหม่ได้ พระบรมราชาแลพระอินทราชา พระราชโอรสทั้งสองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงนำกองช้างศึกเข้าตีแนวรบฝ่ายตรงข้ามด้วยพระองค์เอง ความห้าวหาญของเจ้าชายทั้งสองสร้างขวัญกำลังใจให้ไพร่พลอโยธยาจนสามารถทะลวงแนวรบของเชียงใหม่ได้ ท้าวศรีบุญเรืองจำต้องนำไพร่พลล่าถอยขึ้นไปยึดเนินใหญ่กลางทุ่งเป็นที่มั่น ซึ่งเมื่อฝ่ายอโยธยาเห็นดังนั้น ก็ระดมทหารเข้าตีจากรอบทิศ

ข้าแต่เจ้าแกมเมือง ทัพใต้โหมตีหนักนัก หากเป็นฉะนี้ต่อไป เห็นทีฝ่ายเราคงทานมิไหวเป็นแน่แท้ หมื่นม้าแก้วทูลท้าวศรีบุญเรือง

พญาใต้คงหมายขยี้ทัพเราให้แหลกย่อยในมื้อนี้เที่ยงมั่น จึ่งได้เทคนเข้าต่อรบรุนแรงเยี่ยงนี้

เจ้าแกมเมืองจักให้ทำฉันใด

สั่งขุนหาญทั้งปวงรักษาโคกนี้ให้มั่น แม้นทัพเราต้องแตกพ่ายในวันนี้ ก็จงเอาชีวิตชาวใต้ไปด้วยให้มากที่สุด มหาอุปราชนครพิงค์ตรัสด้วยสุรเสียงแข็งกร้าวดุดัน

รับสั่งของเจ้าอุปราช ทำให้ทหารเชียงใหม่ทั้งนายไพร่ต่อสู้ด้วยความเข้มแข็งยิ่งขึ้น จึงทำให้ทหารอโยธยาไม่อาจรุกขึ้นเนินอันเป็นที่ตั้งทัพของอีกฝ่ายได้

เมื่อทอดพระเนตรดังนั้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงมีพระบัญชาให้ใช้ธนูเพลิงจำนวนมากระดมยิงขึ้นไปยังโคกเนินแห่งนั้น เพื่อหมายข่มขวัญและทำลายแนวป้องกันของทัพเชียงใหม่ให้แตกพ่าย

ธนูเพลิงนับพันถูกยิงขึ้นบนเนิน ต้นไม้ใหญ่น้อยถูกเพลิงเผาผลาญ ควันไฟคละคลุ้งแทบบดบังท้องฟ้าให้มืดไป เสียงโห่ร้องและเสียงอาวุธปะทะกัน อีกทั้งเสียงช้างม้าและเสียงร้องของผู้ที่กำลังจะตาย ดังปะปนจนยากจะแยกได้

สินเมืองยืนถือดาบอยู่หน้าพระคชาธารแห่งองค์เหนือหัว ภาพที่ปรากฏแก่สายตาในยามนี้กระตุ้นให้ขุนศึกหนุ่มอยากออกไปร่วมฟาดฟันข้าศึกกับพี่น้องทหารหาญยิ่งนัก ทว่าหน้าที่ของราชองครักษ์ ทำให้ชายหนุ่มมิอาจทำได้ดังใจนึก จึงได้เพียงให้รู้สึกคันมือคันไม้ที่ไม่ได้ร่วมรบในศึกนี้

การโจมตีด้วยธนูเพลิงทำให้ทหารเชียงใหม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ไพร่พลเริ่มแตกพ่าย ขณะทัพอโยธยาสามารถรุกขึ้นเนินทางทิศตะวันตกได้สำเร็จ ท้าวศรีบุญเรืองทรงม้านำเหล่าทหารเชียงใหม่เข้าฟาดฟันกับทหารอโยธยาที่บุกเข้ามาอย่างดุเดือด แต่ก็ยังมิอาจต้านทานการบุกของอีกฝ่ายได้

ทันใดนั้นเอง เสียงโห่ร้องก็ดังมาแต่ทิศเหนือ พร้อมกับกองทัพหนึ่งที่เคลื่อนพลมุ่งเข้ามาและเข้าตีทัพอโยธยาทางทิศนั้น ฝ่ายโยธยาได้รวมพลเข้าต้านทานจนทำให้กองทัพที่มาใหม่ ไม่อาจตีฝ่าเข้ามาช่วยทัพเชียงใหม่ได้ ทว่าจากนั้นเพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก ก็ปรากฏธงรบล้านนาจำนวนมากในราวป่าทางทิศตะวันออกพร้อมฝุ่นฟุ้งตลบไปทั่วราวกับมีไพร่พลจำนวนมากกำลังมุ่งตรงมา จนทำให้ไพร่พลอโยธาเริ่มระส่ำระสายที่เห็นข้าศึกมีทัพหนุนเนื่องมาอีก

นักรบเชียงใหม่หลายร้อยคนได้บุกเข้ามาจนถึงพระคชาธารขององค์พ่ออยู่หัวอโยธยา เหล่าจตุลังคบาททั้งสี่และบรรดาทหารราชองครักษ์ทั้งปวงจึงเข้าปะทะต้านทานไว้ ขณะที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยังทรงนิ่งสงบหาได้หวั่นไหวแม้ในยามที่ข้าศึกเข้าล้อมช้างทรงของพระองค์

สินเมืองเข้าฟาดฟันกับนักรบข้าศึกที่บุกเข้ามาอย่างดุเดือด ซึ่งเพียงแรกเห็น ชายหนุ่มก็จำได้ว่า พวกมันคือนักรบกลุ่มเดียวกับที่เคยเข้าปล้นทัพอโยธยามาหลายครั้งหลายหน

แม้บรรดาราชองครักษ์จะมีฝีมือเป็นเลิศแต่เหล่าสมิงดำก็เข้มแข็งในเชิงรบไม่แพ้กัน ทำให้การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายดำเนินไปอย่างดุเดือดรุนแรงยากจักแพ้ชนะได้ จนเมื่อกองทหารอื่นของอโยธยายกมาสมทบกับเหล่าราชองครักษ์ พวกสมิงดำจึงได้ล่าถอยออกไป

เมื่อทรงเห็นว่า ข้าศึกมีทัพมาหนุนช่วย พระบรมไตรโลกนาถจึงทรงเกรงว่า หากการรบยังยืดเยื้อก็อาจต้องกลศึกกระหนาบได้ จึงมีพระบัญชาให้ถอยทัพกลับค่ายเพื่อรักษากำลังรี้พลไว้สำหรับชิงชัยใหม่ในคราหน้า

****************

“ขอบน้ำใจสูนัก ที่มาช่วยพวกข้าไว้ พญาผาแสง ท้าวศรีบุญเรืองตรัสกับเจ้านครน่านผู้ยกพลมาช่วย

อีกฝ่ายก้มเศียรลงก่อนตรัสตอบข้าได้ให้สัตย์ว่าจักภักดีต่อนครพิงค์ เมื่อเกิดเหตุฉะนี้  จักนิ่งเฉยได้อย่างใด

“น้ำใจสูหนนี้ ข้าจักจำไว้มิลืมเลือน”เจ้าอุปราชเชียงใหม่ทรงยิ้มน้อยๆก่อนตรัสถามอีกฝ่ายว่า เมื่อครู่ นอกจากสูแล้ว ยังมีอีกทัพที่ยกมาช่วยฝ่ายเรา สูรู้หรือไม่ว่า เป็นทัพของผู้ใด”

“ข้าหารู้ไม่”

เมื่อทรงสดับดังนั้น ท้าวศรีบุญเรืองก็ขมวดพระขนงอย่างข้องพระทัยพลางทอดพระเนตรธงทิวและกลุ่มฝุ่นที่ฟุ้งตลบเบื้องหลังแนวไม้ทางทิศตะวันออก

ยามนั้นเอง หมื่นหางช้างก็ควบม้าเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า ก่อนลงจากหลังม้าและพนมมือยกขึ้นถวายบังคม

ไหว้สา เจ้าแกมเมืองหมื่นหางช้างทูลขึ้นข้าเจ้าขอสมา ที่ล่าช้า จนเกือบเสียการ

ข้าหาถือโทษสูไม่”เจ้าอุปราชนครพิงค์ตรัส “ทัพที่อยู่เบื้องตะวันออกนั่น คงเป็นทัพของสูเช่นนั้นสิ”

“เป็นกองรบสมิงดำของข้าเจ้า”

“พวกสมิงดำมีคนไม่ถึงพัน แต่เหตุใดที่ข้าเห็น จึงดูหลวงหลายนัก ฤานางพญาท้าวแม่นคุณแต่งคนมาหนุนช่วย”

“นอกจากพวกสมิงดำแล้วก็มีเพียงคนม้าชาวแพร่อีกสามสี่ร้อยเท่านั้น”แม่กองสมิงดำทูลตอบข้าเจ้าให้คนนำธงไปปักทั่วป่าแลให้ผูกกิ่งไม้ไว้กับหางม้าแล้วควบวิ่งวนไปมา ให้ฝุ่นฟุ้งเพื่อลวงชาวใต้ว่ามีคนรบหลวงหลายยกมา

กลของสูหลักแหลมนัก ทำจนชาวใต้ล่าทัพไปได้ท้าวศรีบุญเรืองตรัสชม ขณะที่หมื่นห้างช้างก้มศีรษะน้อมรับ

ยามนั้น หมื่นม้าแก้วได้ทูลขึ้นว่า“ข้าแต่ เจ้าแกมเมือง แม้ทัพใต้จักถอยไปแล้ว แต่มิช้าคงยกมาอีก ควรเราเร่งสร้างค่ายรบให้แน่นหนา เพื่อรอรับศึกเขา”

เมื่อสดับคำทูลของรองแม่ทัพ ท้าวศรีบุญเรืองจึงทรงมีบัญชาให้เร่งสร้างค่ายในทันที จากนั้นจึงหันมาตรัสถามเจ้านครน่านว่า“พญาแก่นท้าว ทัพของสูมีคนมาเท่าใด”

“สามพัน”อีกฝ่ายตอบ “ด้วยมหาราชให้เรียกคนรบเข้าทัพแต่เดือนก่อน ข้าจึงเกณฑ์คนที่เหลือได้เพียงเท่านี้”

“เช่นนั้นสูจงนำคนมารวมกับข้า  เพื่อเราจักได้มีคนรบช่วยรักษาเวียงแพร่ จนกว่ามหาราชจักยกทัพมา” เจ้าอุปราชล้านนาตรัสกับเจ้านครน่านก่อนจะหันพระพักตร์ไปยังทิศอันเป็นที่ตั้งค่ายหลวงของอโยธยา

*********************

ยามเย็น ที่ค่ายหลวงของอโยธยา เหล่าไพร่พลต่างพักผ่อนหลังเหน็ดเหนื่อยกับการรบมาตลอดวัน ควันไฟจากการหุงหาอาหารลอยอยู่ทั่วไป ช้างม้าวัวควายถูกต้อนไปกินน้ำกินหญ้านอกค่าย โดยมีทหารคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา

สินเมืองนั่งเหยียดขาอยู่ในเพิงพักพลางเอ่ยกับหมื่นไกรสีห์สงครามที่นั่งอยู่ด้วยว่า เมืองแพร่ได้ทัพเชียงใหม่มาหนุนช่วยเยี่ยงนี้ เห็นทีดูศึกนี้คงยืดเยื้อเป็นแน่ พี่ท่าน

คงไม่ยืดเยื้อนักดอก ขอพียงกองทัพท่านออกญามหาเสนาแลทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือมาถึงพร้อมเมื่อใด ก็คงบดขยี้ทัพยวนแลหักเอาเมืองแพร่ได้เป็นแน่

พี่ศรลืมไปแล้วกระมังว่า ยังมีทัพหลวงของพวกเชียงใหม่ที่จักยกมาถึงอีก”

กำลังข้างเราหากรวมทัพหนุนแล้ว อย่างไรก็มิด้อยกว่าทัพยวน การอันจักเพลี่ยงพล้ำ คงไม่มีดอก”

ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่อีกใจหนึ่งกลับให้กังวลอยู่ลึกๆอย่างบอกมิถูก”

“กังวลเรื่องการศึก หรือแท้จริงคิดถึงแม่ดอกแก้วกันแน่” ศรพูดแหย่

สินเมืองยิ้มเก้อเขินที่ถูกกระเซ้า“พี่แกล้งเย้าข้าเล่นหลายหนแล้ว ระวังเถิด อย่าให้ข้ารู้แล้วกันว่า พี่ท่านไปติดเนื้อต้องใจหญิงใดเข้า ข้าจักเอาคืนเสียให้เต็มที่เชียว”ชายหนุ่มบอก ขณะอีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ

**********************

ค่ำวันนั้น ภายในพลับพลาใหญ่กลางค่าย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงหารือกับเหล่าแม่ทัพนายกองเพื่อวางแผนทำศึกกับทัพของท้าวศรีบุญเรือง

“ทัพเชียงใหม่ตั้งคุมเชิงอยู่นอกเมืองเช่นนี้ การอันเราจักหักเอาเมืองแพร่คงมิใช่เรื่องง่าย” พ่ออยู่หัวอโยธยาทรงมีรับสั่งกับเหล่าแม่ทัพที่เข้าประชุม “ข้าเห็นควรให้เร่งหักค่ายเชียงใหม่เสียโดยเร็ว จากนั้นจึงค่อยตีเมืองแพร่”

“ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญาสีหราชเดโชกราบทูลขึ้น “ทัพยวนตั้งมั่นบนเนินสูง ทำให้ปืนใหญ่ฝ่ายเรามิอาจยิงไปถึงได้ถนัด หากขับไพร่พลเข้าโหมหัก ข้าพระพุทธเจ้าเกรงว่าเราจักสูญเสียรี้พลเป็นอันมาก กว่าจักตีค่ายได้”

“หากปืนใหญ่บนพื้นราบมิอาจยิงถึง เราก็ตั้งปืนบนที่สูงสิ ท่านออกญา” จอมคนตรัสพลางแย้มสรวล “ห่างจากค่ายเชียงใหม่ไปทางเหนือราวยี่สิบเส้น มีเขาลูกหนึ่งชื่อเขาเหยี่ยว แม้ไม่ใหญ่มาก แต่ก็พอตั้งหอรบได้ หากเราปลูกหอแล้วนำปืนใหญ่ขึ้นไปตั้ง จากนั้นให้โหมยิงจนข้าศึกอ่อนกำลังแล้วขับไพร่ราบเข้าต่อตี คงหักเอาค่ายได้มิยาก”

“ขอเดชะ พระอาญามิเกล้า”ออกญาเพชรพิไชยกราบทูล “ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่าพวกเชียงใหม่เองก็คงทราบความข้อนี้ แลยามนี้พวกมันคงแต่งพลไปรักษาเขาลูกนั้นไว้แล้วเป็นแน่ พระพทุธเจ้าข้า”

“ข้อนั้นหายากไม่” จอมคนตรัสก่อนทรงหันมายังขุนทัพผู้หนึ่ง “หลวงราชวรินทร์”

“พระพุทธเจ้าข้า”

“เจ้าแลขุนรัตนเทพจงนำพลพันห้าร้อยยกไปยึดเขาเหยี่ยวแล้วเร่งปลูกหอรบสำหรับตั้งสีหนาทปืนใหญ่ให้แล้วเสร็จในสองราตรี ข้าจักใช้สีหนาทปืนใหญ่ระดมยิงค่ายเชียงใหม่จนกว่าพวกมันจักสิ้นกำลัง”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”

“การนี้สำคัญนัก ข้าจักให้หมื่นเดชนารายณ์นำเหล่าราชองครักษ์ไปช่วยอีกแรงหนึ่ง” พ่ออยู่หัวตรัส “ขอเพียงทำลายค่ายเจ้าอุปราชเชียงใหม่ได้ เมืองแพร่ย่อมไม่พ้นเงื้อมมือเราแน่”ยามที่รับสั่งประโยคสุดท้ายนั้น สายพระเนตรของจอมกษัตริย์เต็มไปด้วยความมั่นพระทัย

*******************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น