ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 50 : คมดาบคมขุนพล(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 400
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

หลังแจ้งข่าวไปยังหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงแล้ว เช้ามืดรุ่งขึ้น กองทัพอโยธยาก็แบ่งกำลังพลเป็นสองส่วนโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงให้ออกญามหาเสนาคุมไพร่พลหนึ่งหมื่นตั้งค่ายอยู่เมืองพระบาง ส่วนจอมคนทรงนำรี้พลสามหมื่นสามพัน เปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังเขาพลึง

ยามนั้น คนของพญายุทธิษเฐียรที่อยู่ในกองทัพอโยธยาได้ลอบส่งข่าวนี้ไปยังนายของตน ซึ่งเมื่อพญายุทธิษเฐียรทราบเรื่อง ก็เร่งนำความเข้ากราบทูลพญาติโลกราชในทันที

“พญาใต้ร้ายกาจนัก หากมิใช่ด้วยคนของพญาเถียนแจ้งเหตุมา ฝ่ายเราคงชะล่าใจจนเสียทีมันเป็นแน่”พญาติโลกราชตรัสกับพญายุทธิษเฐียรหลังทรงทราบเรื่อง

“ข้าเจ้าคิดว่า พระบรมไตรโลกเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพกะทันหันเยี่ยงนี้ คงมีแผนร้ายเป็นแม่นมั่น ควรเราคิดหาทางแก้กลในครานี้แต่โดยไว” เจ้าชายแห่งราชวงศ์สุโขทัยกราบทูล ขณะที่จอมคนทรงเห็นด้วย

“ข้าแต่เจ้าพ่อ การอันทัพใต้ทำดังนี้ คงหมายเข้าตีแพร่แลน่านเที่ยงมั่น” ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูล “ยามนี้เวียงทั้งสองมีคนรบอยู่เพียงน้อย คงมิพอต้านทัพชาวใต้ ควรเราเร่งส่งทัพไปช่วยโดยเร็ว”

“หนทางจากนี่ไปแพร่หาใกล้ไม่ หากรอทัพใหญ่ไปถึง การอาจสายเกินแก้” เหนือหัวเชียงใหม่ตรัสด้วยสุรเสียงเครียดก่อนหันมารับสั่งถามเจ้าหลวงหมื่นด้งว่า “สูคิดว่า การนี้ ควรเราทำอันใด จึ่งแก้กลพญาใต้ได้”

“ข้าแต่มหาราช” หมื่นด้งกราบทูล “หากรอทัพหลวง คงมิทันการ ด้วยชาวใต้ล่วงหน้าเรานัก ควรเราส่งคนรบส่วนหนึ่งเร่งยกไปพอปะทะศึก แลจัดคนก่อกวนทัพใต้เพื่อฉุดรั้งฝูงเขาให้ช้าลง เพื่อให้ทัพเรายกไปช่วยแพร่ได้ทันกาล”

พญาติโลกราชทรงเห็นด้วยกับหมื่นด้ง จึงตรัสเรียกแม่กองนักรบสมิงดำมาสั่งการว่า “หมื่นหางช้าง สูแลน้องทั้งสองกับเหล่าสมิงดำจงเร่งไปให้ทันทัพพญาใต้ แลคอยรังควานฉุดรั้งฝูงเขาให้เดินทัพล่าช้าลง”

แม่กองแลน้องชายทั้งสองพนมมือยกขึ้นเหนือเกล้าน้อมรับพระบัญชา จากนั้นองค์เหนือหัวล้านนาจึงตรัสกับพระโอรสว่า”สูแลหมื่นม้าแก้วจงนำคนตีนคนม้ารวมหนึ่งหมื่น เร่งไปแพร่แต่โดยไวแลช่วยท้าวแม่นคุณรักษาเวียง ส่วนพ่อแลหมื่นด้งกับขุนหาญอื่นๆจักนำทัพหลวงเร่งไปสมทบ”

ท้าวศรีบุญเรืองและหมื่นม้าแก้วพนมมือยกขึ้นใส่เกล้าน้อมรับพระบัญชา ขณะที่พระพักตร์ของจอมราชันย์แห่งนครพิงค์ยังคงแฝงความเคร่งเครียด ด้วยทรงรู้ว่าศึกนี้ได้แปรเปลี่ยนจากการวางอุบายรอทำลายฝ่ายตรงข้าม เป็นการชิงไหวชิงพริบ ระหว่างสองฝ่ายอย่างที่มิอาจทราบผลชัดเจนได้

*********************

ยามค่ำ ในราวป่าอันเป็นที่พักของทัพหลวงอโยธยา บรรยากาศเงียบสงัด สินเมืองนั่งเอนหลังพิงกองสัมภาระพลางทอดตามองดวงจันทร์ที่ลอยสูงบนท้องฟ้า ยามนั้นเขาเหมือนจะเห็นดวงหน้างามของดอกแก้วซ้อนอยู่ในดวงจันทรา ขุนทหารหนุ่มถอนหายใจเมื่อนึกถึงนางอันเป็นที่รักซึ่งห่างไกล

“ยังไม่หลับอีกหรือ หมื่นเดช” หมื่นเพชรอินทราหรือกล้าที่นอนอยู่ใกล้กันส่งเสียงถามขึ้น

สินเมืองหันไปมอง“ข้าทำพี่กล้าตื่นหรือ”เขาถาม

“พี่เป็นคนตื่นไวอยู่แล้ว หาใช่ด้วยเจ้าไม่”กล้าบอก “ว่าแต่เจ้าเถิด เหตุใดยังมินอนอีก ลืมแล้วฤาว่า หลังเที่ยงคืน เราต้องไปผลัดเวรเฝ้าพลับพลาที่ประทับกับหมื่นไกรแลเจ้าสิงห์”

“มิลืมดอกพี่ อีกสักประเดี๋ยว ข้าก็จักนอนแล้ว”

“ดูท่า น้องเราคงกำลังคิดถึงคนรักเป็นแน่ จึ่งมานั่งชมเดือนดาวเยี่ยงนี้”

“เอ่อ...”สินเมืองอึกอักก่อนกลบเกลื่อน “ข้าคิดถึงบ้านน่ะ”

“อย่าปิดเลย อาการเยี่ยงนี้ พี่เห็นมานักต่อนักแล้ว” คนเป็นพี่กล่าวยิ้มๆก่อนหลับตา “อย่างไร ก็อย่าคิดถึงแม่หญิงเสียจนลืมนอนแล้วกัน ประเดี๋ยวเกิดไปหลับยาม จักเดือดร้อนเอาหนา”

สินเมืองหัวเราะเบาๆกับคำเย้าแหย่ของสหายรุ่นพี่ เขายังนั่งอยู่ที่เดิมอีกพักหนึ่ง จนได้ยินเสียงกรนเบาๆดังมาจากคนที่นอนอยู่ ชายหนุ่มจึงเอนตัวลงนอนก่อนจะหลับตา..

....อย่างน้อย การมีใครสักคนให้คิดถึง ก็ทำให้มีกำลังใจที่จะเผชิญกับวันพรุ่งนี้ที่เต็มไปด้วยไม่แน่นอนได้...

***************************

ในป่าทึบใกล้เขตแดนเมืองทุ่งยั้ง ไพร่พลหกพันคนจากสุโขทัยและกำแพงเพชรหยุดตั้งค่ายพักแรมในป่า ก่อนออกเดินทางต่อในเช้ามืดวันรุ่งขึ้น และเนื่องจากเป็นการเดินทัพในเขตตน จึงมิได้มีการสร้างแนวรั้วหรือขุดคูกั้นแต่อย่างใด มีเพียงจัดเวรยามคอยเดินระวังเหตุรอบนอกเท่านั้น

นอกค่ายพัก นักรบสมิงดำสามร้อยคนเคลื่อนผ่านป่าเข้ามาเงียบๆ ก่อนที่นักรบห้าสิบคนจะอาศัยความมืดกำบังตัวลอบเข้าไปในจุดต่างๆของบริเวณค่ายอย่างเงียบกริบ โดยพวกยามที่อยู่รอบนอกไม่ทันสังเกตเห็น

ทันใดนั้นก็มีแสงไฟสว่างขึ้นรอบทิศ ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของผู้คนจำนวนมาก พวกทหารยามตีเกราะเป็นสัญญาณเตือนภัย ทำให้เหล่าไพร่พลในค่ายตกใจตื่นและก่อนที่จะมีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกธนูนับร้อยก็แหวกอากาศตกลงมาในค่าย ตกต้องไพร่พลบาดเจ็บล้มตายจนเกิดความวุ่นวายไปทั่ว

ท่ามกลางความวุ่นวาย นักรบสมิงดำทั้งห้าสิบคนที่แฝงตัวเข้ามา ก็ใช้อาวุธปลิดชีพทหารสุโขทัยล้มตายไปนับร้อยและจุดไฟเผาเสบียงสัมภาระ ก่อนจะหนีออกจากค่ายพักอย่างรวดเร็ว ทิ้งความโกลาหลและความพินาศไว้เบื้องหลัง

...ยามบ่าย ไพร่พลชาวสองแควสี่พันคนเดินทัพอยู่กลางทุ่งหญ้าที่แห้งผาก โดยมีกองม้าจำนวนสองร้อยอยู่ด้านหน้าและมีช้างศึกสามสิบเชือกอยู่กลางขบวน ส่วนตอนท้ายนั้นเป็นเกวียนขนเสบียงกว่าร้อยเล่มเทียมด้วยวัวและควาย ลมทุ่งที่พัดต่อเนื่อง ช่วยคลายความร้อนในยามบ่ายแก่เหล่าไพร่พล

ควันไฟก่อตัวขึ้นทางเหนือลม ออกญาศรีสุรินทร์ ผู้รั้งเมืองสองแคว ซึ่งเป็นแม่ทัพ นั่งบนหลังช้าง ได้สังเกตเห็นเป็นคนแรก จึงสั่งให้ทหารกลุ่มหนึ่งเข้าไปดู ทว่าเพียงพริบตากลุ่มควัน ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นแนวกำแพงไฟโอบล้อมจากทิศเหนือสู่ตะวันออกประดุจฝีมือคนทำ แรงลมทุ่งได้พัดกำแพงไฟเข้าหาขบวนทัพอย่างรวดเร็ว

ออกญาศรีสุรินทร์ร้องตะโกนสั่งไพร่พลให้หนีจากไฟมรณะ เหล่าทหารต่างตื่นตระหนก ทิ้งสัมภาระและศาสตราวุธเพื่อเอาตัวรอด ช้างม้าแตกตื่นโกลาหลไล่เหยียบไพร่พลบาดเจ็บล้มตาย  
....บนคบไม้ใหญ่ชายทุ่ง พันเงินและพันคำนั่งมองผลงานของพวกสมิงดำด้วยความพอใจ เสียงกรีดร้องของผู้คน เสียงร้องของช้างม้าที่หนีมิทันจนตกเป็นเหยื่อพระเพลิงสร้างความบันเทิงให้สองขุนทัพนครพิงค์ยิ่งนัก

****************************

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ม้าเร็วนำความมาแจ้งว่า ทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือถูกซุ่มโจมตีขณะยกพลมาที่นี่ จนเสียไพร่พล ช้างม้า ศาสตราวุธแลเสบียงไปเป็นอันมาก ทำให้ยามนี้ มิอาจเคลื่อนทัพต่อได้ พระพุทธเจ้าข้า” ออกญาสีหราชเดโชกราบทูลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ในพลับพลาของค่ายหลวงซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขาพลึง

จอมคนทรงขมวดพระขนง “ผู้ใดกันที่มันบังอาจโจมตีทัพของข้า”

“มิปรากฏแน่ชัดพระพุทธเจ้าข้า แต่คาดว่าอาจเป็นทหารจากนครพิงค์”

“หมายความว่า พระเจ้าเชียงใหม่ทราบอุบายเราแล้วกระนั้นหรือ” พระบรมไตรโลกนาถตรัสสุรเสียงเครียด “พญาติโลกราชหูตาไวนัก แม้การลับเยี่ยงนี้ยังล่วงรู้ได้”

“ข้าพระพุทธเจ้าเชื่อว่าคงเป็นไส้ศึกฝ่ายมันที่แฝงตัวในกรุงนำความไปแจ้ง”

“หากข้าหาตัวอ้ายคนทุรยศนั้นได้เมื่อใด ข้าจักสับหัวผ่าอกมันเสีย”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญาเพชรพิชัยกราบทูลขึ้น “เมื่อทัพฝ่ายเหนือเสียหายหนักจนมิอาจนำไพร่พลมาสมทบด้วยทัพหลวงได้ทันกำหนดเยี่ยงนี้แล้ว  จักทรงโปรดประการใดฤา พระพุทธเจ้าข้า”

“ข้าจักนำทัพหลวงยกล่วงไปเมืองแพร่ในวันรุ่งพรุ่งนี้” พ่ออยู่หัวอโยธยารับสั่งพระเสียงเข้ม “แม้พวกเชียงใหม่จักรู้ตัว หากทัพใหญ่ฝ่ายมันยังห่างไปนัก ทัพเรามีรี้พลกว่าสามหมื่น การหักเมืองแพร่ คงมิยากเกินกำลัง จากนั้นให้ทัพฝ่ายเหนือแลทัพของสมุหพระกลาโหมไปสมทบยังเมืองแพร่ ก่อนเข้าตีเมืองน่านพร้อมกัน”

****************************

ยามนั้น ที่เมืองแพร่ หมื่นหางช้างพร้อมน้องชายทั้งสองคือพันคำแลพันเงินได้เข้าเฝ้านางพญาท้าวแม่นคุณ เจ้าผู้ครองนครแพร่ ยังหอคำ เพื่อแจ้งข่าวแลวางแผนรับศึกอโยธยา

“นับแต่มหาราชให้เรียกคนเข้าทัพแต่เมื่อเดือนก่อน เวียงแพร่นี้ก็เหลือคนรบไม่ถึงสองพัน สูเองก็มีคนมาด้วยเพียงสี่ร้อย ส่วนทัพใต้นั้นคนรบคนหาญเขาหลายหมื่น เป็นดังนี้ จักต่อรบเขาได้เยี่ยงใดกัน”นางพญาท้าวแม่นคุณตรัสถามแม่กองสมิงดำด้วยน้ำเสียงปริวิตก

“ขอนางพญาเจ้าอย่าได้กังวล”หมื่นหางช้างทูลตอบ “ด้วยพญาใหญ่มหาราชได้ให้เจ้าแกมเมืองนำทัพหน้ามาแล้ว ส่วนทัพหลวงจักตามมาในอีกมิช้า เพียงนางพญาเจ้ารักษาเวียงไว้จนกว่าทัพเชียงใหม่มาถึงก็พอแล้ว”

“สูปากจาง่ายแท้ ยามนี้ทัพใต้ล่วงผ่านเขาพลึงมาแล้ว แต่ทัพเชียงใหม่ยังอยู่ห่างไกลนัก ลำพังคนรบอันเรามีเพียงน้อย จักต้านทัพชาวใต้ได้สักกี่เพลา”

“ข้าเจ้าขอคนสามร้อย ม้าห้าสิบ รวมกับพวกสมิงดำ ก็พอแก่การต่อตีทัพใต้แล้ว”

นางพญาท้าวแม่นคุณทรงนิ่งไปเมื่อทรงสดับคำพูดของหมื่นหางช้าง ขณะที่เหล่าขุนนางที่อยู่ด้วยภายในหอคำต่างลอบมองหน้ากันด้วยความข้องใจระคนกังวล

“ใช้คนเพียงเจ็ดร้อย รบศึกหลายหมื่น สูปากจาราวทัพใต้เป็นกองหญ้าหุ่นฟางยืนนิ่ง ให้ฟันเอาแต่โดยง่ายดังนั้น”แสนคำแมน อำมาตย์ผู้ใหญ่ของเมืองแพร่ พูดขึ้นอย่างข้องใจ

“นั่นสิ” นางพญาเมืองแพร่ทรงเห็นด้วย “คนเท่านี้ ไหนเลยต้านทัพใต้หลายหมื่นได้”

หมื่นหางช้างยิ้มเย็นพลางกล่าวว่า “เพียงคนแพร่รักษาเวียงไว้ให้มั่น การอื่นนั้น ข้าแลพวกสมิงดำขอเป็นภาระเอง”

*******************************

ยามเย็น ที่ชายทุ่งห่างจากที่ตั้งทัพหลวงอโยธยาสิบเส้น ช้างสิบสองเชือกกระจายกันหาหญ้ากินโดยมีเหล่าควาญและไพร่ราบรวมสามสิบคนคอยเฝ้าดูแล การที่อยู่ใกล้ค่าย ทำให้พวกที่เฝ้าช้างไม่ได้ระแวดระวังเข้มงวดนัก

ขณะนั้นเอง ช้างบางเชือกชูงวงขึ้นดมกลิ่นก่อนจะร้องเสียงต่ำ เมื่อสัมผัสถึงความผิดปกติบางอย่างได้ พวกควาญเริ่มตื่นตัวและมองไปรอบ เพื่อหาต้นเหตุที่ทำให้พวกช้างแสดงอาการดังกล่าว

ธนูหลายดอกพุ่งเข้าหากลุ่มคนเฝ้าช้าง ปลิดชีพควาญและไพร่ราบไปร่วมสิบคน พวกช้างส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก ควาญคนหนึ่งเป่าหลอดเสียงดังแจ้งเหตุร้าย ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง ก็ถูกปลิดชีพด้วยคมดาบของนักรบสมิงดำที่บุกเข้ามาสังหารพวกคนเฝ้าช้างอย่างรวดเร็ว

ประตูค่ายอโยธยาเปิดออก พร้อมทหารม้าและทหารราบศรีอโยธยารวมร้อยเศษวิ่งออกจากค่าย ตรงมายังชายทุ่งเพื่อช่วยพวกควาญปกป้องช้างจากพวกที่มาปล้นชิง

ข้างฝ่ายนักรบสมิงดำนั้นได้สังหารควาญและไพร่เฝ้าช้างจนสิ้น ก่อนเข้าประดาบกับกองทหารอโยธยาอย่างดุเดือด ยามนั้นนักรบกลุ่มหนึ่งได้ขึ้นนั่งคอช้างและใช้ขอสับบังคับช้างให้เหยียบย่ำทหารอโยธยา จนบาดเจ็บล้มตายแตกพ่ายยับเยิน ก่อนที่พวกสมิงดำจะพาช้างทั้งหมดหายเข้าไปในป่า

*************************


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #469 วิชชารัณ (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 13:33
    แล้วทัพอโยธยาจะไปไหน
    #469
    0
  2. #468 tonza (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2556 / 12:36
    ค้างงงงงง
    #468
    0
  3. #225 สิงขรลักษณ์ (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 / 13:57
    -ขออภัยที่มาลงตอนต่อไป ช้านะครับ
    #225
    0