ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 5 : รวมล้านนา(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 980
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    2 มี.ค. 62

บนเนินดิน ชายทุ่ง เชิงดอยสุเทพ พญาติโลกราชในฉลองพระองค์นักรบ สวมเกราะเกล็ดทองเหลืองอาบครั่งประดับทองคำและอัญมณี โพกพระเศียรด้วยผ้าสีทอง ประทับบนอาชาสีดำ โดยมีเจ้าหลวงหมื่นด้งนคร ผู้เป็นพระปิตุลาและแม่ทัพคู่พระทัย ประทับบนม้าศึกสีน้ำตาลยืนอยู่ทางด้านขวา ส่วนหนุ่มน้อยวัยสิบห้าปี ที่ อยู่บนหลังม้าศึกสีเทาทางด้านซ้าย คือท้าวศรีบุญเรือง โอรสองค์ใหญ่ผู้ประสูติแต่อัครชายาของพญาติโลกราช

รอบเนิน มีราชองครักษ์สองร้อยนาย ใส่เสื้อแขนยาวสีน้ำเงินเข้มขลิบขาว นุ่งผ้าสีเลือดนกยาวถึงเข่า ใส่เกราะเกล็ดทองเหลือง พันแขนและหน้าแข้งด้วยผ้าชุบครั่งสีแดง โพกหัวด้วยผ้าขาว สวมหมวกหวายทรงฝาชีแบติดพู่ สะพายดาบ คุกเข่าหันหน้าออกด้านนอก เพื่อถวายอารักขา ส่วนในทุ่งเบื้องหน้า กองทัพใหญ่ อันประกอบด้วยพลเดินเท้า พลม้าและช้างศึกกำลังแปรขบวน เสียงกลองศึกดังกระหึ่ม ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของไพร่พล

หนึ่งปีหลังได้รับชัยชนะเหนือทัพอโยธยา พญาติโลกราชได้เร่งปรับปรุงกองทัพให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยให้ฝึกปรือเหล่าไพร่พลและสะสมศาสตราวุธ รวมทั้งช้างม้า พร้อมส่งกองทหารเข้าปราบปรามหัวเมืองที่แข็งข้อ จนสามารถทำให้นครพิงค์กลับเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง

พ่ออยู่หัวแห่งนครพิงค์ทรงทอดพระเนตรกองทัพของพระองค์ ด้วยความพอพระทัย คนรบเมืองเรา ฝีมือแข็งกล้าอาจหาญนัก สมแล้ว ที่เจ้าอาดูแลฝึกฝนด้วยตนเองท้ายประโยค ทรงหันไปตรัสชมหมื่นด้ง

อีกฝ่ายก้มศีรษะลงเล็กน้อย “การนี้ ก็ด้วยเหล่าขุนหาญทั้งหลายใส่ใจ หาใช่ข้าเจ้าผู้เดียวไม่

ทัพเรากล้าแข็งฉะนี้แล้ว หากชาวใต้ยกมาต่อรบอีกเมื่อใด คงมิแคล้วแหลกย่อยไปเที่ยงมั่นท้าวศรีบุญเรืองตรัสขึ้น

แม้คนรบข้างเราแข็งกล้า แต่ก็มิอาจดูเบาทัพใต้หมื่นด้งตรัสสุรเสียงเรียบๆ “คนรบเขาหลวงหลาย ซ้ำฝีมือก็ใช่ชั่ว ศึกคราก่อนที่เราชำนะได้ ก็ด้วยอุบาย แม้รบกันอีก เขาคงระวังถ้วนถี่ มิให้เสียทีเราได้อีก

หมื่นด้งปากถูกแล้วพญาติโลกราชทรงเห็นด้วย ทั้งยามนี้ อำนาจนครพิงค์ยังแผ่มิทั่วล้านนา ด้วยมีแพร่แลน่าน ที่เป็นอิสระ วันใด เกิดศึกกับชาวใต้ ฉวยเวียงทั้งสองไปเข้าด้วยทัพใต้ ย่อมเป็นภัยใหญ่หลวงแก่เรา

การปราบเวียงทั้งสอง มิใช่ง่าย” หมื่นด้งกราบทูล “โดยเฉพาะนันทบุรีที่เป็นเวียงใหญ่ เข้มแข็งนัก คราก่อน ทัพเรายกไปล้อมเวียงอยู่เดือนเศษ  จนสิ้นเสบียง ยังหักเอามิได้ แลยามนี้ นันทบุรีได้ผูกมิตรด้วยแพร่ หากเรายกไปอีก ฝูงเขาคงร่วมกันต้านทัพเราเที่ยงมั่น จำเราต้องวางแผนให้รอบคอบ”

“แพร่เป็นเวียงน้อย คนหอกคนเครื่องมีไม่มาก เหตุใด เจ้าหมื่นด้ง ต้องเป็นกังวลด้วย” ท้าวศรีบุญเรืองตรัส

“แม้แพร่จักเป็นเวียงน้อย แต่เขาก็อาจแต่งทัพมากระหนาบ ยามเราล้อมน่านได้ หรือหากเรายกไปรบแพร่ ฝูงไทกาว(1) เวียงน่านก็อาจมากระหนาบเราได้เยี่ยงกัน”

“เช่นนั้น สูคิดเห็นเช่นใด”พญาติโลกราชตรัสถาม

“ควรเราชะลอศึกไปก่อน แลแต่งกลให้เขาแตกกัน จากนั้นค่อยตีเอาแพร่ ด้วยเป็นเวียงน้อย หักได้ง่าย แล้วจึงเข้าล้อมตีปราบเวียงน่านในภายหลัง”

“ที่สูปากมา ก็ดีอยู่” จอมคนตรัส “หากข้ากลับเห็นว่า ยามนี้แล ควรแก่การอันเราทำศึกมากที่สุด”

“มหาราช หมายความเช่นใด”

ข้าจักแต่งทัพไปต่อรบเอาเวียงแพร่เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยตีปราบไทกาวเวียงน่านในภายหลัง

หากเราไปตีเแพร่ ฝูงไทกาวเวียงน่านจักมิยกมากระหนาบทัพเราละหรือ เจ้าพ่อท้าวศรีบุญเรืองสงสัย

นั่นแล คือการอันข้าหมายไว้

“มหาราชเจ้าคงหมายใช้กลล่อเสือออกจากถ้ำ เข้ายึดเวียงแพร่แลหากน่านส่งทัพมากระหนาบ ก็จักซุ่มทำลายทัพน่านให้แหลกย่อยในคราเดียว” หมื่นด้งตรัส

พญาติโลกราชแย้มสรวล “เจ้าอามองความคิดข้า ได้ปรุโปร่งโดยแท้”

“แผนนี้ ดียิ่งนัก เท่ากับเรายิงธนูดอกเดียวได้นกถึงสอง” พระพักตร์ท้าวศรีบุญเรืองแสดงความชื่นชม ก่อนกราบทูล ถามพระบิดาว่า เจ้าพ่อจักแต่งทัพไปเมื่อใด

สิ้นฝนนี้พญาติโลกราชรับสั่งสั้นๆ

*********************

สามเดือนต่อมา หลังเตรียมการทุกอย่างแล้ว พญาติโลกราชก็เสด็จนำกองทัพเชียงใหม่ไพร่พลหนึ่งหมื่นหกพัน ยกออกจากเวียงพิงค์มุ่งสู่นครแพร่

หลังทราบข่าวทัพเชียงใหม่ นางพญาท้าวแม่นคุณ เจ้าผู้ครองนครแพร่ จึงให้กวาดต้อนผู้คนและเสบียงอาหารเข้าในเมืองเพื่อเตรียมรับศึก พร้อมทั้งส่งสาส์นไปขอความช่วยเหลือจากพญาแก่นท้าว กษัตริย์ไทกาวผู้ปกครองน่าน

คราก่อน เชียงใหม่พ่ายศึกจากเวียงเราไป มาครานี้ พวกมันคงหมายยึดแพร่ให้ได้ก่อน จึงค่อยมาต่อรบเรา แม้นปล่อยให้พวกยวนยึดแพร่ได้แล้วไซร้ นันทบุรีคงมีภัยเป็นแม่นมั่นพญาแก่นท้าวรับสั่งกับเหล่าขุนนางภายในท้องพระโรงของหอคำ แห่งนครน่าน “ข้าคิดนำพลไปช่วยแพร่รบศึกยวน สูทั้งปวงคิดเห็นเช่นใด

ไหว้สาเจ้าลุงท้าวผาแสง อุปราชเมืองน่านและพระนัดดาของพญาแก่นท้าวทูลขึ้น การไปช่วยชาวแพร่ต้านทัพยวนนั้น ข้าเจ้าเห็นต้องด้วย หากแต่เจ้าลุงหาควรไปเองไม่ ขอข้าเจ้าป็นหัวศึกแทนเถิด

สูปากเยี่ยงนี้ คงกลัวข้าเสียทีเขากระมังเจ้าเหนือหัวแห่งนครน่านตรัส

ข้าเจ้าหาได้คิดเช่นนั้นไม่” อีกฝ่ายรีบทูลปฏิเสธ ข้าเจ้าเพียงมิใคร่ให้เจ้าลุงต้องเหน็ดเหนื่อยในการนี้เท่านั้น

พญาแก่นท้าวทรงแย้มสรวล สูมิต้องกังวล ตัวข้ายังมิใช่คนเฒ่า นำทัพเท่านี้จะเหนื่อยอันใด

ไหว้สา พญาเจ้าแสนหาญ ขุนทัพเมืองน่านทูลขึ้น “ข้าเจ้าเห็นพ้องด้วยเจ้าแกมเมือง ศึกนี้ขอพญาเจ้าอยู่เป็นหลักเวียงที่นี่เถิด ส่วนการตีปราบทัพยวน ข้าเจ้าขออาสา

พวกสูมิต้องแย่งกันเป็นหัวศึก พญาแก่นท้าวทรงตัดบท ข้าตัดสินใจแล้ว รบเชียงใหม่ครานี้ ข้าจักนำพลไปกระหนาบทัพยวนด้วยตัวเองเจ้าเหนือหัวแห่งเมืองน่านรับสั่งด้วยสุรเสียงเด็ดขาด

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งท้าวผาแสงและขุนพลแสนหาญก็มิกล้าทักท้วงอันใดอีก ด้วยรู้ว่ายามนี้ เจ้าเหนือหัวของตนไม่ปรารถนาจะฟังคำทักท้วงของผู้ใด

สามวันต่อมา พญาแก่นท้าวก็เสด็จพร้อมขุนพลแสนหาญ นำไพร่พลหนึ่งหมื่นสองพัน ยกออกจากเมืองน่าน โดยทรงมอบหมายให้เจ้าอุปราชท้าวผาแสง อยู่รักษาเมือง

********************

ภายในค่ายหลวงของกองทัพเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองแพร่สามสิบเส้น หลังจากพญาติโลกราชทรงทราบข่าวว่า พญาแก่นท้าวกำลังนำทัพเมืองน่านยกมา พระองค์จึงทรงเรียกประชุม เหล่านายทัพ เพื่อหารือ

พญาน่านคงหมายกระหนาบทัพเรา เที่ยงมั่นพญาติโลกราชตรัส “หากฝูงเขามาถึงนี่ เห็นที การอันเราตีเวียงแพร่ คงลำบากนัก”

“ไหว้สาเจ้าพ่อ” ท้าวศรีบุญเรืองทูลขึ้น “ข้าเจ้าเห็นควรเรา แต่งทัพไปซุ่มตีฝูงกาวให้แตกพ่ายเสียก่อน แล้วค่อยมาตีหักเอาเวียงแพร่ทีหลัง”

“หาจำเป็นไม่ ศึกนี้ ข้าจักสำแดงฝีมือทัพเราให้ประจักษ์  โดยเทคนทุบเวียงแพร่ให้แตก ก่อนทัพกาวมาถึง

ข้าแต่พญาใหญ่มหาราชเจ้าเจ้าหลวงหมื่นด้งนครกราบทูลขึ้น “กำแพงแวดเวียงแพร่แข็งแกร่งนัก ซ้ำมีคนรบแน่นหนา หากทุบเวียงในมื้อเดียว อาจต้องเปลืองชีวิตคนหาญมิใช่น้อย ขอมหาราชตรองดูด้วยเถิด

เรื่องนั้น หาต้องทำวล ด้วยข้ามีกลศึกเตรียมไว้แล้ว

มหาราชจักให้ทำเช่นใด

หนึ่งชั่วยามก่อนฟ้าสาง ให้สูขับพลหนึ่งหมื่นเข้าตีกำแพงด้านเหนือเพื่อลวงพวกมัน แลให้หาญแต่ท้องคุมพลสองพันไปซุ่มอยู่ทิศตะวันออก ข้าจักให้หมื่นหางช้างกับพวกสมิงดำลอบไขประตูเวียงทิศนั้นจอมคนทรงมีบัญชา

หมื่นหางช้างจักทำการนี้ได้ฤาเจ้าหลวงหมื่นด้งทูลถาม

พญาติโลกราชทรงแย้มสรวล สองเดือน ก่อนทัพเรายกมา ข้าได้ส่งนักรบสมิงดำแฝงไปปะปนในเวียง แลสั่งไว้ว่า เมื่อใด ทัพเราเข้าตีเวียง ให้พวกมันเปิดประตูรับทัพเรา” ….

ก่อนเช้ามืดวันต่อมา ทางทิศเหนือของนครแพร่ ท่ามกลางความมืดและสายหมอกหนา เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้น ทำให้ทหารแพร่บนเชิงเทินต่างตระหนกตกใจและตีเกราะเตือนภัย พร้อมกับจุดคบเพลิงเพิ่มอีกนับร้อย

ที่นอกเมือง หมื่นด้งนครทรงช้าง นำทัพเชียงใหม่เตรียมเข้าโจมตี โดยให้ยิงปืนใหญ่เข้าใส่ เสียงระเบิดกึกก้อง กระสุนหินพุ่งกระแทกกำแพง บ้างตกใส่บ้านเรือนพังพินาศ จากนั้นพลขมังธนูหน้าไม้ก็ระดมยิงลูกดอกและธนูเพลิงเข้าใส่ชาวแพร่บนเชิงเทิน ทว่าแม้ถูกระดมยิงอย่างหนัก แต่ทหารแพร่ก็ยังรักษาที่มั่นอย่างเข้มแข็ง

เมื่อทรงเห็นดังนั้น หมื่นด้งจึงให้เข้าปล้นเมือง ทหารเชียงใหม่โห่ร้องบุกข้ามคูเมือง ใช้บันไดพาดปีนกำแพงขึ้นไป ข้างทหารแพร่ก็ยิงธนูหน้าไม้ เทกรวดทรายคั่วร้อนและน้ำมันเดือด เข้าใส่ผู้รุกรานจนบาดเจ็บตกตายก่ายเกลื่อน เสียงอาวุธปะทะกันระคนเสียงร้องของผู้คน ควันไฟคละคลุ้ง

ขณะการรบทางเหนือดำเนินไปนั้น ทางประตูเมืองทิศตะวันออก หมื่นหางช้างก็นำพวกสมิงดำลอบข้ามน้ำอย่างเงียบกริบ การโจมตีที่กำแพงด้านเหนือ ได้ดึงความสนใจของทหารและชาวเมืองแพร่ส่วนใหญ่ไป ประกอบกับคูเมืองด้านนี้ กว้างกว่าด้านอื่น ถึงสองเท่า ทำให้ชาวแพร่นอนใจว่า ศัตรูคงไม่อาจข้ามมาได้โดยง่าย

เมื่อเห็นหมื่นหางช้างข้ามไปแล้ว นักรบอีกกลุ่มที่ซุ่มในละเมาะไม้ใกล้คูเมือง ก็ยิงธนูเพลิงขึ้นท้องฟ้า พันเงินกับพันคำ ที่นำนักรบยี่สิบคนแฝงตัวในเมืองและมาซุ่มอยู่ใกล้ประตูตะวันออกหลังทัพหมื่นด้งเปิดฉากโจมตี ได้เห็นสัญญาณธนูแล้ว ก็บุกขึ้นไปฆ่าทหารยามบนเชิงเทินและปล่อยบันได ลงไปรับพวกหมื่นหางช้าง พร้อมจุดคบส่งสัญญาณให้ทัพของเจ้าหาญแต่ท้องยกข้ามคูเมือง พวกทหารแพร่ที่เพิ่งตั้งตัวติดจากการโจมตีไม่คาดฝัน ได้เข้ารุมล้อมผู้บุกรุก แม้พวกสมิงดำจะมีน้อยกว่า แต่ด้วยฝีมือที่เข้มแข็ง จึงต้านทานทหารแพร่ได้ หมื่นหางช้างนำนักรบบุกลงจากเชิงเทิน เข้าฆ่าทหารแพร่สามสิบนายที่รักษาประตูตายเรียบและเปิดประตูเมืองได้สำเร็จ ทัพเชียงใหม่บุกเข้าเมืองราวสายน้ำ การรบกระจายไปทั่ว แสงไฟลุกโชน เสียงกรีดร้องของผู้คนดังปะปนกับเสียงการรบ

ล่วงยามสาย เมืองแพร่ก็เสียแก่ทัพเชียงใหม่ นางพญาท้าวแม่นคุณ เจ้าผู้ครองเมือง ถูกทหารยวนจับเป็นเชลย พญาติโลกราชทรงให้เจ้าเมืองแพร่ครองเมืองดังเดิม หากแต่ให้ขึ้นกับนครพิงค์นับแต่นี้เป็นต้นไป

หลังจากตีเมืองแพร่ได้แล้ว พญาติโลกราช ก็ทรงมีบัญชา ให้เจ้าหลวงหมื่นด้งนครและท้าวศรีบุญเรือง เร่งนำไพร่พลไปดักซุ่มโจมตีกองทัพน่าน ที่กำลังยกมาช่วยเมืองแพร่

******************

บนสันเขาแห่งหนึ่ง เจ้าหมื่นด้งนครและท้าวศรีบุญเรืองประทับบนหลังม้าขณะทอดพระเนตรไปยังหุบเขาเบื้องล่าง อันเป็นเส้นทางที่ทัพน่านจะผ่านเข้ามา

คนสืบแจ้งว่า ทัพกาวกำลังล่วงเข้าในหุบ ดูท่า พวกมันคงยังมิรู้ว่า ยามนี้ เวียงแพร่แตกแล้ว” ท้าวศรีบุญเรืองตรัสกับเจ้าหมื่นด้ง “สูหมายให้เข้าตีเมื่อใด

รอฝูงเขาปลงทัพหยุดพักหุงหาข้าวปลาก่อน ด้วยยามนั้น เขาคงมิทันระวังตัวอีกฝ่ายตอบ

สูแน่ใจเช่นไร ว่าฝูงเขาจักปลงทัพที่นี่

ตะวันคล้อยนัก หากให้พ้นหุบนี้ก็คงมืดเสียก่อน อย่างไรเสีย ฝูงไทกาวคงปลงทัพที่นี่เป็นแน่ เจ้าหมื่นด้งตรัส สูเตรียมคนให้พร้อม หากเห็นควันลอยขึ้นเมื่อใด เราจักขับพลเข้าผ่าทัพเขา

โอรสของพ่ออยู่หัวเวียงพิงค์ทรงพยักพระพักตร์ก่อนหันไปยังหุบเบื้องล่างอีกครั้ง

ก่อนพลบค่ำ เจ้าหมื่นด้งนครและท้าวศรีบุญเรืองก็ยกกองทัพเข้าโจมตีข้าศึก ข้างฝ่ายกองทัพน่านที่กำลังหยุดพักผ่อนและหุงหาอาหาร เมื่อถูกโจมตีอย่างกะทันหัน จึงยังไม่ทันตั้งตัว ไพร่พลตื่นตระหนกแทบไม่เป็นอันสู้รบ จนถูกทหารเชียงใหม่ฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก บ้างก็หนีกระจัดกระจายเอาตัวรอด

ข้าแต่พญาเจ้า! ยามนี้คนรบข้างเราต้านทัพยวนมิอยู่แล้ว ขอพญาเจ้าเร่งหนีก่อนเถิดขุนพลแสนหาญทูลพญาแก่นท้าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน

เจ้าเหนือหัวเมืองน่านพระพักตร์ซีดเผือด พวกยวนรุกมารอบด้านฉะนี้ จะตีฝ่าไปได้อย่างไร

ทิศใต้มีข้าศึกเบาบาง ข้าเจ้าจักนำคนคุ้มกันพญาเจ้าหักออกทางนั้นอีกฝ่ายทูลตอบ

เช่นนั้นจงรีบนำไปพญาแก่นท้าวรีบตรัส

ขุนพลแสนหาญยกมือขึ้นพนมจรดหน้าผาก ก่อนขี่ม้านำทหารจำนวนหนึ่งเข้าฟาดฟันกับทหารเชียงใหม่เพื่อคุ้มกันเจ้าเหนือหัวของตนออกจากวงล้อม

บนเนินเขาใกล้กัน เจ้าศรีบุญเรืองทรงม้ายืนคู่กับหมื่นด้งนครพลางทอดพระเนตรการรบ เจ้าชายหนุ่มทรงขมวดพระขนงเมื่อทรงเห็นว่ากองทหารเชียงใหม่เปิดทางให้พญาแก่นท้าวและขุนพลแสนหาญนำกำลังตีฝ่าวงล้อมออกไป

เป็นใด สูจึงเปิดทางให้พวกมันเจ้าศรีบุญเรืองหันมาตรัสถามอีกฝ่ายอย่างข้องพระทัย

เจ้าหมื่นด้งตรัส หากล้อมแน่นนัก ข้าศึกจนตรอกย่อมสู้ตาย แต่หากเปิดทางให้บ้าง ฝูงเขาย่อมมุ่งแต่แล่นหนี ไม่คิดสู้ เป็นช่องให้เราไล่ฆ่าฟันได้โดยง่าย

อุบายสูหลักแหลมนักเจ้าชายหนุ่มตรัสชม

แม่ทัพใหญ่ทรงแย้มสรวลบางๆ ก่อนหันกลับไปยังภาพเบื้องล่าง เอาล่ะ ยามนี้ เราตามไปได้แล้ว

ทัพเชียงใหม่ไล่ตามขบวนของพญาแก่นท้าวไปทัน ก่อนถึงปากทางหุบเขา ท้าวศรีบุญเรือง เข้าประดาบกับขุนพลแสนหาญ โดยหลังจากผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือดได้ครู่ใหญ่ แม่ทัพเมืองน่านก็สิ้นชีพลงด้วยคมดาบของเจ้าชายหนุ่มแห่งนครพิงค์และในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น หมื่นด้งนครก็นำทหารเข้าล้อมจับพญาแก่นท้าวไว้ได้

****************

เมื่อทรงทราบว่า ทัพเชียงใหม่จับพญาแก่นท้าวได้ พญาติโลกราชก็ทรงยินดียิ่งนักกับชัยชำนะที่ได้ผลเกินคาดหมาย ด้วยการได้พญาแก่นท้าวเป็นเชลย ก็เท่ากับยามนี้ นันทบุรีได้ตกในขอบขัณฑสีมาของนครพิงค์แล้ว

มิคิดว่า เราจักปะหน้ากันเร็วฉะนี้จอมคนเชียงใหม่ตรัสอย่างพอพระทัยเมื่อท้าวศรีบุญเรืองและหมื่นด้งนครนำพญาแก่นท้าวเข้ามายังหอคำเมืองแพร่ สูคงได้เห็นฝีมือคนหาญเวียงพิงค์แล้วกระมังว่า กล้าแข็งเพียงใด

พญาผู้แพ้ศึกเชิดพักตร์ขึ้นอย่างทรนง มิต้องมากความ ยามนี้ ข้าพ่ายแก่สูแล้ว จักทำเยี่ยงใดก็แล้วแต่สู

โอหังนักท้าวศรีบุญเรืองตวาด “ปากจาอวดห้าวเยี่ยงนี้ ดูท่า สูคงใคร่ตายเป็นแน่แท้

บุญเรือง!” พญาติโลกราชรับสั่งพระเสียงเข้ม “จะปากจาอันใดก็จงไว้ยศเขาบ้าง อย่างไรเสีย เขาก็เป็นเจ้าเป็นพญา หาใช่ข้าไทรองบาทผู้ใด

เจ้าชายหนุ่มทรงก้มพระพักตร์ ข้าเจ้าขออภัย

ตัวข้านั้นหาได้คิดฆ่าฟันสูไม่พ่ออยู่หัวแห่งเชียงใหม่ทรงหันมาแย้มสรวลกับเชลยคนสำคัญ เพียงสูยอมให้สัตย์สาบานว่าแต่นี้สืบไป สูและชาวนันทบุรี(2)ทั้งปวงจักภักดีต่อข้าแลนครพิงค์ ข้าก็จักให้สูกลับไปนั่งเมืองดังเดิม

เมื่อได้ยินเช่นนั้น พญาแก่นท้าวก็นิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะตัดสินใจยอมตามข้อเสนอของอีกฝ่าย อย่างไม่มีทางเลือก

หลังตีเมืองแพร่และกำราบเมืองน่านลงได้แล้ว พญาติโลกราชก็ทรงให้เจ้านครทั้งสองกระทำพิธีถวายสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์และนครพิงค์สืบไป ก่อนจะปล่อยให้ครองเมืองของตนตามเดิม โดยให้อยู่ในฐานะเมืองขึ้นของนครพิงค์เชียงใหม่ จากนั้นพญาติโลกราชจึงเสด็จนำกองทัพกลับเชียงใหม่พร้อมด้วยชัยชนะครั้งสำคัญ

*****************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #521 กระบี่เดียวดาย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 12:17
    ตีเมืองเดียว ขนะสองเมือง สุดยอดกลยุทธ์เลย
    #521
    0
  2. #453 จิธารา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 / 15:03
    สนุกค่า มากๆๆ เดี๋ยวติดตามตอนต่อไป
    #453
    0
  3. #418 yukai (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2556 / 14:38
    พญาติโลกราช  ฉลาดหลักแหลม

    ดูมีคุณธรรม   แต่..

    ทำไม  ถึงได้ชิงเมืองจากบิดา
    #418
    0
  4. #369 กระบี่ใจเดียว (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 / 23:58
    อ่านรวดเดียวห้าตอนเลย ชอบมากครับ ทั้งสำนวนและเนื้อหา เหมือนดูหนังอลังการสักเรื่องเลย
    #369
    0
  5. #336 Cliffon (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2555 / 03:10
    กลยุทธดีๆ แม่ทัพเชียงใหม่ไม่ธรรมดาจริงๆ รอบคอบมาก
    #336
    0
  6. #273 volcanary (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มีนาคม 2555 / 22:18
    กองทัพเชียงใหม่ช่างเข้มแข็งจริงๆ น่ากลัวว่าอโยธยาต้องเจอศึกหนักแน่
    #273
    0
  7. #257 พ่อมดอนุบาล (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มีนาคม 2555 / 20:57
    บรรพนี้ กลศึกยอดมากครับ
    #257
    0
  8. #22 *เฟมีลน้อย* (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 มีนาคม 2553 / 12:00

    แวะมาอ่านค่ะ

    #22
    0