ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 49 : อุบายศึก(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

 ตกค่ำ ที่เรือนชั้นเดียวหลังใหญ่ มุงด้วยแฝก ตั้งอยู่ริมคลองที่เชื่อมกับคูเมืองด้านใต้ สว่างไสวไปด้วยแสงจากคบไฟที่ปักอยู่รายรอบ ทั้งภายในโรงยังมีโคมจีนหลายดวงแขวนเรียงรายตามเสา ผู้คนนับร้อยล้วนเป็นชายทั้งแก่หนุ่มจับกลุ่มตั้งวงเล่นการพนันหลากหลายทั้งชนไก่ กัดปลา กำถั่วและทอยลูกเต๋า เสียงหัวเราะเฮฮาของผู้เล่นได้สลับเสียงสบถด่าของพวกที่เล่นเสีย ดังอึกทึกวุ่นวาย

ด้านในสุดของโรงบ่อน มีห้องใหญ่กั้นเป็นสัดส่วน พื้นห้องครึ่งหนึ่งปูด้วยไม้กระดานยกสูงราวครึ่งศอก ผนังสามด้านแขวนรูปเขียนลายพู่กันจีน อบอวลด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของกำยาน หาญหรือหมื่นหาญเรืองฤทธิ์นั่งดื่มสุรากับมิ่งและจันบริวารคู่ใจทั้งสองรอบโต๊ะเตี้ยๆที่ตั้งบนยกพื้น โดยมีหญิงสาวรุ่นกำดัดสี่นางคอยรินเหล้าและเคล้าคลอเอาใจ

แม้อยู่ในเพลาต้องเข้าร่วมทัพ ทว่าหาญก็ยังหาโอกาสออกจากค่ายมาพักผ่อนหย่อนใจยังโรงบ่อนของตนเองได้แทบจะทุกราตรี ทว่าในคืนนี้ อารมณ์ของนายกองหนุ่มค่อนจะขุ่นมัว จากเรื่องเมื่อกลางวัน

ชายหนุ่มรับจอกสุราจากหญิงสาวที่นั่งทางซ้ายมือแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวก่อนกระแทกจอกลงกับโต๊ะ “ไอ้สินเมืองผู้นี้ นับวัน ยิ่งโอหังขึ้นทุกที กูนี้ใคร่เอาดาบผ่าปากของมันยิ่งนัก” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ให้พวกข้าไปดักฟันหัวมันดีไหมพี่”มิ่งเสนอขึ้น

“ฝีมือเยี่ยงพวกมึง ขืนไป คงมิแคล้วตายโหงเพราะเชิงดาบมัน” หมื่นหาญถลึงตาใส่ลูกน้อง “อีกประการ ในวันนี้ หมื่นไกร มันก็อยู่ด้วย หากไอ้สินเมืองถูกลอบทำร้าย มันย่อมสงสัยกู ผู้มีเรื่องกับไอ้เด็กนั่นแลความยุ่งยากอาจมาถึงกูได้”

“แล้วพี่จักปล่อยมันไว้เยี่ยงนี้หรือ”

“ใครบอกมึงวะ กูเพียงรอโอกาสที่จักเอาคืนแก่มันให้สาแก่ใจ โดยไม่มีเรื่องวุ่นวายในภายหลังต่างหาก”

ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากภายนอกห้อง หมื่นหาญชะงักมือที่ถือจอกเหล้าก่อนหันมองไปทางต้นเสียง “นั่นเสียงเอะอะอันใดกันวะ”

“ข้าจักออกไปดูให้เอง”จันรีบบอกก่อนลุกออกไป ครู่หนึ่งก็กลับเข้ามาพร้อมนักเลงคุมบ่อนสองคนที่ลากตัวชายหนุ่มร่างผอมเกร็งผู้หนึ่งเข้ามาด้วย

“เกิดเรื่องอันใดวะ”หมื่นหาญถามคนคุมบ่อน

หนึ่งนั้นตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม“อ้ายผู้นี้ มันหาว่าเจ้ามือของเราโกงมันขอรับท่านหมื่น”

หาญหันมามองชายวัยยี่สิบเศษร่างผอมบาง ปากแตก หน้าเขียวช้ำ ที่ถูกหิ้วปีกมา เขาจิกหัวชายผู้นั้นแลตะคอกใส่

“นี่มึงหาว่าบ่อนกูโกงมึงรึ”

“ขะ ขะ ข้าพูดความจริง ข้าเห็นกับตา”อีกฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงหวาดๆ

“เห็นกับตารึ”หาญทวนคำ ก่อนสั่งบริวารเสียงเหี้ยม “จงนำอ้ายนี่ไปข้างนอก ประเดี๋ยวกูจักชำระความมันเอง”

นักเลงคุมบ่อนทั้งสองรีบนำตัวชายร่างผอมออกจากห้อง จากนั้นหาญกับบริวารคู่ใจจึงเดินตามไป...

ที่ดงไม้หลังบ่อน พวกนักเลงจับชายเคราะห์มัดโยงกับต้นไม้ ขณะที่หมื่นหาญเดินเข้าไปกล่าวกับชายคนนั้นว่า

“มึงบังอาจมาก่อเหตุในบ่อนกูเยี่ยงนี้แล้ว มึงรู้หรือไม่ ว่ากูจักทำเยี่ยงไรกับมึง”

อีกฝ่ายหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว “อภัยข้าด้วย ท่านหมื่น ข้าจักไม่พูดอีกแล้ว”

“มึงเอะอะโวยวายทำบ่อนกูเสียชื่อ แล้วยังมีหน้ามาให้กูอภัยให้ กระนั้นหรือ”นายกองหนุ่มตะคอกด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเยี่ยงคนโมโหร้าย

“ปล่อยข้าไปเถิด ข้ากลัวแล้ว” ชายเคราะห์ร้ายวิงวอน ทว่านั่นกลับเป็นเสมือนการสุมไฟโทสะของอีกฝ่าย

หมื่นหาญหันไปพยักหน้าให้บริวาร จากนั้นนักเลงคุมบ่อนคนหนึ่งจึงถ่างปากชายที่ถูกมัดและใช้เศษผ้ายัดปากจนฝ่ายนั้นมิอาจส่งเสียงได้ ก่อนที่นายกองหนุ่มจะใช้ท่อนไม้หวดเข้าใส่ใบหน้าแลร่างกายของชายเคราะห์ร้ายอย่างมิยั้งมือ จนเลือดสาด แลทุกคราที่ชายผู้นั้นดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวด ท่อนไม้ก็ยิ่งหวดแรงขึ้นแลแรงขึ้น

“พี่หาญ หยุดมือก่อนเถิด มันนิ่งไปแล้ว”จันรีบบอก เมื่อเห็นร่างที่ถูกมัด หยุดดิ้น

“มึงดูทีหรือว่า มันเป็นเยี่ยงไร”หมื่นหาญสั่ง

จันเอามืออังจมูกของร่างที่ยับเยินอาบไปด้วยเลือดและชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมาบอกด้วยน้ำเสียงตื่นๆว่า “อ้ายนี่ มันตายแล้วพี่”

“เช่นนั้น ไอ้จัน มึงกับพวกเอาผีมันไปถ่วงน้ำให้ไกลจากบ่อนกู อย่าให้ผู้ใดรู้เห็น”ผู้เป็นนายสั่งพร้อมกับโยนไม้เปื้อนเลือดทิ้งอย่างมิใยดี

“ข้าจักรีบไปประเดี๋ยวนี้”อีกฝ่ายรีบทำตามในทันที

“หึ หึ ได้ออกแรงเยี่ยงนี้ ค่อยดีขึ้นหน่อย”หมื่นหาญมองดูศพที่บริวารของตนช่วยกันแบกไปถ่วงน้ำ พร้อมกับยิ้มพอใจโดยมิใส่ใจกับคราบเลือดที่ติดตัว จากนั้นจึงสั่งการกับบริวารคู่ใจอีกคนว่า

“ไอ้มิ่ง  ประเดี๋ยวคืนนี้ กูจักไปค้างที่โรงรับชำเราชายของไอ้จีนเหลียง มึงอยู่ที่บ่อน ฝากดูการทั้งปวงให้เรียบร้อยด้วย”

“พี่หาญมิต้องห่วง ข้าจักดูแลทางนี้เอง”อีกฝ่ายรับคำพร้อมยิ้มประจบ

****************

ตกเย็นก่อนถึงวันเคลื่อนทัพ สินเมืองกราบลานางสายพิณผู้เป็นย่า จากนั้นจึงออกจากบ้านพร้อมพระคำแหงรณฤทธิ์ผู้เป็นบิดา เพื่อไปยังค่ายชุมนุมพลที่ทุ่งลุมพลีชานพระนคร

ขณะที่มายังท่าน้ำนอกเมืองเพื่อลงเรือไปยังค่ายทหาร สินเมืองก็แลเห็นทองมายืนรออยู่พร้อมสาวน้อยรูปร่างคุ้นตาซึ่งมองปราดเดียว ราชองครักษ์หนุ่มก็ทราบทันทีว่าคือผู้ใด

“เอ่อ พ่อ”สินเมืองมองบิดาอย่างเกรงใจ “ข้าขอร่ำลาสหายก่อนได้ไหม”

แสนมองบุตรชายก่อนเปลี่ยนสายตาไปยังสหายทั้งสอง ขุนทหารหนุ่มใหญ่หรี่ตาเล็กน้อยก่อนยิ้มบางๆคล้ายพอรู้ความนัยบางอย่างก่อนเอ่ยว่า “ไปเถอะ แต่อย่าให้ช้านักก็แล้วกัน”

หลังได้รับอนุญาต สินเมืองก็รีบตรงไปยังเพิงเล็กๆที่สหายของเขายืนรออยู่ทันที

“ข้านึกว่ามามิทันส่งพี่เสียแล้ว” ดอกแก้วบอก

“พี่รู้ว่าเยี่ยงไรเสีย เจ้าก็ต้องมาทัน”

“ใจจริงข้าใคร่ไปส่งพี่ในวันพรุ่ง”

“พ่ออยู่หัวทรงเคลื่อนทัพไชยแต่ก่อนรุ่ง ยามนั้นคงมิเหมาะหากเจ้าจักมาส่งพี่” สินเมืองกล่าว “ส่งกันแต่วันนี้ก็พอแล้ว ด้วยเยี่ยงไรเสีย พี่ก็กลับมาหาเจ้าแน่”

ดอกแก้วสบตาชายหนุ่ม “ข้าจักสวดมนต์ขอคุณพระคุ้มครองพี่สินเมืองให้ปลอดภัยกลับมา”

“มีเจ้ารออยู่ที่นี่ แม้ศึกใหญ่กว่านี้สักสิบเท่า พี่ก็จักคว้าชัยกลับมาให้จงได้”

“เช่นนั้นข้าจักรอพี่กลับมาพร้อมชัยชำนะ”

สินเมืองยิ้มให้สาวน้อยก่อนหันมาพูดกับสหายผู้น้องที่ยืนอยู่ข้างๆว่า “เจ้าทอง พี่ฝากดูแลดอกแก้วด้วย”

“ข้าจักดูแลให้ดีแม้ริ้นไรก็มิได้ไต่ตอม” อีกฝ่ายรับปากมั่นเหมาะ

“ให้มันจริงเถิด พี่กลัวแต่เจ้าจักลงไปคลุกฝุ่นเยี่ยงคราก่อนเท่านั้น”

“พี่สินเมืองอย่าไปว่าพี่ทองเยี่ยงนั้นสิ ถึงอย่างไร พี่เขาก็พยายามช่วยข้าอย่างเต็มกำลังแล้ว”ดอกแก้วรีบแก้แทน

“ข้อนั้นพี่รู้” สินเมืองพูด “หากแต่ที่พี่ว่าเจ้าทองเยี่ยงนี้ ก็หมายให้มันเกิดมานะไปฝึกฝนเชิงรบบ้าง อย่างน้อยก็จักได้ปกป้องตนเองแลคนรอบข้างได้”

สีหน้าทองคล้ายจะเคร่งเครียดขึ้น “ข้าจักพยายามทำดังคำพี่บอก”เขากล่าวกับสหายรุ่นพี่

คนเป็นพี่พยักหน้าพอใจ “ได้เพลาที่จักต้องไปแล้ว” ราชองครักษ์หนุ่มบอก “พี่คงต้องลาพวกเจ้าเสียตรงนี้แล”

“คุณพระคุ้มครองนะพี่”ทองบอก

“ขอให้พี่ปลอดภัยกลับมานะ” น้ำเสียงดอกแก้วแฝงแววสั่นเครือเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายต้องไปแล้ว

สินเมืองยิ้มให้สาวคนรักและสหายรุ่นน้องก่อนจะเดินไปยังท่าน้ำเพื่อลงเรือที่บิดาของเขานั่งรออยู่ จากนั้นเรือลำดังกล่าวจึงเคลื่อนออกจากท่าไปเพื่อยังที่ประชุมพล

ดอกแก้วยืนมองจนเรือของชายหนุ่มลับคุ้งน้ำหายไปจากสายตาท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน.....

************

ยามสองของวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ได้เสียงสัญญาณกลอง เหล่าไพร่พลต่างเร่งรีบตื่นนอนแลทำกิจธุระของตนจนแล้วเสร็จก่อนเข้าประจำยังกองรบ  คบเพลิงนับพันส่องสว่างทั่วค่ายประดุจดาวบนฟ้า สายลมราตรีพัดธงทิวนับร้อยโบกสะบัด ยามนั้นเมื่อเสียงกลองสัญญาณเงียบลง เสียงประโคมแตรสังข์ก็ก้องกังวาน

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพร้อมด้วยพระราชโอรสทั้งสองซึ่งแต่งพระองค์ในชุดนักรบได้เสด็จมายังพลับพลากลางค่ายโดยมีพระอัครชายาแลเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์รวมทั้งข้าราชบริพารติดตามส่งเสด็จ ครั้นเมื่อได้เพลาอันเป็นมหามงคลฤกษ์ ขุนทหารผู้หนึ่งได้ทำพิธีฟันไม้ข่มนาม ก่อนที่เหล่าพระสงฆ์จะสวดมนต์อวยชัย จากนั้น องค์เหนือหัวแห่งศรีอโยธยาก็เสด็จนำไพร่พลทั้งสิ้นสี่หมื่นสามพัน เคลื่อนทัพมุ่งสู่นพบุรีศรีนครพิงค์แห่งล้านนาประเทศ

.......ยามนั้น การณ์ทั้งปวงของฝ่ายอโยธยา ได้ถูกอุปนิกขิตเชียงใหม่นำไปแจ้งต่อพญาติโลกราชซึ่งยั้งทัพอยู่ยังนครเชียงราย พระองค์จึงทรงมีพระบัญชาให้เหล่าขุนทัพขุนหาญทั้งหลายมาประชุมเพื่อกำหนดแผนทำศึก

ทั้งนี้ การแต่งทัพไปปราบกบฏและการอันอุปนิกขิตอโยธยาถูกจับแลปล่อยกลับไปนั้น ล้วนเป็นอุบายลวงฝ่ายอโยธยาทั้งสิ้น โดยจอมคนหมายพระทัยจะวางกลลวงบดขยี้ทัพใต้เพื่อชำระแค้นคราวเสียหมื่นเชียงดาวและเมืองสุโขทัย จึงแต่งกลแสร้งยกทัพใหญ่ออกจากนครพิงค์ทำทีว่าจักไปทำศึกยังเชียงรุ้ง

“ยามนี้ พญาใต้ยั้งทัพยังปลายน้ำยม ชะรอยคงรอฟังการณ์ข้างเราก่อน จึ่งเคลื่อนทัพต่อ” ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลพระบิดา “เจ้าพ่อจักให้ทำฉันใดต่อไป”

“นับแต่วันนี้ไป สูจงแบ่งคนรบทยอยกลับนครพิงค์วันละห้าร้อยคน จงกำชับพวกมันให้เดินทัพแต่ในยามค่ำแลเมื่อถึงแล้วให้ตั้งค่ายซุ่มพลในป่านอกเวียง อย่าให้เป็นที่สังเกตแก่ผู้ใด” พญาติโลกดำรัสสั่ง

“ลูกน้อมรับบัญชา”

“หมื่นหางช้าง” จอมคนตรัสเรียกแม่กองนักรบสมิงดำ “สูแลพันคำกับพันลือ จงแต่งนักรบสมิงดำออกค้นหาอุปนิกขิตอโยธยาที่เหลือแลกุมตัวมันมาให้สิ้น”

ผู้รับพระบัญชาทั้งหมดต่างพนมมือยกขึ้นเหนือเกล้าพร้อมกัน

“ข้าแต่มหาราช”เจ้าหลวงหมื่นด้งที่เข้าเฝ้าอยู่ด้วย กราบทูลขึ้น “หากยอมให้ทัพใต้ล่วงถึงนครพิงค์ ข้าเจ้าเกรง เวียงทั้งหลาย จักยับย่อยด้วยทัพใต้เสียก่อน แลหากเป็นดังนั้นอาจมิเป็นการดีต่อฝ่ายเรา”

“การนั้น ข้าคิดแล้ว” มหาราชเชียงใหม่ตรัสก่อนหันไปรับสั่งกับขุนทัพผู้หนึ่งว่า “หมื่นม้าแก้ว สูจงส่งม้าเร็วแจ้งแก่เวียงทั้งหลายแต่ปลายแดนถึงนครพิงค์ว่า หากทัพใต้ยกมาเมื่อใด ให้เทคนหลบเข้าป่าให้สิ้น แลแต่งคนหอกคนเครื่องไว้ รอทัพใต้เข้าล้อมนครพิงค์ ก็ให้เวียงทั้งหลายยกคนมาร่วมด้วยทัพหลวงกระหนาบฝูงเขาให้แหลกยับ”

“น้อมรับบัญชา มหาราช”

“ข้าแต่มหาราช” พญายุทธิษเฐียรตรัสขึ้น “ข้าคิดว่า เรามิควรนอนใจว่า พระบรมไตรโลกจักต้องกลแต่โดยง่าย ด้วยพญาผู้นี้มีปัญญารู้หลักมากด้วยอุบาย ทั้งมีขุนรบที่เชี่ยวชาญการต่อรบอย่างออกญามหาเสนาด้วย”

“ที่สูปากมา ก็ชอบอยู่” ราชันย์แห่งเชียงใหม่พยักพระพักตร์ก่อนทรงมีรับสั่งกับแม่กองสมิงดำว่า “หมื่นหางช้าง สูจงแต่งคนสืบไปเฝ้าทัพใต้ไว้ หากมีอันใดผิดแผก ให้เร่งแจ้งมาโดยไว”

“ข้าเจ้าน้อมรับบัญชา”

“ไหว้สาเจ้าพ่อ”ท้าวศรีบุญเรืองตรัสกับพระบิดา “ลูกคิดว่า พญาใต้คงจำจดศึกหนนี้ อย่างมิลืมเลือนแน่แท้”

พญาติโลกราชทรงแย้มสรวล พระเนตรทั้งสองเป็นประกาย “พ่อก็หวังดังนั้น”

*****************  

พลบค่ำ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงประชุมกับเหล่าแม่ทัพในโถงใหญ่ของจวนเจ้าเมืองพระบาง รอบจวนมีราชองครักษ์และพระตำรวจหลวงหลายร้อยยืนเฝ้าถวายอารักขา ขณะที่กองทัพหลวงตั้งค่ายอยู่นอกเมือง

“ทัพเชียงใหม่ออกจากนครพิงค์สิบห้าวันก่อน หากคาดมิผิด ยามนี้คงใกล้เชียงรุ้งแล้ว เห็นทีพวกมันคงยังมิรู้ข่าวทัพเราเป็นแน่” พระบรมไตรโลกนาถตรัสกับเหล่าแม่ทัพ “เหมาะนัก ที่เราจักเร่งยกเข้าโจมตี มิให้พวกยวนได้ทันตั้งตัว”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญาสีหราชเดโชกราบทูล “ยามนี้ หัวเมืองเหนือได้เตรียมพลไว้พร้อมสรรพตามพระบัญชาแล้ว รอแต่เพียงใต้ฝ่าพระบาทจักทรงโปรดให้เคลื่อนพลมาสมทบกับทัพหลวงเมื่อใด”

“จงแจ้งไปยังหัวเมืองเหนือทั้งปวง ว่าให้เคลื่อนพลไปสมทบกับทัพหลวงยังเขาพลึงปลายแดนเมืองทุ่งยั้ง” พ่ออยู่หัวทรงมีพระบัญชา

รับสั่งดังกล่าว ทำให้เหล่าแม่ทัพประหลาดใจ ด้วยรู้ว่าสถานที่อันพ่ออยู่หัวตรัสถึง อยู่นอกเส้นทางไปยังนครพิงค์

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” ออกญามหาเสนากราบทูลขึ้น “แต่เขาพลึงมิใช่เส้นทางไปนครพิงค์ เหตุใดจึงทรงให้ชุมนุมพลที่นั่นพระพุทธเจ้าข้า”

ราชันย์อโยธยาทรงแย้มสรวลอย่างมีเลศนัย “เพราะข้าจักมิไปนครพิงค์น่ะสิ”

**************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #467 สิตราณี (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2556 / 10:50
    สุดยอดเลยสินเมือง
    #467
    0
  2. #215 พีรพล (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2554 / 15:23
    สนุกมาก ไม่คิดว่านิยายอิงประวัตฺศาสตร์จะสนุกได้ขนาดนี้
    #215
    0