ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 48 : อโยธยาระดมพล(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

เพลาหัวค่ำ ที่โรงรับชำเราบุรุษของจีนเหลียงซึ่งอยู่ใกล้คลองประตูจีนทางด้านใต้ของพระนคร แสงโคมสว่างไสว ผู้คนเดินเข้าออก ไม่ขาดสาย ล้วนแต่ชายทั้งแก่หนุ่ม กลิ่นเครื่องหอมลอยอบอวล ขณะนางคณิกาโฉมงามหลายนางซึ่งมีทั้งที่แต่งกายเยี่ยงสตรีจีนและอโยธยาคอยหยอกเย้าเคล้าคลอเอาใจแขกที่มาเที่ยวหาความสำราญ

ในห้องใหญ่บนชั้นสองของสำนักคณิกา หมื่นหาญนั่งดื่มสุราแกลมอาหารจีนรสเลิศโดยมีหญิงคณิการูปงามสี่นางคอยห้อมล้อมบำเรอ โดยมีผู้ร่วมโต๊ะอีกหนึ่งเป็นชายชาวจีนร่างท้วมวัยสี่สิบเศษหน้าตาฉลาดเจ้าเล่ห์แต่งกายด้วยชุดแพรเนื้อดี ขณะที่ลูกน้องคู่ใจทั้งสองของหมื่นหาญนั่งดื่มกินอยู่อีกโต๊ะโดยมีหญิงคณิกาอีกสองนางคอยบำเรอ

ทว่า แม้จะมีสาวงามห้อมล้อม แต่ก็เหมือนจะมิทำให้อารมณ์ของหมื่นหาญรื่นรมย์ขึ้นมาได้

“ใจเย็นก่อนน่า ท่านหมื่น” ชายชาวจีนที่ร่วมโต๊ะกล่าว “หงุดหงิดไปก็มิได้อันใดขึ้นมาดอก”

“จีนเหลียง”หมื่นหาญมองหน้าคนพูด “เจ้าพูดเยี่ยงนี้ หมายความว่า ข้าจักทำอันใดกับมันผู้นั้นมิได้ กระนั้นหรือ”

เหลียงกว๋อ หรือ จีนเหลียงยิ้มประจบก่อนพูดว่า“หาใช่เช่นนั้นไม่ ข้าเพียงมิใคร่เห็นท่านหมื่นต้องระคายเคืองด้วยเรื่องมิเป็นเรื่องเช่นนั้น จนทำให้หมดสนุกเสีย”

“นับแต่เกิดมา ยังมิเคยมีใครหยามข้าเช่นนี้ หากมิทำอันใดเสียบ้าง ข้าคงมิเป็นสุขแน่”หมื่นหาญว่า

“นั่นก็จริงอยู่ แต่หากท่านทำอันใด หัวหมื่นผู้นั้น คนของมัน ย่อมสงสัยท่านผู้เคยมีกรณีวิวาทกับมัน”จีนเหลียงเตือนก่อนเสริมว่า“เชื่อข้าเถิด โอกาสอันท่านจักแก้แค้นย่อมมีอยู่แน่ ขอเพียงใจเย็นสักหน่อยเท่านั้น”

“เฮอะ ยามนี้ ใจข้ามันกรุ่นด้วยความแค้นเยี่ยงนี้ จักให้ทำใจเย็นได้อย่างใดวะ”

“เช่นนั้น ข้าตามสาวงามมาบำเรอท่านอีกเอาไหม”

“ผู้หญิงที่นี่ ข้าหลับตาก็เห็นทุกซอกทุกมุมแล้ว ไหนเลยจักทำให้ข้ารื่นรมย์ได้”หมื่นหาญผลักหญิงคณิกานางหนึ่งออกไปก่อนกล่าวต่อ“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าผู้หญิงกว่าครึ่งค่อน ก็เป็นข้าที่ให้คนหามาขายแก่เจ้า”

“ความกรุณาของท่านหมื่น ไหนเลยข้าจักกล้าลืม แต่ที่ข้าเสนอให้ท่านนี้ เป็นของใหม่ เพิ่งมาแต่เมืองใต้ ล้วนแต่วัยกำดัด งามคมขำแท้นัก”

หมื่นหาญทำหน้ารำคาญพลางพูดว่า “เช่นนั้นก็เร่งเอาเข้ามา อย่าช้าที”

จีนเหลียงยิ้มกว้างก่อนหันไปร้องสั่งบ่าวฉกรรจ์ชาวจีนสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าห้อง จากนั้นเพียงครู่เดียว ทั้งสองก็กึ่งต้อนกึ่งพาหญิงสาวท่าทางตื่นๆสามคนซึ่งอยู่ในวัยกำดัด ผิวสีน้ำผึ้งอ่อน ใบหน้าสวยคมขำแบบสาวชาวใต้ เข้ามาในห้อง

หมื่นหาญจ้องเด็กสาวทั้งสาม ตาเป็นมัน ท่าทางที่ดูไร้เดียงสาแฝงแววตื่นกลัวนั้น เร้าอารมณ์ของชายหนุ่มยิ่งนัก จนความขุ่นมัวที่คุกรุ่นเมื่อครู่จางหายแทบหมดสิ้น

“ถูกใจไหมขอรับ ท่านหมื่น”จีนเหลียงแกล้งถามด้วยรู้คำตอบตั้งแต่เห็นสายตาของอีกฝ่ายที่มองดูเด็กสาวเหล่านั้นแล้ว

หลานชายออกญาเดโชหัวเราะพอใจ“เยี่ยงนี้สิ ค่อยดีหน่อย เจ้านี่ช่างรู้ใจข้าโดยแท้”

“เช่นนั้น ราตรีนี้ข้าขอมอบนางทั้งสามนี้อยู่สร้างความรื่นรมย์แก่ท่านหมื่นนะขอรับ”จีนเจ้าของโรงรับชำเราพูดด้วยเสียงประจบเอาใจ “แต่ขอท่านหมื่นช่วยเบามือสักหน่อยนะขอรับ ด้วยนางเหล่านี้ยังใหม่ล้วนมิเคยแก่ชาย”

“เยี่ยงนั้นยิ่งดีนัก ข้านี่แล จักสอนบทเรียนให้พวกมันเอง”หมื่นหาญว่าก่อนหัวเราะลั่น....

*******************

ท่ามกลางแสงจันทร์ยามราตรี พระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอโยธยาอยู่ในความเงียบสงัด เหล่าทหารราชองครักษ์และพระตำรวจหลวงยืนยามรักษาการณ์ตามแนวกำแพงวังชั้นนอก โดยมีแสงสว่างจากคบไฟที่ปักไว้เป็นระยะ

ภายในห้องทรงพระอักษรในเขตพระราชฐานชั้นนอก มีแสงไฟส่องลอดออกมา ซึ่งในห้องที่สว่างไสวด้วยแสงจากเทียนเล่มใหญ่อันอยู่บนเชิงเทียนทั้งสี่มุมห้องนั้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงประทับนั่งบนตั่งเตี้ยๆ โดยมีออกญามหาเสนาผู้เป็นสมุหพระกลาโหม และออกญาธรรมมาธิกรณ์ผู้เป็นกรมวัง หมอบเฝ้าอยู่บนพื้น ทั้งยังมีบุรุษวัยสี่สิบเศษอีกผู้หนึ่ง แต่งกายคล้ายพลนำสาส์น ศีรษะโล้นด้วยถูกโกนผมสิ้นหมอบเฝ้าอยู่ด้วย

“การณ์ครั้งนี้ลำบากเจ้าโดยแท้ ขุนหาญพรหมสะท้าน” สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตรัสกับบุรุษศีรษะโล้น “หากมิใช่ ข้าส่งเจ้าไปเป็นอุปนิกขิตยังนครพิงค์แล้วไซร้ เจ้าคงมิต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้”

“ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมสละชีวิตเพื่อพ่ออยู่หัวแลศรีอโยธยา พระพุทธเจ้าข้า” อีกฝ่ายกราบทูล

“แต่ฟังจากที่เล่ามา ข้ายังแปลกใจอยู่เรื่องหนึ่ง ด้วยหากพวกเชียงใหม่สงสัยว่าเจ้าเป็นอุปนิกขิตแฝงกายเข้ามาแล้วไซร้ เหตุใดพวกมันจึงยอมปล่อยกลับมาเช่นนี้” จอมคนทรงทอดพระเนตรอุปนิกขิตคนสำคัญของพระองค์ก่อนทรงมีรับสั่งถามอีกฝ่ายว่า “เจ้าแน่ใจฤา ว่ามิได้เผยพิรุธอันใดให้อ้ายพวกยวนมันล่วงรู้”

“แน่ใจพระพุทธเจ้าข้า”ขุนหาญพรหมสะท้านกราบทูลตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ตลอดเพลาที่ข้าพระพุทธเจ้าถูกจับไปสอบความนั้น หาได้ปริปากอันใดแก่พวกมันแม้เพียงคำเดียว”

“มีอุปนิกขิตอื่นใดถูกจับกุมด้วยหรือไม่”

“หามีไม่ พระพุทธเจ้าข้า”อีกฝ่ายกราบทูล “อุปนิกขิตข้างเราที่เหลือ ล้วนยังคงแฝงกายในนครพิงค์ โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้”

“แล้วก่อนออกจากเชียงใหม่ เจ้าได้รู้เห็นอันใดบ้าง”

“ก่อนหน้าที่ข้าพระพุทธเจ้าจักถูกขับออกจากเมือง ได้มีข่าวว่า หัวเมืองไทลื้อตั้งแข็งเมือง พระเจ้าเชียงใหม่จึงทรงเรียกระดมไพร่พลจากหัวเมืองรอบข้างเพื่อแต่งทัพ ยกไปปราบกบฏนี้ด้วยพระองค์เอง แลข้าพระพุทธเจ้าก็ยังได้เห็นพวกเชียงใหม่ตั้งค่ายชุมนุมทัพยังชานเมืองด้วย พระพุทธเจ้าข้า”

หลังสดับคำกราบทูลของขุนหาญพรหมสะท้านแล้ว จอมคนอโยธยาก็ทรงหันมาตรัสกับออกญามหาเสนาว่า “ท่านมีความคิดเห็นประการใด ท่านสมุหพระกลาโหม”

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า จากที่ขุนหาญเล่ามา ข้าพระพุทธเจ้าเกรงว่า การระดมพลครานี้ อาจเป็นอุบายลวงให้ฝ่ายเรายกทัพขึ้นไป”ออกญามหาเสนากราบทูลตอบ

“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น”

“พวกเชียงใหม่กุมตัวขุนหาญด้วยข้อหาเป็นอุปนิกขิต ทว่ากลับปล่อยตัวมา นี่เป็นข้อสงสัยประการแรก ส่วนประการต่อมา นครพิงค์เพลานี้กล้าแข็งนัก ทั้งเพิ่งได้ชัยชำนะเหนือทัพจีนแลเมืองเงี้ยว จึงมิน่าเชื่อว่า จักมีประเทศราชใดกล้าแข็งข้อ แลประการสุดท้ายหากเกิดกบฏไทลื้อขึ้นจริง เหตุใดพระเจ้าเชียงใหม่จึงมิให้ระดมทัพจากหัวเมืองอันอยู่ใกล้แคว้นไทลื้อให้เร่งปราบปราม แต่กลับเรียกเกณฑ์ไพร่พลในนครพิงค์อย่างเอิกเกริก ราวกับจงใจให้ฝ่ายเราล่วงรู้”

“คำกล่าวของท่านก็มีเหตุผลอยู่” พ่ออยู่หัวทรงเห็นด้วย “แต่หากเป็นอุบายของท้าวลกจริงดังว่า แม้นฝ่ายเราจักนิ่งเฉยโดยมิทำอันใดเลยก็น่าเสียดายอยู่”

“ทรงหมายความเช่นไร พระพุทธเจ้าข้า” สมุพระกลาโหมเกิดความสงสัย

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแย้มสรวลอย่างทรงมีแผนการในพระทัย ก่อนรับสั่งว่า “ข้าใคร่รู้ยิ่งนัก ว่าหากข้ายกทัพขึ้นไปนครพิงค์ในเพลานี้ พระเจ้าเชียงใหม่จักมีอุบายอันใดรอรับอยู่”

********************

....เพลาฟ้าสาง ที่หอกลองซึ่งตั้งอยู่กลางพระนคร ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ปีนขึ้นหอและรัวกลองเสียงดังกังวาน ทว่ากังวานเสียงนั้นผิดกลองบอกเพลาดังเช่นเคย ด้วยมีสำเนียงดุดัน ฮึกเหิม รุนแรง เช่นเดียวกับกลองรบในสมรภูมิ

เสียงกลองที่รัวกระหน่ำ ทำให้ไพร่ฟ้าอโยธยามีสีหน้าหม่นหมองและหวาดหวั่น ด้วยรู้ว่าช่วงเวลาอันชายทั้งหลายจักต้องถูกเกณฑ์เข้าทัพได้มาถึงแล้ว...

ค่ายใหญ่ถูกตั้งขึ้นในทุ่งลุมพลี เพื่อใช้เป็นที่ประชุมทัพ กระโจมและเพิงพักนับพันตั้งเรียงราย แต่ละวันมีไพร่พลทั้งในพระนครและหัวเมืองโดยรอบเดินทางเข้ามาในค่ายไม่ขาดสาย นับจำนวนได้หลายหมื่น รวมทั้งยังมีช้างม้าวัวควายอีกหลายพันสำหรับใช้ในการสงคราม จนอาณาบริเวณค่ายที่กว้างขวางแลดูแคบไปถนัดตา  บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในพระนครต่างฉวยโอกาสมาตั้งร้านรวงเพิงแผงเพื่อขายข้าวของให้แก่ไพร่พลที่ถูกเกณฑ์มา

ที่ลานฝึกภายในค่าย สินเมืองหรือหมื่นเดชนารายณ์กำลังประดาบกับหมื่นไกรสีห์สงครามหรือศร ผู้เป็นศิษย์พี่ ทั้งสองแต่งกายคล้ายพลรบสามัญ โดยสวมเสื้อสั้นแลนุ่งโจงกระเบนถกสูงเพื่อความคล่องตัว ดาบในมือเคลื่อนไหวรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน ทว่าหลังผ่านไปเป็นครู่ใหญ่ การประดาบก็จบลงโดยต่างฝ่ายต่างเสมอกัน

“เชิงดาบเจ้าร้ายกาจนัก เมื่อครู่ ทำเอาพี่เกือบเพลี่ยงพล้ำเสียหลายหน “ศรเอ่ยขณะทั้งสองนั่งพักดื่มน้ำบนแคร่ริมสนาม

สินเมืองยิ้มถ่อมตัว“ฝีมือพี่ศรเองก็กล้าแข็งเช่นกัน หากเมื่อครู่ เราสองยังมิหยุดมือ มิแน่ว่า ข้าอาจเป็นฝ่ายแพ้ก็เป็นได้”

“เอาเป็นว่า ฝีมือเราสองล้วนเข้มแข็งด้วยกันทั้งคู่ก็แล้วกัน”ศิษย์ผู้พี่พูดพลางยิ้ม “ศึกนี้ เห็นที อ้ายพวกยวนคงพินาศด้วยดาบเราสองมิใช่น้อยเป็นแน่”

หมื่นเดช หรือ สินเมืองหันมองไปรอบบริเวณ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ยินมาว่า ศึกครานี้ ทัพเราจักขึ้นไปถึงเชียงใหม่ เห็นทีว่าคงอีกหลายเดือนกว่าจักได้กลับคืนพระนคร”

“พูดเยี่ยงนี้ ดูท่าน้องเราคงมีคนรออยู่ข้างหลังเป็นแน่”หมื่นไกรว่า

”ข้าเพียงนึกถึงพวกทหารที่มีครอบครัวรอการกลับมาเท่านั้น”สินเมืองพูด “เมื่อครั้งที่ข้ายังเด็ก พ่อของข้าก็เคยไปศึกที่มะละกา นานหลายเดือน ยามนั้นข้าจำได้ว่า ข้าเฝ้าแต่นับวันคืน รอพ่อกลับคืนมา”

“การสงครามก็เยี่ยงนี้แล คนไปรบก็มิรู้จักได้กลับวันใด คนอยู่หลังก็ได้แต่เฝ้านับวันรอ” ศรกล่าวอย่างเข้าใจ

ขณะที่ทั้งสองนั่งสนทนากันอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นว่า

“นึกว่า ไพร่เลวที่ไหนมานั่งอยู่นี่ ที่แท้ก็หมื่นเดช คนเก่งเองดอกรึ”

พร้อมกับเสียงนั้น สินเมืองก็เห็นหมื่นหาญเรืองฤทธิ์เดินเข้ามาโดยมีบริวารร่วมสิบตามหลัง ท่าทางของนายทหารหนุ่มเต็มไปด้วยความยโสและวางโต

“หมื่นหาญ”สินเมืองเอ่ยชื่ออีกฝ่าย “ท่านมาทำอันใดที่นี่”

“ข้าเป็นทหาร ก็ย่อมมาเข้าชุมนุมทัพน่ะสิ”อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงกวนโทสะ “ว่าแต่เจ้าเถิด หน้าตามอมแมม เสื้อผ้าเก่าโทรมเยี่ยงไพร่ทหารชั้นเลวเช่นนี้ ดูมิสมกับเป็นราชองครักษ์เสียเลย”

วูบแรก สินเมืองนึกโกรธในคำดูถูกนั้น ทว่าชายหนุ่มก็ระงับความโกรธลงก่อนยิ้มเล็กน้อย“เรื่องแต่งกายมิสมยศตำแหน่งนั้น ข้าว่ายังมิสำคัญเท่ากระทำตนมิสมตำแหน่งหน้าที่ดอก ด้วยเครื่องแต่งกายนั้นก็เพียงสิ่งภายนอก ทว่าการกระทำต่างหากที่ตัดสินคุณค่าของคนเรา”เขากล่าวพร้อมมองฝ่ายตรงข้าม”แลข้าก็หวังว่า คนเช่นท่านคงรู้ดีว่า ควรกระทำตนเยี่ยงใดจึงสมควรแก่ตำแหน่งของตน”

“คารมร้ายกาจนัก หมื่นเดช ข้าหวังว่าเมื่อออกรบ เชิงดาบเจ้าจักร้ายกาจเช่นดังคารม” หมื่นหาญพูดพร้อมกับมองฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาประสงค์ร้าย

สินเมืองมองตอบด้วยแววตาคมกล้า “ถึงยามนั้นเมื่อใด ท่านก็เห็นเอง”

หมื่นหาญตาวาวด้วยความโกรธ แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใดอีก นอกจากเดินนำบริวารออกไปจากที่นั่น

“เจ้ากับหมื่นหาญมีเรื่องอันใดกันหรือ”ศรเอ่ยขึ้น “ดูท่าทางคนผู้นั้นชิงชังเจ้ามิใช่น้อย”

สินเมืองเล่าเรื่องที่เขากับหมื่นหาญเรืองฤทธิ์เคยวิวาทจนถึงขั้นประดาบกันที่สุโขทัยให้อีกฝ่ายฟัง ครั้นเมื่อฟังจบ สหายรุ่นพี่ก็เตือนว่า “เจ้าจงระวังตัวให้จงหนัก หมื่นหาญผู้นี้เป็นหลานชายคนเดียวของออกญาเดโช มีนิสัยอันธพาลชอบระรานผู้อื่น อีกทั้งเลี้ยงบริวารนักเลงไว้มาก การมีเรื่องกับคนเช่นนี้ มิเป็นผลดีแม้แต่น้อย”

“ฟังคล้ายพี่ศรเอง ก็รู้จักหมื่นหาญผู้นี้เช่นกัน”

“พี่เคยร่วมกองรบเดียวกับมัน เมื่อสองปีก่อน จึงพอรู้เห็นนิสัยใจคอมันบ้าง จึงอยากเตือนให้เจ้าระวังตัวไว้”

“ขอบน้ำใจพี่ท่านที่กล่าวเตือน” สินเมืองกล่าว

หมื่นไกรยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยชมขึ้นว่า “เมื่อครู่ที่เจ้าเอ่ยตอบโต้กับหมื่นหาญนั้น เฉียบคมนัก มิรู้มาก่อน ว่านอกจากเชี่ยวชาญเชิงอาวุธแล้ว คารมเจ้ายังร้ายกาจด้วย”

“หามิได้ ข้าเพียงจดจำคำพ่อ ที่ท่านสอนสั่งไว้เมื่อครั้ง ข้าได้กินยศนายหมู่เป็นคราแรก”

“ท่านออกพระคำแหงรณฤทธิ์ทั้งเก่งกล้าแลมีคุณธรรม น้องพี่โชคดีนัก ที่ได้เกิดเป็นบุตรท่าน”

“ข้ารู้” สินเมืองยิ้มรับพลางนึกถึงบิดาตนด้วยความภาคภูมิใจในบุคคลที่ตนทั้งรักแลเคารพบูชา

*****************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #471 rinrana (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2556 / 21:26
    ยิ่งอ่านยิ่งอิน ยังกับอยู่ในเรื่องจริงๆเลย
    #471
    0
  2. #463 ม่านเมฆา (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 กันยายน 2556 / 21:21
    อ่านไปเหมือนได้ยินเสียงกลองดังออกมาด้วยค่ะ
    #463
    0
  3. #210 Hideyuki (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2554 / 20:00
    อโยธยาท่าจะแย่แล้ว ถูกพวกเชียงใหม่บุกเผาเสบียงถึงในค่ายเลย
    #210
    0
  4. #207 นาคาแห่งนที (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2554 / 14:38

    แบบนี้ เห็นที อยโธยาคงต้อน ถอยทัพแล้วยอมยกสุโขทัย ให้เชียงใหม่เสียแล้ว

    #207
    0