ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 46 : กลางฝูงมหิงสา(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 411
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ศรหรือหมื่นไกรสีห์สงคราม ยันกายลุกขึ้นจากแคร่นอนภายในกระโจมที่พักเมื่อเห็นนายทหารรุ่นน้องเดินเข้ามา “ไปไหนมารึ น้องสินเมือง เมื่อครู่มิเห็นมากินข้าวเย็นด้วยกัน”

“ข้าไปคุยกับเพื่อนทางโน้นมา”สินเมืองตอบ

“กินอันใดมาละยัง”

“แวะไปกินยังโรงครัวมาแล้ว ขอบน้ำใจพี่ศรที่ถามไถ่" ชายหนุ่มบอกก่อนมองไปรอบกระโจม “แล้วพี่สิงห์กับพี่กล้าไปไหนรึพี่”สินเมืองถามถึงสหายร่วมที่พักอีกสองคน

“ไปนั่งดื่มสุรากับพวกกองทะลวงฟันน่ะ”

“พี่ศรมิไปด้วยหรือ”

“ไม่ละ พี่ว่าจักนอนพัก เก็บแรงไว้พรุ่งนี้”

“วันนี้ดูพี่เหน็ดเหนื่อยอยู่หนา”

“ตัวพี่มิคุ้นด้วยการขี่ม้านานๆ”ศรบอก“นับแต่ขบวนเสด็จเปลี่ยนจากทางน้ำมาขึ้นบกเมื่อวันก่อน แลต้องขี่ม้าแต่เช้าจรดเย็น ก็ให้เมื่อยเนื้อตัวยิ่งนัก”

“เมื่อครั้งไปทำศึกยวน ข้าเห็นพี่ควบขี่อาชาทั้งวัน แต่มิได้ยินพี่ออกปากบ่น”

“ก็นั่นเป็นยามศึก มันตื่นเต้นที่จักได้ออกรบเสียจนลืมเมื่อยขบ”

คำพูดตรงๆของอีกฝ่ายทำให้สินเมืองอดยิ้มมิได้“วันพรุ่ง พ่ออยู่หัวเสด็จไปล้อมจับฝูงกระบือเถื่อน มิแน่ว่า พวกเราอาจมีอันใดทำให้น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าขี่ม้าตามเสด็จก็เป็นได้”เขาว่า

“หากเป็นเยี่ยงนั้นก็ดีสิ”นายทหารรุ่นพี่พูดพลางหัวเราะถูกใจ “เผื่อว่าพี่จักได้ลืมการเมื่อยขบไปได้บ้าง”

*****************************

ยามเที่ยงคืนในทุ่งกว้างเชิงเขาพระยาแมน จันทร์ข้างแรมกระจ่างฟ้า นกตบยุงจิกกินแมลง นกฮูกบินโฉบจับหนูพุก เสียงบ่างใหญ่ดังแว่วจากแนวป่า งูจงอางเลื้อยหาเหยื่อตามพงหญ้า ก่อนพุ่งเข้าฉกรัดกินกระต่ายป่าที่ไม่ทันระวังตัว

ท่ามกลางแสงจันทรา ควายป่าเขาโง้งหลายร้อยตัวนอนพักอยู่กลางทุ่ง มีอยู่สี่สิบห้าสิบตัวที่เป็นนางตัวแม่มีลูกอ่อน ยืนอยู่กลางฝูงให้ลูกแหง่ดูดนม สายลมเย็นพัดมาแต่ชายป่าหนาทึบ ต้นหญ้าในทุ่งอันสูงถึงอกควายลู่เอนตามแรงลมดุจคลื่นในทะเล

หลายวันก่อน ควายป่าทั้งฝูงถูกเสียงประหลาดรบกวนจนต้องเคลื่อนฝูงมายังทุ่งนี้ ครั้นตลอดวันไม่ปรากฏเสียงนั้นอีก เหล่ามหิงสาจึงใช้ทุ่งกว้างเป็นที่พำนักพักผ่อน

ห่างไปไม่มากจากฝูงสัตว์ ชายฉกรรจ์หลายร้อยเข้าแฝงยังพงหญ้าพุ่มไม้ ในมือถือเกราะ เคาะไม้เป็นจังหวะ ครั้นฝูงกระบือได้ยินเสียงประหลาดอันเคยรบกวนพวกมันกลับมาอีก เจ้าตัวผู้จ่าฝูงร่างมหึมาขนเทาอมดำสูงสี่ศอกเขาโง้งยาววาเศษ จึงลุกยืนแลส่งเสียงขึ้นจมูกเตือนบริวาร จากนั้นควายทั้งฝูงร่วมห้าร้อยก็ลุกขึ้นเดินเหยาะย่างตามจ่าฝูงไปทางทิศตะวันออกเพื่อให้ไกลจากเสียงนั้นโดยมิรู้เลยว่าพวกมันกำลังเคลื่อนเข้าไปใกล้คอกดักอันถูกพรางไว้

ยามเช้า หลังตะวันพ้นขอบฟ้า พ่ออยู่หัวอโยธยาก็เสด็จออกจากค่ายพักพร้อมผู้ติดตามร่วมพันเพื่อไปยังคอกใหญ่สำหรับดักจับฝูงกระบือเถื่อนที่เจ้าเมืองสุพรรณให้เกณฑ์คนมาสร้างไว้ที่เชิงเขาพระยาแมนแต่เมื่อสามวันก่อน

ครั้นพอยามสาย เมื่อพ่ออยู่หัวเข้าประทับยังพลับพลาเล็กที่เตรียมไว้ยังชายป่าในตำแหน่งอันเห็นการไล่ต้อนทั้งหมดได้อย่างชัดเจนแล้ว บรรดากรมการเมืองที่คุมไพร่พลแลเหล่าพรานไพรก็เริ่มไล่ต้อนฝูงกระบือเถื่อนให้มายังทางลวงเพื่อเข้าสู่คอกดักอันสร้างเตรียมไว้

สินเมืองและราชองครักษ์อื่นๆยืนถวายอารักขาอยู่รอบพลับพลา สายตาของชายหนุ่มมองไปยังฝูงกระบือเถื่อนที่เคลื่อนตัวอยู่กลางทุ่ง เสียงร้องและเสียงกีบเท้าดังอึงอล กับเสียงตีเกราะเคาะไม้ของเหล่าคนต้อน ฝุ่นฟุ้งตลบ

ทว่าขณะที่ส่วนใหญ่ของฝูงควายเบนหน้าเข้ายังทางที่ทำไว้ กระแสลมก็เปลี่ยนทิศกะทันหัน ควายจ่าฝูงที่คุมเชิงท้ายขบวนเริ่มกระสากลิ่นคนจึงควบตะบึงย้อนออกจากทางลวงพร้อมลูกฝูงอีกกว่าร้อยมุ่งมายังชายป่าที่ตั้งพลับพลา

เหตุการณ์พลิกเปลี่ยนในชั่วพริบตา เมื่อเห็นดังนั้น เหล่ากรมการเมืองสุพรรณจึ่งเร่งขับไพร่พลออกจากที่ซุ่มเพื่อสกัดต้อนฝูงมหิงสาให้ออกห่างจากพลับพลา ทว่ากลับยิ่งทำให้ฝูงกระบือเถื่อนคลุ้มคลั่งหนักขึ้น หลายสิบตัวแตกขบวนเข้าไล่เหยียบไล่ขวิดไพร่พลแตกกระเจิง ส่วนพวกที่เหลือก็ควบตะบึงตามจ่าฝูงเข้าหาที่ตั้งพลับพลา เหล่าข้าราชบริพารที่อยู่รอบบริเวณนั้นต่างวิ่งหนีแตกตื่น

“ถวายอารักขา บัดเดี๋ยวนี้”สินเมืองได้สติร้องตะโกนลั่นก่อนวิ่งไปโดดขึ้นม้าที่ผูกไว้และควบม้านำไพร่พลส่วนหนึ่งเข้าสกัดหน้าฝูงกระบือป่าไว้

ชายหนุ่มขี่ม้าวิ่งตัดหน้ากระบือจ่าฝูงแลดึงหอกที่ผูกข้างอานม้าออกมาทิ่มแทงเข้าไปยังหลังควายจ่าฝูงจนเลือดอาบ เพื่อล่อให้มันไล่ตาม ความเจ็บจากบาดแผลทำให้เจ้ามหิงสาคำรณร้องด้วยอย่างโกรธเกรี้ยวก่อนควบตะบึงไล่ล่ามนุษย์

เมื่อจ่าฝูงเปลี่ยนทิศ พวกควายป่าส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนทิศตาม สินเมืองควบม้าวิ่งนำหน้าควายทั้งฝูงกลับไปยังทางพราง ขณะที่เหล่าไพร่พลซึ่งเพิ่งรวมกันติด บ้างก็ขี่ม้าบ้างก็ถือหอกและคบไฟเข้าช่วยไล่แทงไล่ต้อนควายที่แตกฝูง

ชายหนุ่มควบม้าเข้าไปในทางลวง โดยมีจ่าฝูงและบริวารไล่ตาม เสียงร้องคำรณและเสียงกีบเท้าทำให้บรรดาควายป่าที่เข้าคอกไปก่อนแล้วก่อนเริ่มระส่ำระสาย แต่ก็ถูกไพร่พลที่ยืนล้อมอยู่ด้านนอกใช้หอกแลคบไฟต้อนกลับเข้าที่ ส่วนสินเมืองนั้น เมื่อเห็นพวกมหิงสาตามเข้ามาดังประสงค์ ชายหนุ่มก็บังคับม้าวิ่งฝ่าฝูงควายกระโดดข้ามคอกกั้นออกมาก่อนที่จักถูกควายป่าที่ไล่หลังมาเหยียบเอา

เหล่าไพร่พลโห่ร้องดีใจที่เหตุการณ์สงบลง ขณะที่สินเมืองก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจกับผลงานของตน ทว่าในยามนั้นเอง เจ้ามหิงสาจ่าฝูงก็เผ่นโผนข้ามคอกกั้นตามออกมาด้วยความพยาบาท มันพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มบนหลังม้าทันที

เสียงควายป่าที่พุ่งเข้ามา ทำให้ม้าตื่นตระหนก ผงกขาหน้าขึ้นจนคนขี่เสียหลักตกลงมา สินเมืองกลิ้งตัวหลบได้ทันก่อนกีบเท้าควายจะบดขยี้ร่างของเขา ชายหนุ่มรีบคว้าหอกที่ตกอยู่ คุกเข่าลงข้างหนึ่ง มือทั้งสองจับหอกชี้ปลายออก ส่วนด้ามยันพื้นไว้แน่น เป็นจังหวะเดียวกับที่มหิงสาจ่าฝูงหันกลับวิ่งเข้าใส่อีกครั้ง

คมหอกแทงทะลุเข้าอกควายเกือบครึ่งด้าม สินเมืองปล่อยมือและกลิ้งหลบร่างมหึมาที่ล้มเข้าใส่ เลือดแดงฉานสาดกระจาย เจ้ามหิงสานอนสิ้นฤทธิ์ ขาทั้งสี่ชักกระตุก ก่อนหยุดนิ่งและสิ้นลมหายใจ

สินเมืองลุกขึ้นยืนมองซากควายป่าตัวมหึมาที่นอนอยู่เบื้องหน้า ยามนั้นเองเหล่าสหายรุ่นพี่ทั้งสามที่ควบม้านำพลตามมาถึง ต่างเข้ามารุมล้อมถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ครั้นเมื่อเห็นชายหนุ่มปลอดภัยต่างก็ยินดีกันทั่วหน้า

.....ครั้นเมื่อเหตุการณ์สงบลง กระบือเถื่อนเกือบทั้งฝูงก็ถูกล้อมจับได้สิ้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพอพระทัยเป็นอันมากแลทรงมีรับสั่งให้สินเมืองเข้าเฝ้า เพื่อพระราชทานบำเหน็จรางวัล

เจ้าเก่งมาก หมื่นเดชนารายณ์ วันนี้หากมิได้เจ้า คงมีผู้คนล้มตายเป็นแน่พ่ออยู่หัวตรัสชม

ทั้งหมดนี้ก็ด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม พระพุทธเจ้าข้า

จอมคนทรงแย้มสรวลขณะทอดพระเนตรนายทหารหนุ่มน้อยที่คุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์ “เจ้าอยากได้บำเหน็จใดสำหรับความชอบในครานี้

ข้าพระพุทธเจ้าหาได้ปรารถนาสิ่งใดนอกจากได้ถวายรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

เจ้าตอบเหมือนเมื่อคราก่อนมิผิดเทียว”พ่ออยู่หัวทรงพระสรวลพอพระทัยก่อนรับสั่งว่า “แต่ในเมื่อเจ้ามีความชอบ ถึงเยี่ยงไรก็สมควรได้รางวัล เช่นนั้น ข้าจักให้ทองคำสองชั่งเป็นบำเหน็จแก่ความชอบของเจ้าในครานี้”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้วพระพุทธเจ้าข้า”.....

สินเมืองได้นำทองคำพระราชทานแบ่งให้สหายทั้งสามแลเหล่าไพร่พลในกองทะลวงฟันราชองครักษ์ด้วยทุกคนต่างก็มีส่วนช่วยในการครานี้ แลอีกประการหนึ่ง สำหรับชายหนุ่มแล้ว แม้ทองสองชั่งจะมีค่ามิใช่น้อย ทว่าความภาคภูมิใจที่ได้สร้างผลงานถวายอารักขาองค์เจ้าชีวิตของตนนั้นมีค่าสูงกว่ามากนัก

ชายหนุ่มนึกถึงพระกำแหงรณฤทธ์ ผู้เป็นบิดาที่มิได้ตามเสด็จมาด้วย หากพ่อได้รู้เรื่องที่เขาทำในวันนี้ คงดีใจแลภูมิใจที่ลูกชายคนเดียวกระทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็งแลกล้าหาญ สมกับที่ท่านสอนสั่ง

......หลังจากประทับอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรีได้เก้าราตรี สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็เสด็จกลับกรุงอโยธยา โดยตลอดเพลาที่ประทับอยู่นั้น พ่ออยู่หัวทรงโปรดฯให้ไล่ต้อนล้อมจับกระบือเถื่อนอีกสี่ครั้ง ได้กระบือร่วมสามพันแลคัดตัวที่ยังรุ่นเพื่อนำไปฝึกใช้งานได้กว่าเจ็ดร้อยซึ่งเหล่ากรมการเมืองสุพรรณได้รับหน้าที่ฝึกกระบือเหล่านี้ ก่อนให้คนต้อนไปยังพระนครเพื่อไว้ใช้ในราชการแลแจกจ่ายแก่ราษฎรในภายหลัง

*******************

ยามเช้า ขณะแสงตะวันจับขอบฟ้าทิศตะวันออก ที่เรือนน้อยนอกกำแพงนครพิงค์ หนานพรหม ชายวัยกลางคนขาเสีย กำลังนำสุราที่ต้มแลหมักจนได้ที่มากรอกใส่ไหเพื่อวางขาย หลายวันนี้ สุรารสเข้มของเขาขายดีดุจเทน้ำเทท่า เนื่องจากมีชายฉกรรจ์ทั้งยวนแลลัวะจากหัวเมืองรอบนอก เดินทางมาชุมนุมพลยังค่ายใหญ่ ที่ตั้งอยู่ลัดทุ่งห่างเรือนของเขาไปไม่ถึงสี่สิบเส้น ด้วยมีข่าวว่า มหาราชเชียงใหม่เรียกเกณฑ์พลเพื่อยกไปปราบกบฏยังแคว้นไทลื้อ แลเมื่อที่ตั้งทัพอยู่มิห่างจากเรือนเช่นนี้ จึงทำให้มีคนเข้ามาซื้อสุราที่เรือนของเขาแทบมิขาด

ขณะกำลังรินเหล้าลงไห นกยางสีขาวนับสิบที่ทำรังบนต้นไม้ห่างเรือนเขาไปสิบเส้นก็บินกรูขึ้นฟ้าอย่างตกใจ พรหมชะงักมือพลางมองไปทางนั้น ก่อนเดินกลับขึ้นเรือนด้วยอาการที่มิต่างอันใดกับคนที่ขาทั้งสองเป็นปกติ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #491 วิทยา (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 12:38
    อ่านฉากนี้ นึกถึงเพชรพระอุมา กับขุนช้างขุนแผนขึ้นมาเลย
    #491
    0
  2. #196 Hideko (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 9 กันยายน 2554 / 19:43
    คราวนี้ สินเมืองต้องออกศึกจริงๆแล้ว จะสู้เขาได้ไหมเนี่ย
    #196
    0