ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 45 : เรือนน้อยนอกเวียง(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 474
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ยามเช้า ที่เรือนหลังย่อมใต้ถุนสูง กลางดงไม้ชายทุ่งนอกเมืองเชียงใหม่ด้านตะวันตก ชายกลางคนร่างท้วม เดินขากะเผลก โพกหัว นุ่งผ้าพื้นใส่เสื้อย้อมคราม กำลังหว่านข้าวเปลือกให้ไก่ชนที่เลี้ยงไว้ในสุ่มหลังบ้าน พลางผิวปากอย่างอารมณ์ดี ใต้ถุนบ้าน มีไหสุรามากมายตั้งบนแคร่ยาว ส่วนบนเรือนก็ปรากฏกรงนกนับสิบแขวนเรียงรายตามชายคา

“น้าพรหม น้าพรหมอยู่ฤาไม่” เสียงเรียกดังมาจากหน้าบ้าน

ชายร่างท้วมเดินลอดใต้ถุนออกไปดู ก่อนเอ่ยทักผู้มาเยือน “อ้าว ไอ้เมิน สูมาแต่เมื่อใด”

“เมื่อเห็นนี่แล” หนุ่มร่างผอมตอบ “ข้ามาขอซื้อสุราสักหน่อย”

“เข้ามา เข้ามา ชอบอย่างใดก็เลือกเอา”

คนชื่อ เมิน เดินเข้ามาพลางมองไปยังไหสุราที่เรียงรายบนแคร่ที่ใต้เรือน “มีเท่านี้ฤา ข้าใคร่ได้อย่างมื้อก่อน สูมีหรือไม่”

“เช่นนั้นสูตามข้าขึ้นบนเรือนก็แล้วกัน” พรหมบอก ก่อนเดินนำอีกฝ่ายขึ้นบ้าน

ครู่ต่อมา เจ้าหนุ่มเมินก็เดินลงเรือนพร้อมอุ้มไหสุราลง โดยมีเจ้าของเรือนตามมาส่งจนถึงหน้าบ้าน

“ข้าไปละ”

“ไปดีมาดีเน้อ”

คนหนุ่มก้มหัวลงแทนไหว้ลา ด้วยมือทั้งสองอุ้มไหใบเขื่อง จากนั้นจึงเดินเลาะไปตามคันดินผ่านทุ่งนาเพื่อกลับเข้าเมือง ขณะที่ชายกลางคนยืนมองครู่หนึ่ง ก่อนหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน

....ตกยามสาย ชายชาวนาสองคนเดินจูงควายมาตามคันนาก่อนหยุดยืนพักอยู่ใต้ต้นไม้ข้างทาง หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นป้องแดดพลางมองไปยังเรือนหลังย่อมที่ตั้งอยู่กลางดงไม้ชายทุ่ง

“พี่เวียงลือ” เขากล่าวกับผู้ที่มาด้วย “สูแน่ใจฤาว่าเป็นมันผู้นี้”

“ข้าให้คนสืบเฝ้าดูมันมาหลายเพลาแล้ว มิผิดแน่” ผู้มีชื่อว่า เวียงลือ ตอบ

ชายคนแรกลดมือลงพลางว่า “ข้าดูมันแล้ว มิเห็นผิดจากพ่อค้าอื่นแต่อย่างใด”

“สูควรสังเกตให้ถ้วนถี่กว่านี้ แสนคำ” ผู้สูงวัยกว่ากล่าวเชิงตำหนิ “ท่วงทีอ้ายผู้นี้ดูแคล่วคล่องผิดคนขาเสีย ทั้งคนสืบยังแจ้งแก่ข้าว่าเห็นมันเลี้ยงนกนำสาส์นไว้มากหลาย แลหากมันเป็นคนค้าคนขายจริง ไหนเลยจึงตั้งเรือนไกลกาดฉะนี้”

“พี่จักให้ข้าพาคนไปคร่ากุมมันมาโบยตีเพื่อสอบเค้นความเสียเลยฤาไม่”

“อย่าเพิ่ง”คนเป็นพี่พูด“นายแห่งเรามีอุบายอันหนึ่ง จักใช้งานอ้ายผู้นี้ ไว้การแล้วเมื่อใด จึ่งค่อยกุมตัวมัน”ท้ายประโยค เวียงลือหรือพันคำ หัวหน้าที่สองแห่งเหล่าสมิงดำมองไปยังเรือนน้อยนั้นด้วยสายตาดุจพยัคฆ์จับจ้องเหยื่อ

*********************

ทิวเขาใหญ่ทอดยาวเหนือป่าดิบดงทึบ ฝูงลิงค่างหากินบนเรือนไม้ ชะนีโหนข้ามกิ่งก้านร้องผัวๆ เหยี่ยวรุ้งร่อนถลากลางฟ้ามองหาเหยื่อ ฝูงนกเงือกโผบินผ่านยอดพฤกษา นกยูงและไก่ป่า ไก่ฟ้าส่งเสียงกังวานแว่ว ปลุกหมีควายโผล่จากถ้ำ ส่วนที่ริมบึงกว้างกลางดง หมูป่าพาลูกน้อยร่วมสิบ ตัวลายดุจแตงไทยขุดคุ้ยหน่อไผ่ กระทิงโทนออกจากดงมากินน้ำ ขณะเก้งคู่หนึ่งและเล็มไม้พุ่มอยู่ใกล้ๆ ก่อนชะเง้อฟังเสียงช้างป่าที่ร้องดังมาจากในดง อีกฟากบึง จระเข้นอนอ้าปากนิ่ง ส่วนบนต้นกร่างใหญ่ที่ถูกพันเกาะด้วยรากไทร มีนกแก้วและนกเขาฝูงใหญ่จิกกินผลไทรอย่างเพลิดเพลิน ไม่ไกลกัน เสือดาวสองแม่ลูกนอนเหยียดบนคาคบต้นมะค่าใหญ่หลังกินกวางที่ล่ามาได้จนอิ่ม

พ้นจากแนวป่าเป็นทุ่งกว้าง หญ้าสูงสลับด้วยละเมาะไม้ใหญ่น้อย นกกระเรียนเดินเหยาะย่าง วัวแดงยี่สิบตัวเดินเรียงแถวข้ามทุ่งไปยังป่าละเมาะเชิงเขา เนื้อทรายห้าตัวเข้าหลบพักในพุ่มไม้ทึบ ขณะฝูงละมั่งกว่าร้อยยังหากินอยู่กลางทุ่ง เสือโคร่งหนุ่มย่องเงียบผ่านดงหญ้าเข้าใต้ลม ก่อนร่างใหญ่สีเหลืองฟางลายพาดดำจะพุ่งเข้าใส่ พร้อมกางกรงเล็บตะปบละมั่งสาวเคราะห์ร้ายล้มคว่ำ ละมั่งอื่นในฝูงแตกหนีกระเจิง ขณะที่เสือร้ายลากเหยื่อไปฉีกเนื้อหนังกัดกิน

ยังไม่ทันกินเหยื่อหมด เจ้าเสือใหญ่ก็กระสากลิ่นคนจำนวนมาก มันโงหัวขึ้นจากพงหญ้าแลมองเห็นผู้คนนับพันเดินเป็นขบวนยาวผ่านทิวทุ่งกว้าง ช้างม้านับร้อยเดินปะปนอยู่กับฝูงคน กลิ่นมนุษย์ทำให้เสือร้ายเกิดหวาดระแวงจึงคาบเหยื่อที่เหลืออีกครึ่งติดปากก่อนกระโจนหายเข้าไปในดงไม้

ขบวนผู้คนเคลื่อนมาถึงยังที่โล่งริมลำห้วยใหญ่อันมีค่ายพักถูกสร้างรอไว้แล้ว ที่กลางค่ายมีพลับพลาไม้หลังใหญ่ตั้งตระหง่าน ชายฉกรรจ์กว่าสองร้อยสะพายดาบคู่เข้ายืนล้อมพลับพลาไว้โดยหันหน้าออกด้านนอก จากนั้นขบวนคชสารสิบเชือกซึ่งล้วนมีสัปคับกูปอันประดับตกแต่งงดงามอยู่บนหลังก็ย่างเท้าตรงเข้า

คชสารเชือกแรกซึ่งเป็นช้างพลาย ร่างสูงใหญ่ งายาววาครึ่ง ลักษณะงามสง่าหยุดเท้าลงที่หน้าพลับพลาก่อนย่อขาคุกเข่าตามคำสั่งควาญ โดยช้างเชือกอื่นที่ตามมาทั้งพลายพัง ต่างก็หยุดและคุกเข่าลงเพื่อให้ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังได้ลงมาบนพื้น

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จลงจากหลังคชสารเชือกแรกและเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปยังพลับพลาที่ประทับโดยมีพระอัครชายาแลพระราชโอรสพร้อมเหล่าข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในตามเสด็จ

สินเมืองในชุดหัวหมื่นราชองครักษ์ลอบมองไปยังเหล่านางข้าหลวงที่ตามเสด็จ สายตาของชายหนุ่มจับอยู่ที่สาวน้อยผิวขาวผมยาวห่มสไบสีชมพูอ่อน ความงามของนางดูโดดเด่นกว่านางข้าหลวงใดๆในกลุ่ม

งานแรกของสินเมืองในตำแหน่งหมื่นเดชนารายณ์คือการตามเสด็จพ่ออยู่หัวมายังเขาพระยาแมน แดนเมืองสุพรรณบุรี ด้วยมีใบบอกจากกรมการเมืองสุพรรณว่า มีควายป่าหลายฝูงเข้ามาหากินยังทุ่งหญ้าชายป่าเชิงเขาพระยาแมน องค์เหนือหัวจึงทรงมีพระประสงค์ที่จะพักผ่อนพระอิริยาบถด้วยประพาสชมไพรแลไล่ล้อมจับฝูงกระบือเถื่อน

แม้จะดูเหมือนงานที่มิยาก แต่การครั้งนี้ก็ทำให้สินเมืองเคร่งเครียดมิใช่น้อย ด้วยว่านี่เป็นคราแรกที่ชายหนุ่มออกทำหน้าที่เพียงลำพังโดยปราศจากผู้เป็นบิดา ทว่ายังดีที่ในการประพาสครั้งนี้ มีดอกแก้วและทองตามเสด็จมาด้วย ซึ่งการที่สาวคนรักและสหายคู่ใจมาด้วยเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นเป็นอันมาก

อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในขบวนเสด็จด้วยกัน แต่การที่สินเมืองจะเข้าไปสนทนากับนางข้าหลวงอย่างดอกแก้วนั้นก็มิใช่จะทำได้ง่ายนัก ซึ่งนับแต่ออกจากพระนครมาจนถึงยามนี้ เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้สนทนากับนางเลยสักครั้ง

*******************

“แล้วข้าจักทำเยี่ยงไรเล่าพี่” ทองยกมือเกาหัวยิก เมื่อสินเมืองขอแกมสั่งให้ช่วยหาทางให้ได้คุยกับดอกแก้ว

“เจ้าก็คิดสิว่า มียามใดบ้างที่พี่จักลอบไปพบปะนางได้”

“ไอ้เรื่องไปพบปะนาง มันก็พอมีทางอยู่”คนเป็นน้องว่า “กลัวแต่มีผู้ใดมาพบเห็นเท่านั้น”

“เรื่องนั้นมิต้องห่วง ยามนี้จงเร่งบอกพี่มาก่อน ว่าจักหาโอกาสพบน้องดอกแก้วได้ที่ใด”

“คงต้องรอเพลาก่อนค่ำ ยามที่พวกนางข้าหลวงไปอาบน้ำ...”

พูดยังไม่ทันจบ คนฟังก็โวยขึ้นทันที “อ้ายลามก นี่เจ้าจักให้ข้าไปแอบดูน้องดอกแก้วอาบน้ำหรือ”

“พุทโธ่ ใครจักไปแนะให้ทำอุตริเยี่ยงนั้น ถึงน่าลองก็เถอะ”

“แล้วเจ้าจักให้ทำอย่างใด”

“พี่ลองไปซุ่มรอยังทางไปลำห้วยหลังค่าย ถ้าข้าคะเนมิผิด พวกนางข้าหลวงที่จักไปอาบน้ำคงใช้เส้นทางนั้น มิแน่ว่า พี่อาจมีโอกาสได้คุยกับดอกแก้วก็ได้” ทองขยายความ

สินเมืองทำหน้าไม่แน่ใจ “แล้วหากเจ้าคะเนผิด พี่มิต้องรอเก้อหรือ”

“เยี่ยงนั้นก็พี่ก็ตัดสินใจเอาเองเถิดว่าจักไปหรือไม่”หนุ่มรุ่นน้องสรุปความ

*********************

ยามเย็น ขณะที่ดอกแก้วกำลังเดินไปอาบน้ำยังลำห้วย สินเมืองซึ่งรออยู่ในดงไม้ข้างทางก็ออกมาดักหน้าหญิงสาวเอาไว้

“อุ๊ย พี่สินเมือง”สาวรุ่นอุทานตกใจ “พี่มาได้อย่างไรนี่”

“พี่มาดักรอพบเจ้าน่ะสิ”

“แล้วมิกลัวคนอื่นมาเห็นเข้าหรือ”

“พี่กลัวมิได้ฟังเสียงเจ้ามากกว่า”สินเมืองว่าพลางมองหน้าหญิงสาว“รู้ไหมว่า การได้เห็นหน้าเจ้าทุกวัน แต่มิได้พูดคุยด้วยเลยนั้นมันทรมานใจพี่เพียงใด”

“แล้วนี่พี่รู้ได้เยี่ยงไรว่าข้าจักมาทางนี้”ดอกแก้วยังสงสัย “หรือ แท้จริงพี่มาแอบดูพวกนางข้าหลวงสาวๆอาบน้ำที่ลำห้วย” หางเสียงนั้นเข้มขึ้น

“พุทโธ่ พี่หาใช่คนลามกเยี่ยงนั้นไม่” ชายหนุ่มรีบปฏิเสธ “ในใจพี่นั้นมีเพียงเจ้าผู้เดียว ไหนเลยจักไปสนใจหญิงใดอีก”

คำพูดนั้นทำเอาคนฟังถึงกับสองแก้มแดงระเรื่อด้วยเขินอาย ทว่ายามนั้น ก็มีเสียงหัวร่อต่อกระซิกดังแว่วมาขัดจังหวะการสนทนา

“มีเสียงคนมา”ดอกแก้วหันไปข้างหลัง “พี่หลบไปก่อนเถิด”นางบอก

“วันพรุ่ง พี่มาพบเจ้าที่นี่อีกได้ไหม” สินเมืองขอก่อนไป

“ได้สิ”

“ถ้าเช่นนั้น พี่ไปก่อนนะ” กล่าวจบ เจ้าหนุ่มก็หลบกลับเข้าดงไม้ข้างทาง ก่อนหน้าที่นางข้าหลวงสามคนจะเดินมาถึงบริเวณนั้นเพียงไม่ถึงอึดใจ

หลังกล่าวทักทายกับนางข้าหลวงเหล่านั้นเล็กน้อยพอมิให้เป็นที่สงสัย ดอกแก้วก็หันไปมองยังดงไม้ที่คนรักหลบหายไป ก่อนลอบยิ้มกับตัวเอง

...คนกระไรก็มิรู้ ชอบทำให้ใจหายใจคว่ำเยี่ยงนี้อยู่เรื่อย....

*************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น