ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 44 : สี่ขุนพลราชองครักษ์(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 504
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

เอ๊ะ ท่านออกญา ข้าเห็นหน้าเจ้าคนที่อยู่ทางขวา ดูคล้ายเพิ่งจักรุ่น ความตื่นเต้นของสินเมืองเพิ่มเป็นเท่าทวีเมื่อได้ยินพ่ออยู่หัวทรงมีรับสั่งถึงเขา มันเป็นใครรึ"

นั่นคือพันเพชรยอดศึก พระพุทธเจ้าข้าพระสมุหกลาโหมกราบทูลตอบ

ให้มันเข้ามาใกล้ๆ

เมื่อได้ยินดังนั้น สินเมืองก็ลอบสูดหายใจเข้าและออกแรงๆให้หายตื่นเต้น ก่อนคลานเข่าเข้าไปใกล้พระที่นั่ง จากนั้นจึงพนมมือยกขึ้นถวายบังคมกราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้า พันเพชรยอดศึก ถวายบังคมใต้ฝ่าพระบาท พระพุทธเจ้าข้า

เจ้ามีนามเดิมว่ากระไร แลเป็นลูกเต้าเหล่าใครพ่ออยู่หัวรับสั่งถาม

“ข้าพระพุทธเจ้ามีนามเดิมว่า สินเมือง เป็นบุตรออกพระคำแหงรณฤทธิ์ พระพุทธเจ้าข้า

ดูหน้ายังเด็กนัก แต่ได้กินยศชั้นพันแล้วรึสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงทอดพระเนตรอีกฝ่ายอย่างสนพระทัยปีนี้เจ้ามีอายุเท่าใด

ครบสิบเจ็ด ปีนี้ พระพุทธเจ้าข้า

อายุเพิ่งสิบเจ็ดแต่มีฝีมือถึงเพียงนี้นับว่าหายากจอมคนตรัสชมก่อนทรงมีรับสั่งว่า ยามนี้ฟ้ายังไม่มืด ข้าใคร่เห็นเชิงเชิงดาบเจ้าอีกสักหน แต่ครานี้จักให้ประลองกับพระตำรวจหลวงแลราชองครักษ์สักยี่สิบ เจ้ามีอันใดขัดข้องหรือไม่

ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมรับสนองพระราชบัญชา พระพุทธเจ้าข้าสินเมืองกราบทูลด้วยความฮึกเหิมเมื่อรู้ว่าจะได้สำแดงฝีมือให้พ่ออยู่หัวทรงทอดพระเนตร

จอมคนทรงแย้มสรวลก่อนตรัสสั่งขุนนางผู้หนึ่งว่า หลวงพิมาน จงจัดเวทีประลองให้พันเพชรบัดเดี๋ยวนี้

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า” หลวงพิมานถวายบังคมน้อมรับ ก่อนคลานออกไปจากพลับพลา

ครู่ต่อมา พระตำรวจหลวงสิบนายในชุดเสื้อเขียวขลิบแดงและราชองครักษ์สิบนายในชุดเสื้อน้ำเงินขลิบแดงก็เดินเข้าไปตั้งขบวนเป็นแถวหน้ากระดานทางด้านซ้ายและขวาของสนามประลอง ทั้งหมดล้วนถือดาบหวายสำหรับฝึก

เสียงกลองดังรัวเป็นสัญญาณเริ่มการประลอง สินเมืองก้าวเข้าไปยืนในลานประลองประจัญหน้ากับเหล่าพระตำรวจหลวงและราชองครักษ์ ชายหนุ่มยกดาบหวายทั้งสองเล่มขึ้นตั้งท่าเพื่อเตรียมรับมือฝ่ายตรงข้าม

ทันทีที่สิ้นเสียงกลอง สินเมืองก็โผนทะยานเข้าใส่คู่ต่อสู้ด้วยความเร็วจนแทบมองมิทัน ชายหนุ่มบุกตะลุยผ่ากลางกลุ่มของฝ่ายตรงข้าม ดาบหวายเหวี่ยงฟาดเข้ายังที่หมาย เพียงชั่วพริบตาก็จัดการกับคู่ต่อสู้ลงไปได้สี่คน

เหล่าพระตำรวจหลวงและราชองครักษ์ เมื่อเห็นฝ่ายตนพ่ายแพ้ไปถึงสี่คน จึงจัดกระบวนรุกเข้าหาชายหนุ่มพร้อมกันรอบทิศ ทว่าอีกฝ่ายถีบทะยานตัวขึ้นจากพื้นดินกระโดดข้ามออกมานอกวงล้อมพร้อมฟาดหวายลงไปยังก้านคอพระตำรวจหลวงอีกสองนาย ทำให้ทั้งสองต้องออกจากการต่อสู้ไป

สินเมืองรุกรบอย่างว่องไว เชิงดาบดุดันรุนแรงและโจมตีไม่พลาดเป้า เพียงครู่เดียวก็มีชัยเหนือคู่ต่อสู้ไปเกือบครึ่ง เหล่าพระตำรวจหลวงและราชครักษ์ที่เหลือพยายามปรับกระบวนรบ โดยบุกเข้าโจมตีประชิดตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มมีโอกาสกระโดดทะยานตัวขึ้นจากพื้นได้ ทว่าสินเมืองก็ใช้ดาบหวายเหวี่ยงกราดเป็นวงกว้างทำให้คู่ต่อสู้ต้องล่าถอย จากนั้นจึงย่อตัวลงใช้ดาบหวายฟาดหน้าแข้งของฝ่ายตรงข้ามจนพากันล้มระเนระนาด ก่อนที่ชายหนุ่มจะใช้หวายฝึกฟาดลงไปที่คอและศีรษะของเหล่าคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว

ในที่สุด หลังเพลาผ่านไปได้เพียงชั่วหม้อข้าวเดือด สินเมืองก็สามารถกำราบเหล่าพระตำรวจหลวงและราชองครักษ์ได้ทั้งหมด เสียงโห่ร้องแสดงความชื่นชมดังจากรอบสนาม

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงตบพระหัตถ์ด้วยความพอพระทัยก่อนมีรับสั่งให้ชายหนุ่มมาเข้าเฝ้ายังเบื้องพระพักตร์

“เก่งมาก เจ้าสินเมือง” พ่ออยู่หัวตรัสชม “เมื่อครู่ ข้าดูเจ้าประมือกับเหล่าพระตำรวจหลวงแลราชองครักษ์ เชิงดาบของเจ้าทั้งว่องไวแลร้ายกาจยิ่งนัก สมแล้วที่จักมาเป็นทหารคู่ใจข้า”

“ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมถวายชีวิตเป็นราชพลี พระพุทธเจ้าข้า”

“ดีมาก” จอมคนทรงแย้มสรวลก่อนทรงหันไปมีรับสั่งให้ออกญาธรรมา ผู้เป็นกรมวัง ประกาศพระบรมราชโองการปูนบำเหน็จชั้นยศ แก่ผู้ชำนะการประลองรอบสุดท้ายทั้งสี่คน โดย สินเมืองได้รับตำแหน่ง หมื่นเดชนารายณ์ ขณะที่ ศรได้รับตำแหน่ง หมื่นไกรสีห์สงคราม ส่วนสิงห์ได้รับตำแหน่งหมื่นรามอิศเรศและกล้าได้รับตำแหน่งหมื่นเพชรอินทรา

“วันนี้ ข้ายินดียิ่งนักที่ได้ทหารเอกคู่ใจมาเพิ่มขึ้นอีกถึงสี่คน” สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงมีรับสั่งกับนายกองคนใหม่แห่งเหล่าทหารทะลวงฟันคู่พระทัยทั้งสี่นาย “ขอให้พวกเจ้าทั้งสี่จงตั้งใจทำราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะแลซื่อสัตย์กล้าหาญเพื่อสนองคุณแผ่นดินศรีอโยธยา นับแต่นี้สืบไปเมื่อหน้า”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า”นายทหารทั้งสี่พนมมือยกขึ้นถวายบังคมน้อมรับพระดำรัสพร้อมกัน

******************************

หลังการประลองเสร็จสิ้นและพ่ออยู่หัวได้เสด็จกลับยังพระราชฐานชั้นในพร้อมเหล่าข้าราชบริพารแล้ว สิงห์กับกล้าได้เข้ามาทักทายทำความรู้จักกับสินเมืองและศร เพียงไม่นาน ทั้งสี่คนก็เริ่มสนิทสนมกัน ด้วยต่างก็ต้องอัธยาศัยแก่กัน

“น้องสินเมืองแม้อายุยังน้อยแต่ฝีมือช่างเก่งกล้าเกินวัย” สิงห์กล่าวชม “ข้ายินมาว่า เมื่อครั้งศึกชิงสุโขทัย น้องท่านลอบเข้าไปเปิดประตูเมืองให้ทัพเรา ใช่หรือไม่”

“เป็นความจริงดังนั้น” ศรยืนยัน

กล้าที่ฟังอยู่ เอ่ยขึ้นว่า “น้องเราผู้นี้มิใช่เก่งเพียงอย่างเดียวหากยังห้าวหาญเกินอายุนัก”

“พี่กล้ากล่าวหนักไปแล้ว ข้าหาได้เก่งถึงเพียงนั้นไม่” สินเมืองถ่อมตัว

กล้ายิ้มให้หนุ่มรุ่นน้อง “หากเช่นน้องสินเมืองยังมิเรียกว่า เก่งกล้า ก็เห็นที แผ่นดินอโยธยาคงหามีคนเก่งกว่านี้ไม่แล้ว”กล่าวจบ ทั้งกล้าและสิงห์กับศรก็พากันหัวเราะพร้อมกัน ขณะที่สินเมืองได้แต่ยิ้มรับ พลางลอบมองไปยังทองและดอกแก้วที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนัก

ใจจริงชายหนุ่มอยากจะตรงไปหาดอกแก้วแทบจะในทันทีที่เสร็จจากเข้าเฝ้า แต่ติดที่ต้องอยู่สนทนาด้วยสหายรุ่นพี่ทั้งสามจึงมิอาจปลีกตัวไปได้ ดังนั้น หลังจากพูดคุยกันอีกครู่ใหญ่ จนสบโอกาส สินเมืองก็รีบขอตัวและเดินแยกออกมา ขณะที่พวกรุ่นพี่ทั้งสามของเขาพากันไปหาสุราอาหารเพื่อดื่มกินกระชับมิตร

“ข้าดีใจจริงๆที่พี่ได้เป็นราชองครักษ์” ดอกแก้วบอกทันทีที่ได้คุยกับสินเมือง

ชายหนุ่มยิ้มบาง ตาทั้งสองเป็นประกาย “หากมิใช่เจ้ามาเป็นกำลังใจเยี่ยงนี้ พี่คงมิฟันฝ่าจนได้ชัยเป็นแม่นมั่น”

“พี่สินเมืองกล่าวเกินไปแล้ว”

“มิเกินไปดอก” หัวหมื่นราชองครักษ์คนใหม่สบตาสาวรุ่น “รอยยิ้มบนดวงหน้าเจ้า เพิ่มกำลังใจให้พี่เหนือยิ่งสิ่งใด”

“ปากหวานแล้วหนาพี่”

“ทุกถ้อยคำที่กล่าวไป ล้วนมาจากใจใช่เสแสร้ง”

สาวน้อยถึงสะเทิ้นอายเมื่อได้ยินดังนั้น ขณะที่ทองซึ่งยืนอยู่ด้วยกระแอมขึ้นสองสามที

สินเมืองหันขวับไปมอง “เป็นอันใดวะ เจ้าทอง”

“ข้าเพียงใคร่บอกพี่ว่า เราควรไปจากที่นี่ ก่อนผู้ใดจักคิดว่า ขุนศึกแห่งอโยธยาเป็นพวกวิปริตผิดเพศรักใคร่ชายด้วยกัน”

“อุบ๊ะ ไอ้นี่ปากพล่อย เจรจาเรื่อยเปื่อยโดยแท้”

“พี่ลืมไปแล้วหรือว่า ยามนี้ น้องดอกแก้วนุ่งห่มเยี่ยงบุรุษเพศ แล้วพี่มาเจรจาคำหวานด้วยนางเยี่ยงนี้ หากผู้ใดได้ยินเข้า มีหรือจักมิคิดไป ดังที่ข้าว่า”

เมื่อได้ยินดังนั้น สินเมืองก็นึกได้และเห็นจริงดังคำสหายรุ่นน้อง จึงรีบชวนทั้งสองเดินออกไปจากบริเวณนั้น

ขณะที่ทั้งสามเดินมาจนเกือบถึงทิมดาบใกล้ซุ้มประตูวังชั้นนอก สินเมืองก็เห็นพระคำแหงรณฤทธิ์เดินมาพร้อมทหารสามนาย เมื่อเห็นบิดา ชายหนุ่มก็บอกให้ทองและดอกแก้วล่วงหน้าไปรอยังท่าน้ำ ก่อนวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นบิดา

เมื่อเห็นบุตรชายเข้ามาหา พระคำแหงรณฤทธิ์หรือแสนจึงให้พวกทหารเดินเลยไปก่อน จากนั้นจึงกล่าวกับลูกว่า“เพื่อนๆไปกันหมดแล้วหรือ เจ้าสินเมือง”

“ขอรับ” สินเมืองตอบ ก่อนจะพูดว่า “ข้าขอโทษพ่อ ที่มิได้มากราบขอบพระคุณ ตั้งแต่เมื่อเสร็จการประลอง” น้ำเสียงของชายหนุ่มแฝงความรู้สึกผิดที่ตนเองมัวแต่ดีใจกับชัยชำนะในการประลองจนลืมนึกถึงบิดา

ใบหน้าเคร่งขรึมของบิดาเจือรอยยิ้มบางๆ “แล้วจักมากราบพ่อด้วยเหตุอันใด”

“พ่อมีพระคุณกับข้าล้นเหลือ ใช่เพียงให้ชีวิต หากยังอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนข้ามาแต่น้อยคุ้มใหญ่ หาไม่แล้ว ข้าคงไม่มีวันนี้” ชายหนุ่มตอบก่อนคุกเข่าก้มลงกราบแทบเท้าผู้เป็นพ่อ

แสนมองด้วยความตื้นตันและภาคภูมิใจ เขาจับไหล่บุตรชายให้ลุกขึ้นยืนก่อนกล่าวว่า “เป็นเพราะเจ้ามีธาตุใฝ่ดีในตัว จึงมีวันนี้ พ่อภูมิใจที่มีเจ้าเป็นลูก แลเชื่อว่าแม่ของเจ้าที่เฝ้ามองอยู่บนสรวงสวรรค์ก็คงภาคภูมิใจเช่นกัน”

“พ่อคิดว่า จนถึงเพลานี้ แม่ยังเฝ้ามองพวกเราอยู่หรือ” ประโยคสุดท้ายทำให้สินเมืองอดถามขึ้นไม่ได้

คนเป็นพ่อทอดสายตาไปยังฟากฟ้าที่ยามนี้อาบด้วยแสงสีส้มของอาทิตย์อัสดงก่อนกล่าวกับบุตรชายว่า “พ่อเชื่อว่า แม่ของเจ้ายังคงอยู่กับพวกเรา แลนางจักอยู่กับพวกเราตลอดไป”

*************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #455 koonming (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 / 11:17
    เอากำลังใจมาให้ค่ะพี่ชาย
    #455
    0
  2. #180 นายตามใจ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2554 / 15:51
    ความสนุกไม่เคยเปลี่ยนเลย ขอบอกว่า อ่านแล้ว อยากอ่านต่อมากๆ ยิ่งตอนนี้ อยากรู้ด้วยว่า หลวงพิจิตรจะเอาตัวรอดจากกองทัพเชียงใหม่ของท้าวศรีบุญเรืองได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น รีบมาลงต่อเร็วๆนะครับ
    #180
    0