ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 43 : แรงใจสู่ชัยชำนะ(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 422
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

“วาจาเจ้าแปลกพิลึก”สินเมืองบ่นก่อนเบิกตากว้าง เมื่อเด็กหนุ่มผู้นั้นเงยหน้าและก้าวออกมายืนข้างทอง “เฮ้ยนั่น มัน”

“ข้าเอง พี่สินเมือง”คนผู้นั้นกล่าวด้วยเสียงหวานใสและรอยยิ้มที่คุ้นตา

“ดอกแก้ว”ชายหนุ่มอุทานเบาๆ ก่อนขมวดคิ้ว”เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่า วันนี้เขามิให้สตรีเข้าชมการประลอง”

“ข้ารู้ ข้าถึงได้ปลอมตัวมาอย่างไรเล่า”

“เจ้าทอง”สินเมืองหันมาจะเอาเรื่องกับเพื่อนรุ่นน้อง

เมื่อเห็นดังนั้น ดอกแก้วก็รีบบอกว่า“อย่าไปว่าพี่ทองเลย ข้าอยากเห็นพี่ประลองสักครั้ง จึงบังคับให้เขาพามา”

“ใช่แล้ว” คนก่อเรื่องรีบผสมโรง “ดอกแก้วร่ำร้องอยากมานัก จนข้ามิอาจขัดใจนางได้”

“แต่เล็กจนโต ข้าก็มิเคยเห็นว่า เจ้าจักขัดใจนางได้สักที” สินเมืองพูดประชด การได้เห็นหน้าหวานใสของดอกแก้วอยู่ใกล้ๆเช่นนี้ ทำให้เขาใจอ่อนจนไม่อยากว่าอะไรอีก “เช่นนั้น ก็จงดูแลนางให้ดีด้วย”ชายหนุ่มกำชับ

“เรื่องนั้น พี่ท่านมิต้องกังวล”ทองรับปากเป็นมั่นเหมาะ

เสียงกลองดังขึ้น ขัดจังหวะการสนทนา หัวพันหนุ่มหันไปมองทางลานประลอง ก่อนจะหันกลับมาพูดกับคนทั้งสองว่า”การประลองรอบที่สอง จักเริ่มแล้ว ข้าต้องไปล่ะ”

“ขอพี่ท่านจงโชคดีมีชัย”ทองบอก

“ขอคุณพระคุ้มครองนะ พี่สินเมือง”ดอกแก้วยิ้มหวาน “ข้าจักเอาใจช่วยให้พี่ชำนะแลได้เป็นหัวหมื่นสมดังใจหวัง”

สินเมืองยิ้มรับ...อันที่จริง จะว่าไปแล้ว การได้เห็นหน้าดอกแก้ว ก็ช่วยให้กำลังใจของเขาเพิ่มขึ้นอีกมาก เช่นกัน

การประลองรอบที่สองดำเนินไปอย่างเข้มข้นยิ่งกว่าในรอบแรก เนื่องจากยามนี้ ผู้ที่เข้าประลองก็ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือที่ผ่านเข้ามาจนถึงรอบสุดท้ายทั้งสิ้น การชิงชัยจึงทวีความดุเดือดมากขึ้นไปด้วย

ในรอบนี้ สินเมืองเลือกใช้ดาบสองมือ ขณะที่คู่ต่อสู้ของเขาคือ หัวหมู่ก้าน นายทหารหนุ่มวัยยี่สิบปีก็ใช้ดาบคู่เช่นเดียวกัน และเมื่อเจ้าพนักงานประกาศให้เริ่มการต่อสู้ ทั้งสองก็พุ่งเข้าโรมรันกันด้วยเชิงอาวุธอย่างดุเดือด

สินเมืองยกดาบทั้งสองขึ้นประสานรับดาบของอีกฝ่ายและยันกันครู่หนึ่งก่อนผละออก จากนั้น สินเมืองก็พุ่งดาบในมือซ้ายเข้าใส่  แต่หัวหมู่ก้านได้เบี่ยงตัวหลบพร้อมกับใช้ดาบของตนปัดดาบที่ถูกพุ่งมา ทว่าสินเมืองก็ใช้จังหวะนั้นเองกระโดดถีบตัวลอยสูงจากพื้นพร้อมกับตีลังกาข้ามหัวคู่ต่อสู้ และยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะหันหลังมา ดาบที่เหลืออีกเล่มในมือของชายหนุ่มก็พาดเข้าที่ลำคอแล้ว จากนั้นเจ้าพนักงานก็ร้องบอกให้สินเมืองเป็นฝ่ายชนะ

การประลองคู่สุดท้ายของรอบที่สองจบลงก่อนเวลาเที่ยงวันเพียงเล็กน้อย โดยเหลือผู้เข้าชิงชัยเพียงแปดคนซึ่งจะมีเพียงสี่คนเท่านั้น ที่จะได้รับยศหัวหมื่นกองทะลวงฟันคู่พระทัย ซึ่งการประลองรอบสุดท้ายจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย หลังจากพักกลางวันแล้ว

ทองหิ้วตะกร้าใส่สำรับข้าวและกระบอกน้ำที่เตรียมมาให้สหายรุ่นพี่ ทว่าสินเมืองรับมาเพียงน้ำดื่มดับกระหาย ด้วยว่าชายหนุ่มกำลังตื่นเต้นกับการประลองครั้งสุดท้ายที่จะมาถึง จนกินอะไรไม่ลง

“พี่ไม่กินข้าวเสียหน่อยหรือ ดูสิมีแต่ของน่ากินทั้งนั้น”ทองคะยั้นคะยอ

“ข้าไม่หิว พวกเจ้ากินกันไปเถิด”

“หากพี่ไม่กิน จักเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสู้กับเขา”

“เอ๊ะ ก็คนมันกินไม่ลง เหตุใดจึงมาเซ้าซี้อยู่ได้”

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมกินแน่ ทองจึงหันไปลอบขยิบตากับดอกแก้ว สาวน้อยจึงยิ้มหวานพลางกล่าวว่า “พี่สินเมืองไม่กินสักหน่อยหรือ ข้าอุตสาห์ทำเองกับมือเจียวหนา”

“จริงหรือ” สินเมืองมองคนพูด ”หากเป็นรสมือเจ้า เห็นทีพี่ต้องชิมแล้ว”กล่าวจบก็รีบเปิบข้าวด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย

“ดูท่า คงมิใช่แต่ข้า ที่ขัดใจดอกแก้วมิได้ดอก” ทองเปรย “พี่สินเมืองเองก็หาผิดกันไม่  มิเช่นนั้นแล้ว ไหนเลยจะกินเอากินเอาราวกับเป็นอาหารทิพย์เยี่ยงนี้”

“ข้ากลัวดอกแก้วจักเสียน้ำใจต่างหาก ที่อุตส่าห์ทำมา แต่หามีผู้ใดกิน”

“ถึงพี่ไม่กิน อย่างไรเสีย ข้าก็กินหมดอยู่แล้ว” ทองว่าพลางยิ้มในหน้า

สินเมืองพูดอะไรไม่ถูก จึงทำได้เพียงส่งสายตาอาฆาตไปยังคนปากดี อ้ายน้องชายของเขาผู้นี้ เรื่องอื่นก็ดีอยู่หรอกแต่เรื่องฝีปากนี่สิ นับวันจักร้ายกาจขึ้นทุกที เจรจาด้วยกันคราใด ทำเอาเขาจนแต้มในครานั้น

เมื่อถึงยามบ่าย การประลองรอบสุดท้ายก็เริ่มขึ้น ผู้เข้าชิงชัยทั้งแปดนายเดินเข้ามาในสนามก่อนคุกเข่าพนมมือยกขึ้นถวายบังคม เสียงเจ้าพนักงานประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบ จากนั้นทั้งหมดจึงเดินออกไปนั่งยังริมสนามเพื่อรอประกาศเรียก

            การประลองคู่แรก เป็นของหัวหมู่สิงห์ผู้ใช้ทวนกับหัวหมู่ทองมาผู้ใช้ดาบกับโล่ ทันทีที่การประลองเริ่มขึ้น ทั้งสองก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรับผลัดกันรุกด้วยเชิงอาวุธอันแข็งแกร่ง จนเมื่อเวลาผ่านไปได้ชั่วหม้อข้าวเดือด หมู่สิงห์ก็เป็นฝ่ายได้ชัยชำนะ จากนั้นเจ้าพนักงานก็ประกาศเรียกคู่ประลองคู่ต่อไป

ระหว่างที่การประลองคู่ที่สองดำเนินไปนั้น สินเมืองนั่งดูอยู่ที่ม้านั่งริมสนามอย่างตั้งใจ โดยมี หัวหมู่ศร ชายหนุ่มวัยยี่สิบสองซึ่งเป็นศิษย์รุ่นพี่ร่วมสำนักดาบเดียวกัน ทั้งยังเป็นสหายร่วมรบเมื่อครั้งไปทำศึกที่สุโขทัย นั่งอยู่ข้างๆ

“ฝีมือของ เจ้ากล้า บ้านคลองสวนพลู กล้าแข็งสมชื่อจริงๆ เชิงกระบี่ของมันร้ายกาจยิ่งนัก ดูว่องไวประดุจดังเหยี่ยวเหินลมก็มิปาน”ศรเอ่ยวิจารณ์

“แต่ข้าว่าเชิงดาบของพันศรีก็มิเลวนะ พี่ท่าน”สินเมืองออกความเห็น “เข้มแข็งดุดัน แลทรงกำลังประดุจพยัคฆา”

“แล้วเจ้าคิดเห็นว่าผู้ใดจักชำนะ”

“ให้ข้าเดา ก็คงเป็นพันศรี ด้วยเชิงอาวุธเขานั้นทรงกำลังยิ่งกว่าอีกฝ่าย หากแม้โจมตีถูกจุดเพียงครั้งเดียว คนชื่อกล้านั่น ก็เห็นทีจักมิรอด”

“แต่พี่ว่า ลางทีความว่องไวก็อาจเหนือกว่าพละกำลังก็เป็นได้”

“เยี่ยงนั้นมีแต่ต้องรอชมกันต่อไป” สินเมืองว่า ขณะที่ยังไม่ละสายตาจากการต่อสู้เบื้องหน้า ซึ่งพันศรียังคงเป็นฝ่ายบุกส่วนกล้านั้นได้แต่ถอย และยามนั้นเอง มือกระบี่หนุ่มก็ก้าวพลาดจนเกือบหงายหลัง พันศรีรีบฉวยโอกาสพุ่งเข้าใส่ทันที ทว่าอีกฝ่ายกลับพลิกหลบได้อย่างรวดเร็วก่อนที่กระบี่ในมือจะสวนกลับมาดุจอสรพิษเข้าจู่โจม เพียงชั่วพริบตา  ดาบของพันศรีก็กระเด็นไป พร้อมกับที่กระบี่ของกล้าได้เข้ามาจ่อที่คอ จากนั้น เจ้าพนักงานก็ประกาศให้ มือกระบี่แห่งคลองสวนพลูเป็นฝ่ายชนะ

“พี่ศรตาแหลมนัก คนชื่อกล้า เป็นผู้ชำนะสมดังที่พี่คาดไว้จริงๆ” สินเมืองออกปาก

อีกฝ่ายยิ้มก่อนพูดว่า “ที่จริง หากมิใช่ด้วยใจจดจ่อรอการประลองของตน ออเจ้าก็คงมองออกเช่นกันว่าผู้ใดจักชำนะ”

“เห็นที คงเป็นเช่นที่พี่พูดจริงๆนั่นแล”

“ทำใจให้สงบไว้ น้องชาย”ศรพูดกับศิษย์ผู้น้อง “ถึงเพลาเข้าประลองเมื่อใด จักได้มีสมาธิต่อสู้ได้เต็มฝีมือ”

สินเมืองยิ้มขอบคุณ“ขอบน้ำใจที่พี่กล่าวเตือน”

อีกฝ่ายยิ้มรับ ก่อนจะเดินเข้าไปยังสนามประลอง หลังจากได้ยินเสียงเจ้าพนักงานขานชื่อ

คู่ประลองของหัวหมู่ศร ศิษย์ผู้พี่ของสินเมือง คือ เมฆ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปีจากบ้านทุ่งหันตรา ทันทีที่เสียงกลองสัญญาณเริ่มการต่อสู้ดังขึ้น ทั้งสองก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด โดยหมู่ศรนั้นใช้ดาบกับโล่เล็ก ขณะที่อีกฝ่ายถือง้าวเล่มยักษ์ แม้ว่า เชิงง้าวของเมฆจะดุดัน ทว่าเชิงดาบของหัวหมู่ศรก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน และหลังจากที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับได้ครู่ใหญ่ หัวหมู่ศรก็สามารถกำราบคู่ต่อสู้ลงได้

เมื่อเห็นว่ารอบของตนมาถึงแล้ว  สินเมืองก็หายใจเข้าออกช้าๆ เช่นที่เขามักจะทำเพื่อลดความตื่นเต้น ก่อนจะเดินเข้าไปในสนาม หลังได้ยินเสียงประกาศชื่อ นี่เป็นการต่อสู้รอบสุดท้าย ซึ่งหากเขาชนะ ยศหมื่นก็จะเป็นของเขา

คู่ต่อสู้ของชายหนุ่มคือ พันจบไกรแดน นายทหารหนุ่มวัยยี่สิบเศษ ผู้ใช้ดาบสองมือเป็นอาวุธ ขณะที่สินเมืองเองก็ใช้ดาบสองมือเช่นกัน ทว่าเขากลับรู้สึกว่า ท่วงทีการถือดาบของพันจบดูผิดแปลกไปจากผู้ใช้ดาบสองมือที่เขาเคยเห็นมาอีกทั้งดาบที่ฝ่ายนั้นใช้ก็ยังมีใบดาบยาวและโค้งมากกว่าดาบทั่วไปด้วย

ทันทีที่การต่อสู้เริ่มขึ้น สินเมืองก็พุ่งทะยานเข้าหาฝ่ายตรงข้าม ทว่าฝ่ายนั้นกลับใช้เท้าถีบพื้นทะยานร่างขึ้นสูงร่วมวาเศษก่อนพุ่งลงมาโจมตีด้วยดาบ ชายหนุ่มยกดาบประสานกันรับคมอาวุธอีกฝ่ายไว้ได้ทันและดันจนถอยออกไป จากนั้นจึงพุ่งเข้าใส่บ้าง ทว่าคู่ต่อสู้กลับถีบตัวขึ้นจากพื้นจนหลบพ้นไปได้  สินเมืองจึงใช้เท้าถีบพื้นพุ่งทะยานตัวขึ้นไล่ติดตาม ทั้งสองเข้าฟาดฟันกัน ราวกับเหยี่ยวสองตัวโฉบเข้าสู้กันกลางเวหา ดาบต่อดาบปะทะกันเกิดเป็นประกายแปลบปลาบ เชิงอาวุธของทั้งสองฝ่ายสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ชมรอบสนามจนเรียกเสียงฮือฮาไม่ขาดสาย

หลังต่อสู้ได้ครู่หนึ่ง สินเมืองก็รู้สึกว่า กำลังขาของตนเริ่มอ่อนแรง ทว่าอีกฝ่ายยังดูแข็งแกร่งเป็นปกติ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเสี่ยงเพื่อหาโอกาสเผด็จศึก ก่อนที่เขาจะสิ้นกำลัง และเมื่อปะทะกันอีกครั้ง ดาบในมือขวาของสินเมืองก็ตกลงบนพื้น พร้อมกับร่างของเขาถลาร่วงตามลงมา ซึ่งเมื่อเห็นดังนั้น พันจบที่ลงมาเหยียบบนพื้นพร้อมกัน ก็พุ่งทะยานเข้าใส่หมายปิดฉากการต่อสู้ทันที

สินเมืองรีบม้วนตัวหลบในเพลาเดียวกับที่คมดาบของพันจบเฉียดใบหน้าไป พร้อมกันนั้น ชายหนุ่มก็ใช้สันดาบในมือซ้ายฟาดลงไปยังหน้าแข้งของคู่ต่อสู้เต็มที่ ทำให้พันจบถึงกับทรุด สินเมืองรีบหมุนตัวเหวี่ยงศอกเข้ากลางกระหม่อมฝ่ายตรงข้ามและใช้หมัดขวาชกเสยเข้าที่ปลายคางจนพันจบหงายหลังสลบคาสนามประลองไปในชั่วพริบตา

ทุกสิ่งรอบข้างเงียบงัน ก่อนที่เจ้าพนักงานจะประกาศชื่อ พันเพชรยอดศึกเป็นฝ่ายชำนะ จากนั้นเสียงโห่ร้องแสดงความชื่นชมจากคนดูที่ถือข้างชายหนุ่ม ก็ดังขึ้นรอบสนามประลอง

สินเมืองมองไปยังดอกแก้วที่ยืนอยู่ที่ข้างสนาม สาวน้อยส่งยิ้มให้เขาด้วยความชื่นชม ดุจหยาดฝนทิพย์อันชโลมลงมาให้ชายหนุ่มหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

***********************

ข้าได้เห็นแล้วว่า ผู้เข้าประลองทุกคนล้วนฝีมือเป็นเลิศ มิเสียแรงที่ท่านออกญาดูแลการคัดเลือกเอง หากอโยธยามีนักรบเรืองฝีมือเยี่ยงนี้เป็นจำนวนมากแล้วไซร้ คงปราบได้ทั่วทศทิศเป็นแม่นมั่นพระบรมไตรโลกนาถรับสั่งกับออกญามหาเสนาหลังการประลองจบลง

เป็นด้วยบุญญาธิการของพระองค์ เทพยดาจึงได้ส่งผู้มีฝีมือมาถวาย อีกฝ่ายกราบทูล

พ่ออยู่หัวทรงพระสรวลก่อนรับสั่งว่า ท่านสมุหพระกลาโหมกล่าวยอข้าเกินไปแล้วกระมัง

หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า

เอาล่ะ ท่านจงให้เจ้าพนักงานนำผู้ชำนะทั้งสี่เข้ามายังพลับพลาได้แล้ว ข้าจักปูนบำเหน็จแก่พวกมัน”

ออกญามหาเสนาถวายบังคมน้อมรับ ก่อนจะออกไปดำเนินการตามรับสั่ง ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ชำนะการประลองทั้งสี่ก็เข้ามาหมอบอยู่หน้าเบื้องพระพักตร์

สินเมืองใจเต้นดุจกลองเพล นับแต่ได้ยินรับสั่งให้เข้าเฝ้า ชายหนุ่มก็ตื่นเต้นจนทำสิ่งใดไม่ถูก และเมื่อได้หมอบกราบอยู่เบื้องพระพักตร์องค์เหนือหัวแล้ว นายทหารหนุ่มก็รู้สึกตื่นเต้นจนแทบลืมหายใจก็ว่าได้

หลังเข้ามาในพลับพลาได้ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็ได้ยินพระดำรัสให้พวกเขาคุกเข่าและเงยหน้าขึ้น ชั่วขณะนั้นเองที่สินเมืองได้ลอบชำเลืองมองพ่ออยู่หัว ก่อนจะหลุบสายตาลงต่ำ ตามข้อห้ามที่มิให้ข้าแผ่นดินมององค์สมมติเทพ

พ่ออยู่หัวยังทรงอยู่ในวัยฉกรรจ์ พระฉวีสองสี วรกายสูงโปร่งแต่ก็ล่ำสัน ส่วนพระพักตร์นั้น แม้ชายหนุ่มจะมองเห็นมิถนัด แต่เท่าที่ได้เห็นนั้น เขาก็รู้สึกว่าพ่ออยู่หัวทรงมีพระพักตร์คมสันแลงามสง่ายิ่งนัก

สินเมืองได้ยินพ่ออยู่หัวรับสั่งชมเชยฝีมือของผู้ชำนะการประลองทั้งสี่ แต่ด้วยความที่ยังตื่นเต้นระคนดีใจ ทำให้มิอาจจับถ้อยคำในกระแสรับสั่งได้ชัดเจนนัก กระทั่งมาถึงประโยคหนึ่งที่กระทบโสตประสาท

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น