ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 42 : ประลองวันสุดท้าย(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 421
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ค่ำวันเดียวกันที่เรือนหลังใหญ่ริมคลอง ชายกลุ่มหนึ่งนั่งดื่มเหล้าพลางสนทนาเสียงดังบนตั่งใหญ่กลางหอนั่งของเรือนอย่างไม่เกรงใจใคร โดยมีทาสหญิงห้าคนคอยรับใช้ ตะเกียงดวงใหญ่หลายดวงที่แขวนไว้ตามเสาส่องสว่างแลเห็นข้าวของมีค่าที่ประดับอยู่ทั่วหอนั่งบอกถึงฐานะร่ำรวยของเจ้าบ้าน

ชายหนุ่มร่างใหญ่วางถ้วยสุรากระเบื้องเคลือบพลางเอ่ยกับเจ้าของบ้านที่นั่งเป็นประธานในวงเหล้าว่า “ข้ามิเข้าใจว่าเหตุใด พี่หาญจึงมิเข้าร่วมประลองครานี้”

“เพลานี้ ข้าก็กินยศหัวหมื่นอยู่แล้ว จักไปประลองเพื่อเหตุอันใดวะ”หมื่นหาญเรืองฤทธิ์ว่าพลางยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม

“แต่เขาว่ากันว่า หากได้เป็นหัวหมื่นกองทะลวงฟันคู่พระทัย นอกจากศักดินาจักสูงกว่าหัวหมื่นทั่วไปแล้ว ยังได้รับใช้ใกล้ชิดพ่ออยู่หัวแลมีโอกาสก้าวหน้าในราชการได้เร็วกว่าผู้อื่นด้วย”

“ลุงข้าเป็นถึงออกญาสีหราชเดโช มีทั้งอำนาจเงินทองแลพวกพ้องมากมาย ข้าเป็นหลานชายคนเดียวของท่าน มีหรือที่จักมิก้าวหน้าในราชการ”

“ข้ายินมาว่าไอ้พันเพชรยอดศึก มันเข้าประลองด้วยหนาพี่”

หาญมองหน้าคนพูด “เอ็งหมายถึงใครวะ ไอ้จัน”

“ก็ไอ้เด็กระยำที่ประดาบกับพี่ที่สุโขทัยอย่างไรเล่า”

“เฮอะ น้ำหน้าอย่างมัน อย่างดีก็มีวาสนาแค่ได้ตายหน้าช้างทรงเท่านั้นแลวะ”หาญโยนจอกเหล้าลงพื้นอย่างไม่สบอารมณ์ ”พูดถึงมันแล้วกูหงุดหงิดนัก ไอ้มิ่ง”เขาหันไปยังชายหนุ่มรุ่นเดียวกันรูปร่างผอมเกร็ง

“มีกระไรหรือพี่”

“มึงพาพวกไปฉุดอีสร้อย ที่บ้านท้ายตลาดป่าถ่านมาให้กูที”

ไอ้มิ่งสะดุ้ง “จักดีหรือพี่หาญ หากพ่อมันไปแจ้งพระนครบาล มีหวังข้าได้จำตรุเป็นแน่แท้”

“พ่อมันติดหนี้บ่อนกูถึงห้าตำลึง มีหรือจักกล้าขัด มึงไปบอกมันว่า หากมิยอมให้ลูกสาวมา ก็จงคืนเงินทั้งต้นทั้งดอก ขี้คร้าน ไอ้ผีพนันขี้เหล้าเยี่ยงนั้น จักเร่งประเคนลูกใส่พานให้กู”หาญพูดก่อนกำชับว่า “เร่งไปอย่าช้า กูมิชอบรอนาน”

เมื่อได้ยินดังนั้น ไอ้มิ่งก็พาพวกอีกสองคนรีบลงบันไดไปทันที

ผ่านไปครู่ใหญ่ ทั้งสามก็กลับมาพร้อมหญิงสาวชาวบ้านวัยสิบห้าหน้าตาน่ารัก ท่าทางตื่นตระหนกคนหนึ่ง ไอ้ยิ่งจับตัวหญิงสาวและบังคับให้มานั่งหมอบลงตรงหน้าลูกพี่ ก่อนยิ้มประจบอีกฝ่าย “ของดี มาแล้ว พี่หาญ”

หาญจับหน้าหญิงสาวและเชยคางขึ้น ดวงหน้านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“เยี่ยงนี้สิ ค่อยน่ารื่นรมย์หน่อย” ชายหนุ่มยิ้มพอใจ ก่อนสั่งให้ทาสหญิงสองคนนำตัวหญิงสาวที่ชื่อ สร้อย ไปไว้ยังห้องด้านใน ก่อนหันมาสั่งลูกน้องว่า “ไอ้จัน ไอ้มิ่ง มึงพาพวกลงไปกินเหล้าต่อที่ข้างล่าง กูจักสนุกกับอีสร้อยเสียหน่อย”

ลูกน้องคนสนิททั้งสองลอบยิ้มทะลึ่งให้กัน ด้วยรู้ว่าหมื่นหาญ เจ้านายของตนจะทำอะไรกับสาวน้อยผู้นี้ ก่อนจะรีบพาพรรคพวกลงไปข้างล่าง ขณะที่หมื่นหาญก้าวเท้าไปยังห้องที่ทาสของตนนำหญิงสาวไปรออยู่

เมื่อเข้าไปในห้อง หมื่นหาญก็เห็นหญิงสาวนั่งตัวสั่นเทาอยู่ตรงมุมห้องซึ่งมีเพียงแสงสลัวจากเทียนเล่มเล็กบนตั่งข้างเตียง ชายหนุ่มก้าวเข้าไปและฉุดแขนลากตัวนางมาที่เตียง

“ปล่อยข้าไปเถิดท่านหมื่น ข้ากลัวแล้ว” สร้อยพนมมือขอร้อง เสียงสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลนองหน้า

หาญกระชากตัวหญิงสาวเข้ามาและตะคอกใส่ว่า “พ่อเอ็งติดเงินข้า ในเมื่อมันไม่มีใช้ ข้าก็ต้องเอาตัวเอ็งใช้หนี้แทน”

“เมตตาข้าเถิด”สร้อยวิงวอนพลางดิ้นรนขัดขืน

หาญตบหน้าหญิงสาวจนเลือดกบปาก “อย่าขัดใจกู! หาไม่มึงต้องเจ็บตัวอีก” พูดจบ ก็เหวี่ยงร่างของนางลงบนเตียงและกระชากผ้าแถบออก หญิงสาวพยายามยกมือขึ้นปิดทรวงอกเปลือยเปล่าจากสายตาหื่นกระหายที่จ้องมา ทว่าหาญกลับโถมเข้าใส่ร่างบอบบางอย่างทารุณ โดยไม่สนใจเสียงร่ำไห้ร้องขอความเมตตาของหญิงสาวแม้แต่น้อย

“ดูท่าอีนี่จักฤทธิ์มากมิใช่น้อย เหล้าหมดไปไหหนึ่งแล้ว ยังมิหยุดแหกปาก” จันที่นั่งกินเหล้าอยู่ข้างล่างเงี่ยหูฟังเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของหญิงสาวที่ดังแว่วมาจากบนเรือน เอ่ยกับพรรคพวก

มิ่งหยิบปลาเนื้ออ่อนย่างชิ้นใหญ่ใส่ปากเคี้ยว ก่อนพูดว่า “เยี่ยงนี้สิ พี่หาญเขาชอบนัก”

“เอ็งว่าครานี้ พี่หาญจักเก็บอีสร้อยไว้สักกี่คืนวะ” จันถามก่อนยกจอกเหล้าดื่ม

“รุ่นกำดัดหน้าแฉล้มเยี่ยงนี้ เห็นทีคงหลายคืน กว่าจักเบื่อ”

“แต่รุนแรงเยี่ยงนี้ ข้าว่าอีสร้อยมันจักทนมิไหวน่ะสิ”

“หากมันตายห่าก็เอาไปฝังสิวะ ยากกระไร” มิ่งพูดอย่างไม่รู้สึกรู้สากับพฤติกรรมของเจ้านาย “แต่เชื่อเถิด พี่หาญไม่ทำอีสร้อยถึงตายดอก สู้เอามันไปขายยังโรงรับชำเราชายของอ้ายจีนเหลียงได้กำไรกว่าเห็นๆ” พูดจบก็หัวเราะลงลูกคอราวกับชอบอกชอบใจในสิ่งที่ตนพูด เสียเต็มประดา

ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงร้องจากบนเรือนก็เงียบหายไป  จากนั้น หมื่นหาญก็เปิดประตูห้องและเดินลงเรือนมายังศาลาที่พวกบริวารนั่งกินเหล้ากันอยู่ ใบหน้าเนื้อตัวของชายหนุ่มเต็มไปด้วยเหงื่อ มีรอยเล็บข่วนสองสามรอยอยู่ที่แผ่นอก พร้อมหยดเลือดซึมบางๆ

“เป็นเยี่ยงไรบ้างพี่หาญ”มิ่งถามด้วยสีหน้าทะลึ่ง “สบอารมณ์พี่บ้างหรือไม่”

อีกฝ่ายหัวเราะก่อนกล่าวว่า “ก็ดีอยู่ แต่ดูท่ากูคงหนักมือไปหน่อย อีสร้อยมันเลยนอนตายตาค้างอยู่ในห้อง พวกมึงจงเร่งเอามันไปฝังเสีย อย่าให้ผู้ใดรู้เห็น”

จันจุ๊ปาก“ถึงตายเจียวหรือ น่าเสียดายแท้”

“หากเสียดาย มึงก็เอามันไปสิวะ อีสร้อยมันเพิ่งตาย ยังมิทันเน่าดอก”

“ข้ามิเอาดอกพี่ ขนลุก”

“เยี่ยงนั้นก็จงเร่งไปอย่าช้าที หากยังมัวตีสีปาก กูจักเอาตีนยัดปากมึง”

“พวกข้าจักรีบไปบัดเดี๋ยวนี้แล”

“ยังมีการอีกอย่างหนึ่ง” หาญกล่าวอย่างนึกขึ้นได้ “ฝังอีสร้อยแล้ว พวกมึงก็ส่งพ่อมันตามไปอยู่กับนังลูกสาวด้วย จักได้ไม่มาทำความเดือดร้อนรำคาญให้กูในภายหลัง” ชายหนุ่มสั่งการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

******************

วันต่อมา ที่สนามในเขตพระราชฐานชั้นนอก การประลองยุทธ์ของบรรดาผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ากองทะลวงฟันคู่พระทัยดำเนินไปอย่างเข้มข้น ด้วยว่าบรรดาผู้เข้ารอบทั้งสองร้อยห้าสิบหกคนล้วนเป็นหนุ่มฉกรรจ์มีฝีมือทั้งสิ้น ซึ่งแต่ละคนต่างก็ใช้ฝีมืออย่างเต็มที่เพื่อชิงตำแหน่งหัวหมื่นของทะลวงฟันคู่พระทัยและเมื่อสิ้นสุดการประลองในตอนเย็นก็เหลือผู้ชำนะเพียงสามสิบสองคนซึ่งทั้งสามสิบสองคนนี้จะได้ประลองที่เบื้องพระพักตร์ในรุ่งขึ้น

สินเมืองยิ้มอย่างภูมิใจ พลางมองไปรอบๆ แม้จะเหนื่อยจากการประลองมาทั้งวัน แต่ชายหนุ่มก็ดีใจที่ตนสามารถผ่านการคัดเลือกจนถึงวันสุดท้าย แม้บิดาจะเคยบอกไม่ให้เขาทะนงในฝีมือ แต่ชัยชำนะตลอดการประลองที่ผ่านมา ก็ทำให้สินเมืองอดไม่ได้ที่จะคาดหวังว่าตนจะชนะการประลองรอบสุดท้ายในวันพรุ่งและได้รับคัดเลือกเป็นนายกอง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เขาจะได้มีโอกาสแสดงฝีมือต่อหน้าพระที่นั่ง

“เป็นอย่างไร เหนื่อยมากไหมวันนี้” พระกำแหงรณฤทธิ์ หรือ แสน เดินเข้ามาโอบไหล่ลูก พร้อมกับถาม

“เหนื่อยแต่ก็ดีใจเป็นที่สุด พ่อ”

“วันพรุ่ง จักเป็นการประลองยังหน้าพลับพลาที่ประทับ เจ้าตื่นเต้นบ้างหรือไม่”

“หากข้าตอบว่าไม่ ก็คงเป็นการพูดเท็จ”

คนเป็นพ่อยิ้มเล็กน้อย “วันพรุ่ง พ่อต้องเข้าเฝ้าถวายอารักขา คงมิอาจมาดูเจ้ายังริมสนามได้” แสนบอก “ขอเจ้าจงทำให้เต็มที่ อย่าได้กังวลถึงผลแพ้ชำนะ ด้วยหากหวังได้ชัยมากนัก จักทำให้เสียสมาธิในการประลอง”

“ข้าจักทำให้ดีที่สุด” สินเมืองพยักหน้ารับ ดวงตาป็นประกายแจ่มใส “แลมิว่า ผลเป็นเช่นไร ข้าก็พร้อมยอมรับ”

แสนมองบุตรชายด้วยความพอใจ “สิ่งที่พ่อหวัง มิใช่เห็นเจ้ามียศใหญ่โต แต่หวังเพียงเห็นเจ้ามีความเข้มแข็ง กล้าหาญสมกับเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง” เขากล่าว

**********************

ในที่สุด วันที่สินเมืองรอคอยก็มาถึง ชายหนุ่มมารอที่หน้าประตูวังตั้งแต่ยังไม่ทันฟ้าสาง แต่นั่นก็ไม่ได้เร็วไปกว่าผู้เข้าประลองคนอื่นๆอีกหลายคนที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว

สนามที่ถูกใช้เป็นที่จัดประลองยุทธ์หน้าพระที่นั่ง ถูกปรับพื้นจนราบ มีธงรบปักอยู่โดยรอบ พลับพลาหลังใหญ่ที่สร้างเสร็จตั้งแต่วันก่อน ถูกประดับตกแต่งอย่างงดงาม ทหารล้อมวังหลายร้อยยืนรายรอบ ส่วนบรรดาข้าราชการฝ่ายหน้าและทหารที่มิได้เกี่ยวข้องกับการประลอง ถูกกันให้ยืนชมอยู่รอบสนามห่างจากพลับพลาพอสมควร

เสียงประโคมแตรสังข์ดังขึ้น ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างหมอบกราบลงถวายบังคม ก่อนที่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งศรีอโยธยา จะเสด็จพร้อมพระบรมราชาและพระอินทราชา ซึ่งเป็นพระราชโอรสทั้งสอง มายังพลับพลาเพื่อทอดพระเนตรการประลองวันสุดท้าย โดยมีสมุหพระกลาโหมและสมุหนายกรวมทั้งเหล่าขุนนางสำคัญตามเสด็จ  และหลังจากพ่ออยู่หัวเสด็จเข้าประทับยังพลับพลาแล้ว การประลองในวันสุดท้ายก็เริ่มขึ้น...

สินเมืองเดินเข้าไปยังสนามประลองหน้าพลับพลาที่ประทับ พร้อมกับคู่ประลอง ทั้งสองต่างถือดาบในมือขวาและโล่กลมเล็กในมือซ้าย ที่ หน้าอก และท่อนแขนมีเกราะหนังสวมอยู่ เสียงเจ้าพนักงานขานชื่อผู้เข้าประลองดังขึ้น

“คู่ต่อไป พันเพชรยอดศึกแลพันยงจิตหาญ”

คู่ประลองทั้งสองต่างคุกเข่าพนมมือขึ้นถวายบังคม ก่อนหยิบดาบขึ้นมา ยามนั้นเอง พันยงก็พุ่งใส่สินเมืองอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเบี่ยงหลบพร้อมยกดาบรับ เขารู้สึกสะท้านยามปะทะกับอีกฝ่าย สินเมืองดันฝ่ายตรงข้ามออกไปและพุ่งตามเพื่อรุก ทว่าพันยงกลับบุกอีกครั้งโดยไม่เปิดโอกาสให้สินเมืองได้โจมตี ชายหนุ่มกึ่งสู้กึ่งถอยเพื่อรับมือพลางคิดวิธีแก้กลและในชั่วอึดใจที่พันยงพุ่งเข้ามาอีกครั้ง สินเมืองก็เห็นช่องว่างของคู่ต่อสู้ เขาถอยหลังและเบี่ยงตัวออก โดยในขณะที่คมดาบของคู่ต่อสู้เฉียดใบหน้าเขาไป สินเมืองก็เตะเข้าที่ขาพับของพันยงจนทรุดก่อนฟาดสันดาบลงที่มือขวาของคู่ต่อสู้จนฝ่ายนั้นดาบหลุดจากมือและจบการต่อสู้ด้วยการพาดคมดาบที่คอของอีกฝ่าย

หลังจากการประลองจบลง สินเมืองมานั่งพักที่ม้านั่งยาวตรงขอบสนามเพื่อรอประลองรอบสอง การได้อยู่หน้าพระพักตร์ทำให้เขาตกประหม่าจนเกือบเสียสมาธิ ทว่าโชคยังดีที่ตั้งหลักได้ทันจนสามารถเอาชัยได้ สินเมืองมองไปยังพลับพลาที่ประทับพลางคิดเล่นๆว่า หากวันนี้เขาชนะรอบสุดท้าย เขาจะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าในพลับพลานั้นหรือไม่

กำลังคิดอะไรเพลินๆ จนไม่ทันสังเกตว่ามีคนมายืนข้างๆ กระทั่งมีเสียงทักดังขึ้น “พี่สินเมือง”

ชายหนุ่มหันไปมอง “อ้าว เจ้าทอง ข้านึกว่าไม่มาเสียแล้ว”

“พี่ประลองวันสุดท้าย ข้าจักไม่มาดูได้เยี่ยงไร”

สินเมืองมองไปยังเด็กหนุ่มร่างบอบบาง สวมเสื้อดำ นุ่งผ้าพื้นยาวถึงเข่า ศีรษะโพกผ้าที่ยืนหลุบหน้าแอบอยู่หลังอีกฝ่าย“แล้วนั่น เจ้ามากับผู้ใดรึ”

“สหายข้า เขาร่ำร้องใคร่ขอชมฝีมือยอดขุนศึกเยี่ยงพี่ท่าน”ทองพูดยิ้มๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น