ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 39 : ศรรักปักอก(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 478
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

เฮ่อ เจ้าทองหนา เจ้าทอง สินเมืองบ่นขณะทั้งสองเดินจากท่าน้ำหน้าวัดไปยังศาลาฟังธรรม มิรู้ จักคะยั้นคะยอให้พี่มาด้วยทำไม หมายพักให้สบายเสียหน่อยก็ยังมีมารมาผจญ

ลางที ข้าอาจมิใช่มารผจญดอกหนาพี่ ทองซ่อนยิ้ม แต่เรียกว่า เป็นกามเทพจักเหมาะกว่า

คนเป็นพี่ข้องใจ หมายความเยี่ยงใดวะ

พี่เห็นหรือไม่ว่า ที่เพิ่งขึ้นจากเรือนั่น เป็นผู้ใด อีกฝ่ายว่าพลางหันกลับไปยังท่าน้ำ ซึ่งมีสตรีกลุ่มใหญ่กำลังก้าวขึ้นจากเรืออีกลำที่มาจอดเทียบ

ทันทีที่สินเมืองหันไปมองตาม เขาก็ต้องอุทานเบาๆอย่างไม่คาดฝัน ดอกแก้ว!”

ข้ารู้มาว่า วันนี้ป้าของนางที่เป็นหัวหน้าข้าหลวงนำพวกนางข้าหลวงมาทำบุญที่นี่ ข้าคะเนว่า นางคงติดสอยมาด้วย จึงชวนพี่ท่านมาที่วัดนี้อย่างไรเล่า ทองขยายความ

หนุ่มรุ่นพี่รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนแกล้งถามว่า แล้วการที่นางมาหรือไม่ เกี่ยวอันใดกับพี่ด้วย

อย่าทำไขสือ ข้ารู้ว่าพี่น่ะใคร่พบดอกแก้วมากเพียงใด

เฮอะ เจ้านี่มันน่าไปอยู่ด้วยพระโหราธิบดีเสียยิ่งกว่าอยู่กองอาลักษณ์

แทนที่มัวเล่นฝีปากอยู่เยี่ยงนี้ ข้าว่าพี่รีบไปสนทนากับนางไม่ดีกว่าหรือ หาไม่จักไม่มีโอกาสแล้วหนา ทองบอก เมื่อเห็นป้าของดอกแก้วนำกลุ่มนางข้าหลวงขึ้นไปบนศาลาแล้ว โดยเหลือเพียงเด็กสาวกับนางข้าหลวงรุ่นราวคราวเดียวกันอีกสามสี่คนที่ยังเดินรั้งท้ายอยู่ด้านล่าง

เมื่อได้ยินดังนั้น สินเมืองก็รีบก้าวเท้าเข้าไปทันที ขณะที่ทองหลบฉากออกไปอีกทางหนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้สหายผู้พี่ และก่อนที่ดอกแก้วจะก้าวขึ้นบันไดศาลา สินเมืองก็รีบส่งเสียงเรียกนางเอาไว้

พี่สินเมือง ดอกแก้วหันกลับมาและอุทานด้วยน้ำเสียงแปลกใจระคนยินดี “พี่ก็มาทำบุญที่วัดนี้ด้วยหรือ

ใช่ สินเมืองตอบ “มิคิดเลยว่าจักได้พบออเจ้า

ข้าก็มิคาดคิดเช่นกันว่า จักได้ปะพี่ในวันนี้ ดอกแก้วพูดพลางยิ้มบางๆก่อนถามอีกฝ่ายว่า “ข้ายินมาว่า พี่ได้เลื่อนยศเป็นพันเพชรยอดศึก เนื่องด้วยสร้างความชอบไว้ เมื่อคราไปทำศึกยังสุโขทัย

ผู้ใดบอกเจ้า

พี่ทองเด็กสาวตอบ พี่สินเมืองเก่งกาจนัก อายุเท่านี้ ก็ได้เป็นถึงหัวพัน เห็นที มิช้านานคงได้กินตำแหน่งขุนทัพเป็นแน่ น้ำเสียงและสายตาของเด็กสาวแสดงความชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด

ออเจ้าชมพี่หนักไปแล้วชายหนุ่มพูดเขินๆก่อนจะถามกลับ แล้วตัวเจ้าเองเล่า มิพบกันหลายเดือน สุขสบายดีอยู่หรือ

ข้าสุขสบายดีทั้งใจกาย มีบ้างก็เพียงเบื่อหน่ายเป็นบางครา ที่วันๆมิได้ออกไปไหน นี่หากมิใช่วันนี้ ป้ามาทำบุญที่นี่ ข้าคงมิได้ออกมาหรอก

เช่นนั้น ก็นับว่าตัวพี่โชคดียิ่งนัก ที่มีโอกาสพบเจ้าในวันนี้

พี่กล่าวเกินไปแล้ว

เจ้ามิรู้ดอกว่า นับแต่สงกรานต์ ตัวพี่ตั้งตาคอยวันได้เห็นหน้าเจ้าอีก มากเพียงใดสินเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่จริงจัง พร้อมมองเข้าไปในดวงตาคู่งามของเด็กสาวเพื่อจะสื่อถึงความในใจของตน

ดอกแก้วก้มหลบสายตาอีกฝ่าย ด้วยรู้สึกเขินอาย พวงแก้มทั้งสองเป็นสีชมพูระเรื่อ เด็กสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นและเปลี่ยนเรื่องพูด นี่ก็จวนเพลาแล้ว เห็นทีข้าคงต้องรีบขึ้นไปบนศาลาก่อน หากมัวชักช้า จนป้าให้คนมาตาม ข้าจักถูกท่านดุเอาได้นางบอกกับนายทหารหนุ่ม

เสียดายนักที่เราได้คุยกันเพียงน้อย สินเมืองพูดโดยไม่ละสายตาจากเด็กสาว พี่หวังว่าเราคงได้พบกันอีก

แทนคำตอบ ดอกแก้วเพียงแต่ยิ้มรับอายๆ ก่อนหันหลังเดินกลับขึ้นไปบนศาลาฟังธรรม

สินเมืองยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมแม้ว่าเด็กสาวจะขึ้นไปบนศาลาแล้ว จนครู่ต่อมา ทองก็ก้าวมายืนข้างเขาพลางเปรยขึ้นว่า ข้าเคยได้ยินแต่ว่า คนที่ทำบุญแล้ว จักมีสีหน้าอิ่มเอิบ แต่พี่สินเมืองยังมิทันได้ทำบุญ สีหน้าก็อิ่มเอิบถึงเพียงนี้แล้ว

ช่างเจรจาแท้ ชายหนุ่มหันมาค่อนว่า

คนช่างเจรจายักคิ้ว ครานี้พี่คงเห็นแล้วสิว่าข้ามิใช่มารผจญดังพี่ท่านว่า หากแต่เป็นกามเทพมาช่วยให้พี่ได้สมหวัง

เออ..สินเมืองทำเสียงหนักๆ อย่างอดหมั่นไส้ของคนพูดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มก็ต้องยอมรับว่า หากไม่ใช่เพราะเจ้าทองแล้ว เขาก็คงไม่มีโอกาสได้มาเจอหน้าดอกแก้วอีกครั้งเช่นนี้เป็นแน่

.....จะว่าไป วันนี้ เจ้าทอง มันก็ทำหน้าที่เป็นกามเทพให้เขาจริงๆนั่นแล....

******************

ยามเช้า ที่ลานฝึกใกล้โรงทหารซึ่งอยู่ติดกำแพงวังด้านใต้ ชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีเศษใบหน้าคมเข้ม ร่างสูง กำยำ กำลังต่อสู้กับชายวัยฉกรรจ์จำนวนสิบคนโดยใช้ดาบสองมือเป็นอาวุธ ขณะที่ฝ่ายคู่ต่อสู้ทั้งสิบ ล้วนใช้อาวุธแตกต่างกันไปโดยมี ทั้งดาบ ดาบโล่ หอกและง้าว

ข้างลานฝึก ออกพระคำแหงรณฤทธิ์หรือแสน ยืนกอดอกหลวมๆพลางมองดูบุตรชายที่กำลังประมือกับคู่ซ้อมทั้งสิบซึ่งเขาได้คัดมาจากกองรบหลายเหล่าเพื่อให้เด็กหนุ่มได้คุ้นเคยกับการรับมืออาวุธหลายแบบในคราวเดียวกัน

หลังผ่านไปครู่ใหญ่ สินเมืองก็สามารถเอาชัยเหนือคู่ประลองทั้งสิบได้ ซึ่งเมื่อเห็นดังนั้น แสนจึงออกคำสั่งให้ทุกคนหยุดการฝึกซ้อมและแยกกันไปพักได้

สินเมืองเดินมาหาบิดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เม็ดเหงื่อเกาะพราวบนใบหน้า “ฝีมือดาบสองมือของข้าเป็นเยี่ยงไรบ้าง พ่อ

ทำได้ดีมาก แสนกล่าวชม “นี่หากความเชี่ยวชาญในพิชัยสงครามของเจ้ามีเท่ากับเชิงอาวุธคงดีมิน้อย

ก็ข้ามิถนัดในเรื่องอ่านตำรับตำรานี่หนา เพียงแต่ท่องจำกระบวนรบทั้งหมดให้ได้ก็แทบแย่แล้ว

ยามนี้ เจ้ามิใช่เพียงพลรบธรรมดา แต่มียศเป็นถึงหัวพัน มิแน่ว่า ศึกหน้า เจ้าอาจต้องนำไพร่พลออกสู่สนามรบ หากมิชำนาญในกลยุทธ์ จักดูแลไพร่พลได้เช่นไร

เช่นนั้นข้าจักหมั่นเพียรศึกษาพิชัยสงครามให้มากยิ่งกว่าเดิม เพื่อใช้ดูแลไพร่พลในยามออกรบ

คิดได้เยี่ยงนั้นก็ดีแล้ว แสนพยักหน้า ก่อนจะกล่าวกับบุตรชายว่า อีกประเดี๋ยว พ่อต้องไปพบท่านสมุหพระกลาโหมที่เรือน ตัวเจ้าจักอยู่ฝึกอาวุธต่อ หรือกลับบ้านก็ตามใจเถิด

ขอรับสินเมืองก้มศีรษะรับ พลางแอบนึกดีใจที่ไม่ต้องไปด้วย

หลังบิดาไปแล้ว สินเมืองตักน้ำในตุ่มขึ้นมาดื่ม ก่อนเดินไปนั่งพักที่แคร่ไม้ไผ่ซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นมะขามต้นใหญ่ไม่ห่างจากลานฝึก เด็กหนุ่มกะว่า พอหายเหนื่อยแล้ว เขาจะไปที่ลานธนูเพื่อฝึกการใช้ธนูอีกสักพักแล้วจึงค่อยกลับบ้านหรือไม่ก็ไปเดินเที่ยวตลาดอีกสักหน่อย

ขณะที่สินเมืองกำลังนั่งพักอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังว่า เรียกเหงื่อแต่เช้าเชียวนะ พี่ท่าน

อ้าวเจ้าทอง วันนี้มาหาพี่ถึงโรงทหารเลยรึ สินเมืองทักตอบหลังจากหันไปมองแล้ว

ทองเดินมานั่งลงบนแคร่ตัวเดียวกับอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวว่าข้ามีเรื่องมาบอกพี่น่ะสิ

เรื่องอันใด สินเมืองถาม หรือเจ้าใคร่หาคู่ประลองอาวุธ ถ้าเป็นเยี่ยงนั้น พี่หาให้สักสามสี่คน ดีไหม

พุทโธ่ พี่หาเรื่องให้ข้าเจ็บตัวล่ะมิว่า คู่ฝึกของพี่แต่ละคน ล้วนแต่ชำนาญเชิงอาวุธทั้งสิ้น หากข้าไปประลองกับเขา คงมิแคล้วไม่ตายก็จวนเจียนเป็นแน่ ผู้มาใหม่ว่า

พี่ก็คิดว่า เจ้าเปลี่ยนใจเลิกขีดเขียนหันมาเอาดีทางจับดาบเสียอีก สหายรุ่นพี่กล่าวยิ้มๆ เช่นนั้นแล้ว เจ้ามีเรื่องอันใดมาบอกหรือ

ทองนั่งลงข้างๆ ก่อนจะกล่าวว่า ข่าวดี พี่ท่าน

ข่าวอันใดนายทหารหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นพลางถาม

ทองยิ้มกว้าง เรื่องนี้ หากพี่ท่านได้รู้แล้ว เป็นต้องดีใจเป็นแน่แท้

อุวะ แล้วมันเรื่องอันใดก็แถลงไขมาสิ มัวอมพะนำอยู่นั่นแล

ข้ารู้แล้ว ว่าพี่จักไปพบน้องดอกแก้วได้ที่ใด

คำพูดของอีกฝ่าย ทำเอาสินเมืองถึงกับตาโตด้วยความอยากรู้ ที่ใดวะ เร่งบอกมาอย่าช้าทีเขารีบถาม

ใจเย็นก่อน ทองยักคิ้ว ก่อนเปรยว่า “แต่แหม ข้าเดินมานี่ก็ไกลโข ทั้งเหนื่อยแลกระหายน้ำยิ่งนัก มิรู้ว่า พี่ท่านจักเมตตาตักน้ำให้ข้าดื่มดับกระหายสักจอกได้หรือไม่

เมื่อได้ยินดังนั้น สินเมืองรีบลุกไปตักน้ำใส่ขันมายื่นให้อีกฝ่ายทันที เอ้า กินเสีย แล้วเร่งบอกมาแต่โดยไว เขาว่า

ทองก้มมองขันน้ำพลางแกล้งเอ่ยว่า “หากมีดอกมะลิลอยมาในน้ำนี้เสียหน่อย คงดีมิน้อย จักได้กินแล้วหอมสดชื่น

หากเจ้ายังขืนทำอมพะนำมิเลิกเยี่ยงนี้แล้วล่ะก็ พี่จักให้คนจับเจ้าโยนลงไปกินน้ำในสระบัดเดี๋ยวนี้แล สินเมืองว่าด้วยความหมั่นไส้อีกฝ่าย

**************************

หลังผ่านไปครู่ใหญ่ สองสหายก็มาปรากฏตัวยังสวนดอกไม้ซึ่งอยู่ใกล้กับซุ้มประตูท้ายวัง

เจ้าแน่ใจหรือว่า ที่รู้มา มิผิดพลาดสินเมืองถามพลางกวาดสายตาไปรอบบริเวณ

มิผิดดอก ข้าไปสืบมาแล้วว่า พวกนางข้าหลวงสาวๆ ชอบเข้ามาเก็บดอกไม้ยังสวนนี้ไปใช้ย้อมผ้าแลทำน้ำอบ

เจ้าไปสืบมาจากผู้ใดรึ หนุ่มรุ่นพี่ข้องใจ

อีกฝ่ายยักคิ้ว ข้าก็พอมีคนรู้จักกับเขาอยู่บ้างเหมือนกัน

“เหตุใด พวกนั้นต้องออกมาเก็บดอกไม้ที่นี่ด้วย ไฉนไม่เก็บเอาจากข้างในสินเมืองยังไม่หายสงสัย

ทองส่ายหน้า ก่อนตอบให้หายข้องใจว่า พี่ท่านนี่มิรู้อันใด พวกสาวๆ เขาก็ใคร่หาเรื่องออกมาเปิดหูเปิดตานอกวังบ้างน่ะสิ แม้เพียงห่างกำแพงวังมิมากนักก็ยังดี

แล้วเจ้าแน่ใจหรือว่า ดอกแก้วมาด้วย

หากเหล่าสหายของนางออกมา มีหรือที่นางจักไม่มาด้วยทองหยุดเล็กน้อย ก่อนจะมองข้ามไหล่คู่สนทนาไปทางขวามือ ดูนั่นสิ พี่ท่าน พวกนางมากันแล้ว

สินเมืองหันกลับไปมองตามที่อีกฝ่ายบอกและเห็นนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งนุ่งผ้ายาวสีเขียวเข้ม พันผ้าแถบสีชมพู ห่มสะไบสีตองอ่อน ทุกนางล้วนอยู่ในวัยกำดัด รูปโฉมสะคราญตา ทว่าในกลุ่มนั้น หาได้มีผู้ที่ชายหนุ่มรอพบไม่

มิเห็นแม่ดอกแก้วมาด้วยเลยสินเมืองเอ่ยขึ้นอย่างผิดหวัง

เห็นทีวันนี้ นางคงมิได้มาด้วยกระมังทองยกมือเกาหัวแก้เก้อ ด่อนจะกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงปลอบใจว่าเอาน่า พี่สินเมือง โอกาสหน้ายังมี ไว้วันหลัง ค่อยมาใหม่ก็ได้

ข้ามิน่าหลงคารมเจ้าเลย คนเป็นพี่บ่นอุบ ก่อนจะเดินออกมาจากบริเวณนั้น โดยมีอีกฝ่ายเร่งฝีเท้าตามมาด้วย

********************

แม้ว่าจะผิดหวังที่ไม่ได้พบดอกแก้วในวันนั้น แต่สินเมืองก็ยังไม่สิ้นความพยายาม เพราะอย่างน้อย เขาก็รู้แล้วว่า ควรไปดักรอที่ไหน โดยทุกวัน ตลอดสัปดาห์หลังจากนั้น สินเมืองจะหาเวลาแวะไปเตร็ดเตร่ใกล้กับสวนดอกไม้ที่ท้ายวังเสมอ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าเด็กสาวเลยสักครั้ง

บ่ายวันหนึ่ง ช่วงเวลาแดดร่มลมตก สินเมืองเดินเรื่อยๆมายังสวนดอกไม้ ความที่ผิดหวังมาตลอดทั้งสัปดาห์ทำให้ เขาเริ่มหมดความกระตือรือร้น ชายหนุ่มคิดว่า หากวันนี้ยังไม่พบกับนางอีก เขาคงไม่มาดักรอให้เสียเวลาเช่นนี้อีกแล้ว

สินเมืองเดินมายังโคนต้นมะม่วงที่เขาใช้เป็นที่ยืนรอ ก่อนจะกวาดสายตาเข้าไปในสวน อย่างไม่คาดหวังอะไร ทว่าในครั้งนี้ เขาต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นยินดีเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #446 ม่านเมฆา (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2556 / 01:46
    แปลว่าเจอแน่ๆ ทิ้งท้ายให้ลุ้นนะคะ
    #446
    0
  2. #140 ณราวดี (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 / 19:52

    สนุกล่ะสิ คราวนี้ คนทรยศไม่รอดแน่

    #140
    0