ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 30 : ดาบแรกของเด็กหนุ่ม(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 493
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ยามบ่ายที่ศาลาไม้หลังใหญ่ในพระราชอุทยาน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงประทับพักผ่อนพระอิริยาบทอยู่กับพระอัครชายาเทพกัลยา ศรีจุฬาลักษณ์ โดยมีนางข้าหลวงหลายสิบนางนั่งกึ่งหมอบเพื่อคอยถวายการรับใช้อยู่โดยรอบ ส่วนที่สนามหญ้าด้านข้างไม่ไกลจากศาลาที่ประทับมากนัก พระบรมราชาและพระอินทราชา พระราชโอรสทั้งสองพระองค์ทรงกำลังเล่นประลองอาวุธโดยใช้ดาบไม้อยู่

ได้อยู่กับเจ้าแลลูก เช่นนี้ ทำให้ข้ารู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก จอมคนตรัสพลางทอดพระเนตรไปยังพระราชโอรสทั้งสอง วันพรุ่ง ข้าก็ต้องเคลื่อนทัพขึ้นเหนือแล้ว คงอีกนับเดือน กว่าจักได้กลับมา

หม่อมฉันให้ละอายใจนัก กับสิ่งที่พระยายุทธิษเฐียรกระทำลง ไปจนเป็นเหตุให้เกิดสงครามครานี้ พระนางเทพกัลยาตรัสขึ้นอย่างไม่สบายพระทัย

พระบรมไตรโลกนาถทรงหันมายังพระอัครชายา เรื่องนี้หาใช่ความผิดเจ้า เหตุใดต้องละอายใจด้วย

หม่อมฉันกับพระยุทธิษเฐียรต่างก็สืบสายวงศ์พระร่วงเช่นเดียวกัน เมื่อผู้ที่เป็นญาติสนิทร่วมสายวงศ์เดียวกันกระทำผิดใหญ่หลวงดังนี้ หม่อมฉันก็อดรู้สึกมิได้ว่าตนต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

การครั้งนี้ เป็นประพฤติผิดของคนเพียงคนเดียว หาใช่ความผิดของสายวงศ์พระร่วงไม่พ่ออยู่หัวตรัสสุรเสียงอ่อนโยน เจ้าอย่าได้คิดมากให้กังวลใจเลย

เพคะ สีพระพักตร์ของพระอัครชายาแจ่มใสขึ้น เช่นนั้น หม่อมฉันแลลูกจักกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยคุ้มครองให้ทูลกระหม่อมทรงได้ชัยเหนืออริราชศัตรูพระนางเทพกัลยากราบทูลบอก

พ่ออยู่หัวทรงแย้มพระสรวลอย่างพอพระทัย นอกจากข้าจักมีกองทัพอันเข้มแข็งแล้ว ข้ายังมีเจ้าแลลูกคอยเป็นกำลังใจให้อีก เห็นที ศึกนี้ คงได้ชัยชำนะเป็นแน่แท้

******************

ภายในพลับพลาที่ประทับกลางค่ายหลวงของกองทัพเชียงใหม่ พญาติโลกราชประทับนั่งบนตั่งไม้ปูลาดด้วยหนังเสือโคร่ง พลางทอดพระเนตรเชลยศึกคนสำคัญที่พระราชโอรสเพิ่งนำตัวมาถวาย

สูหรือ คือหัวศึกปากยม หลวงพิจิตร จอมคนตรัสถาม ทว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ ใบหน้าเชิดตรง อย่างเด็ดเดี่ยว

โอหังนัก ท้าวศรีบุญเรืองตวาด “พ่อกูปากด้วย เป็นใดมึงมิตอบ

บุญเรืองพ่ออยู่หัวนครพิงค์ทรงหันไปปรามพระโอรสด้วยสุรเสียงเข้ม ทำให้เจ้าชายหนุ่มต้องก้มพักตร์ลง

พญาติโลกราชหันมาทอดพระเนตรนายทัพหนุ่มแห่งปากยมอีกครั้ง ก่อนจะแย้มสรวลบางๆท่าทางสีหน้าแววตา ที่ดูทะนงองอาจของอีกฝ่าย ทำให้จอมคนทรงถูกชะตา ข้าชอบคนกล้าคนเก่งนัก สูเป็นคนกล้า แม้มีคนเพียงสองสามร้อยยังหาญเข้าปล้นค่ายหลวงแห่งข้า คนเยี่ยงนี่แล ที่ข้าใคร่เลี้ยงไว้เป็นขุนหาญ

ขอบพระทัยที่ทรงเมตตา หลวงพิจิตรเอ่ยเป็นครั้งแรก “หากแต่ในโลกหล้า นายข้ามีเพียงหนึ่งเดียว คือ พ่ออยู่หัวแห่ง อโยธยาเท่านั้น

สูมิต้องรีบคิด ข้าจักให้เพลาสูได้ตัดสินใจ

มิว่าเป็นเมื่อใด ข้าก็หายอมจำนนไม่ ขอพระองค์จงประหารข้าเสียเถิด

หลวงพิจิตรพญายุทธิษเฐียรตรัสเอ่ยขึ้น “ข้าว่า ท่านจงตรองดูให้ดีก่อนจักเอ่ยสิ่งใดต่อไปเถิด มหาราชเจ้าทรงมีพระเมตตาหมายพระทัยชุบเลี้ยงท่านเยี่ยงนี้ หาควรที่ท่านจักปฎิเสธไม่

เจ้าเมืองปากยมเหยียดยิ้มพลางหันมายังผู้พูด พร้อมกล่าวว่า “พญาเถียน คนเนรคุณเช่นท่าน ทุรยศต่อแผ่นดินแลสหายตัวเองแล้ว ยังมีหน้ามาเกลี้ยกล่อมข้าให้ทำตัวเยี่ยงท่านอีกหรือ

อีกฝ่ายไม่พอใจ “ข้าหาได้ทุรยศผู้ใด เป็นด้วยพ่ออยู่หัวอโยธยามิได้รักษาสัจจะวาจา ข้าจึงต้องทำดังนี้

คำแก้ตัวของคนทุรยศ ถึงเยี่ยงไรก็ฟังมิขึ้น

นี่เจ้า!” พญายุทธิษเฐียรกำลังจะตรัสเถียงต่อด้วยความโกรธ ทว่าพญาติโลกราชทรงกระแอมขึ้นเบาๆเป็นเชิงปราม จึงทำให้เจ้าเมืองสองแควต้องสงบท่าทีลง

จอมคนเชียงใหม่ทรงหันมาทอดพระเนตรเชลยที่อยู่เบื้องพระพักตร์พลางแย้มสรวลเล็กน้อย การปราบพยศคนที่เก่งกล้าและทรนงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่จอมคนทรงโปรดปรานยิ่งนัก

เมื่อครู่ สูปากว่า ถึงเป็นตายอย่างใด ก็จักมิยอมเป็นขุนหาญของข้าใช่หรือไม่ พญาติโลกราชรับสั่งช้าๆ “แล้วหากข้านำลูกเมียสูมาที่นี่ด้วย สูจักปากเช่นไร

หลวงพิจิตรชะงักเล็กน้อย พระองค์หมายความเยี่ยงไร

ปากยมเหลือคนรบเพียงน้อยนิด สูคิดหรือว่า จักต้านทัพข้าได้ หากข้าส่งทัพไปเมื่อใด ก็คงเหยียบเวียงได้แหลกย่อยเมื่อนั้น”

ชาวอโยธยา หาได้ไร้ฝีมือเช่นดังที่ทรงคิดดอก

เช่นนั้น วันพรุ่งข้าจักส่งทัพไปหักเวียงสู จักได้รู้กันว่า ชาวอโยธยาเพียงน้อยจักต้านทัพเรือนหมื่นของข้าได้สักเพียงใดรับสั่งแล้ว พระเจ้าเชียงใหม่ก็ตรัสเรียกนายทัพผู้หนึ่ง “หมื่นม้าแก้ว

ข้าเจ้าอยู่นี่ มหาราชเจ้า

สูจงนำพลสามพันยกไปเผาปากยมให้สิ้น แล้วกุมตัวลูกเมียหลวงพิจิตรมาที่นี่พญาติโลกราชทรงมีพระบัญชา

 

เมื่อได้ยินดังนั้น หลวงพิจิตรก็เม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าเคร่งเครียดด้วยเป็นห่วงครอบครัวที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่จอมคนเชียงใหม่ซึ่งทรงสังเกตกิริยาของผู้เป็นเชลย ทรงแย้มพระสรวลอย่างพอพระทัย..

ทว่ายังไม่ทัน ที่หมื่นม้าแก้วจะนำทัพไปตีปากยม ก็มีข่าวมาว่า กองทัพอโยธยาซึ่งมีรี้พลแปดพันได้ยกมาชุมนุมพลยังปากยมแล้ว ทั้งมีทัพจากเมืองเชลียงอีกสี่พันที่ยกมาทางเหนือ ทำให้พญาติโลกราชจำต้องทรงกำหนดแผนศึกใหม่ โดยทรงโปรดให้หมื่นม้าแก้วคุมพลสี่พันไปสกัดทัพเชลียงและให้ท้าวศรีบุญเรืองคุมพลแปดพันลงไปสกัดทัพอโยธยา เพื่อป้องกันมิให้ทั้งสองทัพเข้าไปสมทบกับชาวเมืองสองแคว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าฝ่ายเชียงใหม่จะสามารถต้านทานฝ่ายตรงข้ามไว้ได้ ทว่าการแบ่งกำลังออกไป ก็ทำให้ไพร่พลที่เหลืออยู่ ไม่อาจหักเอาสองแควได้เช่นกันและทำได้แต่เพียงตั้งทัพล้อมเมืองเอาไว้เท่านั้น

ล่วงเข้าสัปดาห์ที่สาม ระหว่างที่กองทัพเชียงใหม่ยังล้อมเมืองสองแควอยู่นั้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็เสด็จนำทัพหลวงอันมีรี้พลสามหมื่นสามพันขึ้นมายังแคว้นฝ่ายเหนือ ครั้นเมื่อพญาติโลกราชทรงเห็นว่า ข้าศึกมีรี้พลเหนือกว่า จึงทรงมีพระบัญชาให้กองทัพเชียงใหม่ทั้งหมดรวมพลและถอยไปตั้งมั่นยังสุโขทัยเพื่อใช้เป็นปราการสำหรับตั้งรับกองทัพใหญ่ของฝ่ายอโยธยา

************** *******

ในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างสุโขทัยและสองแคว ทหารอโยธยาสิบสองนายเดินมาตามทางเก่าของฝูงช้างป่าซึ่งผ่านขึ้นไปยังเนินเขาเตี้ยๆที่ปกคลุมด้วยดงไม้หนาทึบ

ที่ด้านหน้ากลุ่ม สินเมืองเดินอยู่กับพันเข้มซึ่งเป็นนายหมวดลาดตระเวน เด็กหนุ่มคุ้นเคยกับนายหมวดผู้นี้เป็นอย่างดี ด้วยว่าพันเข้มนั้นเป็นทหารคนสนิทของหลวงอินทรัตน์ บิดาของเขา

ขณะที่ย่ำเท้าไป สินเมืองก็คอยสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวไปด้วย กองทหารที่เขาอยู่ด้วย เป็นหนึ่งในกองหาข่าวของทัพหลวงที่ถูกส่งล่วงหน้ามา เพื่อสืบความเคลื่อนไหวของกองทัพเชียงใหม่

แสงแดดที่ส่องผ่านเรือนยอดไม้ลงมาเริ่มร้อนขึ้น บอกถึงเวลาใกล้เที่ยง พันเข้มหันมาถามผู้อ่อนวัยกว่าที่เดินอยู่ข้างๆว่า พ่อสินเมืองเหนื่อยบ้างหรือยัง เดินขึ้นเขาเยี่ยงนี้ ทางลำบากกว่าบนพื้นราบมากนัก

ข้ามิเหนื่อยดอก น้าเข้ม สนุกดีด้วยซ้ำไปเด็กหนุ่มตอบ

พ่อสินเมืองทั้งกล้าหาญแลเข้มแข็ง สมแล้วที่เป็นบุตรออกหลวงท่านอีกฝ่ายกล่าวชม

น้าเข้มอย่าชมมากเลย ข้าเอง จนถึงป่านนี้ ยังมิเคยประดาบสักครา ถึงเพลารบจริงจักกางตำราทันหรือไม่ก็ยังมิรู้ เด็กหนุ่มพูดพร้อมยิ้มเล็กน้อย ก่อนถามกลับว่า “ว่าแต่ ยามนี้ พวกเรามาถึงที่ใดแล้วหรือ

หากคะเนมิผิด คงอยู่ห่างจากสุโขทัยมิเกินระยะเดินเท้าหนึ่งวัน

เรามาถึงนี่ ยังมิพบร่องรอยข้าศึก ข้าคิดว่า เพลานี้ พวกมันคงไปชุมนุมพลหลังกำแพงเมืองหมดแล้วกระมัง

แม้ทัพเชียงใหม่จักชุมนุมพลอยู่ที่สุโขทัย แต่แถวนี้ก็อาจมีเหล่าเสือหมอบแมวเซาของมันอยู่... พันเข้มชะงักคำพูดไว้แค่นั้น ก่อนจะยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดเดิน สายตาของนายหมวดลาดตระเวนมองกราดไปยังดงไม้รอบตัว

ท่าทางของอีกฝ่ายทำให้สินเมืองสงสัย “มีอันใดหรือ

มีคนซุ่มอยู่แถวนี้ อีกฝ่ายตอบเบาๆ

ทันใดนั้น ก็มีลูกดอกพุ่งออกมาจากคบไม้ทางขวา พันเข้มที่ระวังตัวอยู่แล้วรีบเอี้ยวหลบ ก่อนขว้างมีดสั้นกลับไป

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ก่อนร่างหนึ่งจะร่วงตกลงมาจากคบไม้ ร่างนั้นเป็นชายฉกรรจ์ผิวเกรียมแดด ล่ำสัน ผมยาว โพกหัว ใส่เสื้อแขนกุด ผ่าหน้า สีเทาหม่น นุ่งผ้าสั้นปล่อยชายเป็นผ้าเตี่ยว

พวกว้า!” พันเข้มอุทาน เมื่อเห็นร่างไร้ชีวิตที่อยู่บนพื้นดินเบื้องหน้า ก่อนจะสั่งพวกทหารว่า “ทุกคนเตรียมพร้อม

ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงโห่ร้องดุร้าย ก่อนนักรบชาวป่าเกือบยี่สิบจะกรูกันออกมา หอกดาบในมือ กวัดแกว่งอย่างกระหายเลือด พันเข้มตะโกนสั่งให้ทหารอโยธยาเข้าปะทะทันที

ฆ่าพวกมันให้สิ้น!”

เมื่อสิ้นคำสั่ง การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น เสียงอาวุธกระทบกัน ตามมาด้วยเสียงคมดาบตัดผ่านเนื้อหนังมนุษย์ หลายร่างล้มฟุบลงกับพื้น เลือดไหลแดงฉาน

สินเมืองยกดาบขึ้นรับดาบนักรบว้าคนหนึ่ง ก่อนจะยกเท้าถีบมันคว่ำไป ทว่านักรบอีกคนก็ตรงเข้ามาพร้อมหอกในมือ เด็กหนุ่มถีบตัวกระโดดสูงจากพื้นร่วมสี่ศอกและตวัดดาบในมือไปด้วยสัญชาติญาณโดยแทบไม่ได้มอง

ฉัวะ...คอของนักรบว้าที่ถือหอกขาดกระเด็น เลือดพุ่งราวน้ำพุ

สินเมืองตะลึงมองผลงานของตน ร่างไร้หัวนั้นโงนเงนไปมาก่อนล้มคว่ำ

พ่อสินเมืองระวังข้างหลัง เสียงพันเข้มร้องตะโกนเตือน ทำให้เด็กหนุ่มหันกลับไปและพบนักรบว้าอีกคนกำลังเหวี่ยงดาบลงมาหมายผ่าลงกลางศีรษะเขา

เด็กหนุ่มเบี่ยงตัวหลบและฟาดดาบกลับไป ตัดร่างนั้นขาดสะพายแล่งล้มลงตาย เลือดสาดกระเซ็น..

ครู่ต่อมา ทุกอย่างก็จบลง ทั่วบริเวณมีร่างไร้วิญญาณของทหารอโยธยาห้านายกับนักรบว้าสิบสามคนนอนอยู่กลาดเกลื่อน ส่วนอีกสามคนได้รับบาดเจ็บและถูกทหารอโยธยาจับตัวไว้

สินเมืองยืนนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าของเขาว่างเปล่าปราศจากความรู้สึก บนพื้นดินรอบๆมีนักรบว้าห้าคนที่ถูกเขาสังหารนอนตายอยู่ ใบดาบในมือเด็กหนุ่มอาบด้วยเลือด หยาดเลือดบางส่วนเปรอะเปื้อนบนเครื่องแต่งกาย

พันเข้มเข้ามายืนข้างเด็กหนุ่มและกล่าวชม เมื่อครู่ พ่อสินเมืองเก่งมาก ขนาดถูกพวกมันสามคนรุมรบ ยังเอาชนะได้ในพริบตานายหมวดลาดตระเวนขมวดคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ เป็นอันใดรึ หรือว่าบาดเจ็บตรงไหน

เอ่อ..ข้า..เด็กหนุ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง ข้ามิได้เป็นอันใด

มิบาดเจ็บก็ดีแล้ว พันเข้มกล่าวพลางหันไปยังเชลยสามคนที่ถูกจับได้ อ้ายพวกนี้คงเป็นเสือหมอบแมวเซาของทัพเชียงใหม่เป็นแน่  ดีนักที่จับเป็นพวกมันได้ จักได้นำตัวกลับไปสอบความนายหมวดลาดตระเวนก้มลงดึงมีดสั้นจากศพนักรบว้าพลางพูดต่อไปว่า “อ้ายพวกว้านี้ดุร้ายนัก ข้ายินมาว่า เมื่อถึงหน้าทำไร่ พวกมันจักออกล่าคนแลตัดหัวเอาไปเซ่นผีไร่ แลยังมีว้าบางพวกที่เอาเนื้อคนมากินด้วย”

สินเมืองรู้สึกสยดสยองพะอืดพะอม “ราวกับพวกยักษ์พวกมารก็มิปาน”เด็กหนุ่มพูด

“พวกนี้มันเหมือนยักษ์มารจริงๆอย่างพ่อสินเมืองว่านั่นแล” อีกฝ่ายเห็นด้วยก่อนกล่าวว่า “ยามนี้ พวกเรารีบกลับค่ายกันเถิด ด้วยแถวนี้ อาจยังมีอุปนิกขิตของข้าศึกอยู่ เรามีคนน้อย หากพวกมันยกกันมามาก เราจักเสียทีได้” พูดจบ พันเข้มก็เดินไปสั่งพวกทหารให้เตรียมคุมเชลยกลับค่าย

สินเมืองขยับตัวจะก้าวตามอีกฝ่าย ก็พอดีว่าเท้าขวาสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง เขาก้มลงไปมองและถึงกับชะงักจนหน้าถอดสีเมื่อเห็นสิ่งที่วางอยู่แทบเท้า

...ศีรษะของนักรบว้าคนหนึ่งวางตะแคงอยู่บนพื้น ปากอ้า ดวงตาทั้งคู่เบิกโพลงคล้ายจะทวงถามชีวิตคืนจากผู้ที่สังหารตน เลือดสีแดงยังคงไหลรินออกมาจากลำคอที่ถูกตัดขาดออกจากร่าง...

***************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น