ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 29 : ผู้กล้าแห่งปากยม(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 485
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

 ยามเช้า ขณะสายหมอกเพิ่งจางหาย กลุ่มควันยังลอยอ้อยอิ่ง อยู่เหนือซากปรักหักพังของโรงเรือนร่วมยี่สิบหลัง โดยมีร่างของทหารเชียงใหม่ที่นอนตายเกลื่อนอยู่ทั่วบริเวณ

     พญาติโลกราชทรงขมวดพระขนงด้วยความกริ้ว หลังทอดพระเนตรคลังเสบียงที่ถูกเผาจนยับเยินก่อนรับสั่งขึ้นด้วยสุรเสียงดุดันชั่วห้าวัน พวกมันลอบปล้นค่ายกูถึงสามหน ซ้ำครานี้ ยังเผาเสบียงกูวอดสิ้น มีผู้ใดบ้างที่รู้ตัวอ้ายคนที่บังอาจมาเผาเสบียงแลฆ่าคนรบแห่งกู

ข้าแต่มหาราชเจ้า หมื่นม้าแก้วพนมมือถวายบังคมก่อนกราบทูลว่า “ข้าเจ้าสอบความจากเชลยที่กุมได้เมื่อคืน มันปากว่าหัวศึกที่คุมคนมาเผาเสบียงคือ หลวงพิจิตรแห่งปากยม

พญาเถียนจอมคนแห่งนครพิงค์ทรงหันไปยังพญายุทธิษเฐียร “สูรู้จักอ้ายผู้นี้ ฤาไม่

รู้จัก พระพุทธเจ้าข้าอีกฝ่ายกราบทูล หลวงพิจิตรผู้นี้ เป็นขุนพลที่ห้าวหาญแลมีฝีมือเข้มแข็ง เมื่อคราที่มหาราชทรงนำทัพมาตีเมืองสุโขทัยนั้น ก็เป็นมันผู้นี้แลที่นำทัพปากยมไปช่วยป้องกันสุโขทัย

เป็นมันดอกรึ จอมคนตรัส “มันผู้นี้อาจหาญนัก เมื่อคราก่อนก็ยันทัพข้าไว้ได้ มาครานี้ ยังหาญมาเผาสบียงเราอีก

ไหว้สา เจ้าพ่อท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลอาสาว่า ข้าเจ้าขออาสาไปกุดหัวมันผู้นั้นมาแทบบาทสู

พ่อจักให้สูนำทัพไปตีปราบทัพปากยม มหาราชแห่งล้านนารับสั่งกับพระโอรส “แลหากทำได้ จงกุมหัวศึกฝ่ายเขามาทั้งเป็น ด้วยพ่อใคร่แลหน้าอ้ายขุนหาญชาวใต้ผู้นี้ สักหน

ข้าเจ้ารับบัญชา

**********************

ในค่ายพักที่อยู่กลางป่าทึบนอกเมืองไชยนาทสองแคว หลวงพิจิตร เจ้าเมืองปากยมนั่งอยู่บนขอนไม้ในเพิงพัก ขณะฟังรายงานจาก หมื่นยง นายทัพคนสนิท

คนของข้านำความมาแจ้งว่า ยามนี้ พวกเชียงใหม่ได้ลำเลียงเสบียงจากสุโขทัยมายังค่ายที่สองแคว เพื่อทดแทนเสบียงที่ถูกเผาไปขอรับหมื่นยงกล่าวรายงาน

ข้ามิยอมให้เสบียงใหม่นี้ไปถึงมือพวกเชียงใหม่เป็นแน่ ดวงตาเจ้าเมืองปากยมเป็นประกายคมกล้า ก่อนจะสั่งการกับอีกฝ่ายว่า “เจ้าไปเตรียมคนให้พร้อม ค่ำนี้เราไปดักปล้นเสบียงข้าศึกกัน

แต่ท่านเจ้าเมือง ข้ารู้มาว่า พวกเชียงใหม่จัดไพร่พลคุ้มกันกองลำเลียงเสบียงเป็นอันมาก ลำพังรี้พลเรา มีเพียงร้อยยี่สิบคน คงมิพอ ข้าคิดว่า เราควรนำกำลังมาเพิ่มอีกจักเหมาะกว่า หมื่นยงเสนอความเห็น

เจ้าเมืองหนุ่มมองหน้าอีกฝ่าย เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่า ยามนี้ ทหารส่วนใหญ่ของเราต้องอยู่ช่วยรักษาเมืองสองแคว ด้วยนับแต่พญายุทธิษเฐียรคิดทุรยศนำทหารแลชาวเมืองไปเข้ากับเชียงใหม่แล้ว ในเมืองก็เหลือรี้พลอยู่น้อยนัก หากเราแบ่งพลจากในเมืองมาอีก ก็จักทำให้ไพร่พลที่รักษาเมืองลดน้อยลงไป ฉวยทัพเชียงใหม่เข้าตี ก็อาจต้านไว้มิอยู่

ข้ามิเข้าใจว่าเหตุใด พวกเราต้องมาเสี่ยงชีวิตป้องกันเมืองสองแคว ทั้งๆที่หาใช่บ้านเมืองของพวกเราไม่

หลวงพิจิตรยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดกับนายทหารคนสนิทด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่จริงจังว่า จริงอยู่ที่สองแควหาใช่เมืองของพวกเรา ทว่าจักเป็นไชยนาทสองแควหรือปากยมก็ล้วนเป็นแผ่นดินของศรีอโยธยาทั้งสิ้น ยามที่ข้าศึกยกมาย่ำยีแผ่นดินเช่นนี้ ในเมื่อพวกเราล้วนเป็นข้าทหารแห่งอโยธยา จักให้อยู่เฉยได้กระนั้นหรือ

**************

ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย กองเสบียงของทัพเชียงใหม่พักแรมอยู่ในทุ่งหญ้าซึ่งมีดงไม้กระจายเป็นหย่อมใกล้ชายป่าแห่งหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงัด ไพร่พลส่วนใหญ่นอนหลับอยู่รอบกองไฟ มีไม่กี่คนที่นั่งสัปหงกเฝ้ายาม เนื่องด้วย กองเสบียงพักอยู่ห่างค่ายหลวงเพียงระยะเดินครึ่งวัน จึงทำให้เหล่าทหารที่ควบคุมรู้สึกนอนใจ ไม่คิดว่าจะมีอันตรายใดๆ

ทันใดนั้นเอง ธนูจำนวนมากก็พุ่งเข้าใส่ค่ายพัก สร้างความโกลาหลแก่เหล่าไพร่พลเป็นอันมาก หลายคนถูกลูกธนูเสียบทะลุร่างล้มลงขาดใจตาย ขณะที่พวกที่เหลือต่างวิ่งวุ่นเข้าหาที่กำบัง

เมื่อฝนธนูหยุดลง เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นรอบทิศ ก่อนที่หลวงพิจิตรจะนำทหารของตนเข้าโจมตีกองลำเลียงเสบียงของพวกเชียงใหม่อย่างดุเดือด การโจมตีอย่างกะทันหัน ทำให้กองทหารเชียงใหม่ไม่ทันตั้งตัวโดยหลังจากการต่อสู้ดำเนินไปได้ไม่นาน ทหารเชียงใหม่ก็แตกพ่ายหนีไปจนหมดสิ้น

หมื่นยงมองไปยังเกวียนสิบเล่มที่ถูกทิ้งไว้ การนี้ง่ายนักขอรับ เหงื่อยังมิทันตก พวกมันก็แตกหนีไปสิ้นแล้ว

อย่าเพิ่งเจรจาอันใด จงเร่งขนเสบียงเหล่านี้ไปอย่าช้าที อันใดที่ขนไปมิไหวก็เผาเสียให้สิ้นหลวงพิจิตรกล่าว

ขอรับอีกฝ่ายรับคำสั่ง ก่อนจะรีบไปจัดการตามที่ผู้เป็นนายกล่าวทันที

ในขณะที่พวกทหารชาวเมืองปากยมกำลังจัดการกับเกวียนขนเสบียงอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากดังมาจากอีกฟากของทุ่งหญ้า ก่อนที่เงาตะคุ่มของกองทหารจำนวนหลายร้อยนายจะปรากฎขึ้น

พวกเชียงใหม่!”หลวงพิจิตรอุทานก่อนจะร้องตะโกนสั่งไพร่พล เผาเสบียงให้สิ้น แล้วเร่งถอยบัดเดี๋ยวนี้

ทว่ายังไม่ทันที่ทหารเมืองปากยมจะได้เผาเสบียง ก็ปรากฏทหารม้าและพลเดินเท้าอีกกลุ่ม ออกมาจากป่า ทำให้กองเกวียนถูกขนาบทั้งสองข้าง กองทหารทั้งสองกระจายกำลังเข้าล้อมกรอบทหารปากยมเอาไว้แทบจะในทันที

ท้าวศรีบุญเรืองบังคับม้าออกมาข้างหน้า ก่อนตรัสด้วยสุรเสียงอันดังว่าพวกสูสิ้นทางไปแล้ว จงวางดาบยอมแพ้เสีย หาไม่กูจักฟันคอเสียให้สิ้น

แทนคำตอบ หลวงพิจิตรนำไพร่พลบุกเข้าหาทหารเชียงใหม่ที่ตั้งขบวนล้อมอยู่ทันที เสียงคมอาวุธกระทบกันดังขึ้น ขณะที่การเข่นฆ่าในท้องทุ่งแห่งนั้นเริ่มขึ้นอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด ไพร่พลจำนวนมากล้มตายเกลื่อนทุ่ง หากแต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เพียงชั่วเวลาไม่นานเท่าใด ทหารเมืองปากยมก็ถูกสังหารลงจนเกือบหมด

กระทั่งก่อนเวลาฟ้าสางเล็กน้อย ก็เหลือเพียงหลวงพิจิตรกับหมื่นยงและไพร่พลอีกไม่ถึงยี่สิบคนที่ยังต่อสู้อยู่กลางวงล้อมของข้าศึกร่วมพัน รอบข้างซากศพของทหารทั้งสองฝ่ายนอนตายเกลื่อน

หัวศึกปากยมห้าวหาญฉะนี้ มิน่าเจ้าพ่อจึงใคร่ปะหน้ามัน ท้าวศรีบุญเรืองตรัสขณะมองภาพเบื้องหน้าก่อนจะทรงหันไปยังหมื่นหางช้างที่ยืนม้าอยู่เคียงข้าง

หมื่นหางช้าง สูพาพวกสมิงดำไปกุมอ้ายหัวศึกผู้นั้นมาทั้งเป็น ส่วนผู้อื่นฆ่าเสียให้สิ้น

รับบัญชา เจ้าแกมเมืองอีกฝ่ายพนมมือยกขึ้นจรดหน้าผากก่อนจะบังคับม้านำคนออกไป

กองทหารเชียงใหม่ขยายวงออกโดยยังตั้งล้อมเจ้าเมืองปากยมกับไพร่พลเอาไว้ และเปิดทางให้นักรบสมิงดำหนึ่งร้อยคนบุกเข้าโจมตีคนเหล่านั้น นักรบทั้งหมดล้วนใช้หอกยาวเป็นอาวุธและเข้าจู่โจมพร้อมกันทั้งสี่ด้าน

หลวงพิจิตรนำไพร่พลที่เหลือเข้าต่อสู้กับพวกสมิงดำอย่างสุดกำลัง ทว่าพวกเขาต่างก็เหนื่อยอ่อนจากการรบกับพวกเชียงใหม่มาเกือบค่อนคืนแล้ว จึงไม่อาจต้านทานศัตรูที่มีมากกว่าทั้งยังมีกระบวนยุทธที่พร้อมเพรียงได้ ทหารปากยมหลายคนถูกหอกพุ่งเสียบร่างล้มลงขาดใจตาย

หมื่นยงถูกนักรบสมิงดำคนหนึ่งใช้หอกแทงเข้าที่หน้าอกจนทะลุหลัง แต่ก็ยังแข็งใจดึงด้ามหอกเข้าหาตัวและเหวี่ยงดาบตัดคอนักรบคนนั้นขาดกระเด็น ก่อนที่ตัวเองจะสิ้นกำลังทรุดร่างลงกับพื้น เลือดแดงฉานไหลทะลักจากบาดแผล

หลวงพิจิตรปราดเข้าไปประคองร่างของลูกคนสนิทเอาไว้ ทว่าอีกฝ่ายได้สิ้นลมแล้ว เขากัดกรามแน่นและวางร่างนั้นลงก่อนจะเงยหน้ามองไปรอบๆ และพบว่ายามนี้ทหารของเขาได้ถูกพวกเชียงใหม่สังหารจนหมดสิ้นแล้ว

กูจักฆ่าพวกมึงให้สิ้น!” หลวงพิจิตรตะโกนลั่น ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ข้าศึกพร้อมดาบในมือ

**************

ยามเช้าที่ศาลาท่าน้ำหน้าบ้าน สินเมืองนั่งคุยกับทองที่มาเยี่ยมตั้งแต่เช้า หัวข้อที่สนทนากันไม่พ้นไปจากเรื่องข่าวศึกกองทัพเชียงใหม่ยกมาโจมตีเมืองสองแคว

ทัพออกญาเดโช ออกจากพระนครไปเกือบสิบราตรี ป่านนี้ ไม่แน่ว่าอาจถึงสองแควแล้วก็เป็นได้ สินเมืองกล่าว “เสียดายนัก ที่พี่มิได้ไปด้วย

แล้วเหตุใด พี่จึงมิไปด้วยเล่าอีกฝ่ายถาม

ก็ด้วยกองรบที่พี่สังกัดอยู่ มิได้ถูกเรียกเข้าร่วมทัพของท่านออกญาน่ะสิ พี่จึงมิได้ไปกับเขา

พี่สินเมืองใคร่ออกรบเยี่ยงนี้ พี่มินึกกลัวบ้างหรือทองถามต่อ

ชายชาติทหารเยี่ยงพี่ หาเกรงกลัวข้าศึกศัตรูไม่สินเมืองโอ่ อีกอย่าง พี่ก็ฝึกอาวุธมามาก มีหรือ จักสู้พวกยวนมิได้

ข้ามิชอบการสงครามสักเท่าใด มิรู้ว่าจักรบกันไปเพื่อสิ่งใด ต่างฝ่ายต่างอยู่ก็ดีแล้วทองพูดตามที่ตนคิด

เกิดเป็นชาย ถ้ากลัวศึกสงคราม จักสมเป็นชายได้ละหรือ สินเมืองว่า “นี่พี่หมายใจไว้ว่า หากให้ส่งทัพหนุนขึ้นไปเมื่อใด พี่ต้องไปด้วยให้จงได้ท้ายประโยค สายตาเด็กหนุ่มเป็นประกายอย่างมุ่งมั่น

**********

ภายในห้องทรงพระอักษรของพระราชวังกรุงศรีอโยธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงมีรับสั่งเรียกออกญามหาเสนา มาเข้าเฝ้า เพื่อหารือเรื่องการศึก

เมื่อเช้ามืด ข้าเพิ่งได้ข่าวจากม้าเร็วแต่หัวเมืองเหนือ แจ้งมาว่า เพลานี้ สุโขทัยถูกทัพเชียงใหม่ยึดได้แล้ว พ่ออยู่หัว อโยธยาตรัสด้วยพระสุรเสียงเคร่งเครียด ข้าสงสัยนักว่า เหตุใด ทัพฝ่ายเหนือจึงปล่อยให้สุโขทัยเสียแก่ข้าศึกโดยง่ายดังนี้ ทัพเชียงใหม่เข้าตีเพียงสามวันก็หักเมืองได้แล้ว

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ออกญามหาเสนากราบทูล อันเจ้าเมืองฝ่ายเหนือทั้งหลายนั้น มีความขัดแย้งคุกรุ่นอยู่ภายใน ด้วยต่างคนต่างก็มุ่งแต่รักษาอำนาจตน จึงมิอาจรวมน้ำใจเข้าสู้ศึกได้

เห็นทีเสร็จศึกครานี้ ข้าคงต้องทำอันใดบ้างเสียแล้ว จอมคนทรงรำพึง ก่อนมีรับสั่งว่า “แต่ยามนี้ เราคงต้องจัดทัพหนุนขึ้นไปช่วยหัวเมืองฝ่ายเหนือเพิ่มเติม ด้วยลำพัง ทัพของออกญาสีหราชเดโช คงมิอาจรับศึกได้แน่

ข้าพระพุทธเจ้าขออาสานำทัพหนุนขึ้นไปเอง พระพุทธเจ้าข้า

ข้ายินมาว่า พระเจ้าเชียงใหม่นำทัพมาเอง เช่นนี้แล้ว ข้าก็ควรนำทัพขึ้นไป จึงจักสมศักดิ์ศรีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถรับสั่ง ออกญามหาเสนา ท่านจงไปแต่งทัพให้พร้อม จงเรียกต้องพลทั้งหมดที่หาได้ใน อีกสี่วันเคลื่อนทัพ

รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า

*****************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #435 yukai (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 19:01
    สินเมือง จะได้ออกศึกเสียที
    #435
    0
  2. #410 สิตราณี (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 เมษายน 2556 / 14:24
    ไม่ได้อ่านเสียนาน กลับมาแล้ว ยังน่าติดตามเหมือนเดิม แล้วนี่หลวงพิจิตรจะเป็นไงน้า
    #410
    0
  3. #86 ดัชนีนาง (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 เมษายน 2554 / 22:05
    ต้องยอมสงบศึก เพราะต้าหมิงเหรอเนี่ย
    เสียดายจริงๆ เกือบตีแตกแล้วเชียว
    ว่าแต่ต้าหมิงสมัยนั้น เก่งนักเหรอ?
    #86
    0
  4. #81 narine (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 มีนาคม 2554 / 20:22

    แหม ต้าหมิงนี่ยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆ

    #81
    0