ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 28 : พญาเถียนเผยโฉม(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 455
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

หลังจากได้หลักฐานแล้ว หลวงอินทรัตน์ก็อำลาเจ้าเมืองปากยมและรีบเดินทางกลับอโยธยาในทันที

เมื่อออกญามหาเสนาทราบเรื่องและเห็นหลักฐานที่นายทหารคนสนิทนำมาให้แล้ว สมุหพระกลาโหมก็นำหลวงอินทรัตน์เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเพื่อถวายหลักฐานและกราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงนิ่งอึ้ง หลังสดับคำกราบบังคมทูลของออกญามหาเสนา จอมคนทรงแทบไม่อยากเชื่อว่า ผู้ทุรยศที่ลอบเป็นไส้ศึกให้ล้านนานั้น ที่แท้ก็คือ พญายุทธิษเฐียร พระสหายสนิทของพระองค์นั่นเอง

เจ้าบอกว่าได้สาส์นนี้มาจากที่ใด หลวงอินทรัตน์ พ่ออยู่หัวรับสั่งถาม

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า สาส์นนี้ ข้าพระพุทธเจ้าแลหลวงพิจิตร เจ้าเมืองปากยม ได้จากคนเดินหนังสือที่ออกมาแต่ตำหนักของพญายุทธิษเฐียร พระพุทธเจ้าข้าหลวงอินทรัตน์กราบทูลตอบ

แล้วเจ้าได้นำตัวคนเหล่านั้นมาด้วยหรือไม่

คนเดินสาส์นทั้งสามต่างมิยอมให้จับกุมแลได้ต่อสู้จนตัวตายทั้งหมด พระพุทธเจ้าข้า

พ่ออยู่หัวทรงขมวดพระขนงก่อนจะทอดพระเนตรแผ่นใบลานที่อยู่ในพระหัตถ์ สาส์นนั้นเขียนถึงพระเจ้าเชียงใหม่ โดยเนื้อความเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆภายในหัวเมืองฝ่ายเหนือ พระพักตร์ของจอมคนเครียดขึ้น เมื่อทรงพบว่า ลายมือในสาส์น คล้ายคลึงกันมากกับลายพระหัตถ์ของพญายุทธิษเฐียร

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ทั้งสาส์นฉบับนี้แลเรื่องที่พญาสองแควซ่องสุมกำลังไว้ในตำหนัก ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า มีความเป็นไปได้มาก ที่ยามนี้พญาสองแควกำลังคิดการทุรยศอยู่ออกญามหาเสนากราบทูล

คำกราบทูลของสมุหพระกลาโหมทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงนิ่งไปครู่ใหญ่ พระเนตรทั้งสองแฝงด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะทรงมีรับสั่งกับออกญามหาเสนาด้วยพระสุรเสียงเครียดว่า ท่านจงส่งคนถือหนังสือไปยังสองแคว แจ้งให้พญายุทธิษเฐียรมาพบข้าที่อโยธยา ข้าใคร่ถามความจริงกับเขาด้วยตนเอง

รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า

**********

ภายในห้องเล็กซึ่งอยู่ติดกับหอพระของคุ้มเจ้าเมืองสองแคว พญายุทธิษเฐียรทรงอ่านข้อความในสาส์นลับที่ติดมากับพิราบสื่อสาร ด้วยพระพักตร์เครียด

คนของเรา แจ้งว่า พ่ออยู่หัวทรงระแคะระคายเรื่องที่ข้าลอบติดต่อกับเชียงใหม่แล้ว พญาสองแควตรัสกับขุนศรีรักษา

เช่นนั้นจักทำเยี่ยงไรดี พระเจ้าข้า

ในเมื่อการเป็นดังนี้ ก็หาจำเป็นที่จะต้องปิดบังโฉมหน้ากันอีกต่อไปไม่

พระองค์จักแข็งเมืองฤา พระเจ้าข้า

เจ้าเมืองสองแควทรงพยักหน้า ใช่

หากทรงทำดังนั้น อโยธยาต้องส่งทัพมาปราบแน่แท้ขุนศรีรักษากราบทูลเตือน

การนี้ ข้าคิดไว้แล้ว พญายุทธิษเฐียรตรัส เจ้าจงเร่งส่งสาส์นไปกราบทูลพระเจ้าเชียงใหม่ว่า ข้าขอถวายเมืองสองแควให้อยู่ในขอบขัณฑสีมาของล้านนาแลขอให้ทางนั้นเร่งส่งทัพมายึดเมือง ก่อนที่ทัพอโยธยาจักมาถึง”

รับด้วยเกล้า พระเจ้าข้าอีกฝ่ายน้อมรับ ก่อนออกไปจากห้อง

เมื่อขุนนางคนสนิทออกไปแล้ว พญาสองแควก็ทรงพึมพำขึ้นว่า “เป็นพระองค์ บีบให้ข้าต้องทำเยี่ยงนี้ พระราเมศวร”

**************************

ขณะเมื่อสองแควเตรียมการแข็งเมืองต่ออโยธยานั้น ทางด้านเชียงใหม่ พญาติโลกราชเพิ่งเสร็จสิ้นการศึกกับอาณาจักรล้านช้าง โดยกองทัพของพระองค์ได้รับชัยชนะอย่างงดงามเหนือทัพใหญ่ของศัตรู จนทำให้พระเจ้าล้านช้างส่งทูตมาเจรจาขอสงบศึก ถวายเครื่องราชบรรณาการและให้สัตย์ที่จะยุติการเป็นศัตรูกับล้านนาตลอดไป ซึ่งทางฝ่ายเชียงใหม่ก็ตอบตกลงรับข้อเสนอสงบศึก ด้วยพระเจ้าติโลกราชหมายรักษากำลังพลไว้ เพื่อเตรียมทำศึกใหญ่กับอโยธยา

หลังจอมคนเชียงใหม่เสด็จนำทัพกลับจากอาณาจักรล้านช้างได้หนึ่งสัปดาห์ พลม้าเร็วก็นำสาส์นแจ้งเจตจำนงค์ถวายเมืองสองแควของพญายุทธิษเฐียรขึ้นทูลเกล้าถวาย

ข้าเห็นว่านี่เป็นโอกาสอันเหมาะควร ที่ฝ่ายเราจักไปตีปราบแคว้นฝ่ายเหนือของอโยธยามาอยู่ใต้อำนาจนครพิงค์ พญาติโลกราชทรงรับสั่งในที่ประชุม หลังทอดพระเนตรเนื้อความในสาส์นจากเมืองสองแควแล้ว

ข้าแต่มหาราชเจ้าเจ้าหลวงหมื่นด้งนครยอหัตถ์ขึ้นใส่เกล้า ยามนี้คนรบฝ่ายเราเพิ่งเสร็จศึก หากยอคนลงใต้อีก ข้าเจ้าเกรงเหล่าคนหอกคนเครื่องจักต่อรบได้มิเต็มมือ ด้วยยังมิหายเหนื่อยล้าจากศึกหนก่อน

คำกราบทูลของแม่ทัพใหญ่ทำให้จอมคนทรงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะทรงหันไปตรัสถามเสนาบดีผู้หนึ่งว่า หมื่นด้ามพร้า, คนรบอันข้ามิได้เกณฑ์ไป เมื่อปราบศึกล้านช้างนั้น มีอยู่เท่าใด

ราวสองหมื่น มหาราช

ดีพระพักตร์พญาติโลกราชแสดงความพอพระทัย ข้าจักนำฝูงเขาเหล่านั้นลงไปรบชาวใต้ในหนนี้

ข้าแต่มหาราชเจ้า การพาคนไปเท่านั้น เสี่ยงนัก แม้นพญาใต้แต่งทัพใหญ่มา อาจสู้เขามิได้หมื่นด้งกราบทูลเตือน

หากยึดสองแควได้ก่อนทัพใต้มาถึง แม้จักตีปราบเขามิได้ แต่การใช้สองแควเป็นที่มั่นรับศึก ย่อมมิยากเกินกำลังพระเจ้าเชียงใหม่ตรัสอย่างมั่นพระทัย แลข้าก็ตัดสินใจแล้ว ว่าจักยกทัพไปตามคำขอของพญาเถียน

เช่นนั้น ขอข้าเจ้าเป็นทัพหน้าในการนี้ด้วยเทอญ

มิต้องดอกพญาติโลกราชทรงแย้มสรวล รบศึกลาว สูเหนื่อยนักแล้ว ครานี้ จงอยู่เฝ้าเวียงเถิด

*************

ขณะนครพิงค์กำลังเตรียมทัพเพื่อยกลงมาตามคำขอของพญาสองแควนั้น ทางอโยธยา หลังพระบรมไตรโลกนาถทรงทราบว่า พญายุทธิษเฐียรแข็งเมือง ก็ทรงพิโรธระคนผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงแน่พระทัยแล้วว่า สหายเก่าของพระองค์ได้แปรพักตร์ไปเข้ากับนครพิงค์ พระองค์จึงทรงมีพระบัญชาให้หัวเมืองฝ่ายเหนืออื่นๆจัดทัพเข้าตีเมืองสองแควและกุมตัวพญายุทธิษเฐียรส่งมาลงอาญายังพระนคร

ทว่ายังมิทันที่กองทัพผสมของหัวเมืองฝ่ายเหนือจะยกไปตีสองแควนั้นเอง ก็มีข่าวมาว่าพญายุทธิษเฐียรได้นำทหารและชาวเมืองราวหมื่นเศษอพยพข้ามแดนไปยังล้านนาประเทศแล้ว

ไอ้เพื่อนทุรยศ ! ข้าต้องนำตัวมันมาลงทัณฑ์ให้จงได้ พระบรมไตรโลกนาถตรัสด้วยความกริ้วโกรธ เมื่อทรงทราบว่า พญายุทธิษเฐียรกวาดต้อนชาวเมืองหนีไปยังล้านนาแล้ว

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้าออกญามหาเสนากราบทูล “เมื่อพญายุทธิษเฐียรแปรภักดิ์ไปเข้าแก่ล้านนาดังนี้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า พญาทุรยศผู้นั้นอาจขอให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพมาช่วยยึดสองแคว ก็เป็นได้ พระพุทธเจ้าข้า

หากเชียงใหม่ส่งทัพใหญ่ลงมา ลำพังทัพฝ่ายเหนืออาจต้านไว้มิอยู่ สีพระพักตร์พ่ออยู่หัวเคร่งเครียด พระองค์ทรงหันไปยังแม่ทัพผู้หนึ่งและมีพระบัญชาว่า “ออกญาสีหราชเดโช, เจ้าจงนำพลแปดพันเร่งยกขึ้นไปช่วยป้องกันหัวเมืองฝ่ายเหนือเอาไว้ หากเหลือบ่ากว่าแรงอย่างใด จงรีบส่งข่าวมา ข้าจักนำทัพหลวงขึ้นไปหนุนช่วย

รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า

**************

ในขณะที่อโยธยากำลังเตรียมทัพขึ้นมาช่วยหัวเมืองฝ่ายเหนือ พญาติโลกราชก็ได้เสด็จนำทัพเชียงใหม่สองหมื่นรวมกับรี้พลของพญายุทธิษเฐียรอีกห้าพันข้ามแดนมาตีสุโขทัย โดยใช้เวลาเพียงสามวัน ทัพเชียงใหม่ก็สามารถยึดเมืองได้ จากนั้นพญาติโลกราชก็ทรงนำทัพเข้าตีสองแคว

ทางด้านเมืองปากยม เมื่อหลวงพิจิตร ผู้เป็นเจ้าเมืองทราบว่าทัพยวนตีสุโขทัยได้แล้วและกำลังจะยกเข้าตีไชยนาทสองแคว ก็รีบจัดไพร่พลเพื่อยกไปช่วยเมืองสองแควในทันที

ที่เรือนของเจ้าเมืองปากยม ผู้เป็นเจ้าของเรือนแต่งกายรัดกุมสวมเกราะ ยืนอยู่ที่ชานบ้าน โดยมีหญิงสาวสวยวัยยี่สิบแปดปีและเด็กหญิงวัยสิบขวบอีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย

ข้ามิใคร่ให้ท่านพี่ไปศึกครานี้เลยหญิงสาวผู้นั้นกล่าวกับหลวงพิจิตร ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงกังวล

เจ้าเมืองปากยมยิ้มเล็กน้อย พี่เป็นข้าทหารนะสารภี เมื่อมีศึกมาย่ำยีบ้านเมืองดังนี้ จักให้อยู่เฉยได้เยี่ยงไร

ข้ามิเห็นว่า เจ้าเมืองคนอื่นๆจักเร่งยกไปช่วยสองแควเหมือนดังพี่เลยสารภีกล่าวกับผู้เป็นสามี

ผู้อื่นจักทำเยี่ยงไร ก็ช่างเขา สำหรับพี่นั้น ขอทำหน้าที่ต่อบ้านเมืองให้ดีที่สุดก็พอแล้ว

แต่ข้าศึกมีรี้พลมากกว่าทัพเรายิ่งนัก ข้าเกรงว่า...

หลวงพิจิตรเอามือแตะไหล่ภรรยาเบาๆ พี่จักระวังตัวให้มาก เจ้าเองอยู่ทางนี้มิต้องกังวลดอก

เมื่อได้ยินดังนั้น สารภีจึงได้แต่พยักหน้ารับ แม้ว่าสีหน้ายังมิคลายกังวล

เจ้ามุก หลวงพิจิตรเรียกเด็กหญิง พ่อมิอยู่แล้ว อย่าดื้อกับแม่นะ

พ่อจักไปที่ใดหรือ

พ่อต้องไปศึก แต่มินานก็จักกลับมา

ข้าใคร่ไปกับพ่อด้วย

เจ้ายังเด็ก ทั้งเป็นหญิง ไปศึกกับพ่อมิได้ดอก

มุกขมวดคิ้ว อย่างข้องใจ เป็นใด หญิงจึงออกรบมิได้

เรื่องรบทัพจับศึกเป็นการของชาย หาใช่เรื่องของหญิงไม่

ก็แล้วเหตุใด การรบทัพจับศึก จึงมิใช่เรื่องของหญิงเล่า พ่อเด็กหญิงซักถามต่อ

เอาไว้ พ่อกลับมาเมื่อใด ค่อยคุยเรื่องนี้กันใหม่ก็แล้วกันหลวงพิจิตรตัดบท ก่อนอุ้มบุตรสาวขึ้นมากอดไว้ แต่ยามนี้ มาให้พ่อชื่นใจสักหน่อยเถิดพูดจบก็หอมแก้มของเด็กหญิงอย่างรักใคร่เอ็นดู จากนั้นจึงวางบุตรสาวลงและหันไปกล่าวกับภรรยาว่า พี่ฝากลูกด้วยนะ สารภี

พี่จักไปแล้วหรืออีกฝ่ายถามพร้อมกับโอบร่างของเด็กหญิงเอาไว้

ผู้เป็นสามีพยักหน้า ใกล้เพลาเคลื่อนทัพแล้ว ช้านัก พวกไพร่พลจักรอนาน

ข้าจักสวดภาวนาขอให้คุณพระรัตนไตรแลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง ช่วยคุ้มครองพี่ให้ปลอดภัย สารภีบอก

ขอบน้ำใจเจ้ามาก หลวงพิจิตรกล่าวพลางยิ้มให้ภรรยาและบุตรสาว ก่อนจะเดินลงจากเรือน ขณะผู้เป็นภรรยามองตามด้วยความห่วงใยจนร่างนั้นลับสายตา

****************


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #434 yukai (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 18:52
    คนข้างหลัง  อดกังวลไม่ได้
    #434
    0
  2. #80 ดัชนีนาง (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 20 มีนาคม 2554 / 21:34
    อยากรู้จังว่าจะเป็นยังไงต่อ...
    กำลังสนุกเลยค่ะ ^^
    #80
    0